Practical Report “แรงงานราคาถูก” วิกฤตและโอกาสในศตวรรษที่ 21

อารยธรรมโรมันที่เคยยิ่งใหญ่และยึดครองไปครึ่งค่อนโลก ในท้ายที่สุดก็ล่มสลายลงด้วยน้ำมือของอนารยชนคนป่าเถื่อนที่ตนเองเคยหมิ่นแคลน

ศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจยุโรปและอเมริกาที่เคยเกรียงไกรด้วยแสนยานุภาพแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็กำลังทรุดโทรมเสื่อมถอย เมื่อเผชิญการท้าทายจากประเทศกำลังพัฒนาแห่งเอเชีย

“แรงงานราคาถูก” นับเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการบั่นทอนความเกรียงไกรของโลกตะวันตก เพราะแม้แต่คนอเมริกันที่ถูกกล่อมเกลาจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดให้เลือดรักชาติอุ่นระอุ ก็กลับยินดีจะซื้อหาสินค้าราคาถูกจากจีนมากกว่าจะสนับสนุนสินค้าของเพื่อนร่วมชาติเดียวกัน

ประเทศไทยที่เคยเชื่อถืองมงายในแนวทางการพัฒนาประเทศที่พร่ำสอนโดยโลกตะวันตก ให้ละทิ้งยุทธศาสตร์แรงงานราคาถูกไปสู่แรงงานราคาแพงที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและนวัตกรรม ย่อมต้องกลับมาทบทวนตนเองอีกครั้ง เพราะแม้แต่ปรมาจารย์ผู้พร่ำสอนก็ยังเอาตัวไม่รอดจากโลกาภิวัตน์ที่ไหลแรงเชี่ยวกราก

1. ความเย้ายวนของ “โลกาภิวัตน์ราคาถูก”

ชนชั้นแรงงานชาวตะวันตกไม่ได้หยิ่งทระนงอย่างที่เชื่อถือกัน ในฐานะปัจเจกชนพวกเขาอาจยินดีลดค่าแรงตัวเองให้สามารถแข่งขันกับชนชั้นแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาได้ อย่างไรก็ตาม ค่าครองชีพที่สูงลิบก็เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนั้น หากจะลดค่าแรงทั้งระบบเพื่อทำให้ค่าครองชีพถูกลง ก็จะเกิดปัญหาความเชื่อใจขึ้นมาว่า “ถ้าเราเป็นคนกลุ่มแรกที่ยินยอมลดค่าแรง แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่เหลือจะไม่บิดพริ้วคดโกง”

ระบบรัฐสวัสดิการและค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อการเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน และโรงงานของบริษัทข้ามชาติมีความยากลำบากและต้นทุนที่สูงลิบ หากทว่าเมื่อเทคโนโลยีการขนส่งและสื่อสารได้พัฒนาอย่างยิ่งยวดในปลายศตวรรษที่ 20 การย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีค่าแรงราคาถูกก็กลายเป็นเรื่องสะดวกสบาย การเคลื่อนย้ายสินค้าราคาถูกไปยังประเทศพัฒนาก็กลายเป็นเรื่องสนุกสนาน อารยธรรมราคาแพงและความเชื่อมั่นในตนเองของชนชาติตะวันตกจึงเริ่มตกต่ำลงนับจากบัดนั้นเป็นต้นมา

2. มายาคติเพ้อฝันของ “ประชานิยมเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ” (Dual Track Policy)

แนวคิดที่ว่าประเทศไทยควรพึ่งพาทั้งตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศควบคู่กันไปเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม หากทว่าวิธีการมักง่ายที่เน้นการแจกจ่ายเงินผ่านนโยบายประชานิยมและการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะในระยะยาวแล้วจะทำให้ค่าครองชีพของคนไทยสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันลดลง สินค้าจากตลาดโลกที่ถูกกว่าหรือดีกว่าก็จะแห่กันเข้ามาดูดซับกำลังซื้อของคนไทยที่สูงขึ้นจากนโยบายประชานิยมไปจนหมดสิ้น นี่คือ หายนะที่ประเทศตะวันตกเผชิญมาแล้ว ประเทศไทยจึงไม่ควรก้าวย่ำซ้ำรอย

ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกอย่างเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีโดยมีต้นทุนต่ำ ตลาดภายนอกและตลาดภายในจึงแทบจะไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไป เพราะทั้งหมดได้เชื่อมร้อยกันเหลือเพียงตลาดเดียวนั่นคือ “ตลาดโลก” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนตั้งแต่ผู้ประกอบการและแรงงานจะต้องพัฒนาขีดความสามารถตนเองให้มีคุณภาพที่ดีเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม

3. ประเทศไทยสำหรับทุกชนชั้น (Thailand for all)

การยึดติดจมปลักกับยุทธศาสตร์แรงงานราคาถูกเท่านั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดีอีกต่อไป เพราะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงของทั้งจีนและเวียดนามที่กำลังมาแรง หากทว่า การพุ่งทะยานไปสู่ยุทธศาสตร์ค่าแรงราคาแพง ที่ไม่สามารถส่งมอบคุณภาพ นวัตกรรม และการออกแบบได้คุ้มค่ากับที่ลูกค้าจากตลาดโลกยินดีจะจ่าย ก็ย่อมเป็นเรื่องโง่เขลาอีกเช่นเดียวกัน

ทางออกที่ดีกว่า คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับทุกชนชั้น นั่นคือ ขายได้ทั้งสินค้าราคาถูกคุณภาพดี ไปจนกระทั่งถึงสินค้าราคาแพงโก้หรู โดยเน้นไปที่การพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศให้สอดคล้องต้องกัน

ประเทศไทยต้องพัฒนาตนเองให้เป็น Labour Hub ในการเชื่อมร้อยแรงงานจากทั่วทุกมุมโลกให้มาร่วมมือกับแรงงานไทยในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

เริ่มต้นด้วย “แรงงานราคาถูก” จากประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าประเทศไทย โดยมีการดูแลด้านสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยในชีวิตที่ดีกว่าประเทศบ้านเกิด ทั้งหมดนี้ย่อมทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาระดับราคาสินค้าขั้นพื้นฐานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้

สำหรับแรงงานทักษะสูงทั้งในเชิงนวัตกรรมและการออกแบบจากประเทศพัฒนาที่กำลังตกต่ำและมีปัญหาคนล้นงาน ก็ย่อมยินดีรับค่าแรงที่ถูกกว่าจากประเทศไทย หากเราสามารถรักษาสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานที่มีราคาถูกไว้ได้ เมื่อแรงงานทักษะสูงหลากหลายเชื้อชาติได้หลั่งไหลเข้ามาทำงานร่วมกับคนไทย ก็ย่อมบ่มเพาะฟูมฟักให้เกิดสภาวะแวดล้อมสร้างสรรค์ (Creative Ecology) ที่จะช่วยให้คนไทยพัฒนาทักษะในด้านนวัตกรรมและการออกแบบได้อย่างรวดเร็ว และยิ่งมีคนเก่งมารวมตัวกันมากเท่าไร ก็ยิ่งจะดึงดูดคนเก่งจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมมือกันได้มากเท่านั้น

ศตวรรษที่ 21 เป็นโลกแห่งการแข่งขันไร้พรมแดน การหวังพึ่งตลาดที่กว้างใหญ่ของประเทศพัฒนาหรือตลาดภายในประเทศที่คิดว่าเป็นของตายย่อมไม่ใช่เรื่องฉลาดอีกต่อไป หากประเทศไทยยังต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง โดยการพัฒนาทรัพยากรแรงงานให้สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและราคาซึ่งสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย

  • http://www.facebook.com/sorrawut.p ปิงย์ ปิงค์ Sorrawut

    ถ้ามองในมุมของ ความสามารถในการแข่งขัน ระหว่างประเทศ ก็ใช่เลยครับ

    แต่ True Story คือ “เราไม่สามารถรักษาสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานที่มีราคาถูกไว้ได้”และกลายเป็นว่า สินค้าเหล้านี้ กลับมีอัตราราคาเพิ่มสูงขึ้น มากกว่า ราคาค่าแรง ถ้าเราทำสองสิ่งนี้ควบคู่กันไปได้ ผมก็คิดว่าดีเช่นกันครับ