Leader : วาระใหม่เอเชีย
April 7, 2009
การประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม และประเทศเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 20 ประเทศ หรือ จี-20 ได้กำหนดให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เป็นกลไกหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก โดยนอกจากการเพิ่มวงเงินกู้ของไอเอ็มเอฟขึ้นเป็นสามเท่าสู่ระดับ 7.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (26.25 ล้านล้านบาท) แล้ว กลุ่ม-20 ยังได้สนับสนุนเงินทุนลงในสินทรัพย์สำรองของไอเอ็มเอฟ หรือ Special Drawing Rights (SDR) อีก 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (8.75 ล้านล้านบาท) นี่เป็นส่วนหนึ่งของวงเงินอัดฉีดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกจำนวน 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (38.5 ล้านล้านบาท)
ความเอาจริงเอาจังจากที่ประชุมกลุ่ม-20 เริ่มสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก หลายประเทศในโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจขึ้นมาบ้างแล้ว การฟื้นตัวครั้งนี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนจริงหรือไม่ยังคงต้องติดตามกันต่อไป
นอกเหนือจากแพ็คเกจวงเงินกู้ครั้งใหญ่นี้ ยังพ่วงการปฏิรูปโครงสร้างระบบการเงินของโลก และโครงสร้างของตัวไอเอ็มเอฟเอง โดยการผลักดันของประธานาธิบดีโอบามา เขาได้ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงเสียงโหวต ซึ่งสะท้อนตามสัดส่วนเงินลงทุน (SDR) ในไอเอ็มเอฟให้มีความเป็นธรรมขึ้น กล่าวคือจะยอมรับเสียงจากประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการเลือกตั้งผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ให้มาจากประเทศเกิดใหม่อย่างอินเดีย หรือบราซิล ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยผูกขาดอยู่เฉพาะตัวแทนจากทวีปยุโรปเท่านั้น นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นบทบาทในทางเศรษฐกิจบนเวทีโลก ที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศเกิดใหม่ อย่าง BRIC (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย และ จีน)
การเปิดกว้างของสหรัฐอเมริกา และประเทศยุโรป ต่อประเทศเกิดใหม่ดูผิวเผินเหมือนว่าดี หากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นจริง ทุกสิ่งก็ดูเหมือนว่าจะกลับมาเป็นปกติเช่นเดิม แต่ทว่าปัญหาที่แท้จริงต่อระบบการเงินโลกในระยะยาว ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้พรมนั้น ยังไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่ประชุมกลุ่ม-20 มาตรการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น แต่ความเคลื่อนไหวที่กำลังสั่นสะเทือนระบบการเงินโลกที่แท้จริงนั้นกำลังเกิดขึ้น
ธนาคารกลางของสามประเทศเอเชีย คือไทย, มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย กำลังสนับสนุนข้อเรียกร้องของ นายโจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ให้มีการใช้ SDR เป็นมาตรฐานสำหรับทุนสำรองแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา พร้อมเสนอให้ยกเครื่องระบบการเงินโลกที่ไร้การครอบงำจากสหรัฐอเมริกา
SDR ที่ถูกกล่าวถึงตอนต้นของบทความ นอกจากจะเป็นเงินลงทุนในกองทุนของไอเอ็มเอฟ เพื่อกำหนดสิทธิถอนเงินฉุกเฉินแล้ว ในอีกด้านหนึ่ง SDR ยังมีสภาพเป็นสกุลเงินสกุลหนึ่งอีกด้วย เพียงแต่มันไม่ได้มีสภาพเป็นเงินตราที่แลกเปลี่ยนได้เช่นเดียวกับ เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ตามปกติ SDR มีลักษณะเป็นตระกร้าเงินที่ประกอบด้วยสกุลเงินสำคัญของโลก เช่น ดอลลาร์-เยน-ปอนด์-ยูโร (ล่าสุดมีสัดส่วนของแต่ละสกุลเงิน ในตระกร้าเงินเท่ากับ 44%, 11%, 11% และ 34% ตามลำดับ)
ระบบการเงินโลกในปัจจุบัน กำลังป่วยไข้จากสภาพที่ไม่สมดุลอย่างมาก (Global imbalance) ระหว่างซีกโลกตะวันออกกับซีกโลกตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา เนื่องเพราะประเทศในเอเชียได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก เมื่อเกินดุลการค้ามากเข้า ก็จะมีเงินทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก ประเทศเอเชียจำเป็นต้องปกป้องมูลค่าของเงินทุนสำรองเหล่านี้ด้วยการเข้าไปถือสินทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา เช่นพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นต้น
การที่ประเทศเอเชียเข้าไปซื้อพันธบัตรสหรัฐ ในอีกความหมายหนึ่งนั่นคือประเทศเอเชียกำลังเป็นประเทศผู้ให้กู้สุทธิ (Net Lender) ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกากำลังทำตัวเป็นผู้กู้สุทธิ (Net Borrower) การกู้ยืมนี้กระทำกันอย่างกว้างขวางทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาครัฐพิจารณาได้จากการวางแผนขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องในอีก 10 ปีข้างหน้า ส่วนภาคเอกชนดูได้จากการเป็นหนี้บัตรเครดิต และการกู้ยืมของประชาชน การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และนี่ก็หมายถึงการที่โลกจำต้องพึ่งพาการบริโภคของประชาชนสหรัฐอเมริกาตามไปด้วย
ความป่วยไข้นี้กำลังส่งผลกระทบกับสหรัฐฯ ในแง่ที่เกิดจรรยาวิบัติ (moral hazard) อันได้แก่ การกู้ยืมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้, การบริโภคเกินความจำเป็น และการปกป้องอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโยงใยเป็นลูกโซ่ และเมื่อถึงจุดพลิกผัน เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ล้มครืนลง และส่งผลกระเทือนถึงทั้งโลก ทั้งที่ประเทศเอเชียไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาเลย
เมื่อเกิดปัญหาแล้วสหรัฐฯ ก็ใช้เงินที่กู้ผ่านดอลลาร์นี่แหละ มากระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ที่สำคัญเงินกู้เหล่านี้สหรัฐอเมริกาไม่จำเป็นต้องเสียดอกเบี้ย หรือปฏิบัติตามเงิื่อนไขที่มากับเงินกู้ ดังที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่มากับไอเอ็มเอฟเมื่อครั้งประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แม้แต่น้อย เงื่อนไขที่เปรียบเสมือน “ยาแรง” ที่คิดกันว่าจะสร้างความเชื่อมั่นเหล่านั้น ภายหลังไอเอ็มเอฟก็ได้ยอมรับว่าได้กำหนดมาตรการที่ไม่ถูกต้องให้กับประเทศไทย และยิ่งส่งผลเสียหายกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น (ในสหรัฐฯ ไม่ได้มีมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเคร่งครัด เหมือนกับที่ไทยปฏิบัติตามไอเอ็มเอฟ)

สัดส่วนของเงินทุนสำรองอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 4.09 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากประเทศที่เข้าร่วมประชุมเอเชียซัมมิต
การประชุมเอเชียซัมมิต (East Asia Summit : EAS) ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่พัทยา ในวันที่ 10 – 12 เมษายน ศกนี้นั้น เป็นการประชุมของประเทศในเอเชีย จำนวน 16 ประเทศ ทั้งหมดนี้มีเงินทุนสำรองแลกเปลี่ยนรวมกันถึง 4.09 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (143.15 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 57.68% ของเงินทุนสำรองแลกเปลี่ยนจากทุกประเทศในโลก และนี่จะเป็นการประชุมที่ปราศจากอิทธิพลของประเทศสหรัฐอเมริกา
ดังนั้นไม่เพียงแต่วาระการสนับสนุนความต่อเนื่องจากผลการประชุมกลุ่ม-20 ที่ลอนดอน แต่ประเทศเอเชียนอกจากจะต้องให้การสนับสนุนแนวคิดการใช้ SDR เป็นสกุลเงินทางเลือกจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อเสนอของจีนแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังควรเสนอบทบาทของตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Markets) ให้มีความคืบหน้า และเพิ่มความสำคัญให้มากยิ่งขึ้น ความหมายที่แท้จริงของทั้ง SDR และ พันธบัตรเอเชีย นั้นเป็นการประกาศอิสรภาพจากการครอบงำดอลลาร์สหรัฐในโลก และสำหรับพันธบัตรเอเชียนั้น จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศเอเชียด้วยกันจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากสหรัฐอเมริกาเองด้วย
พันธบัตรเอเชีย จะทำให้เงินออมของชาวเอเชีย ถูกย้อนกลับไปใช้ประโยชน์ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประเทศเอเชียเอง ในด้านหนึ่งข้อเสนอเหล่านี้จะกระทบกระเทือนกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำรงสถานะเป็นมหาอำนาจเดี่ยวของโลก
นี่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องการความกล้าหาญของผู้นำ ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพื่อผลประโยชน์กับประเทศ และภูมิภาคนี้ในระยะยาว
Comments
7 Responses to “Leader : วาระใหม่เอเชีย”
Got something to say?






เขียนได้ดีครับ
ผมพึ่งอ่านผลงานเล่มใหม่ของ ดร. สมภพ ก็พูดคล้ายๆแบบนี้
รู้สึกว่า จะมีการจัดประชุมกลุ่มอาเซียนที่ประเทศจีน ในวันที่ 12 เมษายนนี้
“พันธบัตรเอเชีย จะทำให้เงินออมของชาวเอเชีย ถูกย้อนกลับไปใช้ประโยชน์ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาให้เกิด ประโยชน์กับประเทศเอเชียเอง ในด้านหนึ่งข้อเสนอเหล่านี้จะกระทบกระเทือนกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำรงสถานะเป็นมหาอำนาจเดี่ยวของโลก”
ผมได้ยินแว่วมาว่า การประชุมที่จะมาถึงนี้ อาจมีเรื่องที่ยิ่งกว่า “พันธบัตรเอเซีย” อีกนะครับ ดังนั้น จึงยิ่งน่าจะกระเทือนผลประโยชน์ของสหรัฐยิ่งกว่าเดิม
ผมคิดว่า “จีน” เลือกที่จะเปิดเกมส์ได้สวยมาก เพราะในยามที่สหรัฐอ่อนแอทางเศรษฐกิจนั้น คงมีอำนาจและเวลาที่น้อยลงในการเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ เพราะแค่แก้ปัญหาตัวเองก็เหนื่อยแล้ว
อยากย้ำให้เข้าใจอีกครั้งว่า ในตอนนี้นั้น “ผลประโยชน์ของสหรัฐ” ไม่ใช่ผลประโยชน์ของโลกอีกต่อไป เพราะ “จีน” ก็กลายเป็นผู้บริโภครายใหญ่เหมือนกัน
ยิ่งถ้า “เอเซีย” เชื่อมกันเองยิ่งขึ้น ก็อาจชดเชยแรงซื้อที่หายไปของสหรัฐอเมริกาได้ในระดับหนึ่ง
อย่าลืมว่า “จีน” ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ตลาดภายในยังโตได้อีกมาก ที่สำคัญ รัฐบาลจีนมีเงินเหลือมากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ซึ่งนอกจากจีนจะได้ประโยชน์แล้ว ประเทศในเอเซียที่ฉลาดในการเข้าไปร่วมก็อาจได้ประโยชน์ด้วย
แต่ทั้งหมดนั้น ก็ต้องเป็นแบบที่คุณกานต์ว่าไว้
“นี่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องการความกล้าหาญของผู้นำ ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพื่อผลประโยชน์กับประเทศ และภูมิภาคนี้ในระยะยาว”
สำหรับประเทศไทยนั้น มันไม่ใช่เพียง “ความกล้า” เท่านั้น แต่มันคือ “ความอยู่รอด” ของประเทศชาติเลยทีเดียว เพราะเศรษฐกิจเราอิงกับต่างประเทศค่อนข้างมาก
ต้องติดตามดูว่า “ผู้นำไทย” จะเล่นเกมเป็นหรือไม่ จะกล้าสลับขั้วไปทางจีนหรือไม่
หากยังจำได้ ในสมัยที่อเมริกา ถอนตัวจาก “สงครามเวียดนาม” และหันมาเปิดสัมพันธ์กับจีนนั้น ทำให้ประเทศไทยถูกโดดเดี่ยวในภูมิภาค ไม่มีพี่เบิ้มคอยคุ้มกะลาหัวนั้น
ผู้นำไทยในเวลานั้น ก็ฉลาดพอที่จะหันมาเปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับจีนบ้าง ซึ่งทำให้ประเทศไทยพอจะเอาตัวรอดจากคอมมิวนิสต์มาได้
แต่ผมก็ไม่คิดว่าไทยควรจะต้องพึ่งคนอื่นเสมอไป เพียงแต่เรายังเป็นประเทศเล็ก ดังนั้น จึงยังต้องขอความช่วยเหลือคนอื่น เพื่อนำมาพัฒนาประเทศให้แข็งแกร่งพอที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็ในระดับเดียวกับ เกาหลีใต้
ไทยจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ทั้งการเร่งพัฒนาประเทศ และการหยิบยืมแรงจากเหล่ามหาอำนาจ
วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่า The Economist ออกคอลัมน์ใหม่ใน Section Asia ชื่อ “Banyan” (บานเย็น) หรือ “ต้นไทร” หากผมแปลผิดต้องขออภัยและขอคำแนะนำด้วยนะครับ
ปกติใน Section Asia ของ The Economist จะมีเฉพาะรายงานเจาะลึกประเทศต่างๆ ที่ เขาคิดว่ามีความสำคัญพอที่จะหยิบขึ้นมาเป็นข่าว ซึ่งก็ต้องเลือกเอาเพราะพื้นที่มีจำกัด – ข่าวการประท้วงในไทยยังไม่ถูกหยิบขึ้นมาเลย เป็นไปได้ว่าเขามองเป็นเรื่องระยะยาว, ซึ่งผมก็มองแบบนั้น ยังเร็วไปที่จะพูดผลลัพธ์หรือการวิเคราะห์สถานการณ์ของ “ศึกสองทุน” ของเมืองไทยในเวลานี้
คอลัมน์แรกของ “ต้นไทร” ตั้งชื่อว่า “ใต้ร่มไม้ไทร” (In the shade of the banyan tree)
ทำไมต้องเป็น “ต้นไทร” ? The Economist อ้างอิงถึงแนวคิด pan-Asianism (กระแสเอเชีย) ของกวี – นักปรัชญารางวัลโนเบลชาวอินเดีย – รพินทรนารถ ฐากูร ในเวลานั้นเข้าใจว่าเขาพูดในลักษณะการต่อต้าน แนวคิด “จักรวรรดินิยม” และ “วัตถุนิยม” ของโลกตะวันตก ซึ่งอาจทำร้าย “จิตวิญญาณ” ของชาวเอเชีย ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะในช่วงนั้นเขาเป็นคนหนึ่งที่รณรงค์ต่อต้านการปกครองของอังกฤษในอินเดียอย่างเปิดเผย และร่วมเคลื่อนไหวการประกาศเอกราชของประเทศอินเดีย
The Economist มองว่าการทะยานขึ้นครั้งใหม่ของเอเชีย มีลักษณะที่ต่างออกไปจากแนวคิดของรพินทรนารถ เขามองว่ามันมีความหลากหลาย แต่ก็มีความคล้ายกันอยู่ เขาจึงมองว่า “ต้นไทร” นั้นแทนที่ลักษณะเช่นนี้ของเอเชียได้ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการของ The Economist ว่า ศักราชเอเชีย เริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้ว่าจะยังไว้เชิงอยู่บ้าง (We have taken a while, but is this not, after all, to be the Asian century? We think probably so.)
บทความนี้พูดถึง การประชุมเอเชียซัมมิทที่กำลังจะเกิดขึ้นที่พัทยา (เช่นเดียวกับ The Leader ของ SIU) ในวันพรุ่งนี้ นี่เป็นสัญญาณว่า ทั้งโลกกำลังจับตาการประชุมครั้งนี้อยู่
น่าเสียดายอย่างมากที่การประชุมครั้งสำคัญนี้ของเอเชียตะวันออกต้องล้มไป เพราะปัญหาการเมืองในประเทศของเราเองแท้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลยกับการกระทำของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “เสื้อแดง” ที่ไปบุกโรงแรมที่ใช้ในการจัดประชุมเอเชียซัมมิท
เพราะความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศของเรามันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรส่วนตัวกับผู้นำเอเชียตะวันออกเหล่านี้เลย
และโดยที่ภาวะของโลกในขณะนี้ไม่ปกติ เพระโลกกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และบทบาทของภาครัฐ เป็นบทบาทเดียวในการกอบกู้เศรษฐกิจโลกได้ และบทบาทภาครัฐนี้จะต้องเป็นบทบาทของรัฐบาลในประเทศต่างๆที่จะร่วมมือกัน ไม่ใช่รัฐบาลของประเทศใดจะสามารถทำได้เพียงลำพัง ดังจะเห็นจากสหรัฐอเมริกาเองยังยอมรับว่าศัยกภาพของรัฐบาลสหรัฐเพียงประเทศเดียวไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศอื่นๆร่วมมือกัน
ผมเสียดายโอกาสของเอเชียครั้งนี้จริงๆ มีปฏิญญาที่สำคัญหลายประการซึ่งจะมีส่วนในการสนับสนุนบทบาทของเอเชียให้ทะยานขึ้นมาเป็นแกนหลักของโลกได้ในอนาคต ซึ่งการล้มการประชุมครั้งนี้ คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะสามารถเชิญผู้นำประเทศดังกล่าวมาร่วมประชุมกันอีกในอนาคต และเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกาจะเข้ามาแทรกแซงโดยขอเสนอตัวเองเข้าร่วมประชุมด้วยซึ่งเท่ากับวาระของเอเชียจะถูกครอบงำโดยวาระของสหรัฐอเมริกาแทน ซึ่งผลที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมกับอาเซียนคือวาระหลักจะต้องสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาก่อนโดยไม่คำนึงว่าวาระหลักนั้นจะสำคัญต่ออาเซียนหรือไม่
ผมสมเพชกับความขัดแย้งทางการเมืองไทย เอาเถอะไม่ว่ามันที่จะมีที่มาจากความไม่พอใจกลุ่มการเมืองในประเทศไทย หรือองค์กรใด หรือสถาบันใดในประเทศใด
แต่วันนี้การเข้าไปล้มการประชุมอาเซียนมันไม่เพียงต่อส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกเท่านั้นแต่มันทำให้ผู้นำเอเชียทั้งหลายคงจะต้องคิดแล้วว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเดินไปพร้อมกับประเทศไทยและถ้าไม่ เอเชียจะทิ้งไทย และไทยคงจะต้องจมกับอยู่หล่มปลักของความแย้งทางการเมืองในประเทศ
ซึ่งเมื่อสาวไปเบื้องลึกที่สุดของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์หรือหลักการประชาธิปไตยดังที่อ้างกันเลย
มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทั้งสิ้น และเมื่อแกนนำความขัดแข้งของกลุ่มการเมืองสมยอมประโยชน์กันได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องที่จะต้องมีม๊อบกันต่อ
นี่คือเหตุผล ทำไม ไทยจึงต้องเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่าไม่จบไม่สิ้น
เพราะทุกครั้งที่อยู่เบื้องหลังการเรียกร้อง มันไม่ใช่เรื่องหลักการประชาธิปไตยเลย มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ แต่คนที่ไปตายแทนและไปเจ็บตัวตลอดจนลำบากในการชุมนุมเป็นแค่เบี้ยหมากหนึ่ง ของแกนนำในการเรียกร้องผลประโยชน์หรือต่อรองกันทางการเมืองเท่านั้นเอง
ซึ่งสุดท้าย เมื่อการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ที่ลงตัวระหว่างคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย ลงตัวและนำไปสู่การยุติการชุมนุม คนพวกนี้ พวกไปที่ชุมนุมจะไม่ได้หลักการประชาธิบไตย อะไรเลย เพราะในอนาคต เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองปะทุขึ้น คนเหล่านี้ต้องกลับมาเรียกร้องในประเด็นประชาธิปไตยดังกล่าวไม่จบไม่สิ้นอีก
แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น เอาเฉพาะในวันนี้มันมากเกินพอที่จะให้ประเทศไทยถอยหลังไปอีกหลายต่อหลายปี โดยที่แกนนำของการชุมนุมหรือรวมทั้งคู่ขัดแย้งที่แท้จริงของพวกเสื้อแดงไม่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนใดๆเลยจากการดำเนินงานของพวกเสื้อแดงในวันนี้เลย เพราะคนทีได้รับความเดือดร้อนทีแท้จริงคือคนส่วนใหญ่ในประเทศ
แม้ส่วนตัวผมจะไม่พอใจอย่างมากต่อการกระทำของพวกเสื้อแดงในวันนี้เพราะได้ขยายขอบเขตความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไปสู่การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ใดๆท้งสิ้น แต่เมื่อคำนึงถึง “ความเขลาของสังคมไทยแล้ว” ก็ต้องจำใจที่จะบอกว่าในเมื่อสังคมไทยมีสติปัญญาระดับนี้ก็ต้องสมควรรับผิดชอบต่อความเสียหายระยะยาวต่อโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยแม้ว่าไม่ยุติธรรมเลยที่เมื่อหารเฉลี่ยความเสียหายจากการกระทำวันนี้แล้ว ผมประเมินว่าแกนนำของคู่ขัดแย้งทางการเมืองไทยในครั้งนี้แทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลยแต่สำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ต่อจากนี้ไปคือความเสียหายในระดับหายนะที่จะต้องเผชิญ
ตอบคุณกานต์ ความเห็น #2
Banyan แปลว่า ต้นไทร นั้นถูกแล้ว แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับ “บานเย็น” ครับ อ่านว่า “บันยัน” อย่างเช่นโรงแรม “บันยันทรี” เป็นต้น
ทางทีมงาน SIU ช่วยวิเคราะห์ให้ฟังหน่อยสิครับว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง ต่อไปจะเป็นยังไง ขอบคุณครับ
อันที่จริง พวกเรา SIU ก็เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มบ้างแล้ว แต่ยังไม่ตกผลึกมากนัก
แต่ ณ ขณะนี้ โดยส่วนตัว ผมต้องขอประณามการก่อจลาจลของพวกเสื้อแดงก่อน และบรรทัดด้านล่างต่อไป เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมไม่ใช่ในนามของ SIU
ผมขอประณามการก่อจลาจลของคนเสื้อแดง
ผมขอแสดงจุดยืนว่า การเรียกร้องทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองในลักษณะประท้วงโดยสันตินั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าในนามของการเรียกร้องทางการเมืองหรืออุดมการณ์ดังกล่าว สามารถที่จะไล่ฆ่าใครก็ได้ที่เห็นต่างกลางเมือง ก่อจลาจล และจับประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเป็นตัวประกันในนามของรถแก๊สที่เปิดวาวล์ เตรียมความพร้อมที่จะระเบิดหรือสังหารคนจำนวนมากที่บริสุทธิ์ได้ตลอดเวลา ดังพฤติกรรมของผู้ก่อการจลาจลเสื้อแดงกระทำตลอดทั้งวันของเมื่อวาน (13 เมษายน 2552)
การกระทำดังกล่าวของกลุ่มเสื้อแดงนี้ มันไม่ต่างจากการกระทำของผู้ก่อการร้าย ที่อาศัยในนามของพระเจ้า จะไล่เข่นฆ่า หรือสังหารใครก็ได้ที่เห็นต่าง
การก่อจลาจลของพวกเสื้อแดงในสามวันที่ผ่านมาคือการกระทำเดียวกันกับผู้ก่อการร้าย
ผมจึงสนับสนุนและเรียกร้องให้รัฐบาลปราบปรามผู้ก่อการจลาจลอย่างรุนแรงตามขอบเขตของกฏหมายจะอำนวยให้
หรือถ้ารัฐ เช่นเจ้าหน้าที่ตำรวจวางเฉย ผมสนับสนุนการจัดตั้งของกองกำลังประชาชนจริงๆ เพื่อป้องกันตัวเอง
ไม่มีใครมีสิทธิจะไล่ฆ่าใคร ในนามของอุดมการณ์ ในนามของความเชื่อตนเอง
สีเสื้อที่สวม ไม่มีสิทธิ จะไปไล่ฆ่า หรือจับเอาชีวิตคนบริสุทธิ์จำนวนมากเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองทางการเมือง
ผมขอยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพโดยพื้นฐานและโดยธรรมชาติที่จะปกป้องชีวิตตนเอง ชีวิตของคนที่รักและทรัพย์สิน ไม่มีใครสามารถยกเอาอุดมการณ์หรือความเชื่อตลอดจนพระเป็นเจ้า มาไล่เข่นฆ่า ยึดเอาชีวิตของผู้บริสุทธิ์เป็นตัวประกันในความเชื่อ หรือเพื่อตอบสนองต่ออุดมการณ์ทางการเมือง
ผมคิดว่างานนี้คุณทักษิณเผาตัวเองแล้วหนะครับ คุณอภิสิทธิ์ยิ่งนานวันยิ่งจะได้เปรียบ เพราะว่ารับมือได้ถูกต้อง