เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานข่าวนาย ลี มยงบัค ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุเกาหลีเหนือจะถูกลงทัณฑ์ จากการระดมยิงปืนใหญ่ใส่เกาะยอนพยง ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเกาหลีใต้ โดยเขายังย้ำจะต้องมีการ “ดำเนินการ” อย่างหนึ่งอย่างใด ที่ไม่ใช่เพียงใช้คำพูดโต้ตอบเท่านั้น
“การยั่วยุครั้งนี้ถือเป็นการรุกล้ำพรมแดนของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโจมตีโดยไม่แยกแยะต่อพลเรือนถือเป็นเรื่องร้ายแรง” ประธานาธิบดี ลี แถลงภายใต้สีหน้าเคร่งเครียด ระหว่างการประชุมร่วมกับคณะเสนาธิการทหารที่กองบัญชาการทหารสูงสุด กลางกรุงโซล
วิดีโอ แสดงการเปลี่ยนกะยามรักษาการที่เขตปลอดทหาร (DMZ) ระหว่างชายแดนของทั้งเกาหลีเหนือ-ใต้
คำพูดและท่าทีของ ประธานาธิบดี ลี ครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้อย่างสมเหตุสมผล ต่อพฤติกรรมยั่วยุอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือ (และบางทีมองจากสายตาคนภายนอกอาจถือได้ว่าอ่อนข้อให้ด้วยซ้ำไป) นับเหตุการณ์เป็นลำดับตั้งแต่ การทดสอบการยิงขีปนาวุธ ที่เกาหลีเหนือเรียกว่า “โครงการปล่อยดาวเทียมสู่อวกาศ”, การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์, การจมเรือรบโชนัมจนทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 46 ราย และ การถล่มปืนใหญ่ใส่เกาะยอนพยงจนทำให้นาวิกโยธิน 2 นาย และพลเรือน 2 รายต้องเสียชีวิต เมื่อครั้งล่าสุด
แต่จากข้อมูลเอกสารโต้ตอบภายในของสถานฑูตสหรัฐอเมริกาทั่วโลก (หรือที่ภาษาทางการฑูตเรียกกันว่า “Cables” — ซึ่งไม่ใช่ “โทรเลข” แบบรหัสวิทยุเดิม แต่เป็นการส่งผ่านข้อมูลอิเล็กโทรนิคส์ ที่เป็นกึ่งไปรษณีย์อิเล็กโทรนิคส์ ผ่าน terminal เพื่อรายงานข่าวสารของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา — คล้ายกับที่ผู้สมัครรอยเตอร์จะได้รับรายงานบนเทอร์มินัลที่ติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยเฉพาะอยู่) ที่เริ่มมีการขุดคุ้ยเอกสารลับดังกล่าวออกมาเรื่อยๆ และครั้งนี้สื่อกำลังค่อยๆ ทะยอยรายงานทีละเคสๆ และสร้างอินเทอร์เฟสให้เข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย ซึ่งจะตรึงความสนใจจากแฟนประจำหนังสือพิมพ์ ได้นานและสร้างผลกระทบขนาดใหญ่กว่า ที่แพร่ข้อมูลดิบจาก Wikileaks รวดเดียวเหมือนกรณี War Logs ในสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา (น่าจะมีการสรุปบทเรียน การเปิดประเด็นเอกสารรั่วไหลร่วมกันระหว่าง Wikileaks และ สื่อหนังสือพิมพ์กระแสหลักของตะวันตกที่ร่วมกันเผยแพร่ครั้งก่อน)
คราวนี้เป็นทีของ หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ ที่ตีพิมพ์รายงานเอกสารรั่วไหล Cables กรณีเกาหลีเหนือ ซึ่งกล่าวโดยสรุปแล้ว ท่าทีของเกาหลีเหนือที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของแวดวงกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้เลย
สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากแรงจูงใจหลักที่สำคัญของฝ่ายเกาหลีเหนือที่ต้องการผลักดันการสืบทอดตำแหน่ง คิม จองอุน ผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นแทนที่ คิม จองอิล ซึ่งในระยะหลังเริ่มมีปัญหาสุขภาพมากขึ้นทุกขณะ การถ่ายโอนอำนาจครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งร้อน และอยู่บนความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง (ดังที่ SIU ได้ติดตามรายงานมาให้ท่านผู้อ่านโดยตลอดอยู่แล้ว)
คิม จองอิล เลือกยุทธศาสตร์ “ไต่ขอบเหว” (brinkmanship) โดยผู้อ่านสามารถจินตนาการถึง การเร่งความเร็วรถบนทางแคบที่พอผ่านได้รถคันเดียวเข้าหากัน ยิ่งรถวิ่งเข้าหากันมากขึ้นเท่าใด ความเสี่ยงระหว่างสองฝ่ายก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้น สำหรับผู้ที่ใจถึงเท่านั้นที่จะอยู่รอดและได้ประโยชน์ (คืออีกฝ่ายจะต้องหักหลบรถลงข้างทางไป) ในขณะที่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่มีฝ่ายใดหักรถหลบและต้องประสานงาเสียหายไปทั้งสองฝ่าย เพียงเพื่อให้ คิม จองอุน บุตรชายวัย 27 ปี ได้รับการยอมรับจากอำนาจวงในของเกาหลีเหนือ และสืบทอดตำแหน่งต่อไปได้เท่านั้น โดยอาจมี “ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม” จาก เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และชาติตะวันตกอื่น ๆ รวมถึงอำนาจเจรจาบนโต๊ะเจรจา 6 ฝ่าย เป็นน้ำจิ้มอีกด้วย
ข้อมูลเด็ดจาก Cables อาทิเช่น
June 2009, Beijing Embassy : (a senior Chinese diplomat) suggested that succession concerns … might be causing Kim Jong-Il to escalate tensions .. so that his successor, perhaps Kim Jong-Eun, could then step in to ease pressure
มิถุนายน 2552 ที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงปักกิ่ง : ฑูตอาวุโสจีนระบุปัญหาการสืบทอดอำนาจ อาจทำให้คิม จองอิล พยายามสร้างความตึงเครียด เพื่อให้ผู้สืบทอดตำแหน่ง ซึ่งบางทีอาจจะเป็น คิม จองอุน เป็นผู้ได้ชื่อว่าเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งต่อไป
Jan 2010, Seoul Embassy : (FM) said that NK grain harvest was aproximately 4 million matric tons … there would be a starvation ‘here and there’ during the spring
มกราคม 2553 ที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงโซล : กระทรวงต่างประเทศมองว่าเกาหลีเหนือหว่านเมล็ดพันธ์ราว 4 ล้านเมทริกตัน … ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความอดอยากทั่วไป “ทั้งที่นั่นและที่นี่” ่ช่วงระหว่างฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้
Jan 2010, Seoul Embassy : (South Korea’s foreign minister) claimed that the North’s boched currency reform had caused “big problems” for the regime and that the power succession from KJI to Kim Jong-eun was “not going smoothly”
มกราคม 2553 ที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงโซล : รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ระบุการปฎิรูปค่าเงิน (ลดค่าเงิน) ของเกาหลีเหนือสร้าง “ปัญหาใหญ่” ให้กับระบอบการปกครองและอาจทำให้การสืบทอดอำนาจจาก ค.จ.อ ไปยัง คิม จองอุน อาจ “ไม่เรียบร้อยนัก”
ข้อมูลเหล่านี้เพียงยืนยัน การคาดการณ์ของ SIU และแวดวงนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงต่างประเทศ ที่ใช้แนวคิดแบบ Realism, Real Politik และ Geopolitics เป็นพื้นฐาน (ดังที่เราได้แสดงลิงก์ข้อมูลไปเบื้องต้นแล้วว่า มีการคาดการณ์ในลักษณะนี้มาตลอด)
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของ Cables ยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ข้อมูลข่าวกรอง (จากกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ) บางเรื่องก็ยังขาดความแม่นยำอยู่บ้าง อาทิเช่น การออกมาเปิดเผยของเกาหลีเหนือเองว่า กำลังมีการสร้างโรงงานแปรรูปสารกัมมันตภาพยูเรเนียม (ซึ่งพัฒนามาจากพลูโตเนียม) ก็อยู่เหนือการคาดการณ์ของสหรัฐฯ ว่าเกาหลีเหนือได้พัฒนาเทคโนโลยียูเรเนียมในระดับ “ที่ใช้ได้ไปแล้ว”
นอกจากนี้ Cables ยังระบุถึงการแปรพักตร์ของ เจ้าหน้าที่ทางการทหารระดับสูงของเกาหลีเหนือหลายนาย ซึ่งเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุออกมา เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากข้อมูลลับจากฝ่ายเกาหลีเหนือให้มากที่สุด หนึ่งในข่าวสารสำคัญนั้นคือการที่ “การเมืองภายในของเกาหลีเหนือ กำลังทวีความตึงเครียดจนถึงจุดเดือดอย่างถึงขีดสุด” ซึ่งอาจตอบโจทย์ที่ว่า เหตุใดในระยะหลังฝ่ายเกาหลีเหนืออกมาแสดงปฏิกริยาที่แข็งกร้าวอยู่เรื่อย ๆ
ประเด็นที่สำคัญคือ ทางการจีนซึ่งเคยถูกถือว่าเป็น “ผู้โอบอุ้ม” เกาหลีเหนือ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยกับเกาหลีเหนือเท่าใดนัก ฑูตระดับสูงของจีนบางรายยังแสดงท่าที “ขำ ๆ” กับ “ความระแวง” ของ คิม จองอิล ด้วย แต่ฝ่ายจีนก็มองว่า แม้มีปัญหาเรื่องสุขภาพในระยะหลัง แต่ “สหายคิม” ก็ยังมี “ความคิดอันเฉียบคม” อยู่ไม่น้อย
ที่สำคัญที่สุด ฝ่ายเกาหลีใต้ประเมินว่า “ระบอบคิม” น่าจะถึงกาลสูญสลายภายหลังการอสัญกรรมของ “สหายคิม จองอิล” และได้ประเมินสถานการณ์ว่าหากระบอบคิมล่มไปจริงๆ (ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอันใด) การผนวกรวมชาติของเกาหลีจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือเป็นไปได้ แต่จีนจะไม่ต้องการให้กำลังทหารสหรัฐอเมริกา เลยขึ้นมาเหนือพรมแดนเส้นแบ่งเขตแดน (หรือ DMZ เขตปลอดทหารสองฝ่าย) มากกว่านี้ และบางทีเกาหลี (ใหม่) อาจจะต้องยินยอมให้จีนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ แหล่งแร่ธาตุที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในเขตพื้นที่ของเกาหลีเหนืออีกด้วย
สำหรับกรณีการรั่วไหลเอกสารสำคัญที่ทะยอยออกมาเรื่อย ๆ จาก Wikileaks นั้น SIU ยังไม่เปลี่ยนใจจาก การวิเคราะห์เดิม ที่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลครั้งนี้มีเงื่อนงำ และอาจเกี่ยวข้องกับการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากอัฟกานิสถานและตะวันออกกลาง (เช่นเดียวกับสมัยการถอนตัวออกจาก สงครามเวียดนาม)
บางทีอาจเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ (จากฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเอง) ที่ต้องการสร้างความโปร่งใสในกิจการความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเอง ดังที่หน่วยข่าวกรองอังกฤษได้พยายามทำอยู่ (จนกว่า Wikileaks จะมีการเผยแพร่เอกสารรั่วไหลออกมาจาก หน่วยงาน CIA จริง SIU อาจจะทำการประเมินสถานการณ์ใหม่)
บางทีนี่อาจจะเกี่ยวข้องกับกระแส “ธรรมาภิบาล” ในกิจการความมั่นคง (Security Sector Governance หรือ SSG) ที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึง ทั้งในต่างประเทศและแวดวงความมั่นคงของไทยในปัจจุบันก็เป็นไปได้
