บทสัมภาษณ์ภาคต่อจาก รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: การต่างประเทศไทยในยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
SIU: เรื่องของการเมืองโลกนั้น คือในตอนนี้ภายในภูมิภาคนี้ก็คงชัดเจนว่าเป็นจีนและอเมริกา ซึ่งกรณีนี้ทั้งทางอาเซียนและประเทศไทยได้ Balance เรื่องนี้อย่างไร เราจะเห็นว่าการเคลื่อนของอเมริกาไปที่อินเดียนั้นน่ากลัว
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: ใช่ คือ อิทธิพลของจีนนั้นมันครอบคลุมและ Eclipse เกือบทุกอย่าง จนกระทั่งสหรัฐฯ จากที่เคยสนใจภูมิภาคนี้ในช่วงสงครามเย็นเพราะมีผลประโยชน์โดยตรงที่ต้องการ Contain Communism แต่หลังจากที่ต้องแพ้ย่อยยับในสงครามเวียดนามและได้ถอนตัวออกไปแล้ว แต่โชคก็ยังเข้าข้างสหรัฐอเมริกาอยู่ตรงที่ว่า Overall แล้วคอมมิวนิสต์แพ้สงครามเย็นซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของสหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐเห็นความสำคัญของทวีปเอเชียน้อยลงไปมากและก็ไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย
ถึงแม้ว่าสหรัฐจะเป็น Dialogue Partner ของอาเซียน แต่ไม่เคยส่งผู้นำระดับสูงมาเข้าร่วมการประชุมเลย ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ถือว่าสหรัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับภูมิภาค แต่เพราะว่าอิทธิพลของจีนที่มีมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้สหรัฐเห็นว่า หากไม่กลับเข้ามาจะเสียผลประโยชน์ให้กับจีนไปได้ ก็ทำให้สหรัฐเริ่มที่จะกลับมาสู่ภูมิภาคนี้ และ Involvement ของอินเดียก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ ถ่วงดุลอำนาจกับจีนได้
ส่วนจีนเองนั้นอย่างไรก็หนีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปไม่พ้น สหรัฐสามารถคงบทบาทความเป็น Superpower ได้นั้น จริงๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะสหรัฐก็มียุโรปป็นฐานสนับสนุน แต่จีนยังต้องพึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้นจีนจะหันไปหาที่อื่นไม่ได้ ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เปรียบเสมือนหลังบ้านของจีนเอง
ผมคิดว่าจุดนี้ ถ้าหากอาเซียนเล่นเกมส์มหาอำนาจเป็น อาเซียนจะได้ประโยชน์ 2 ฝ่าย คือได้ประโยชน์ทั้งจากสหรัฐและจากจีน รวมถึงอินเดียด้วย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้อาเซียนก็ทำอยู่โดยเฉพาะในการจัดกรอบความร่วมมือใหม่ที่เรียกว่า East Asia Summit (EAS) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่รวมเอาอาเซียนสิบประเทศ พร้อมด้วยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย รัสเซียและสหรัฐ เข้าไว้ด้วยกัน
ซึ่งเรื่องการแข่งขันนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าอาเซียนได้ประโยชน์ ผมเคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างจีนและญี่ปุ่นและผลกระทบต่ออาเซียน ปรากฏว่า อาเซียนได้ผลประโยชน์มากมายจากการแข่งขันระหว่างสองประเทศ เพราะต่างต้องการสร้างอิทธิพลของตัวเองในภูมิภาคนี้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อญี่ปุ่นเห็นจีนทำ FTA กับอาเซียนในปี ค.ศ.2003 ญี่ปุ่นก็เลยเริ่มทำบ้าง อันนี้คือในแง่ของเศรษฐกิจ
ซึ่งในแง่ของเศรษฐกิจก็ได้มีการลงนามในกรอบความร่วมมือหลายฉบับ หรืออย่างกรณีที่จีนได้ตั้งเอกอัครราชทูตประจำอาเซียน (โดยไม่ได้พึ่งเอกอัครราชทูตที่กรุงจาการ์ตาเป็นผู้ดูแลอาเซียนด้วยอีกต่อไป) พอผ่านมาสองเดือน ญี่ปุ่นก็ตั้งเอกอัครราชทูตประจำอาเซียนขึ้นมาบ้าง นี่คือทำให้อาเซียนได้ประโยชน์จากการแข่งขัน ซึ่งผมคิดว่าการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐที่เอาอินเดียเข้ามากับจีนนั้น อาเซียนได้ประโยชน์เต็มๆ ได้ประโยชน์จากการที่ประเทศเหล่านี้ต้องแข่งขันกันเพื่อสร้างความร่วมมือกับอาเซียนมากขึ้น
สิ่งสำคัญที่อาเซียนนั้นต้องการมาตลอดคือ การมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศในขณะที่อาเซียนยังคงเป็น driving force ของภูมิภาค ประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาคเหล่านี้ก็พร้อมที่จะให้อาเซียนเล่นบทบาทนี้ เพราะว่าหากจีนจะเข้ามาเป็น driving force สหรัฐก็คงไม่ยอม มันก็ไม่ไปไหน แต่หากอินเดียเข้ามาเป็น driving force จีนก็ไม่ยอมอีก แต่หากว่าอาเซียนเป็น driving force ทุกคนยอมรับหมด
กลับมาเรื่องไทยนั้น ผมคิดว่าไทยก็คงต้องใช้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทั้งหลาย ของเราที่เห็นได้ชัดคือการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐ และผมคิดว่าในระหว่างการแข่งขันนั้น เราเอียงไปทางจีนมากขึ้นๆ กว่าสหรัฐด้วยซ้ำด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ
ส่วนสหรัฐนั้นสาเหตุที่เรายังมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นอยู่ เพราะเรามีสนธิสัญญาด้านการทหารกับสหรัฐและเราก็มีการซ้อมรบร่วมทางทหารหรือที่เรียกว่า Cobra Gold ที่สำคัญที่สุดในเอเชียซึ่งมันก็เป็นผลดีกับเราเพราะเราก็ได้ทั้งเงิน รวมทั้งการได้รับความคุ้มกันทางทหารจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าหากมีใครเข้ามารุกรานประเทศไทย สหรัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลืออย่างแน่นอน
แต่ในฝั่งของจีนมันมีมากกว่านั้น มันเป็นเรื่องของการติดต่อระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ เรื่องการพึ่งพาตลาดจีน ซึ่งเราพึ่งพาเขามากกว่าที่เขาพึ่งพาเรา เรื่องเกี่ยวกับคนจีนในเมืองไทย เรื่อง cultural connection สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือจีนไม่มีนโยบาย intervention ในการเมืองไทยเหมือนสหรัฐ เป็นสิ่งที่ผู้นำไทยรู้สึกดีและพอใจคือ อย่ามาสั่งสอนว่าต้องเคารพในหลักประชาธิปไตยหรือในสิทธิมนุษยชน สังเกตได้ว่า แม้จะเกิดความรุนแรงในภาคใต้หรือความรุนแรงทางการเมืองไทย จีนก็ไม่เคยวิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ซึ่งในเชิงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมันก็ไม่ดี แต่ว่าในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลมันดีสะท้อนความเป็นมิตร คือคุณไม่ต้องมาชี้นิ้ว และเราก็ไม่เคยแทรกแซงในสิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งทำกับทิเบตหรือซินเจียง ซึ่งไทยก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรในเรื่องนี้
ในขณะที่สหรัฐนั้นพอมีอะไรก็มักจะเข้ามาแทรกแซง ซึ่งมันก็เป็นบทบาทของสหรัฐ อาทิ การประณามว่าไทยไม่เป็น ประชาธิปไตยบ้าง หรือไม่เคารพในหลักสิทธิมนุษยชนบ้าง ผมก็เลยคิดว่าเราก็เอียงไปทางจีนมากขึ้น หากมองในแง่ลบ การที่เราเอียงไปทางจีนมากขึ้นก็อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศอื่นไม่ดีนัก ยกตัวอย่างเช่น ในความขัดแย่งใน South China Sea ไทยไม่มีจุดยืนที่แน่ชัด กล่าวคือ ไม่สนับสนุนอาเซียนในการประณามจีน ซึ่งมันนำไปสู่ปัญหาเอกภาพของอาเซียน
SIU: เรื่อง South China Sea นั้นดูเหมือนคนไทยก็ไม่สนใจ ??
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: ครับ คนไทยไม่สนใจเลย เพราะหนึ่งเราไม่มีเหตุผลที่จะต้องสนใจเพราะเราไม่ได้เกี่ยวโดยตรง เข้าไปโดยที่เราเจ็บตัวเปล่าๆ แต่เราก็ออกมาไม่ได้เพราะเราเป็นสมาชิกของอาเซียน ขณะเดียวกัน อาเซียนก็ยังขาดอำนาจบังคับสมาชิก จะดึงไทยกับลาวไปเพื่ออะไรเพราะทั้งสองประเทศไม่ได้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ มันเป็นเรื่อง bilateral ปัญหาคือไทยจะเลือกอะไร
สรุปว่าไทยก็นั่งอยู่บน fence และพูดเหมือนกับว่าสนับสนุน code of conduct ปี 2002 ซึ่งใครๆ ก็พูดกันทั้งนั้น ในความเป็นจริงแล้วไทยคงจะไปสนับสนุนทางอาเซียนแบบเต็มตัวก็ไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเพราะว่าไทยเป็นสมาชิก เป็นเพราะว่าเราไม่มีเหตุผลที่จะไป Upset จีน ซึ่งทำให้ปัญหาของ South China Sea ส่วนหนึ่งก็เลยยืดเยื้อ เพราะว่าไม่สามารถหาจุดยืนได้ภายในประเทศอาเซียน
SIU: ในฐานะที่อาจารย์ได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวความสัมพันธ์ไทย-พม่า อยากให้พูดถึงพม่าในตอนนี้อาจารย์ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพม่าอย่างไรบ้าง
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: มีความเปลี่ยนแปลงมากในพม่าในขณะนี้ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่จีรังยั่งยืน แต่ก็อย่าเพิ่งไปพูดถึงมันหรือวิตกจนเกินเหตุเลย เอาเป็นว่า ณ วันนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สำหรับประเทศที่มันถูกผูกติดอยู่กับระบบสังคมนิยมและระบอบทหารมาเป็นเวลานานก็ต้อง take a break อนาคตจะเป็นอย่างไรมันก็อีกเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยมันก็ยังมีช่องให้คนพม่าได้หายใจ
ซึ่งการติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ผมขอบอกว่า ผมเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจและไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น เช่น พรรค NLD ที่ตอนนี้ได้กลับมาเป็นพรรคที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ได้ลงไปหาเสียงแล้ว รวมถึงได้มีโอกาสเข้าร่วมในการ by-election เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา (ที่พรรคได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น) มันเป็นไปได้อย่างไร นี่เป็นประเทศ Advanced กว่าประเทศไทยมากเลยนะ การเลือกตั้งของเขาก็ถือว่าเดินตาม Roadmap ที่ได้กำหนดไว้ ก็ถือว่ารัฐบาลเขาได้ legitimacy ส่วนหนึ่ง จะยุติธรรมหรือไม่ก็ตาม ประเทศไหนบ้างในภูมิภาคนี้ที่รัฐบาลมีความชอบธรรมแบบขาวสะอาดหมดจด
ผมไม่ต้องการแก้ต่างให้รัฐบาลพม่านะ แต่ว่ามองแบบ realistically ดีกว่า มองแบบ Idealistically คำถามที่สำคัญก็คือ เปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เราจะเชื่อหรือว่าอยู่ดีๆ รัฐบาลของประเทศพม่าจะรู้สึกรักประชาชนขึ้นมาอย่างฉับพลันนั้นหรือ อยากให้ประชาชนมีเสรีภาพนั้นหรือ ซึ่งก็อาจจะจริง อยู่บ้าง ที่เหลือผมเชื่อว่ามันเป็นเหตุผลทางด้านการเมืองมากกว่า
ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ลงทุนไปเยอะ ในแง่ของการยอม sacrificed อะไรหลายๆ อาทิ ยอมให้มีการเลือกตั้ง นี่คือลงทุนไปเยอะมากๆ เพราะเมื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งแล้วย่อมหมายความว่า รัฐบาลต้องเสียการควบคุมอำนาจทั้งหมดจากที่เคยมีมา เพราะฉะนั้นแล้ว อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องการได้กลับคืนมา ผมว่าคือ legitimacy ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ต้องการมากเพราะเขาไม่เคยได้เลย และอาจจะนำไปสู่การยกเลิกการ sanctions ที่มันส่งผลกระทบต่อทั้งผู้นำการเมืองและประชาชน
ความต้องการ legitimacy นี้ ทำให้พม่าพยายามอย่างมากในการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าผู้นำได้ commit กับ political reforms และสำคัญมากที่พม่าจะได้เป็นประธานอาเซียนใน ปี 2014 ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า นี่เป็นอีก step หนึ่งของการได้รับความชอบธรรมจากอาเซียน ซึ่งขณะนี้ ตอนนี้หลายประเทศในตะวันตกก็เริ่มพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการยกเลิกการคว่ำบาตรแล้ว เช่น สหภาพยุโรปก็ยกเลิกบางมาตรการ (โดยเฉพาะ visa ban) ส่วนสหรัฐนั้น อาจจะยากสักหน่อยเพราะการยกเลิกการคว่ำบาตรต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา Congress ซึ่งสมาชิกสภา Congress ก็คงเหมือนกับนักการเมืองไทยบางคนที่ ไม่เข้าใจว่า โลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ผมคิดว่า พม่าจะส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงต่อไป และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่หยุดจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.2015 ที่เป็นปีที่เราต้องเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งหากจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ ในพม่า ก็คงจะเป็นในปี ค.ศ.2016 ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ เพราะว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งที่สองในปี ค.ศ.2015 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งแรกแม้ว่าจะสำคัญเพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี แต่ครั้งหน้าจะยิ่งสำคัญกว่านั้น เพราะพรรค NLD กลับมาและการเปลี่ยนแปลงในพม่าได้นำเอาคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ซึ่งในช่วง 5 ปีนี้ยังถูก dominated โดยคนรุ่นเก่าอยู่
คนรุ่นใหม่ในพม่าพม่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ แม้แต่ในกองทัพพม่าก็ตาม ซึ่งกองทัพของพม่าในปัจจุบันนี้ก็เริ่มเปิดพื้นที่ให้กับนายทหารรุ่นใหม่ ที่ได้รับการฝึกหรือได้รับ ทุนการศึกษาในต่างประเทศ (มีทุนการศึกษาแลกเปลี่ยนที่จะนำคนรุ่นใหม่ของพม่าไปฝึกด้านการทหารที่ประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ ฯลฯ) จึงทำให้คนรุ่นใหม่ของพม่าได้เห็นโลกภายนอกว่าเป็นแบบใด ซึ่งก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศพม่าอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไป
SIU: อย่างนี้ประเทศไทยต้องเรียนรู้อะไร จากการเปลี่ยนแปลงของประเทศพม่าบ้าง ?
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: การเรียนรู้นั้นก็ลำบาก เพราะมันเป็นคนละบริบทกัน โดยของพม่านั้นไม่มี monarchy เข้ามาเกี่ยว พูดกันตรงๆ ซึ่งเป็นเรื่องพูดลำบาก สถาบันกษัตริย์เกี่ยวพันกับทุกๆ กิจกรรมของสังคมไทย รวมถึงพัฒนาการทางด้านการเมือง
เพราะฉะนั้นจะเทียบกับพม่าก็คงจะไม่เหมาะสม แล้วรัฐบาลที่เรามีอยู่นั้น ในตอนแรกคนก็มีหวังว่าจะต่อสู้เพื่อไพร่ แต่ตอนนี้กลายเป็นอำมาตย์ไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่มีคนเริ่มตาสว่างมากขึ้น เพราะสิ่งที่เราพูดกันทุกวันนี้โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ monarchy เราไม่สามารถพูดกันได้เมื่อประมาณ 4 – 5 ปีที่แล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ของเราก็พยายามขยายขอบเขตเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งมาถึงจุดนี้
ผมคิดว่าก็เป็นพัฒนาการที่ดี การที่มีคนตัดสินลงโทษทางกฎหมายมากขึ้นถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่หากมองอีกทีมันเป็นเรื่องดีนะ เพราะว่ามันช่วยจุดกระแสที่ทำให้สังคมหันมาพิจารณาประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการเมืองไทยอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น ในต่างประเทศ คดีอุกฉกรรจ์ต่างๆ แม้จะรุนแรงเท่าใด แต่บทลงโทษก็เป็นไปตามความสมควรและอยู่บนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรม แต่ในประเทศไทย เพียงแค่อากง (ถูกกล่าวหาว่า) ส่ง 4 SMS ก็ติดคุก 20 ปีมันเป็นไปได้อย่างไร
SIU: ถือได้ว่าอาจารย์เป็นคนแรกๆ ที่ทำการต่อต้านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอากงขึ้นมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าอาจารย์ได้เรียนรู้บทเรียนของพม่าด้วย?
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: ก็อาจจะเป็นทางอ้อมนะครับ เอาเป็นว่าเมื่อผมได้ยินเรื่องของอากง สิ่งแรกที่คิดเลย ก็คือ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งและเห็นเรื่องของอากงแล้วบอกตรงๆ ว่าเศร้าใจ คือ มันเป็นไปได้อย่างไร
ผมก็เลยคิดว่าหากผมสามารถที่จะช่วยได้ ผมก็อยากจะช่วย แล้วเราจะช่วยอย่างไรล่ะ ซึ่งพอดีก็ไปอ่านเจอผลงานของช่างภาพชาวอังกฤษ ชื่อ James Mackay เขาได้ทำโครงการเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงเวลา 5 ปี โดยขอความร่วมมือจาก อองซาน ซู จี ในการปลดปล่อยนักโทษการเมืองของพม่าซึ่งมีจำนวนมาก สมัยก่อนที่จะมาถึงจุดเลือกตั้ง แล้วโครงการนี้มันยาว 5 ปี เพิ่งจะมาจบสิ้นในช่วงที่เขาปล่อยตัวนักโทษพอดีเลย ก็ถือว่าโชคดีไป
Idea ของเขาคือให้การเขียนชื่อนักโทษการเมืองบนฝ่ามือ แล้วเขาก็ใช้ Concept ว่า “ก้าวข้ามความกลัว” นี่คือ Concept ว่า เราอย่าหลบในความกลัวเพราะหากเราหลบในความกลัวแล้วฝ่ายตรงข้ามก็จะยิ่ง ทำให้เรามีความกลัวมากขึ้น ซึ่งมันก็ใกล้เคียงกับกรณีของเราใช่ไหมครับ
ผมคิดว่า ในเมื่อโครงการอากงมันเกิดขึ้นแล้วผมก็อยากจะดำเนินการต่อไป ก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็น โดยหลังจากนั้นผมก็ไม่หยุด ผมก็เริ่มลงชื่อใน พ.ร.ก.112 และมีงานเขียนออกมามากในเรื่องนี้สำหรับสื่อไทยสื่อต่างประเทศ และในที่สุด ผมก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมอากง ได้เจออากงก็ทั้งดีใจและเสียใจ ผมสงสารแกจริงๆ ครับ การไปพบอากงครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเจอภริยาอากง และได้มีโอกาสมอบเงินรายได้จากการขายหนังสือให้กับครอบครัวอากงด้วย
หากย้อนกลับไปที่เรื่องของพม่า มันก็เป็นแรงบันดาลใจจากพม่า ซึ่งมันก็น่าน้อยใจนะว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางด้านประชาธิปไตยมานาน ส่วนพม่าซึ่งถูกกดดันอยู่ตลอดนั้น กลายเป็นว่าเราต้องหันไปดูพม่า หันไปดูแรงบันดาลใจจากพม่า เอาพม่าเป็นตัวอย่าง โลกนี้มันกลับตาลปัตรแล้วหรือ มันเป็นไปได้อย่างไร นี่มันถึงจุดตกต่ำของสังคมไทยและการเมืองไทยที่มันไม่ไปไหนเลยและฝ่ายตรงข้ามก็ยังยื้ออยู่นั่นแหละ
SIU: ย้อนกลับไปที่งานวิจัยของอาจารย์ ที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้นำไป Review ด้วยเหมือนกัน เป็นเพราะว่าสถาบันมันอยู่ใน Main ของที่เขาจะนำไป Review อยู่แล้วด้วย หรือว่าเป็นเพราะงานวิจัยที่ผลักดันให้กระแสสังคมตื่นตัวด้วย ?
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: ผมว่าทั้งคู่ หากพูดกันตรงๆ หน่วยงานหรือองค์กรส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลสิงคโปร์ หากไม่อยู่ภายใต้รัฐบาลก็คงต้องดำเนินกิจกรรมที่ต้องมีความระแวดระวังเป็นหลายเท่า สถาบันเก่าของผมที่สิงคโปร์ (สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา) นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์
แล้วก็มี Objective เด่นชัดคือ ถึงแม้จะเป็น Southeast Asian Study แต่ในทุกๆ การวิจัยที่เราทำ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตาม เราก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของสิงคโปร์ ซึ่งนี่เป็นเรื่องธรรมชาติเพราะเขาให้เงินแก่เราในการทำวิจัย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายเสมอไป
ประเทศไทยควรจะเรียนรู้จากสิงคโปร์ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงมีงานวิจัยชิ้นนี้ออกมาจากสถาบันของผม แสดงว่ารัฐบาลสิงคโปร์กำลังสนใจเรื่องนี้ แล้วเขาลงทุนไม่มาก ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่สถานการณ์ทางภาคใต้มันเลวร้ายมาก เขาอยากรู้มากเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในภาคใต้ เขาจึงส่งคนของตัวเองลงไปทำวิจัยแต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้
เขาจึงขอให้ผมจัดบุคลากรหรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาคใต้จากไปมาแลกเปลี่ยนความเห็นที่สิงคโปร์ จะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่เขาก็พร้อมจะสนับสนุน แล้วผมก็ได้จัดสัมมนา และก็ได้เชิญหลายคนจากเมืองไทยไปพูดที่สิงคโปร์เกี่ยวกับเรื่องภาคใต้ จากนั้นก็ทำรายงานาสรุปผลการสัมมนาส่ง ซึ่งสรุปแล้วเขาเสียค่าใช้จ่าย ไม่มาก แต่เขาได้รู้เรื่องของเมืองไทยมากขึ้น แล้วเขาก็นำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนนโยบายต่างประเทศของเขา แล้วผมบอกได้เลย 100% ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นการสัมมนาที่จบแล้วก็แล้วไป
SIU: เป็นกระบวนการที่ต้องมีสัมมนาก่อน แล้วจึงมีรายงานจากการสัมมนา ?
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: หลังจากการสัมมนาแล้ว จะจัดทำในรูปแบบหนังสือก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รายงานมันต้องมี ตัวอย่างเช่น ผมไปจัดสัมมนาเรื่องเขมรกัมพูชาที่ผ่านมา ผมจำเป็นต้องทำรายงานส่ง เหมือนกับสรุปสั้นๆ ว่าอะไรคือสาระของการไปทำงานวิจัยครั้งนี้ที่กัมพูชา สิงคโปร์นิยมรายงานแบบสั้นๆ ไม่เยิ่นเย้อ เพราะรายงานส่วนหนึ่งจะถูกนำเสนอต่อไปยังผู้บริหารระดับสูงของสิงคโปร์ ซึ่งก็คงไม่มีเวลามานั่งอ่านรายงานยาวๆ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันแสดงให้เห็นว่า เขาใช้ประโยชน์จากเราจากการลงทุนน้อยมาก สาระสำคัญจากรายงานเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายต่างประเทศต่อไป
ในกรณีเรื่อง ติมอร์ตะวันออก ก็เช่นเดียวกัน ผมก็ได้จัดสัมมนาและผมก็ทำรายงาน ซึ่งผมก็เชื่อว่ารายงานก็คงจะถึงผู้นำประเทศของสิงคโปร์อีก หันกลับมามองที่ประเทศไทย จะเห็นว่าไม่มีสถาบันใดที่ active เช่นนี้ ซึ่งตอนที่ผมอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศนั้น คุณเตช บุนนาค เป็นปลัดกระทรวงฯ แล้วคุณเตช ก็รู้ว่าผม keen งานด้านวิชาการ จึงส่งผมไปประจำการที่สิงคโปร์ หน้าที่ผมในระยะเวลา 4 ปีนั้น ส่วนใหญ่อยู่ที่การไปนั่งในสัมมนา แล้วงานสัมมนาก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่มีอีกหลากหลายสถาบัน
ผมก็ได้เข้าไปร่วมสัมมนาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เผอิญว่าผมเป็นคนที่ชอบงานวิชาการอยู่แล้วก็เลยไม่เบื่อ ผมฟังสัมมนาแล้วผมก็ทำรายงานส่งกลับเข้ากระทรวงการต่างประเทศเลย รวมถึงการแบ่งปันรายงานเหล่านี้ไปยังสถานเอกอัครราชทูตอื่นของไทยในต่างประเทศ เพื่อรับรู้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นที่สิงคโปร์ คนในภูมิภาคนี้พูดเรื่องอะไรกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีนักการทูตไทยกี่คนที่อ่านรายงานเหล่านี้อย่างจริงจัง
SIU: จุดเปลี่ยนของอาจารย์ ที่อาจารย์เปลี่ยนจากนักการทูตมาเป็นนักวิจัย เกิดจากอะไรบ้าง
รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: มันก็มีจุดเปลี่ยนหลายจุดนะ จุดแรกคือ จากที่ผมอยู่ที่สิงคโปร์ 4 ปีแล้วทำงานเรื่องสัมมนา ผมก็รู้สึกชอบมากขึ้น แล้วก็ทำให้ผมคิดนอกกรอบ ซึ่งในขณะที่อยู่ในกระทรวงต้องคิดอยู่ในกรอบ มันทำให้ผมได้เข้าสู่วงการวิชาการ แล้วก็ทำให้ผมได้คิดอะไรที่มันเป็นอิสระมากขึ้น
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านการเมืองไทยด้วย ซึ่งผมก็อยู่ที่สิงคโปร์ในปีค.ศ. 2003 – 2007 ผ่านช่วงรัฐประหารพอดี หลังจากนั้นผมก็ยังไม่คิดว่าจะลาออก เพราะผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้ คุณแม่ก็อยากให้ผมเป็นนักการทูต จึงขอลา sabbatical leave มาอยู่ที่สถาบันนี้เป็นเวลาสองปี ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดมากที่ไม่ลาออก ผมก็อยู่ 2 ปีโดยที่เป็นข้าราชการอยู่และก็เป็นนักวิชาการของ ISEAS ด้วยกลายเป็นว่าสวมหมวก 2 ใบยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจลาออกดีกว่า
และผมก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่าอยากย้ายไปสอนหนังสืออยู่มหาวิทยาลัย และในที่สุด โอกาสก็มาถึง ปัจจุบัน ผมได้ย้ายมารับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ณ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตในสิงคโปร์มามากกว่า 8 ปี




