Practical Report ซ้ายหัน ขวาหัน หน้าเดิน !!!

เช้าวันที่ 3 มาผมตื่นมาเก็บข้าวของแต่เช้า(หลังจากนอนไม่ค่อยจะหลับจากเมื่อคืน)

ปั่นจักรยานไปที่สถานฑูตจีนซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านพระรามเก้านักเพื่อทำวีซ่าในการเดินทางในประเทศจีน

เสร็จแล้วตอนสายๆผมกลับมาปลุกเป้าเพื่อร่ำรากันอีกครั้ง เป้ามอบพระเครื่ององค์หนึ่งให้ผม

บอกว่าไม่มีอะไรจะให้ ถ้าเกิดอะไรฉุกเฉินก็ให้ปล่อยพระองค์นั้นไปซะ

อาจจะได้เงินมานิดหน่อยเพื่อเดินทางต่อ(ความคิดมันดีจริงๆ) จากนั้นผมเริ่มปั่นออกจากพระรามเก้า

ไปสายไหม ออกรังสิต มุ่งหน้าไปทางนครนายกโดยที่วันแรกก็ปั่นได้เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตร

แต่ทำเอาผมเหนื่อยใช้ได้  คืนแรกผมพักที่อำเภอบ้านนา บ้านของเพื่อนไลลาโดยคืนนั้นไลลา

ได้นั่งรถประจำทางตามมาเพื่อจะถ่ายภาพเก็บบรรยากาศการเดินทางในช่วงแรกๆของผมกลับไปด้วย

ผมหลับเป็นตายเลยทีเดียวหลังจากนอนเต็มอิ่มผมตื่นแต่เช้ามืด ทานอาหาร

ติดเสบียงเป็นข้าวเหนียวปิ้งห้าหกมัดไว้หลังรถ ออกจากบ้านนาผมปั่นต่อไปที่เขาใหญ่

ข้ามเขาลูกแรกที่โหดน่าดูขาที่ยังอ่อนแรงของผม ผ่านการซ้อมมาเพียงไม่กี่เดือน

ประกอบกับสัมพาระที่หนักอึ้งกว่าสามสิบกิโลกรัมทำให้เหงื่อผมไหลเป็นอาบน้ำ

ผมทั้งเดินทั้งจูง ทั้งปั่น ขี่รถบ้างให้รถขี่ผมบ้างไปอย่างทุลักทุเล จนสามารถไปถึงบนเขาใหญ่ได้

ไลลากับอิมซึ่งขับรถตามมาถ่ายภาพตัดสินใจจะกลับจากตรงนั้น ที่เหลือผมต้องปั่นลงเขาคนเดียว

เพื่อลงไปหาพ่อผมที่รออยู่ที่อำเภอปากช่อง

จังหวะลงเขากับจังหวะขึ้นเขานี่ต่างกันลิบลับ ผมใช้เวลากว่าสามชั่วโมงในการไต่เขาใหญ่กว่าจะขึ้นมาถึงยอด

แต่ใช้เวลาไม่น่าจะเกินสิบห้านาทีในการลงเขา  ด้วยความเร็วห้าสิบกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง

และเส้นทางที่คดเคี้ยวและอันตรายทำให้ผมต้องกำทั้งเบรกหน้าเบรกหลังตลอดทางที่ลงมา

พอลงมาถึงตีนเขาใหญ่ลองเอามือไปจับดูที่ขอบล้อจักรยาน ร้อนจี๋

ถ้าขืนระยะทางไกลกว่านี้มีหวังขอบล้อเบี้ยวแน่ๆ

วันนั้นผมพักที่ตีนเขาใหญ่หนึ่งคืนก่อนยกรถจักรยานขึ้นรถกระบะของพ่อผม ที่ติดภาระกิจอยู่บริเวณนั้นพอดี

มุ่งหน้าไปอำเภอนางรอง บ้านเกิดของผม

———————-

ตั้งแต่ผมมาเรียนอยู่ที่กรุงเทพผมไม่ค่อยได้กลับบ้านซักเท่าไหร่นัก นอกจากจะมีธุระจำเป็น

จริงๆแล้ว ปีหนี่งผมเองกลับบ้านเพียงไม่กี่ครั้ง อย่างช่วงเทศกาลต่างๆที่มีวันหยุดยาวมากๆ

ที่หลายคนต่างทยอยกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด  เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ หรือเข้าพรรษานี่ ผมแทบไม่ได้กลับเลย

ไม่ใช่ไม่อยากกลับนะครับ แต่พอนึกถึงสภาพผู้คนที่แออัดจอแจ

ยืนเบียดกันเพื่อรอเวลารถที่ประจำทางเข้ามารับที่หมอชิต

กับสภาพการจราจรบนถนนมิตรภาพในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว ทำให้ความอยากของผมมันหายไปได้ทันที

ไหนจะต้องรีบหาตั๋วขากลับมากรุงเทพเพื่อไม่ให้ตรงกับวันที่คนอื่นเขากลับกันอีก ยิ่งลำบากไปใหญ่

ถ้าไม่ประจวบเหมาะกับเวลาที่เพื่อนๆหรือคนรู้จักขับรถกลับแล้วมีที่ว่างพอจะให้ผมนั่งโดยสารมาด้วยได้

โอกาสที่จะได้กลับมาเยี่ยมบ้านของผมนี่แทบจะไม่มี

นี่คงเป็นการเดินทางออกจากรุงเทพที่นานที่สุดของผมก็เป็นได้ ไม่ใช่เพียงแค่เดินทางกลับบ้าน

แต่ต้องไปไกลกว่านั้นถึงกว่าหนึ่งหมื่นกิโลเมตร

———————-

ผมใช้เวลาอยู่ที่นางรองสามวัน ได้รับเชิญจากพี่เก้า เจ้าของกิจการบ้านเสาะรีสอร์ท ให้ไปพักที่นั่นแบบฟรีๆคืนนึง

ผมใช้เวลาส่วนมากร่ำลาญาติผู้ใหญ่ คนรู้จักได้รับพรจากปู่ย่า ญาติผู้ใหญ่ลุงป้าน้าอา

นำเสื้อที่ติดตัวมาด้วยไปมอบให้นายอำเภอ นายกเทศมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด

ให้อาโสภณ ซึ่งเป็นนายอำเภอลำปลายมาศ ทานอาหารและพบปะเพื่อนฝูงเก่าๆสมัยมัธยม

ซึ่งวันนั้นมากันเยอะเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงเทศกาลแห่เทียนออกพรรษาพอดี

หลังจากที่นางรองผมไปแวะต่อที่จังหวัดบุรีรัมย์หนึ่งคืน

พบอาจารย์ปุ้ย(สุจินต์ สังวาลย์มณีเนตรเพื่อนร่วมห้องปริญญาโท) กับพี่โหน่ง  เสี่ยเจ้าของโรงเลื่อย

ผู้ซึ่งหลงไหลในงานศิลปะและเสียงกีต้าร์คลาสสิค ตามปกติเราจะดื่มกันจนดึกดื่น

แต่คืนนั้นพี่โหน่งแกออกตัวก่อนว่าแกงดเหล้าเข้าพรรษา

ส่วนผมกับอาจารย์ปุ้ยไม่ว่าจะเทศกาลอะไรเราก็ไม่เคยคิดจะลดละเลิกมัน เจอกันที่ไรเป็นต้องเมาทุกที

เรานั่งเล่นกีต้าร์ พูดคุยกันหลายเรื่องที่นี่ผมได้เพลงๆหนึ่งจากพี่โหน่งที่ได้มอบให้ผม

เพื่อเป็นกำลังใจในการเดินทาง เพลงนี้ไม่มีชื่อ แต่หลายคนมักจะเรียกมันว่า เพลงนักเดินทาง

เขียนด้วยลายมือแกเอง ผมติดมันไว้กับกระเป๋าสัมภาระ

————————

เป็นเรื่องที่ตลกมากๆที่ผมปั่นจักรยานออกมาได้โดยยังไม่เคยซ่อมจักรยานเองซักครั้งเดียว

รู้แต่วิธีการที่ศึกษามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ครั้งแรกที่ยางรั่ว ผมเปลี่ยนเองกับมือ

ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการเปลี่ยนยาง แถมยังใส่ยางกลับด้านอีก กระนั้นผมก็ยังปั่นไปแบบไม่รู้ตัว

อากาศที่ร้อนอบอ้าวของภาคอีสานทำให้ผมกระหายน้ำมากเป็นพิเศษ

ผมต้องใช้วิธีซื้อลูกอมมาอมไว้ขณะปั่นจักรยาน เพื่อบรรเทาอาการกระหายน้ำ

อีกทั้งแดดที่แรงจัดก็ทำให้ตัวผมดำได้อย่างรวดเร็ว เรี่ยวแรงก็พลอยจะลดลงไปด้วย

————————–

จากนั้นได้ผมเดินทางต่อไปที่จังหวัดมหาสารคามซึ่งเป็นบ้านของญาติฝ่ายแม่

และยังมีงานสำคัญที่แม่ของผมต้องมารับตำแหน่งใหม่ที่จังหวัดนี้

ที่บ้านยายผมจะเป็นแหล่งรวมของวงศาคณาญาติ เมื่อรู้ว่าผมมา หลายคนก็แวะมาเยี่ยมเยียนทักทาย

คุณยาย ป้าๆน้าๆทั้งญาติผู้ใหญ่หลายคนร่วมสนับสนุนการเดินทางด้วยการซื้อเสื้อคนละตัวสองตัว

ให้ศีลให้พรกันไปตามประสาคนแก่

ที่จังหวัดมหาสารคามผมได้พบกับพี่ต้อม เจ้าของร้านจักรยานที่ชื่อว่า “บ้านรถถีบ”

พี่ๆที่นั่นช่วยสอนวิธีการตัดโซ่ การซ่อมแซมรถเบื้องต้น ผมซื้ออะไหล่หลายอย่างไว้เพื่อสำรองจากที่นี่

ตัวพี่ต้อมเองแกป่วยเป็นโรครูมาตอย ต้องทนทรมานอยู่หลายปี

มาค่อยยังชั่วขึ้นเมื่อได้กลับมาจับจักรยานจึงตั้งใจที่ทำร้านนี้ขึ้นมา  ปัจจุบันแม้โรคนี้จะยังไม่หายขาด

แต่แกก็สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ร้านบ้านรถถีบของแกนอกจากจะขายจักรยานและอะไหล่แล้ว

ยังเป็นแหล่งชุมนุมนักปั่นทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กของจังหวัดมหาสารคาม

ว่างๆก็จะมีการจัดกิจกรรมการปั่นอยู่เสมอๆ ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาว่างพี่ต้อมเองก็มักจะปั่นจักรยานออกทริปไกลๆอยู่เรื่อยๆ

นอกจากนี้ผมยังใช้เวลาครึ่งวันไปทำกิจกรรมกับน้องๆโรงเรียนบ้านคุยโพธิ์

ซึ่งแม่ของผมเพิ่งย้ายเข้ามาทำงานที่นั่นเป็นวันแรก โดยมีไลลาช่วยด้วยอีกแรง

สำหรับผมนั้นการทำกิจกรรมศิลปะเด็กในชนบทโดยเฉพาะกับเด็กอีสานนั้นมักจะไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเท่าไหร่

แต่ไลลาเองกว่าจะฟังออก กว่าจะแปลกันเข้าใจ เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

แม้เด็กต่างจังหวัดจะขี้อายไม่กล้าแสดงออกเหมือนเด็กนักเรียนในกรุงเทพแล้ว

แต่ถ้าลองได้เริ่มจับพู่กันระบายสีเมื่อไหร่ เป็นอันว่าทุกคนสนุกสนานและเต็มที่กันทั้งนั้น

สรุปว่าวันนั้นเราได้ภาพวาดลงบนขอบเวทีฝีมือน้องๆมาหนึ่งชุด

—————————

แผนการเดินทางต่อจากนี้คือการปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปที่จังหวัดหนองคายโดยผ่านทางจังหวัดสกลนครและนครพนม

เพราะสองจังหวัดนี้มีสถานที่สำคัญสองแห่งที่ผมอยากไปดู หนึ่งคือบ้านโฮจิมินห์

ที่โฮจิมินห์เคยใช้เป็นที่พำนักในประเทศไทย และสองก็คือจุดสุดท้ายของชีวิตจิตร ภูมิศักดิ์ในแผ่นดินบ้านเกิด

ออกจากมหาสารคามในใจผมซักเริ่มหวั่นๆจากนี้คงไม่มีบ้านญาติให้พักอีกแล้ว

คงไม่มีคนรู้จักมาคอยดูแลพูดคุยเหมือนเส้นทางที่ผ่านๆมา ต้องเดินทางด้วยตัวคนเดียวจริงๆ

แต่หลังจากได้ร่ำลาทุกคน ได้บอกกล่าว ได้รับความเป็นห่วงเป็นใยจากคนรอบข้าง

กำลังใจของผมก็เพิ่มขึ้นเต็มเปี่ยม หนทางข้างหน้าไม่ได้ทำให้ผมท้อและคิดจะหันหลังกลับไป

ผมเริ่มปั่นจักรยานไปตามเส้นทางที่โอบล้อมไปด้วยต้นข้าวที่เขียวขจี

บรรยากาศของสีเขียวในทุ่งนาข้างทางทำให้รู้สึกชดชื่นขึ้นมาไม่น้อย

เมฆฝนตั้งเค้าบ้างเป็นระยะๆ ลมของฤดูฝนพัดประทะผมบ้างเล็กน้อยพอให้ชื่นช่ำร่างกาย

ผมปั่นไปอย่างช้าๆเหนื่อยก็แวะนอนพักตามศาลา ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนัก

โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่จังหวัดมุกดาหารเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภูพาน

ที่อาจจะทำให้พลังงานผมหมดก่อนที่จะไปถึงไหนก็เป็นได้

ผมใช้เวลาสองวันกว่าจะเดินทางมาถึงที่จังหวัดมุกดาหาร เมืองริมแม่น้ำโขงที่มีชายแดนติดกับประเทศลาว

ฝั่งตรงข้ามคือเมืองสะหวันนะเขต

ที่มุกดาหารผมเข้าไปขอกับทางผู้อำนวยการของศูนย์ฝึกอาชีพราษชฎรไทยตามแนวชายแดน

เพื่อของกางเต้นท์พักที่นั่นตามคำแนะนำของพ่อผม ช่วงเวลาที่ผมกางเต้นท์นอนอยู่ที่นั่น

ที่ศูนย์ฝึกเองก็กำลังมีกิจกรรมเข้าค่ายพอดี

ท่านผู้อำนวยการเองก็ได้จัดแจงอาหารให้ผมทานทุกมื้ออย่างไม่ขาด อิ่มทั้งท้องนอนหลับก็สบาย

ที่มุกดาหารผมพบผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง ชื่อลุงใหญ่ เป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดังย่านริมโขง

ตามคำแนะนำจากพี่ป๋าและลุงอ๊อด(คุณประสาท ตงศิริ) เมื่อไปถึงร้านอาหารของแก

แกถามผมว่าจะทานอะไรไหม เสียดายที่ผมทานอาหารเย็นมาแล้ว จึงไม่ได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารที่นั่น

แต่ได้เบียร์สิงห์เย็นๆสองขวด ก็ทำให้รสชาติการสนทนาอร่อยขึ้นมาไม่แพ้กัน

ลุงใหญ่เป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด แต่มาอยู่ที่นี่นานก็เลยกลายเป็นคนอีสานซะงั้น

แกมีเพื่อนฝูงมากมายทั้งฝั่งลาวและฝั่งไทย เส้นทางทั้งลาวจีนเวียดนามแกก็ผ่านมาหมดแล้วทั้งนั้น

คุยกับแก เหมือนได้เดินทางไปแล้วครึ่งนึง เมื่อได้ข้อมูลหลายอย่างที่เป็นประโยชน์

วินาทีนั้นผมเปลี่ยนใจที่จะข้ามไปฝั่งลาวทันที เปลี่ยนจากแผนเดิมที่ต้องการเข้าไปผ่านแดนที่เมืองเวียงจันทน์

เช้ารุ่งขึ้น ผมรีบโทรหาพี่เพิ่ม วานเป็นธุระให้ช่วยจัดการส่งพาสสปอร์ตมาให้ผมที่นี่

แต่ต้องเสียเวลารอสองวัน ซึ่งไม่เป็นไรผมถือใช้เวลาที่มีอยู่ปั่นจักรยานเล่นในเมืองมุกดาหาร

เดินเที่ยวตลาดอินโดจีน ทำนู่นทำนี่หลายอย่าง รู้จักผู้คนเพิ่มหลายคน รอเวลาที่หนังสือเดินทางของผมจะมาถึง

เช้าวัน 18 กรกฎาคม ผมรีบเก็บข้าวของ แพ็คของใส่กระเป๋าเดินทาง ยกขึ้นวางบนจักรยาน

บึ่งรถมาที่ไปรษณีย์ทันที เพื่อมารอหนังสือเดินทาง กว่ารถของไปรษณีย์จะเดินทางมาถึงที่ทำการก็สิบโมงกว่า

เมื่อได้หนังสือเดินทางแล้ว ผมรีบไปติดต่อที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อซื้อตั๋วเรือโดยสารข้ามฝาก

เรือรอบที่ผมจะโดยสารออกเดินทางเวลาเที่ยงตรง ผมใช้เวลาที่เหลือเล็กน้อยทานข้าวปลาอาหาร

ผมเลือกข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว อาหารง่ายๆที่คนไทยนิยมทานกัน

เพราะในใจคิดว่าเมื่อข้ามไปฝั่งลาวคงไม่สามารถหาอาหารพวกนี้ทานได้ง่ายๆ

เที่ยงตรงผมประทับตราหนังสือเดินทาง ซื้อตั๋วเรือหนึ่งใบ จ้างคนงานคนหนึ่งแบกจักรยานผมลงไปในเรือ

ผมไปนั่งในแถวหน้า ไม่ห่างจากที่วางรถจักรยานของผมมากนัก ไม่ใช่อะไรหรอก

กลัวมันไหลตกน้ำไป เสียงเครื่องยนต์ของเรือดังกระหึ่มไปทั่ว

ผู้โดยสารหลายคนทั้งชาวไทยและชาวลาวแน่นเต็มลำ เรือค่อยๆลอยตัวผ่านแม่น้ำโขง

หันหลังกลับมามองธงไตรรงค์ที่ปลิวสะบัดด้วยแรงลม ด้านหน้าของผมไกลลิบๆ

มีธงชาติลาวประดับประดาอยู่มากมาย  เมื่อหันซ้ายหันขวาแล้วอุ่นใจ ต่อจากนี้ไปก็ถึงเวลาหน้าเดิน

————————–

อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ

ระหว่างทางไปมอสโค

  • โอ่ง

    มานั่งอ่านแล้วตกใจ แต่ก็ชื่นชมในความฝัน ผมเป็นนักเรียนปริญญาโทอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เอาใจช่วยครับ ถ้ามีอะไรที่สามารถช่วยได้ บอกได้เลยครับ

  • พี่หน่อย ชลธิชา

    ขอให้ประสบความสำเร็จนะน้องโจ เอาใจช่วยจ้ะ

  • ดาว

    อ่านแล้วทึ่งมากค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ สู้ๆ