Practical Report จดหมายจากอิโวจิมา : เสียงกระซิบจากอีกด้านของเหตุการณ์

นี่เป็นภาพที่มีชื่อเสียงและถูกผลิตซ้ำบ่อยครั้งที่สุดภาพหนึ่งในยุคสมัยใหม่ ภาพนี้ถูกกระทั่งสร้างเป็นอนุสาวรีย์รำลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นภาพที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวสหรัฐอเมริกา ว่าสงครามครั้งใหญ่ของโลกที่ทั้งทหารและพลเรือนต้องตรากตรำมานานกว่า 6 ปี จนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดนั้นคืบคลานเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว

มันเป็นภาพของทหารนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาจำนวนหกนาย กำลังยกธงชาติประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตน ที่ยอดเขาสุริบาจิ บนเกาะอิโวจิมาของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1945 (พ.ศ. 2488) ครึ่งหนึ่งของทหารในรูปนี้ต้องพลีชีพให้กับการรบในอิโวจิมาในภายหลัง



ธงชาติสหรัฐถูกนาวิกโยธินสหรัฐยกขึ้นที่ยอดเขาสุริบาจิ บนเกาะอิโวจิมาของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1945 (พ.ศ. 2488), ที่มา – วิกิพีเดีย

หลายคนอาจไม่ทราบว่านี่เป็นการยกธงชาติสหรัฐฯ ขึ้นบนยอดเขาสุริบาจิเป็นครั้งที่สอง เพราะธงชาติสหรัฐฯ ที่ถูกยกขึ้นครั้งแรกนั้นมีขนาดเล็กเกินไป และมันไม่ใช่เป็นการฉลองความสำเร็จจากการเคลียร์พื้นที่บนเกาะอิโวจิมาได้ นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังคงต้องต่อสู้กับทหารจักรวรรดิญี่ปุ่นที่รักษาเกาะแห่งนี้ต่อไปอีก 36 วัน กว่าจะเคลียร์พื้นที่บนเกาะแห่งนี้ได้สำเร็จ

มันเป็นการรบที่นองเลือด ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ต้องเสียชีวิต 6,821 คน บาดเจ็บ 19,189 คน จากกำลังพลยกขึ้นบกทั้งหมด 1.1 แสนนาย ด้านทหารจักรวรรดิญี่ปุ่นก็ต้องเสียชีวิตไปถึง 21,703 คน และถูกจับเป็นเชลยศึก 1,083 คน นี่เป็นการศึกครั้งแรกที่ยอดรวมความเสียหายของฝ่ายสหรัฐฯ จะมีมากกว่าฝ่ายญี่ปุ่น (คิดรวมทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ)

แต่ในอีกสี่วันให้หลังจากที่กำลังฝ่ายสหรัฐฯ สามารถเคลียร์พื้นที่บนเกาะอิโวจิมาได้ สหรัฐฯก็ต้องพบกับฝันร้ายยิ่งกว่าเมื่อยกพลขึ้นบกที่โอกินาวา ยอดความเสียหายของฝ่ายสหรัฐฯ เพิ่มเป็นสองเท่า ในขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นเสียหายมากกว่านี้มาก ทำให้สมรภูมิที่โอกินาวาเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก สมรภูมิแห่งป่า (Battle of Bulge) ซึ่งเป็นยุทธการที่ฝ่ายนาซีเยอรมันตีโต้ฝ่ายสัมพันธมิตรออกจากแนวป่าอาร์เดนส์ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เยอรมันจะเป็นฝ่ายตั้งรับและเสียกรุงเบอร์ลินในที่สุด



ภาพแผนปฏิบัติการหิมะถล่ม, ที่มา – วิกิพีเดีย (คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่ขึ้น)

ความจริงทั้งยุทธการยึดอิโวจิมา และโอกินาวา เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการ “หิมะถล่ม” (Operation Downfall) ของฝ่ายสัมพันธมิตร (ในเขตยุทธภูมิแปซิฟิคถือเป็นความรับผิดชอบหลักของกองทัพสหรัฐฯ) โดยฝ่ายสหรัฐฯจะแบ่งกองกำลังยกพลขึ้นบกออกเป็นสองกองทัพหลัก คือ Olympic จะยกพลขึ้นบกที่เกาะคิวชิวทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ส่วนกองกำลัง Coronet จะยกพลขึ้นเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักอันเป็นที่ตั้งของเมืองโตเกียวของญี่ปุ่น

เสนาธิการทหารฝ่ายสหรัฐฯ คำนวณความเสียหายจากปฏิบัติการหิมะถล่มเต็มรูปแบบ อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียกำลังพลไป 1.7 – 4 ล้านนาย (ในจำนวนนี้อาจมีทหารที่เสียชีวิตไป 4-8 แสนนาย) ในขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นก็จะเสียกำลังพลไป 5-10 ล้านนาย นี่นับรวมความเป็นไปได้ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นจะเกณฑ์พลเรือนเข้าร่วมสงครามปกป้องมาตุภูมิด้วย เมื่อดูประสบการณ์จากอิโวจิมา และการรบอย่างดุเดือดยิ่งกว่าที่โอกินาวาแล้ว ตัวเลขความเสียหายระดับนี้ถือเป็นเรื่องเป็นไปได้

ภาพความสูญเสียขนาดมโหฬาร, การที่กองทัพนาซีเยอรมันพ่ายสงคราม กรุงเบอร์ลินตกเป็นของฝ่ายสัมพันธมิตรในวันที่ 2 พฤษภาคม 1945 ซึ่งเป็นเวลาเดือนกว่าก่อนที่สหรัฐฯจะควบคุมโอกินาวาเอาไว้ได้, การที่ฝ่ายโซเวียตเริ่มประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และความสำเร็จของโครงการแมนฮัตตัน ทำให้ในที่สุดสหรัฐฯ ตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ เมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม 1945 ตามลำดับ

ช่วง 1 วันก่อนจักรพรรดิฮิโรฮิโตทรงประกาศยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข มีความพยายามจากนายทหารฝ่ายขวาจัดบางกลุ่มพยายามก่อการรัฐประหารเพื่อให้กองทัพสู้ตายและไม่ยอมแพ้แต่ศัตรู แต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากจักรพรรดิทรงประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคมแล้ว สงครามโลกครั้งที่สองก็ยุติลงนับแต่นั้น



คลินท์ อีสต์วู้ด หยิบเหตุการณ์ที่อิโวจิมา มาทำเป็นภาพยนตร์สองเรื่อง เรื่องแรกคือ “Flags of our father” เป็นมุมมองจากฝั่งอเมริกัน อ้างอิงจากหนังสือชื่อเดียวกันที่เปิดเผยถึงเบื้องหลัง การปักธงชาติที่อิโวจิมา อันเกี่ยวข้องกับความคาดหวังของมหาชนชาวอเมริกันต่อชัยชนะในสงครามโลก ซึ่งทำให้ “วีรบุรุษสงคราม” ที่เหลือชีวิตรอดมาได้จากสมรภูมิที่อิโวจิมาสามราย ตัดสินใจปิดบังเรื่องราวเอาไว้ จนกระทั่งเขาได้เปิดเผยเรื่องราวบางประการที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบผ่านทายาทของเขา ซึ่งก็เป็นผู้แต่งหนังสือเล่มนี้

ในขณะที่ถ่ายทำ Flags of our father อีสต์วู้ดก็เกิดไอเดียที่จะถ่ายทำหนังอีกเรื่อง ซึ่งเล่าเรื่องราวจากมุมมองของฝ่ายญี่ปุ่น หนังเรื่องนี้จึงถูกถ่ายทำขึ้นโดยใช้ผู้แสดงเป็นชาวญี่ปุ่น และใช้ภาษาญี่ปุ่นในการถ่ายทำตลอดทั้งเรื่อง ไอริส ยามาชิตะ นักเขียนบทภาพยนตร์สาวชาวญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก กลับถูกอีสต์วู้ดเลือกให้มาเป็นคนเขียนบท “Letters from Iwo Jima”



ภาพนายพลทาดามิจิ คูริบายาชิ ผู้บังคับบัญชากองพลที่อิโวจิมา, ที่มา – วิกิพีเดีย

ยามาชิตะใช้หนังสือสองเล่มคือ “เกียวคุไซ โซชิคิคัน โน อีเตกามิ” (ภาพจดหมายจากผู้บัญชาการทหาร) ที่เขียนบันทึกจากเรื่องจริงโดยพลโท ทาดามิจิ คูริบายาชิ ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองกำลังที่ปฏิบัติการอยู่บนเกาะอิโวจิมา (ในหนังเรื่องนี้ เคน วาตานาเบ สวมบทเป็นนายพลคูริบายาชิ และเล่นได้ดีตามมาตรฐานของเขา) และอีกเล่มหนึ่งคือ “ความทุกข์ระทมกับการพ่ายสงคราม” โดย คุมิโกะ คาเคฮาชิ

ยามาชิตะสร้างตัวละครเพิ่มขึ้นมาเองตัวหนึ่งชื่อพลทหารไซโก เขาเป็นเสมือนตัวเชื่อมร้อยเหตุการณ์ทั้งหมด (ซึ่งในความเป็นจริงก็คือเรื่องเล่าของหลักฐานเท่าที่พอจะหาได้) บนเกาะอิโวจิมา ไซโกยังเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ชมที่นำเราไปสู่ความเข้าใจถึง ความกดดัน ความหดหู่ ความบีบคั้น ที่ทหารญี่ปุ่นต้องเผชิญอยู่ และเนื้อเรื่องก็ดำเนินไปตามการถอยหนีของพลทหารไซโกออกจากที่มั่นในอุโมงค์บนเขาสุริบาจิจากทางตอนใต้สุดของเกาะ ผ่านการสู้รบบนพื้นที่ต่างๆบนเกาะ จนกระทั่งฐานที่มั่นสุดท้ายของนายพลคูริบายาชิซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ ก่อนการรบยุติลงในที่สุด



Aerial of Mt. Suribachi from above before the assault on the island.

 

ภาพถ่ายดาวเทียมยอดเขาสุริบาจิของกูเกิ้ล ที่ปกติดูรายละเอียดขนาดนี้ไม่ได้ แต่ Google Earth Hack ดึงออกมาได้

พลโทคูริบายาชิเคยใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา และเขายังมีความคิดแบบวิทยาศาสตร์ เขาจึงทราบศักยภาพของกองทัพสหรัฐอเมริกาดี นอกจากนี้เขายังตระหนักดีถึงขีดจำกัดของกองทัพญี่ปุ่น หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นเริ่มพ่ายสงครามที่สมรภูมิหมู่เกาะมาเรียน่าและพาเลาติดๆกัน อิโวจิมาจะไม่ได้รับกำลังสนับสนุนทางอากาศ และกองทัพเรือ ดังนั้นการให้ทหารขุดแนวสนามเพลาะป้องกันการบุกยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ชายหาด ตามตำราทหารญี่ปุ่นแบบที่ปฏิบัติกันมา ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายอย่างเสียเปล่า เพราะกองทัพสหรัฐฯ จะใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด และการยิงถล่มจากปืนใหญ่ประจำเรือก่อนส่งทหารยกพลขึ้นบก

คูริบายาชิตัดสินใจให้ทหารขุดอุโมงค์บนเขาสุริบาจิ และวางแนวตั้งรับลึกเข้ามาในตัวเกาะ ใช้รถถังเป็นป้อมปืนโดยใช้ตาข่ายพรางและสร้างป้อมกำบังอย่างแน่นหนา สถานการณ์การเปิดฉากถล่มอิโวจิมาของฝ่ายสหรัฐฯก่อนส่งกำลังยกพลขึ้นบก พิสูจน์แนวคิดของคูริบายาชิว่าถูกต้อง

แต่คูริบายาชิก็ทราบดีว่ากองพลของเขาไม่มีทางชนะสงครามที่อิโวจิมา ความจริงเขาทราบดีตั้งแต่นายพลโตโจนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นในช่วงนั้น เรียกเขาไปรับตำแหน่งผู้บังคับบัญชาในสมรภูมิอิโวจิมาแล้ว การเดินทางมาควบคุมกองทัพที่นี่จึงเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เขาก็หวังว่าจะใช้กำลังทหารเท่าที่มีสร้างความเสียหายกับกองทัพสหรัฐฯ ให้มากที่สุด และให้การรบยืดเยื้อที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยหวังว่าเมื่อสหรัฐฯ ประสบความเสียหายจำนวนมาก ก็จะละทิ้งความพยายามการยึดญี่ปุ่นในที่สุด

ดังนั้นเราจะไม่เห็นการส่งทหารไปตะโกนร้องบันไซ แล้วบุกชาร์จเข้าไปให้เป็นเหยื่อกระสุนเหมือนกับที่สหรัฐฯ เคยเผชิญมาก่อนในสมรภูมิที่ไซปัน ตรงข้ามคูริบายาชิ สั่งให้ทหารใช้การซุ่มโจมตีแบบกองโจร และอาศัยความมืดบุกเข้าสร้างความเสียหาย กลวิธีนี้ก็ได้ผลอย่างยิ่ง

เราจะป้องกันเกาะแห่งนี้จนถึงขีดสุดกำลังของเรา
เราจะกอดระเบิดแล้วพุ่งตัวไปใต้รถถังของข้าศึกเพื่อทำลายมันไป
เราจะแทรกซึมผ่านแนวป้องกันศัตรูแล้วสังหารข้าศึก
เราจะยิงไปที่จุดตายของข้าศึก
เราจะไม่ยอมตายจนกว่าจะฆ่าศัตรูได้สิบคน
เราจะรังควาญข้าศึกด้วยสงครามกองโจร จนกระทั่งถึงพวกเราเป็นคนสุดท้าย

อิโวจิมาเปรียบเสมือนปากทางเข้าสู่เขตแดนของญี่ปุ่น ดังนั้นทั้งฝ่ายญี่ปุ่นและสหรัฐฯ จึงจับตามองที่ยุทธภูมิแห่งนี้ด้วยใจจดจ่อ หากแต่หนังเรื่องนี้ฉายภาพด้านญี่ปุ่นออกมาอย่างน่าเศร้าและหดหู่ เพราะวิทยุของทางการญี่ปุ่นหวังว่าพวกทหารจะพลีชีพทั้งหมดเพื่อปกป้องมาตุภูมิของพวกเขาไว้ ในขณะที่ฝ่ายทหารสหรัฐฯ หวังว่าจะชนะสงครามแล้วรอดกลับไปหาครอบครัว



ภาพการยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่เกาะอิโวจิมา (จะเห็นเขาสุริบาจิเป็นฉากหลัง), ที่มา – iwojima.com

ในหนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นทหารญี่ปุ่นที่มีจิตใจรักชาติแบบญี่ปุ่น เราจะเห็นทหารญี่ปุ่นที่รักตัวกลัวตาย เราจะเห็นทหารญี่ปุ่นที่เสียสละเพื่อพวกพ้อง นายทหารที่มีความคิดแบบเผด็จการ ฯลฯ แง่มุมต่างๆ เหล่านี้ฉายภาพความเป็นมนุษย์ที่มีด้านต่างๆหลากหลายของทหารญี่ปุ่นอย่างที่มันควรจะเป็น หนังเรื่องนี้จึงให้ภาพต่างจากที่เราเคยคิดทั่วไปเกี่ยวกับทหารญี่ปุ่น ก็อาจเช่นเดียวกับที่ทหารญี่ปุ่นในหนังก็มีจินตนาการถึงทหารสหรัฐฯว่าดุร้ายและป่าเถื่อน แผกความเป็นจริง ซึ่งก็มีหลากหลายเช่นกัน

โปรดักชั่นที่มีคุณภาพเหนือชั้นกว่าของฮอลลีวูดทำให้หนังเรื่องนี้ มีคุณภาพดีกว่าหนังสงครามโลกครั้งที่สองที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นเอง อย่างเรือรบยามาโตอย่างไม่อาจเทียบกันได้ แต่ก็อาจเป็นเพราะชั้นเชิงการเขียนบทของนักเขียนบทสาวชาวญี่ปุ่นที่เติบโตขึ้นมาในฮาวาย ที่ทำให้หนังญี่ปุ่นเป็นมุมมองที่แปลกใหม่น่าติดตาม มีความนุ่มนวล อิ่มเอม แต่ก็ไม่ทิ้งความสมจริงไป

หนังเรื่องนี้จึงประสบความสำเร็จเหนือรุ่นพี่ของมัน Flags of our father อย่างมาก ปัจจัยหนึ่งก็คงเป็นเพราะมันใช้ทรัพยากรชุดเดียวกันในการถ่ายทำ ต้นทุนจึงต่ำกว่า Flags of our father ที่ใช้เงินไป 55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ทำรายได้เพียง 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ Letters from Iwo Jima มีต้นทุนเพียง 19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กลับทำรายได้ถึง 68.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำการถ่ายภาพยอดเยี่ยม และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีก 4 รางวัล

บางครั้งสำหรับเหตุการณ์ที่ซับซ้อน เปลี่ยนผ่านไปอย่างวุ่นวาย การรับฟังเสียงจากอีกด้านของเหตุการณ์เพื่อพิจารณาความเป็นจริงให้รอบด้านยิ่งขึ้น มากกว่าการรับฟังเสียงโฆษณาชวนเชื่ออยู่ด้านเดียว เพื่อการประเมินคุณค่าของเหตุการณ์ตามอย่างที่ควรจะเป็น ก็เป็นเรื่องที่พึ่งกระทำไม่ใช่หรือ

ที่น่าเสียดายคือหลายครั้งที่เหตุการณ์ผ่านไปอย่างเนิ่นนาน จนมันไม่มีผลกระทบกับผลภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นแล้ว จึงค่อยได้รับอนุญาตให้เปิดเผยตัวตนของมันต่อสายตาผู้ชมทั่วไปอีกครั้ง แต่สำหรับบางเหตุการณ์อาจไม่มีวันได้ถูกเปิดเผยเลยก็เป็นไปได้

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ผมชอบทั้งเรื่องนี้ และเรื่องเรือรบยามาโต้เลยครับ บทดีทั้งคู่เลยครับ

  • “เราอ่านแล้ว”

    ลำพัง เหตุการณ์ๆ หนึ่ง ยังมีเบื้องหน้า เบื้องหลัง ซับซ้อนมากมายถึงเพียงนี้
    การทำความเข้าใจให้ตรงตามความเป็นจริงที่มันเป็น จึงต้องมองให้รอบด้าน ก็ชอบแล้ว
    แต่เรื่องราวก็ไม่ได้รวบรัดง่ายดายเพียงแค่นั้นอีก เพราะทุกเหตุการณ์มี “ที่มา”
    “ที่มา” ทำให้เรื่องราวซับซ้อนยุ่งยากขึ้นไปอีก จากเดิมที่ซับซ้อนอยู่แล้ว
    “ที่มา” ของเหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินมาเหมือนสายน้ำไหล ไม่มีเว้นวรรค ไม่มีขาดตอน
    นั่นหมายความว่า “ที่มา” มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง สัมพัทธ์ สัมพันธ์ สืบต่อ ส่งทอดกันมา
    เพราะมี “ที่มา” จึงมี “ที่เป็น (อยู่)” และจะต้องมี “ที่ไป” อีกยาวนานนับนาน
    เรื่องราวในโลกหล้า เป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ในโลกหล้า เป็นเช่นนี้ ปรากฏการณ์ในโลกหล้า เป็นเช่นนี้
    การเข้าใจให้รอบด้านว่ายาก การเข้าใจให้ครอบคลุมยิ่งยาก การเข้าใจให้ตลอดสายยิ่งยากกว่า
    แต่ไม่่ว่าอย่างไร จงสู้ต่อไป (อย่างปลอดโปร่ง) จงดำเนินต่อไป (อย่างเบาสบาย) เอาใจช่วย…สหาย

  • http://www.google.com tar

    ผมอย่ากให้เข้าอยู่ถึงทุกวันนี้ผมอ่ากรู้ความจริงว่าใครปักธงนั้น