“บุคคลแต่ละคนต้องการเสรีภาพเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง…หากไม่มีเสรีภาพ จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ก็จะอ่อนแอ วัฒนธรรมและศาสตร์ความรู้ต่างๆก็จะเสื่อมถอย และเศรษฐกิจก็จะหยุดชะงัก จิตวิญญาณแต่ละคนต้องการเสรีภาพเฉกเช่นร่างกายที่ต้องการอากาศเพื่อหายใจ”
—มูลนิธิฟรีดริช เนามัน
ศตวรรษที่ 21 ยุคสมัยที่มั่งคั่งเพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายและสิ่งปรนเปรอหลากเหลือคณานับ แต่ชีวิตประจำวันของมนุษย์กลับเต็มไปด้วยภาวะ “ไร้สุข” นานัปการ ห้วงอารมณ์ปั่นป่วนไปด้วยความเปลี่ยวเหงา หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน และขาดแคลน
ระบบเศรษฐกิจโลกได้ก้าวผ่านจากยุคเกษตรกรรมที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความหิวโหย มาสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายหลุดพ้นจากการใช้แรงกายอันเหนื่อยหนัก แต่ความปรารถนาก็ไม่ได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ มนุษย์ยังต้องการหลุดพ้นจากชีวิตประจำวันที่แสนซ้ำซากจำเจ
“โรงงานอุตสาหกรรม” ได้ปฏิวัติโลกด้วยการมอบสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัดให้กับทุกชนชั้นได้เลือกใช้สรรหา แต่ในขณะเดียวกันกระบวนการผลิตแบบเหมาโหลถูกกว่า (Mass Production) ก็เริ่มทำให้มนุษย์รู้สึกเบื่อหน่ายซ้ำซาก และมุ่งแสวงหาความสดใหม่แปลกตาที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เป็นเจ้าของสินค้านั้น
การแสวงหา “เอกลักษณ์” เฉพาะตัวจึงเป็นแนวโน้มใหม่ (Trend) ของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งอิ่มล้นกับการเสพรับความสะดวกสบายแบบเหมาโหลถูกกว่า (Mass Market) มาเป็นการแสวงหาสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะตัว (Niche Market) จนกระทั่งถึงสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดรายละเอียดแบบส่วนตัวได้

Liberal Mind จึงเป็นความสุขใหม่ที่มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ร่ำร้องโหยหา เพื่อปลดปล่อยชีวิตของพวกเขาให้หลุดพ้นจากความน่าเบื่อหน่ายไร้ตัวตนในทุกด้านของชีวิต ตั้งแต่ระบบรัฐสภาแบบตัวแทนที่แปรความคิดเห็นของมนุษย์อันหลากหลายให้กลายเป็นเพียงตัวเลขคะแนนเสียงที่ไม่ได้บอกอะไรนอกจาก 0 และ 1 กระทั่งถึงการเสพรับข่าวสารจากสื่อกระแสหลักที่มุ่งยัดเยียดแต่ความตื่นเต้นบันเทิงซ้ำซาก โดยไม่คำนึงถึงรสนิยมที่แตกต่างกันของผู้บริโภคแต่ละราย
“แรงปรารถนาแห่งเสรีภาพ” ในจิตใจที่ละเอียดอ่อนแตกต่างของมนุษยชาติเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ใน DNA แห่งเผ่าพันธุ์ แต่ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ถูกกดทับจากความหวาดกลัวของความหนาวและความหิวโหย บดบังโดยความเกียจคร้านที่จะเสพรับแต่ความสะดวกสบาย แต่เมื่อมนุษย์อิ่มตัวกับอาหารและโทรทัศน์ ความปรารถนาแห่งเสรีภาพและตัวตนบนโลกใบนี้ก็เริ่มปะทุขึ้นมา เพื่อยกระดับความสุขของมนุษยชาติให้ก้าวรุดหน้าต่อไป
ความนิยมที่พุ่งพรวดของ Social Media ดังเช่น Facebook และ Twitter ก็สะท้อนความต้องการแสดงออกซึ่งเสรีภาพทางความคิดและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมนุษย์แต่ละคน แน่นอนว่า “ผู้มีชื่อเสียง (Celeb)” ย่อมได้รับความสนใจมากกว่าคนธรรมดา แต่สิ่งที่ต่างไปจากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ก็คือ พื้นที่ในการแสดงออกซึ่งรสนิยมและเอกลักษณ์ของคนธรรมดา ซึ่งแม้ว่าจะน้อยนิดและไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง แต่ก็ยังมีเครือข่ายเพื่อนฝูงที่คอยเฝ้าดูและแลกเปลี่ยนบทสนทนาซึ่งกันและกันอย่างแสนรื่นรมย์
“จงทำในสิ่งที่รัก” คือ คำขวัญและแรงบันดาลใจของหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่ไม่เคยลำบากและปรารถนาความมั่นคงสบายของชีวิตดุจดั่งคนรุ่นพ่อแม่ โดยสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้นได้มอบเสรีภาพให้มนุษย์ทุกคนสามารถเดินตามความฝันอย่างเต็มที่ อาชีพศิลปินที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับฉายาว่า “ไส้แห้ง” ก็สามารถเปลี่ยนแปรจินตนาการให้กลายเป็นความมั่งคั่ง ดังที่ Harry Potter พ่อมดน้อยแสนซนได้ช่วยให้แม่ม่ายลูกติดที่ต้องรับเงินประกันสังคมพอยังชีพจากรัฐบาล พลิกโฉมกลายเป็นเศรษฐีนีพันล้านไปในชั่วชีวิตเดียว
Liberal Mind จึงไม่ได้เป็นแค่ความเพ้อฝันของนักปฏิรูปเพียงหยิบมืออีกต่อไป หากแต่กำลังเริ่มก่อตัวเป็นความรู้สึกร่วมของคนส่วนใหญ่ ที่ต้องการเติมเต็มชีวิตให้มีคุณค่ามากกว่าการตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ที่ไม่ต้องการเพียง “การเมืองแบบเลือกตั้ง” ซึ่งประชาชนมีเสรีภาพเพียงแค่ในเวลาหย่อนบัตรเท่านั้น ที่ไม่โหยหา “ข่าวสาร” ซึ่งผู้รับสารไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกลับไปได้ โดยความสุขของคนยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การได้รับสิ่งที่ถูกคัดเลือกบอกกล่าวว่าดีที่สุดอีกต่อไป หากแต่เป็นความสุขล้ำลึกในการได้มีเสรีภาพที่จะเลือกและสร้างสรรค์สิ่งที่เหมาะสมสอดคล้องกับเอกลักษณ์รสนิยมของพวกเขาเอง
ในกรณีของประเทศไทย ความเบื่อหน่ายระอาใจในการเมืองนั้น ไม่ได้มาจากการแก่งแย่งผลประโยชน์ของผู้นำเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น หากแต่ยังเป็น “รูปแบบ” ที่จำกัดของการมีส่วนร่วมในภาคประชาชน ที่แม้จะเริ่มมีพลังจากนอกสภาไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง และเสื้อหลากสี แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่กดทับเสรีภาพของปัจเจกชน นั่นคือ การที่แกนนำหรือผู้อยู่เบื้องหลังเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและการต่อสู้ โดยที่มวลชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เลย
ยอดผู้ใช้ Twitter และ Facebook ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในห้วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมาย่อมสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่า คนไทยไม่ได้รังเกียจการเมืองโดยเนื้อหา แต่เบื่อหน่ายรูปแบบที่ปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้และแสดงออกของพวกเขา คนไทยโหยหาเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารจากแหล่งที่แตกต่างออกไปจากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ คนไทยโหยหาเสรีภาพในการแสดงออกที่มากกว่าการเข้าร่วมชุมนุมกับสีเสื้อใดก็ตาม คนไทยมีความสุขที่จะเสพรับและสื่อสารในช่องทางที่ตนเองรู้สึกว่าเป็นอิสระและมีเสรีภาพจากการแทรกแซงของทั้งรัฐบาลและแกนนำไม่ว่าสีใด
การเดินทางในการแสวงหา “เสรีภาพทางใจ (Liberal Mind)” ของทั้งคนไทยและผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกยังพึ่งเริ่มต้นและต้องฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาอีกมากมาย โดยเฉพาะจากความเคยชินในการแลกเปลี่ยนเสรีภาพกับความมั่นคงสะดวกสบายของชีวิต แต่กระนั้น แรงปรารถนาในใจมนุษย์ที่จะเสพรับความสุขจากเสรีภาพในทุกแง่มุมของชีวิตก็จะค่อยๆเบ่งบานขึ้น ดุจดั่งความกล้าหาญของมนุษย์คนแรกที่ก้าวเท้าออกจากถ้ำที่ให้ความปลอดภัยแต่มืดมิดมาสูดดมแสงสว่างของเสรีภาพภายใต้ดวงตะวันอันร้อนแรง
