เปิดข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทย-อินเดีย ระหว่างการเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ (state visit) ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
- เร่งรัดข้อตกลง FTA ไทย-อินเดีย
- จัด CEO Forum สร้างความร่วมมือจากภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศ
- ตั้ง Thai-India Foundation แลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับประชาชน
- จัดตั้งประตูทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่ออินเดียกับภูมิภาคอาเซียน ทั้งทางพื้นดิน อากาศและทางทะเล
- พัฒนาความเชื่อมโยงทางทะเล ระหว่างอ่าวบังกอล มหาสมุทรอินเดีย ผ่านท่าเรือน้ำลึกทวาย
- ลงนาม MoU ด้านความร่วมมือทางทหารระหว่างกองทัพไทย-อินเดีย
- สนับสนุนโครงการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทา (Nalanda University)

25 มกราคม 2555 – นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมการหารือแบบเต็มคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายมานโมฮาน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย ณ ห้อง Conference Room เรือนรับรองของรัฐบาล สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ได้มาเยือนอินเดีย และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญในฐานะแขกเกียรติยศของรัฐบาลอินเดียในปีนี้ พร้อมกับแสดงความยินดีกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 62 ปีของการสถาปนาอิสรภาพของสาธารณรัฐอินเดีย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์กับประเทศอินเดีย ผ่านนโยบาย Look West และ Look East เพื่อเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างกัน พร้อมกับชื่นชมการเติบโตของอินเดียในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในระดับโลก นอกจากนี้ นักธุรกิจอินเดียยังติดอันดับ 500 คนของนักธุรกิจโลก ในการจัดลำดับของนิตยสาร the Fortune 500
นอกจากนี้ ไทย-อินเดียจะครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 65 ปีในปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับภูมิภาคและโลก
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าประเด็นหลักของการพัฒนาสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ มีดังนี้
ประการแรก : การขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในเชิงลึก – ซึ่งรวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน การเร่งรัดการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ในกลางปีนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการตั้งเป้าการค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าภายในปี 2014 และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้ง CEO Forum เพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจากทั้ง 2 ประเทศ
ประการที่สอง การขยายความร่วมมือที่มีอยู่เพิ่มเติมในสาขาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศและการบริการ วิทยาศาสตร์เพื่อการเกษตร การศึกษา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม – โดยนรม.เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม
ในขณะเดียวกัน ควรขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ อาทิ การจัดการภัยพิบัติ พลังงาน การสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัด Water Summit ในเดือนพ.ค.นี้ด้วย และทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้มีการจัดตั้ง Thailand – India Foundation เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนทั้งสองฝ่าย
ประการที่สาม : การเพิ่มความเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่าง ไทย- อินเดีย และอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้มีการจัดตั้งประตูทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่ออินเดียกับภูมิภาคอาเซียน ทั้งทางพื้นดิน อากาศและทางทะเล ผ่านกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อาเซียน-อินเดีย BIMSTEC MGC และ East Asia Summit โดยขณะนี้ ไทยกำลังพัฒนาความเชื่อมโยงทางทะเล ระหว่างอ่าวบังกอล มหาสมุทรอินเดีย ผ่านท่าเรือน้ำลึกทวาย
ประการที่สี่ : ความร่วมมือทางทหารและความมั่นคง ไทยและอินเดียมีความเชื่อมโยงทางทะเล และสามารถมีความร่วมมือเพื่อความมั่นคงทางทะเล ซึ่งจะมีการลงนาม MoU ด้านความร่วมมือทางทหารในวันนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้กองทัพไทย-อินเดียมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานด้านความมั่นคง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย อาชญกรรมข้ามชาติ แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด ซึ่งจะมีการหาข้อสรุปเพื่อทำ Treaty on Extradition and the Mutual Legal Assistance Treaty on Civil and Commercial Matter
ประการสุดท้าย ไทยและอินเดียจะร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับความท้าทายต่างๆของโลก ผ่านความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสนับสนุนบทบาทของอินเดียในองค์การสหประชาชาติ พร้อมกับชื่นชมอินเดียที่ได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประสบความสำเร็จในเวทีโลก ซึ่งไทยประสงค์ที่จะร่วมมือด้วย อาทิ ความร่วมมือเรื่องสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาทางสังคม การลดความยากจน
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า การเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จะยิ่งช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ทั้งในระดับทวิภาคี และความสัมพันธ์ อาเซียน-อินเดียให้ยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในระหว่างการหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีอินเดีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการเพื่อการลงทุน (BOI) แห่งแรกในมุมไบ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 รวมทั้งเสนอให้มี forum ด้านการลงทุน India-Thailand Investment Forum เพื่อเสริมสร้างการลงทุน โดยการนำนักธุรกิจชั้นนำมาพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งทางอินเดียได้รับไปพิจารณา
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือมีการร่วมลงนามความตกลง 6 ฉบับร่วมกัน ซึ่งประกอบไปด้วย
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร : รมว.กห. กับ รมว.กห. อินเดีย
- ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวนักโทษ : รมว.กต. กับ รมว.มท. อินเดีย
- พิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย – อินเดีย : รมว.พณ. กับ รมว.พณ.อินเดีย
- แผนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ค.ศ. 2012 -2014 : ปลัด กต. กับ ปลัด วท. อินเดีย
- แผนปฏิบัติการว่าด้วยโครงการทางวัฒนธรรม ค.ศ. 2012 -2014 : รองปลัด วธ. กับ ปลัด วธ. อินเดีย
- บันทึกความเข้าใจ MoU on the Establishment of Council’s Chair of Multiple Disciplines : รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการจุฬาฯ กับประธาน ICCR
จากนั้นนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีอินเดียแถลงข่าวร่วมกัน สาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวแสดงความดีใจที่ได้มีโอกาสต้อนรับนายกรัฐมนตรีในการเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ และรู้สึกเป็นเกียรติที่นายกรัฐมนตรีตอบรับเป็นแขกเกียรติยศในงานวันชาติ ซึ่งนับเป็นผู้นำประเทศคนที่ 3 ที่ได้รับเกียรติสูงสุดเช่นนี้ อินเดียหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจะแน่นแฟ้นและพัฒนายิ่งขึ้นทั้งในระดับทวิภาค และในระดับภูมิภาค
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีแก่สาธารณรัฐอินเดียในโอกาสวันชาติอินเดีย ซึ่งจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองในวันที่ 26 มกราคม 2555 และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญมาร่วมงานในปีนี้ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีอินเดียที่รัฐบาลอินเดียได้ให้ความช่วยเหลือไทยในปัญหาอุทกภัยที่ผ่านมา
สาธารณรัฐอินเดียถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในการประชุมสุดยอดต่างๆ อาทิ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมภูมิภาคที่สำคัญอื่นๆ ซึ่งทั้งสองประเทศตกลงที่จะร่วมมือกันจัดการปัญหาเพื่อมุ่งสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
โดยในโอกาสนี้ ไทย-อินเดียได้ทำความตกลงที่จะให้มีการจัดทำ FTA ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ พร้อมทั้งจะขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจโดยการจัดตั้ง CEO Forum และพัฒนาขยายความเชื่อมโยงระหว่างอินเดีย ไทย และอาเซียน
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้แจ้งแก่นายกรัฐมนตรีอินเดียถึงการสนับสนุนโครงการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทา (Nalanda University) เป็นจำนวนเงินประมาณ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ และจะมีเอกชนร่วมให้การสนับสนุนในโครงการนี้ด้วย
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าประเทศไทยยินดีให้การสนับสนุนทางอินเดียที่ต้องการเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ภายหลังการแถลงข่าวสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดียเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างชื่นมื่น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในงานถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย – อินเดียที่มีมาช้านาน ไทยและอินเดียน่าจะสามารถสร้างความใกล้ชิดและผลประโยชน์ร่วมกันได้มากขึ้น ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค ด้วยการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อแสวงหาลู่ทางแนวใหม่และรวดเร็วกว่า อาทิ การจัดประชุม CEO Forum เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการสร้างโครงข่ายทางธุรกิจ และการแสวงหาความร่วมมือเพิ่มเติมในด้านอื่นๆผ่านการประชุมต่างๆในระดับภูมิภาค เช่น BIMSTEC, EAS, ASEAN – India Summit
ที่มา – รัฐบาลไทย
