Practical Report เสียดายคนโหวตโนไม่ได้อ่าน

โดย ดร. ไกรยส ภัทราวาท
Institute for Quantitative Social Science Harvard University
(Visiting Fellow in Residence 2009-2010)

ในปี 2553 ผมได้รับเชิญเป็น Visiting Fellow ที่ Institute for Quantitative Social Science มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อทำงานวิจัยการใช้มาตรการอารยะขัดขืนผ่านการโหวตโนและการคว่ำบาตรการเลือกตั้งในปี 2549 ของประเทศไทย ผมจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโหวตโนในการเลือกตั้งของไทยในปี 2549 และ 2554 ที่คนไทยไม่เคยรู้เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจของพี่น้องทุกคนและของประเทศไทย

โหวตโนปี 2549 ไม่มีผลทางนิตินัย

การโหวตโนในปี 2549 ไม่มีผลทางนิตินัยต่อผลการเลือกตั้ง

แท้จริงแล้ว เงื่อนไขของการเลือกตั้งใหม่ อยู่ที่ 20% ซึ่งเป็นสาเหตุที่ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ถึง 3 รอบ ใน 40 เขต จนไม่สามารถเปิดการประชุมสภานัดแรกได้

ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อปี 2549 พรรคฝ่ายค้านและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคว่ำบาตรการเลือกตั้งและรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิโหวตโนโดยอ้างว่าการกาช่องโหวตโนเพื่อประท้วงการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่เพื่อลบล้างความผิดในการทุจริตทางนโยบายของรัฐบาล คนไทยมากมายที่โหวตโนในปี 2549 และที่กำลังจะโหวตโนในสัปดาห์หน้าเข้าใจว่าหากคะแนนโหวตโนในเขตที่มีผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรคเดียวมีมากกว่าคะแนนที่ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยได้รับ ผู้สมัครผู้นั้นจะไม่สามารถได้รับเลือกเป็นสส.และกกต.จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ข้อเท็จจริงในปี 2549 คือมาตรา 74 ในพรบ.การเลือกตั้งปี 2541 ระบุเงื่อนไขที่จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวไว้เพียงเงื่อนไขเดียวคือการมีผู้ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครคนนั้นไม่ถึงร้อยละ20ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในเขตนั้น เงื่อนไขที่ผู้สมัครคนเดียวจะต้องได้คะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงโหวตโนพึ่งจะได้รับการตราเป็นกฎหมายในพรบ.การเลือกตั้งปี 2550 เท่านั้น

ใครโหวตโนในปี 2549 ?

แม้จะมีเสียงโหวตโนถึง 12 ล้านเสียงซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 8 ล้านใบจากการเลือกตั้งในปี 2548แต่คะแนนโหวตโนในปี 2549 ในแต่ละเขตเลือกตั้งมีความแตกต่างตามคุณลักษณะผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากเขตเลือกตั้งทั้งหมด 400 เขต เขตที่มีการใช้สิทธิโหวตโนมากเกินกว่าร้อยละ 40 ของคะแนนรวมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ฐานเสียงของฝ่ายค้าน (Partisan District) อันประกอบด้วย 59 เขตที่เลือกพรรคฝ่ายค้านมาตลอดการเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้และภาคกลาง และ เขตการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันกันสูง (Swing District) อันประกอบด้วย 111 เขตเลือกตั้งใน กทม. ภาคกลาง และภาคใต้ ที่ไม่มีพรรคใดเคยชนะการเลือกตั้ง 2 ครั้งติดต่อกันระหว่างปี 2544-2548 จากการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติพบว่ากลุ่มผู้ใช้สิทธิโหวตโนมี 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มพันธมิตรฯ และ กลุ่มผู้เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทยในปี 2544-2548 โดยจากการประมาณการณ์พบว่าผู้โหวตโนในปี 2549 ทั้ง 12 ล้านคนเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านราว 35% กลุ่มผู้เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทยราว 40% และกลุ่มพันธมิตรราว 25% นอกจากนั้นยังพบว่าผู้หญิง ผู้มีรายได้ปานกลาง-สูง ผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป และผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารสม่ำเสมอมีแนวโน้มจะโหวตโนมากกว่ากลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นๆ

โหวตโนปี 2554 ก็ยังไม่มีผลทางนิตินัย

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2554  กรุงเทพธุรกิจออนไลน์และโดยคมชัดลึกได้นำเสนอบทความ “ผลทางนิตินัยของบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน (VOTE NO)” ของคุณอนุรักษ์  สง่าอารีย์กูล เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ซึ่งมีข้อความสนับสนุนผลทางนิตินัยของการโหวตโนโดยการอ้างมาตรา 88 และ มาตรา 89 ของ พรบ. การเลือกตั้งปี 2550 ดังนี้

“มาตรา 89 บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 88 ซึ่งเป็นเทคนิคการร่างกฎหมายที่ต้องการให้มาตรา 89 นำหลักการตามมาตรา 88 มาใช้บังคับด้วยโดยไม่ระบุซ้ำลงไปในมาตรา 89 อีก จึงหมายความว่า ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครหลายคน ผู้สมัครที่จะถือว่าเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จะต้องผ่านองค์ประกอบของกฎหมายทั้งมาตรามาตรา 88 และมาตรา 89 กล่าวคือ 1)ได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น 2)ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง และ 3)ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้น

ผมเห็นไปทางเดียวกับ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ตั้งข้อสังเกตว่าการตีความคำว่า “ภายใต้บังคับ” เช่นนี้เป็นการตีความที่ผิดที่ทำให้เข้าใจผิดได้ว่าการโหวตโนในการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง 2 คนขึ้นไปในทุกเขตเลือกตั้ง มีผลทางนิตินัย คำว่า“ภายใต้บังคับ”เป็นวลีที่มีนัยพิเศษทางกฎหมาย โดยในบริบทนี้หมายความว่า “ยกเว้นในกรณีตาม” จึงขอยกมาตรา 88 และ 89 จากพรบ. การเลือกตั้ง 2550 ขึ้นมาอธิบายให้กระจ่างดังนี้

มาตรา 88 ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียวผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง…

มาตรา 89 ภายใต้บังคับมาตรา 88 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง…

จากตัวบทข้างต้นในหนึ่งเขตเลือกตั้งจะเกิดสถานการณ์ได้ 2 สถานการณ์คือ เป็นเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัคร 1 คน และเป็นเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครมากกว่า 1 คน ในกรณีทั่วไปที่มีผู้สมัครมากกว่า 1 คนความตามมาตรา 89 “ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง” จะถูกบังคับใช้ในเขตเลือกตั้งนั้นไม่ว่าจะมีคะแนนโหวตโนมากน้อยเท่าใด ส่วนเขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครเพียง 1 คน  ความตามมาตรา 88  “ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิในเขต และมากกว่าจำนวนบัตรโหวตโน” จะถูกบังคับใช้

ดังนั้น กรณีมาตรา 88 กับ มาตรา 89 จะนำมาปะปนกันไม่ได้ เพราะในเขตเลือกตั้งเดียวกันย่อมเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง คือมีผู้สมัครหลายคนตามกรณีมาตรา 89 หรือไม่ก็มีผู้สมัครเพียงคนเดียวตามกรณีมาตรา 88 ทั้งสองกรณีไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ดังนั้นกฎหมายทั้ง 2 มาตราจึงไม่สามารถบังคับใช้พร้อมกันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน

จากการแถลงการณ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในเวปไซต์คณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่ามีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 1 คนขึ้นไปในทุกเขตเลือกตั้งทั้ง 375 เขต ดังนั้นในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ความในมาตรา 89 จึงมีผลบังคับใช้ในทุกเขตการเลือกตั้งและผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งไม่ว่าจะมีเสียงโหวตโนเท่าใดในเขตนั้น การโหวตโนในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่มีผลทางนิตินัยตามที่หลายคนเข้าใจ

ดร. ไกรยส ภัทราวาท

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

Institute for Quantitative Social Science

(Visiting Fellow in Residence 2009-2010)

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

 

 

 

  • ผู้อ่าน

    นอกเหนือในส่วนกฎหมาย ซึ่งเป็นการตัดแปะเค้ามา

    งานในส่วนที่เหลือไม่ค่อยคุณภาพ และไม่ convincing

    เพราะสมมติเอาแบบมักง่ายว่า มันมีความต่อเนื่องระหว่างผู้เลือกตั้งในปี 48, 49, และปัจจุบัน.

  • visitor

    ตกลงคำว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ หมายความว่า ต้องผ่านเกณฑ์ตาม มาตรา 88 ก่อนหรือเปล่า หรือมาตรา 88 ไม่มีผลต่อมาตรา 89 เลย แล้วเขียน “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ ไว้ทำไม?
    ผมว่ามีผลทางนิตินัย แต่จะสร้างความวุ่นวายแน่ ถ้าแดงไม่ยอม

  • http://www.facebook.com/verapat.pariyawong วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

    ผู้ใดมีคำถาม ผมยินดีตอบที่:
    http://www.facebook.com/note.php?note_id=219657464722482

    คุณ Visitor ถามว่า “ตกลงคำว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ หมายความว่า ต้องผ่านเกณฑ์ตาม มาตรา 88 ก่อนหรือเปล่า หรือมาตรา 88 ไม่มีผลต่อมาตรา 89 เลย แล้วเขียน “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ ไว้ทำไม? ผมว่ามีผลทางนิตินัย แต่จะสร้างความวุ่นวายแน่ ถ้าแดงไม่ยอม”

    ตอบ เพราะว่า นัยทางกฎหมายของ “ภายใต้บังคับ” นั้นเป็นการแสดงถึงข้อยกเว้นครับ ผู้ร่างกำกับคำว่า “ภายใต้บังคับ” ไว้เพื่อให้ผู้ใช้กฎหมายไม่ลืมว่า แม้กรณีทั่วไปตามมาตรา 89 การเลือกตั้งย่อมมีผู้สมัครมากกว่า 1 คน แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ หากมีผู้สมัครคนเดียว ก็ต้องว่าไปตามมาตรา 88 ครับ นี่คือกหลักการใช้คำว่า “ภายใต้บังคับ” ครับ. เขียนเพื่อกันลืมว่ายังมีข้อยกเว้นหากมีผู้สมัครแค่คนเดียว.

    ตัวอย่างที่ผมอธิบายไว้แล้วในบทความคือการเทียบตัวอย่าง มาตรา 81 และ 85 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ส่วนเดียวกัน:

    “มาตรา 81 ภายใต้บังคับมาตรา 85 การนับคะแนนเลือกตั้งให้กระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเลือกตั้ง…”

    “มาตรา 85 ถ้าการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้ หรือไม่สามารถนับคะแนนได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดเหตุจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หรือด้วยความจำเป็นตามสภาพที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น…”

    จะเห็นได้ว่า “มาตรา 81 ภายใต้บังคับ มาตรา 85” หมายความว่า มาตรา 81 เป็นกรณีทั่วไป (ที่ต้องนับคะแนนให้เสร็จ) แต่เขียนกันลืมว่ามียกเว้นในกรณีตาม มาตรา 85 (ที่ต้องงดนับคะแนนเพราะน้ำท่วมหรือไฟไหม้ ฯลฯ) ซึ่งเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง ไม่อาจเป็นกรณีทั้งสองปนกันหรือเกิดพร้อมกันได้.

    มาตรา 88 และ 89 ก็เช่นกัน ดังที่ ดร. ไกรยส ย้ำว่า

    “กรณีมาตรา 88 กับ มาตรา 89 จะนำมาปะปนกันไม่ได้ เพราะในเขตเลือกตั้งเดียวกันย่อมเป็นได้เพียงกรณีใดกรณีหนึ่ง คือมีผู้สมัครหลายคนตามกรณีมาตรา 89 หรือไม่ก็มีผู้สมัครเพียงคนเดียวตามกรณีมาตรา 88 ทั้งสองกรณีไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ดังนั้นกฎหมายทั้ง 2 มาตราจึงไม่สามารถบังคับใช้พร้อมกันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน”

    นอกจากนี้ ในบทความผมยังได้ยกตัวอย่างการใช้คำนี้ใน รัฐธรรมนูญ ลองดูได้ที่มาตรา 128 มาตรา 142 และ มาตรา 146 ครับ จะเห็นว่าเป็นเรืองที่กรณีเฉพาะยกเว้นกรณีทั้วไป ไม่ใช่การอนุโลมใช้ปนกัน

    ตัวบทรัฐธรรมนูญ:
    http://bit.ly/kqcUe4

    ส่วนใครจะยอมหรือไม่ และจะวุ่นวายอย่างไร เป็นธรรชาติและประสบการณ์ของประชาธิปไตย ก็ต้องว่าไปตามกติกาครับ นักกฎหมายผู้ตีความบังคับใช้กติกา ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ.

    http://www.facebook.com/note.php?note_id=219657464722482

  • รู้ทัน

    ด็อกคนนี้ประชาธิปัตย์แน่นอน ออกลายเห็นๆ

  • http://www.facebook.com/verapat.pariyawong วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

    ที่คุณ Visitor ถามว่า หากมาตรา 88 ไม่มีผลต่อมาตรา 89 เลย แล้วเขียน “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ ไว้ทำไม?

    ผมตอบไว้แล้วที่:
    http://www.facebook.com/note.php?note_id=219657464722482

  • ไกรยส ภัทราวาท

    เรียนคุณผู้อ่าน

    ในส่วนที่ 2 ของบทความ ผมได้จำกัดขอบเขตการวิเคราะห์ไว้เพื่อตอบคำถามว่าใครโหวตโนในปี 2549 มิได้พยายามทำนายว่าใครจะโหวตโนในปี 2554 แต่อย่างใด

    ด้วยความจำกัดของพื้นที่ รายละเอียดทางวิชาการอันเป็นที่มาของข้อสรุปทั้งหมดจึงไม่อาจอธิบายได้อย่างเต็มที่ในบทความนี้ จึงขอขยายความเพิ่มเติมดังนี้

    การเลือกตั้งระหว่างปี 2548 และ 2549 เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเพียงหนึ่งปีซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองยังคงมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในระดับสูงภายใต้เขตเลือกตั้งเดิมทั้ง 400 เขต นอกจากนั้นการวิเคราะห์ยังได้มีการควบคุมปัจจัยทางสังคมเศรษฐกิจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึงในระดับตำบลทั่วประเทศทั้ง 400 เขตเลือกตั้งในทางสถิติ อาทิเช่น ระดับการศึกษา อายุ สัดส่วนชายหญิง รายได้ พฤติกรรมการบริโภคสื่อ ฯลฯ

    รวมทั้งมีการควบคุมความเบี่ยงเบนมาตรฐานของเขตเลือกตั้งตามพฤติกรรมเฉพาะท้องถิ่น (Clustered Standard Error) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อยากรัดกุมที่สุด กระบวนการทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและยืนยันจากนักสถิติและนักเศรษฐมิติจากหลายประเทศที่ผมได้มีโอกาสไปนำเสนอผลงานทางวิชาการชิ้นนี้

    ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจในการทำงานวิชาการเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจของทุกๆท่าน หาได้เป็นไปเพื่อชี้นำหรือประโยชน์ทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น

  • ประชาชน

    ภาษากฎหมาย อ่านแล้วประชาชนเข้าใจยากจัง แถมยังมีอีกตั้งเยอะแยะมาตรา ประชาชนเข้าถึงยากจังครับ
    ช่วยอธิบายประโยชน์ของ ช่อง “ถ้าไม่ประสงค์ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดเลยให้ทำเครื่องหมายกากบาท x ในช่องสี่เหลี่ยมนี้” ให้ประชาชนทราบด้วยครับ
    จะมีประโยชน์อะไรกับประชาชนในระบอบประชาธิปไตย…ตอนนี้นักการเมืองจะเป็นเจ้าของประเทศอยู่แล้วครับ..แถมใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองกันอย่างพร่ำเพรื่อ..กลายเป็นว่า ส.ส. ทำอะไรก็เอาผิดอยาก..ส.ส. นั้นน่าจะเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง …ส.ส. ดีก็มีแต่เข้าไปก็นิ่งเงียบ ได้แต่ยกมือครับ เห็นประชุมสภาฯ รับไม่ได้ทุกทีครับ ..แต่ถึงจะเบื่อนักการเมืองอย่างไร ผมก็ไม่เคยนอนหลับทับสิทธิ์ครับผม..รบกวนช่วยชี้แจงประโยชน์ของช่อง “ถ้าไม่ประสงค์ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดเลยให้ทำเครื่องหมายกากบาท x ในช่องสี่เหลี่ยมนี้” ด้วยครับ…ลือว่าจะเป็นช่องเจ้าปัญหาละครับ..แซวเล่นครับผม

  • เสียดายที่อ่าน

    อ่านแล้วครับ แต่เสียดายเวลาที่เข้ามาอ่าน
    คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์เขียนไว้เองว่า
    “แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเองกลับใช้วลี “ภายใต้บังคับ” เพื่อหมายถึง “ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม” หรือ “ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อ” เช่น มาตรา 209 หรือ มาตรา 281″
    ในเมื่อมีทั้ง 2 แบบ จะบอกได้อย่างไรว่าคุณวีรพัฒน์ถูก แล้วไปว่าคุณอนุรักษ์ผิด

  • http://www.facebook.com/verapat.pariyawong วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

    โปรดอย่าเสียดายครับ

    เพราะ

    1. ผมยกเป็นตัวอย่างเพื่อให้ความเป็นธรรมกับคุณอนุรักษ์ครับ ว่านักกฎหมายเองก็ใช้ถ้อยคำนี้ไม่ตรงกัน แต่หากดูบริบทของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 209 หรือ มาตรา 281 จะเห็นว่าเป็นคนละบริบทโดยสิ้นเชิง เทียบกับ มาตรา 88 และ 89 ไม่ได้เลยครับ

    2. ผมอธิบายเพื่อให้ข้อมูลตามหลักวิชา หากคุณเสียดายที่อ่านจะเห็นไปทางนั้น ผมก็เคารพครับ คนที่เสียดาย น่าจะป็นผมเองมากกว่า.

    3. กกต. ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มแล้ววันนี้: http://bit.ly/lGeCot

    *** ความเห็นจาก ที่ประชุม กกต. 29 มิ.ย. 2554 ***

    “การที่เขียนมาตรา 88 ไว้ เพื่อใช้ในกรณีที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวในเขตนั้น ให้เป็นเกณฑ์ของผลคะแนนให้เป็นที่ยอมรับ คือต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 20% และต้องมากกว่าจำนวนโหวตโน แต่เงื่อนไขตรงนี้เป็นการเขียนไว้ให้กรณีที่ไม่มีผู้แข่งขัน แต่กรณีที่มีการแข่งขันก็จะต้องเข้ามาตรา 89 ทั้งนี้คะแนนโหวตโนไม่มีผลทางกฎหมายเพราะไม่เข้ามาตรา 88 เลย”

    หากมีคำถาม หรือความเห็นเพิ่มเติม เชิญคุยกันที่

    http://www.facebook.com/note.php?note_id=219657464722482

  • vote no

    “เรื่องของเจตนารมณ์กฎหมายเลือกตั้ง (ประกอบรัฐธรรมนูญปี 2540) มาตรา 89 (ผู้สมัครหลายคน) ไม่มีข้อความว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ (สำหรับผู้สมัครคนเดียว) แต่กฎหมายเลือกตั้งประกอบรัฐธรรมนูญปี 50 ระบุมาตรา 89 เพิ่มข้อความว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ดังนั้นจึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่มาตราซึ่งรู้อยู่แล้วสำหรับผู้สมัครหลายคนจะถูกบังคับให้เป็นผู้สมัครคนเดียว นอกจากจะแปลว่าผู้สมัครหลายคนให้บังคับเหมือนผู้สมัครคนเดียวด้วย” “ถ้าโหวตโนชนะผู้สมัครย่อมแปลว่าปวงชนชาวไทยใช้อำนาจอธิปไตยด้วยการไม่เลือกใครมากที่สุด(เหมือนคะแนนไม่ไว้วางใจนักการเมืองสูงสุด) หากสมมุติว่ากฎหมายเลือกตั้งบอกว่าโหวตโนก็ไม่มีความหมายก็แปลว่ากฎหมายเลือกตั้งนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ต้องเข้าข่ายมาตรา 6 คือกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได”

  • NPhoenix

    สมมุติว่า คะแนนโหวตโน ซึ่งปฎิเสธนักการเมืองมี ร้อยละ 30 ที่เหลืออีก ร้อยละ 70 ลงคะแนนเสียงให้นักการเมือง อย่างนี้ ใครเป็นเสียงข้างน้อยครับ ต้องเลือกตั้งใหม่หรือปล่าว ในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ยังยอมรับนักการเมืองเหล่านั้นอยู่

    ท่านต้องอ่าน ทำความเข้าใจ และ นึกถึงหลักความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่ ตั้งอยู่แค่ว่าความคิดของตัวเอง ถูกต้องเสมอไป

    สรุปแบบแปลไทย เป็นไทยคือ

    มาตรา 89 กำหนดไว้ว่าหากในเขตเลือกตั้งนั้นมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 1 คน (หมายถึงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป) กำหนดให้ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดได้รับการเลือกตั้ง ไม่ว่าคะแนนโหวตโนจะมีเท่าไรก็ตาม แต่หากในเขตเลือกตั้งมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงแค่คนเดียว กำหนดให้อยู่ภายใต้ข้อบังคับในมาตรา 88 โดยนำมาตรา 88 มาใช้บังคับ กล่าวคือ หากในเขตเลือกตั้งมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงแค่คนเดียว ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง และ ต้องได้คะแนนเสียงมากกว่า คะแนนโหวตโน

    ซึ่งหากท่านนำมารวมกันแล้วบอกว่า คะแนนโหวตโนมากกว่า ต้องยกเลิก การเลือกตั้งครั้งนั้น มันจะเป็นธรรมกับเสียงส่วนใหญ่หรือครับ

    สมุติว่า ในเขตนั้น มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 10 คน รวมกับโหวตโนเป็น 11 และคะแนนเสียงทุกคนสูสีกันมาก
    คนที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดได้ ร้อยละ 18 ถัดไป 16 ,14 , 12 , 10 , 10 และคะแนนโหวตโนได้ ร้อยละ 20

    เรามาเทียบกันครับ
    โหวตโน ก็คือไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนั้น = ร้อยละ 20
    ผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัคร ก็คือผู้ที่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนั้น = 18+16+14+12+10+10 = ร้อยละ 80

    เท่ากับว่า ผู้ที่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนั้นมีมากกว่า ผู้ที่ไม่ยอมรับ อย่างนี้ต้องเลือกตั้งกันใหม่หรือครับ ลองพิจารณาดูครับ เอาเหตุผล มาประมวล อย่าใช้อารมณ์ และอย่ายึดติด แบบตัวกูของกู

    ผู้ร่างกฎหมายเค้าได้คิดไว้แล้วครับ จึงแยกบัญญัติออกมาเป็นสอง มาตรา คือ มาตรา 88 และ 89
    หากเค้ามีความประสงค์ อย่างที่บางท่านพยายามให้เป็นไป บัญญัติออกมาเป็นมาตราเดียว คือ ผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้งต้องได้คะแนนเสียงมากกว่า ร้อยละ 20 และต้องมากกว่าโหวตโน จะไม่ง่ายกว่าหรือครับ

    อย่าหลงตามคนที่ยืนบนเวทีไปซะทุกอย่างครับ เพราะบางครั้งเค้าพูดให้เข้าทางที่เค้าต้องการเท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริง

    อ้ออย่ามาทึกทักว่าผมอยู่ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ เสื้อสีโน้นสีนี้นะครับผมไม่มีฝักมีฝ่ายไม่มีสีเสื้อ

    สีของผมคือสีแดง แดงลิเวอร์พูล และ เชียร์ฉลามชลครับ

  • ง่ายๆ ครับ

    มาตรา 88 ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียว ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง

    “มาตรา 89 ภายใต้บังคับมาตรา 88 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง…”

    ก็คือ ต้องเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองอย่างครับ
    1) ถ้ามีผู้สมัครคนเดียว(1 คน) ต้องได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไปของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน สมมุติมีผู้มีสิทธิ์ตามบัญชีรายชื่อ 100 คน ถ้าได้คะแนนแค่ 19 คะแนน หมดสิทธิ์ครับ หรือแม้ว่าจะได้คะแนน 20 คะแนน แต่ถ้าคะแนนโหวตโน 21 คะแนน นอกนั้นเป็นบัตรเสีย ก็หมดสิทธิ และต้องเข้าหลักเกณฑ์กรณีมีผู้สมัครหลายคนด้วยคือมาตรา 89
    2) ให้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด เป้นผู้ได้รับเลือก แต่ถ้าผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด ต้องอยู่ภายใต้มาตรา 88 ด้วย นั่นคือต้องได้คะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง เช่น สมมุติว่ามีผู้สมัคร 3 คน แต่มีคนไปลงคะแนนแค่ 80 คน สมุติให้ เป็นบัตรเสีย 10 บัตร ก็เหลือคะแนนแค่ 70 คะแนน เป็นคะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน 30 เหลือ 40 คะแนน ให้คนแรก ได้ 10 คะแนน เหลือ 30 คะแนน ให้คนที่ 2 ได้ 10 คะแนน ก็เหลือคะแนนแค่ 20 คะแนน ให้คนสุดท้ายทั้งหมด 20 คะแนน ถือว่าคนสุดท้ายเป็นผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ที่ได้คะแนนเกิน 19 คะแนน (ตาม ม.88) แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์เนื่องจากได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง กกต.ไม่สามารถประกาศให้เป็นผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ จะต้องมีการประกาศให้เลือกตั้งใหม่เท่านั้นครับ

    มาตรา 89 เขียนไว้ชัดเจนว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 88″ คือกฎหมายบังคับไว้ว่าต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์”ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง”

  • ง่ายๆ ครับ

    เขาไม่ได้หมายความว่า การเลือกตั้ง ถ้าไม่มีใครลงแข่งแม้จะมีคนเลือกเพียงคนเดียวก็ได้รับการเลือกตั้ง ไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่เป็นเจตนาของกฎหมายว่า ถ้าผู้สมัครมันไม่ดี มีอิทธิพล ใครลงแข่งก็ยิงทิ้งให้หมด เหลือตัวเองอยู่คนเดียว ถ้าไม่มีใครเลือกก็ได้เป็น หรือจ้างคนมาเลือกแค่คนสองคน ก็ไม่ถือว่าได้รับเลือกครับ ไม่งั้นบ้านเมืองบรรลัยแน่นอน

  • คนไทยเบื่อนักกฎหมาย

    แปลกใจนักหนาว่า ทำไม จะเขียนกฎหมายกันทั้งที ก็ทำให้ชัดเจนในทุกเรื่องไม่ได้
    เสียดายที่อุตส่าห์เล่าเรียนกันมาเยอะแยะ แต่ก็ยังทำให้ทุกกฎหมายมีปัญหาซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
    ไม่เคยจบเคยสิ้น มาหลายยุค หลายสมัยแล้ว
    ถ้าจะให้หาจุดสองง่ามสามแง่งกันจริงๆ ละก็ เจอมากกว่า 75 เปอร์เซนต์ของกฎหมายรัฐธรมมนูญไทย
    ทำไมต้องมานั่งตีความ มันว่าง ไม่มีอะไรทำกันหรือยังไง?

    ไม่ทราบว่าเจตนาของคนที่เขียนกฎหมาย ต้องการเปิดช่องให้อาชีพทนายความไว้หากินใช่หรือไม่?

    เพราะถ้ากฎหมายเขียนชัดเจนว่า ก.ไก่ คือ ก.ไก่ / ถ.ถุง คือ ถ.ถุง / ภ.สำเภา คือ ภ.สำเภา มันก็จบ

    แต่คนเขียนกฎหมายมักจะไม่เขียนแบบนั้น กลับชอบเขียนว่า

    มาตราที่ 1 ว่าด้วยเรื่อง ก.ไก่
    1.1 ถ้าเป็นกรณี ก.ไก่ ไม่มีหัวกลมๆ ก็หมายความว่า ก.ไก่
    1.2 ถ้าเป็นกรณี ก.ไก่ แล้วมีหัวกลมม้วนเข้า ให้หมายความเป็น ถ.ถุง
    1.3 ถ้าเป็นกรณี ก.ไก่ แล้วมีหัวกลมม้วนออก หมายความเป็น ภ.สำเภา
    1.4 ถ้าเป็นกรณี ก.ไก่ ที่มีหัวม้วนเข้า และมีหางลากยาวกว่าปกติ ให้ดูที่มาตรา 10.1 ว่าด้วยเรื่อง ฤ.รึ
    1.5 ถ้าเป็นกรณี ก.ไก่ ที่มีหัวม้วนออก และมีหางลากยาวกว่าปกติ ให้ดูที่มาตรา 10.2 ว่าด้วยเรื่อง ฤ.ลื
    1.6 ถ้าเป็นกรณี ก.ไก่ ที่มีหัวม้วนออก และมีหางลากยาวกว่าปกติ และมีขยัก 1 ตวัด ให้ดูที่มาตรา 10.1.1 ว่าด้วยเรื่อง ฎ.ชะฎา
    1.7 ถ้าเป็นกรณี ก.ไก่ ที่มีหัวม้วนออก และมีหางลากยาวกว่าปกติ และมีขยัก 1 ขยัก กับ 1 ตวัด ให้ดูที่มาตรา 10.2.1 ว่าด้วยเรื่อง ฏ.ปฏัก

    แบบนี้มีซัก 100 มาตรา อาชีพทนายความก็หากินได้ตลอดชีวิตแล้วครับ เพราะคนทั่วไปขี้เกียจอ่าน
    ถึงอ่านก็สับสน ปวดหัว เครียด และปราศจากความสุขในชีวิต

    แล้วทีนี้กระบวนการพิสูจน์ของระบบยุติธรรมของไทยก็บกพร่อง
    เพราะไม่เคยพิสูจน์ถึงสาเหตุพื้นฐานที่เป็นจุดเริ่มของปัญหา แต่ตัดตอนเอาแค่ช่วงเวลาหนึ่งของปัญหา
    แล้วก็มาวิเคราะห์ ตัดสิน ผิด-ถูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชี้ชะตาของมวลมนุษยชาติ

    ผมยกตัวอย่าง :+

    นาย ก. ถูกตัดสินให้มีความผิด
    ฐานใช้ไม้หน้าสามหวดกระบาล นาย ข. จนหนังหัวเปิด เนื้อห้อยร่องแร่ง
    เลือดอาบร่าง ต้องเย็บถึง 70 เข็ม
    เพราะพิสูจน์ทราบได้ จากการที่ปลายไม้ด้านหนึ่ง มี ดีเอ็นเอ ของ นาย ก. ติดอยู่
    และปลายไม้อีกด้านหนึ่ง มีคราบเลือด เศษหนังศีรษะ และเส้นผมของ นาย ข. ติดอยู่
    ด้วยหลักฐานดังกล่าว นาย ก. จึงถูกตัดสินให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

    ใช่…ทุกคนคิดว่า นาย ก. ผิด สมควรโดนเช่นนั้น …. แต่….

    หากพิจารณาด้วยความยุติธรรมจริงๆ ควรวินิจฉัยไปถึงต้นเหตุของปัญหา

    เพราะก่อนหน้านี้ นาย ข.เกิดหมั่นไส้ นาย ก. เพราะเป็นขวัญใจของสาวที่ตัวเองชอบ
    เมื่อเห็น นาย ก. เดินผ่านมา จึงได้ถีบเข้าที่ท้องของ นาย ก. อย่างแรง 1 ที
    ทำให้ นาย ก. ปวดท้องอย่างแรง ถึงกับหมดสติ ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลถึง 5 วัน
    หมดค่าใช้จ่ายไปสองหมื่นกว่า
    เนื่องจาก นาย ข. เป็นเด็กแก๊งอยู่แถวบ้าน นาย ก. จึงไม่อยากให้เรื่องบานปลาย ยอมยุติเรื่องราวแค่ตรงนั้น

    หลังออกจากโรงพยาบาล วันหนึ่ง นาย ก. นั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน
    นาย ข. เดินผ่านมา เกิดมีอารมณ์อีก จึงกล่าวเหน็บแนมและปรี่เข้าไป หมายลงมือให้สะใจอีกรอบ
    นาย ก. เกิดอาการตกใจ จึงคว้าไม้หน้าสามที่อยู่ใกล้ม้านั่ง หวดไปแบบไม่ทันเล็งที่หมาย
    ผลก็เป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

    แต่การอ้างเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีผลต่อรูปคดี เพราะ
    1. นาย ก. ไม่ได้แจ้งความ หรือลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
    2. เรื่องมันต่างกรรม ต่างวาระ คดีระบุว่า นาย ข. เป็นโจกท์ นาย ก. เป็นจำเลย
    3. คำอ้างเหตุการณ์ของนาย ก. ไม่มีพยานหลักฐานมาสำแดง

    มันก็เลยทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทย บิดเบี้ยว จากที่ควรกลม ก็กลายเป็น 3 เหลี่ยม 4 เหลี่ยม
    อยู่ที่ว่า ใครจะหาเหลี่ยมมาเล่นได้มากกว่ากัน แล้วแบบนี้จะมาตัดสินชีวิตคนอื่นได้ยังไง

    กฎหมายที่ถูกและยุติธรรม ต้องระบุไปให้ชัดเจนและเด็ดขาดเลยว่า
    “ผู้ใดเป็นคนเริ่มต้นให้เหตุเกิด ผู้นั้นต้องเป็นคนผิด และรับผิดชอบต่อผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกประการโดยไม่มีข้อแม้”
    และ “ผู้ที่ไม่ใช่คนเริ่มต้นเหตุ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ แม้ว่าตนเองจะทำการตอบโต้ผู้ก่อเหตุไปด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม”

    แบบนี้แหละ “กฎหมายที่ยุติธรรม”

    ไม่เห็นต้องระบุข้อย่อย 1-2-3-4 ให้สับสนเลยครับ….นักกฎหมายของไทย

  • สุดใส

    พวกเราชาว พ ธ ม โหวตโนกันทั้งบ้านจร้าโหวตอยู่แล้ว
    รักรัก
    พ ธ ม ทุกคนนะจ๊ะ