Machines as Engines of Growth
November 17, 2008
โดย Joseph Zeira, The Hebrew University of Jerusalem
บทความชิ้นนี้นำเสนอแบบจำลองทางด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านมุมมองของกลไกหลักคือ “การกลายเป็นอุตสาหกรรม” (industrialization) ซึ่งเป็นการนำเครื่องจักรเข้ามาทำงานทดแทนแรงงาน โดยบทความชิ้นนี้พิจารณาในมุมของ “ความหลากหลายของประเภทงานที่เครื่องจักรสามารถเข้ามาทดแทนได้” ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ (A growing set of tasks) โดยบทความชิ้นนี้พัฒนาจากแบบจำลอง Endogenous Growth Model และใช้ข้อมูลของ USA และ UK ในการประเมินความถูกต้องของแบบจำลอง
ในมิติของประเภทงานนั้น เครื่องจักรจะสามารถเข้ามาทดแทนแรงงานได้ในบางประเภทงาน ขณะที่งานประเภทอื่นๆ (remaining tasks) เครื่องจักรก็จะมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาทำงานร่วมกับแรงงาน (complement) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ให้สูงขึ้น การทำหน้าที่พร้อมๆ กันทั้งสองด้านของเครื่องจักรในประเภทงานที่ต่างกันนั้นส่งผลให้เกิดการปรับตัวระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี(เครื่องจักร)และค่าจ้าง(แรงงาน) (ซึ่งในบทความนี้หมายถึงต้นทุนแรงงาน)
ในมิติแรก เครื่องจักรจะถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อทดแทนแรงงาน โดยเฉพาะในประเภทของงานที่มีค่าจ้างสูงๆ และจะเป็นอย่างนี้ต่อๆ ไป ผลก็คือในมิตินี้ ค่าจ้างที่สูงจะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร ทำให้งานประเภทดังกล่าวมีต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่อีกด้านหนึ่งเครื่องจักรที่ทำงานร่วมกับแรงงานจะทำให้ผลิตภาพพิ่มสูงขึ้น ผลก็คือในมิตินี้ ค่าจ้างก็จะกลับเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือ การพัฒนาเครื่องจักรจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าจ้างแรงงานปรับตัว อย่างไรก็ตาม บทความพยายามชี้ให้เห็นว่า การทดแทนแรงงานของเครื่องจักรในมิติแรกจะก่อให้เกิดความต้องการการใช้เครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานต่อๆ ไป เพื่อลดต้นทุนการผลิตลง แต่ทุกครั้งที่มีความต้องการใช้เครื่องจักรมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มสูงขึ้นและความต้องการแรงงานในมิติที่สองเพื่อทำงานร่วมกับเครื่องจักรก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและจะนำไปสู่การเติบโตในระยะยาว (long-run growth)
แบบจำลองยังต่อไปถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ (เป็นการเพิ่มตัวแปรเข้าไปในแบบจำลองแล้ววิเคราะห์ผล) ซึ่งพบว่า เงื่อนไขของความสำเร็จต่อการพัฒนาเครื่องจักรที่มีต่อการเติบโตในระยะยาวประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่
- ต้นทุนการพัฒนาเครื่องจักรในระยะยาวจะต้องต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าต้นทุนการพัฒนาเครื่องจักรสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การเติบโตในระยะยาวอาจจะชะงักงันได้ วิธีการหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการพัฒนาเครื่องจักรลดลงอย่างต่อเนื่องและเป็นผลดีต่อการเติบโตในระยะยาวก็คือ การพัฒนาเครื่องจักรที่เป็น General Purpose Technology ไม่ใช่ Single Machine
- การเพิ่มขึ้นของ Overall Productivity ซึ่งนอกจากผลิตภาพของทุนและแรงงานแล้ว ในที่นี้ยังรวมไปถึงสภาพความเหมาะสมต่อการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความยากง่ายของการค้าและอื่นๆ ด้วย เพราะการพัฒนาสิ่งเหล่านี้จะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการใช้แรงงานและทุนอย่างไม่เหมาะสม
- การลดลงของอำนาจผูกขาดในระบบเศรษฐกิจ เพราะอำนาจผูกขาดเป็นตัวกำกับค่าจ้างไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น เทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนแรงงานหรือเข้ามาทำงานร่วมกับแรงงานก็จะไม่ถูกพัฒนามากอย่างที่ควรจะเป็นเช่นกัน ในระยะยาวจึงไม่ส่งผลดีต่อการเติบโต
บทความชิ้นนี้พยายามสรุปว่า การพัฒนาเครื่องจักร แม้จะถูกกล่าวหาว่าเข้ามาทำงานทดแทนแรงงานนั้น แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เราคงไม่อาจย้อนหลังกลับไปเพื่อหยุดการพัฒนาเครื่องจักรได้อีกแล้ว แต่การปลดปล่อยพลังของมันให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญกว่า
ทั้งยังเป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา และแนะนำความเป็นไปได้ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ดาวน์โหลดเอกสารเต็มฉบับได้จากที่นี่ : http://www2.dse.unibo.it/dsa/seminari/400/zeira_machines.pdf
หมายเหตุ:
อ. ธานี ชัยวัฒน์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนี้กำลังเดินทางไปเรียนต่อปริญญาเอกสาขา Economic of Law ที่ University of Bologna, ประเทศอิตาลี อาจารย์จะใช้เวลาว่างสรุปเอกสารสัมมนาที่ ได้เข้าฟังประจำสัปดาห์มาให้แฟนๆ SIU ได้รับฟังกัน
Comments
2 Responses to “Machines as Engines of Growth”
Got something to say?






ยอดเยี่ยมมากครับ อาจารย์ “ธานี”
ผมนับถือในความสามารถของท่านเสมอมา
ผมคิดว่า ในระยะสั้น การเข้ามาของเครื่องจักรย่อมกระทบกับผู้คนเป็นธรรมดา
แต่ในระยะยาวแล้ว Welfare ของสังคมจะสูงขึ้น
คนจะโยกย้ายไปทำในงานที่มี “มูลค่าเพิ่ม” สูงกว่า
ทุกวันนี้ คนชั้นล่าง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าในอดีตมากมาย หรือบางทีจะดีกว่าชนชั้นกลางในอดีตด้วยซ้ำ ก็เพราะเครื่องจักรนั่นเอง
ขอบคุณ อาจารย์ ธานี มากๆครับ
ในฐานะที่เป็นผู้จัดการโครงการวิศวกรรม ขอวิจารณ์ว่า
ปัญหาเชิงเทคนิคในข้อ 1 และ 2 จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
แต่จริงๆ จากประสบการณ์เนี่ย machine มักจะถูก customize
ให้เป็นไปตามอุตสาหกรรมนั้นๆ มากกว่า จะเป็น General purpose type
ยังไงก็ตาม Overall productivity จะสูงขึ้น กับ ต้นทุนจะต่ำลง เรื่อยๆ
(คนงานที่ใช้เครื่องจักรเริ่มมีความชำนาญ และ มีไอเดียในการ “เล่น” กับเครื่องมากขึ้น
, เราได้ เครื่องจักรที่ทำงานได้มากขึ้นในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ
ผลพวงคล้ายๆ กับ กฎของมัวร์ )
ในฐานะ นักศึกษา เศรษฐศาสตร์คนนึง ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ เป็นทฤษฎีคลาสสิกเอามากๆ
กล่าวคือเป็นผลในระยะยาว จริงๆ
แต่ต่อให้มี productivity ที่ดีขึ้นก็ใช่ว่า การแย่งชิงจะหมดไป
ยังไงเสีย surplus ส่วนเกินก็ต้องไปเป็นของเจ้าของทุนอยุ่ดี
สภาพคงไม่ต่างจาก “คนจนเมือง” เท่าไหร่
ถึงแม้สิ่งแวดล้อมทางกายภาพอาจจะพัฒนาขึ้นก็ตาม