โดย Joseph Zeira, The Hebrew University of Jerusalem
บทความชิ้นนี้นำเสนอแบบจำลองทางด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านมุมมองของกลไกหลักคือ “การกลายเป็นอุตสาหกรรม” (industrialization) ซึ่งเป็นการนำเครื่องจักรเข้ามาทำงานทดแทนแรงงาน โดยบทความชิ้นนี้พิจารณาในมุมของ “ความหลากหลายของประเภทงานที่เครื่องจักรสามารถเข้ามาทดแทนได้” ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ (A growing set of tasks) โดยบทความชิ้นนี้พัฒนาจากแบบจำลอง Endogenous Growth Model และใช้ข้อมูลของ USA และ UK ในการประเมินความถูกต้องของแบบจำลอง
ในมิติของประเภทงานนั้น เครื่องจักรจะสามารถเข้ามาทดแทนแรงงานได้ในบางประเภทงาน ขณะที่งานประเภทอื่นๆ (remaining tasks) เครื่องจักรก็จะมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาทำงานร่วมกับแรงงาน (complement) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ให้สูงขึ้น การทำหน้าที่พร้อมๆ กันทั้งสองด้านของเครื่องจักรในประเภทงานที่ต่างกันนั้นส่งผลให้เกิดการปรับตัวระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี(เครื่องจักร)และค่าจ้าง(แรงงาน) (ซึ่งในบทความนี้หมายถึงต้นทุนแรงงาน)
ในมิติแรก เครื่องจักรจะถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อทดแทนแรงงาน โดยเฉพาะในประเภทของงานที่มีค่าจ้างสูงๆ และจะเป็นอย่างนี้ต่อๆ ไป ผลก็คือในมิตินี้ ค่าจ้างที่สูงจะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร ทำให้งานประเภทดังกล่าวมีต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่อีกด้านหนึ่งเครื่องจักรที่ทำงานร่วมกับแรงงานจะทำให้ผลิตภาพพิ่มสูงขึ้น ผลก็คือในมิตินี้ ค่าจ้างก็จะกลับเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือ การพัฒนาเครื่องจักรจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าจ้างแรงงานปรับตัว อย่างไรก็ตาม บทความพยายามชี้ให้เห็นว่า การทดแทนแรงงานของเครื่องจักรในมิติแรกจะก่อให้เกิดความต้องการการใช้เครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานต่อๆ ไป เพื่อลดต้นทุนการผลิตลง แต่ทุกครั้งที่มีความต้องการใช้เครื่องจักรมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มสูงขึ้นและความต้องการแรงงานในมิติที่สองเพื่อทำงานร่วมกับเครื่องจักรก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและจะนำไปสู่การเติบโตในระยะยาว (long-run growth)
แบบจำลองยังต่อไปถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ (เป็นการเพิ่มตัวแปรเข้าไปในแบบจำลองแล้ววิเคราะห์ผล) ซึ่งพบว่า เงื่อนไขของความสำเร็จต่อการพัฒนาเครื่องจักรที่มีต่อการเติบโตในระยะยาวประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่
- ต้นทุนการพัฒนาเครื่องจักรในระยะยาวจะต้องต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าต้นทุนการพัฒนาเครื่องจักรสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การเติบโตในระยะยาวอาจจะชะงักงันได้ วิธีการหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการพัฒนาเครื่องจักรลดลงอย่างต่อเนื่องและเป็นผลดีต่อการเติบโตในระยะยาวก็คือ การพัฒนาเครื่องจักรที่เป็น General Purpose Technology ไม่ใช่ Single Machine
- การเพิ่มขึ้นของ Overall Productivity ซึ่งนอกจากผลิตภาพของทุนและแรงงานแล้ว ในที่นี้ยังรวมไปถึงสภาพความเหมาะสมต่อการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความยากง่ายของการค้าและอื่นๆ ด้วย เพราะการพัฒนาสิ่งเหล่านี้จะไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการใช้แรงงานและทุนอย่างไม่เหมาะสม
- การลดลงของอำนาจผูกขาดในระบบเศรษฐกิจ เพราะอำนาจผูกขาดเป็นตัวกำกับค่าจ้างไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น เทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนแรงงานหรือเข้ามาทำงานร่วมกับแรงงานก็จะไม่ถูกพัฒนามากอย่างที่ควรจะเป็นเช่นกัน ในระยะยาวจึงไม่ส่งผลดีต่อการเติบโต
บทความชิ้นนี้พยายามสรุปว่า การพัฒนาเครื่องจักร แม้จะถูกกล่าวหาว่าเข้ามาทำงานทดแทนแรงงานนั้น แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เราคงไม่อาจย้อนหลังกลับไปเพื่อหยุดการพัฒนาเครื่องจักรได้อีกแล้ว แต่การปลดปล่อยพลังของมันให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญกว่า
ทั้งยังเป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา และแนะนำความเป็นไปได้ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ดาวน์โหลดเอกสารเต็มฉบับได้จากที่นี่ : http://www2.dse.unibo.it/dsa/seminari/400/zeira_machines.pdf
หมายเหตุ:
อ. ธานี ชัยวัฒน์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนี้กำลังเดินทางไปเรียนต่อปริญญาเอกสาขา Economic of Law ที่ University of Bologna, ประเทศอิตาลี อาจารย์จะใช้เวลาว่างสรุปเอกสารสัมมนาที่ ได้เข้าฟังประจำสัปดาห์มาให้แฟนๆ SIU ได้รับฟังกัน
