Practical Report Marc Jacobs เกย์หนุ่มผู้ชุบชีวิต “Louis Vuitton” ได้รับยกย่องเป็น 1ใน 100 Creative People

“โลกเปลี่ยนไปแล้ว ความเชื่อเดิมๆกำลังถูกสั่นคลอนท้าทายอย่างหนักหน่วง”

นับเป็นการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยงแต่เต็มไปด้วยสัญชาติญาณอัจฉริยะของ Bernard Arnault ที่ได้เลือกเฟ้น “Marc Jacobs” นักออกแบบดาวรุ่งที่ดูจะล้ำยุคและโฉบเฉี่ยวเกินไป เข้ามาดำรงตำแหน่ง Creative Director ในบริษัท Louis Vuitton ที่สูงสง่าศักดิ์สิทธิ์

ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งพิสูจน์ถึงอัจฉริยภาพของ Arnault

Marc Jacobs ได้ฉายแววอัจฉริยะในการออกแบบสร้างสรรค์ตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยการได้รับรางวัลด้านการออกแบบถึง 3 รางวัลในปีเดียวกัน จนกลายเป็นคนดังแห่งยุคที่สังคมต้องจับตามอง หลังจากนั้น Marc ได้โชว์ผลงานอัจฉริยะไม่หยุดหย่อน จนไปเข้าตา Perry Ellis สถานออกแบบชื่อดังแห่งยุค แต่แล้วด้วยสไตล์การออกแบบที่จี๊ดจ๊าดเกินไปของ Marc ต้องระเห็จออกจาก Ellis ไปก่อนเวลาอันควร

อย่างไรก็ตาม อัจฉริยะย่อมตกต่ำอยู่ไม่นาน ในที่สุด Louis Vuitton (หลุยส์ วิตตอง) ที่กำลังต้องการความเปลี่ยนแปลง ได้เชื้อเชิญ Marc Jacobs (มาร์ค จาคอบส์) เข้าไปเป็น Art Director ในปี 1997 และได้เปิดประตูไปสู่ยุคใหม่ของ Louis Vuitton

ในวันนี้ Louis Vuitton อาจถูกมองว่าขาดความหรูเลิศสง่างาม โดยเฉพาะเมื่อความยิ่งใหญ่แบบเดิมถูกแทรกซึมด้วยความสดใสเยาว์วัยล้ำยุคของ Marc Jacobs แต่กระนั้น ความลงตัวของความหรูเลิศแบบเดิมกับความจัดจ้านล้ำยุคแบบใหม่ ก็ได้ตกผลึกเป็นความงามยั่วยวนที่โดนใจคนรุ่นใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งส่งผลให้ Louis Vuitton ยังคงเป็นแบรนด์หรูที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลก โดยทิ้งห่าง Hermes แบรนด์หรูคู่แข่งหลายช่วงตัว และสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ Hermes ยังคงยืนยันในความหรูหราสง่างามแบบเดิม ไม่ยินยอมปรับตัวต้อนรับกระแสเทรนด์ใหม่ นั่นคือ ตลาดหรูคู่มวลชน (Luxury to the Masses)

Marc Jacobs คือ อัจฉริยะดีไซนเนอร์ผู้บุกเบิกยุคใหม่ของตลาดสินค้าหรูโดยแท้ ด้วยความคิดที่ไม่ยึดติดในกรอบประเพณีเดิม จึงทำให้ Marc กล้าคิดค้นงานออกแบบที่ฉีกขาดออกจากความซ้ำซากตายตัว ทั้งการใช้สีที่ฉูดฉาดกับแบรนด์เก่าแก่อายุร้อยกว่าปี การเล่นพิลึกกับลายโมโนแกรม LV ที่เคารพเทิดทูนของแฟนหลุยส์ทั่วโลก หรือแม้กระทั่งการเชื้อเชิญ Takashi Murakami นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่นให้มาร่วมงานออกแบบสร้างสรรค์ หลายสิ่งหลายอย่างที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆของ Marc ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ได้ส่งผลให้ตัวเขากลายเป็นนักออกแบบที่โด่งดังไม่ต่างจากดาราชั้นแนวหน้า

“ผมอยู่กับการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผมชอบการเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการให้ใครมาขังผมไว้ในกรอบที่มีแต่พิธีรีตอง”

นี่คือคำประกาศที่สะท้อนตัวตนซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของ Marc แต่คำกล่าวนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็น “คุณสมบัติพื้นฐานของนักออกแบบที่ดี” อย่างไรก็ตาม Marc ยังมีวิธีคิดและการทำงานที่ช่วยกระตุ้นพลังสร้างสรรค์ให้ผลงานของตนแตกต่างและโดดเด่นจากนักออกแบบคนอื่นอีกมากมาย อย่างเช่น การแสวงหาแรงบันดาลใจ โดยการฉีกหนังสือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วโปรยไปบนรองเท้ากีฬา การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการสร้างภาวะ “บีบเค้น” ให้ต้องทำงานสำเร็จก่อนเริ่มต้นวันใหม่ ถือเป็นการสร้างภาวะสมดุลให้กับนักออกแบบที่มักจะยึดติดกับภาวะ “ปล่อยวาง” มากจนเกินไป

ความสร้างสรรค์ของ Marc ยังเกิดจาก “ความจริงใจอย่างกล้าหาญ” ที่จะบอกกับโลกว่า “ความสร้างสรรค์” ของผลงานและแฟชั่นทั้งมวลนั้น ไม่ได้ออกมาจากอัจฉริยะในหัวของนักออกแบบเท่านั้น แต่เกิดจากการระดมสมองร่วมกันของทีมออกแบบ นี่จึงอาจเป็นเคล็ดลับอีกชั้นหนึ่งของ Marc ที่ทำให้เขายืนอย่างโดดเด่นเหนือนักออกแบบร่วมสมัยคนอื่น ที่ความเป็นศิลปินในตัว อาจทำให้พวกเขามุ่งเน้นไปที่การทำงานแบบปลีกวิเวก โดยเชื่อว่าจะสามารถปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่า แต่สำหรับ Marc แล้ว การทำงานเป็นทีมสำคัญพอๆกับการดิ่งลึกในตัวตนเพื่อหาแรงบันดาลใจ

เสน่ห์ในตัวเองที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ ไปพ้นจากความน่าเบื่อ ผสานกับความเชื่อมั่นในพลังของการระดมสมองเพื่อค้นหาความสร้างสรรคที่ดีที่สุด ทำให้ Marc สามารถซื้อใจเพื่อนร่วมงาน ในการร่วมมือกันรีดเร้นพลังสร้างสรรค์ เพื่อความยิ่งใหญ่ของ Louis Vuitton

ขณะเดียวกัน Antoine Arnault ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของแบรนด์ Louisผู้ที่เข้าใจอย่างซาบซึ้งถึงความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและการสร้างสรรค์ ได้ให้ความไว้วางใจต่อ “การสร้างสรรค์ที่แหวกแนว” ของ Marc เป็นอย่างยิ่ง โดยเขาได้กล่าวว่า “เขามีความขัดแย้งมากในพรสวรรค์ด้านการสร้างสรรค์ เขารับรู้สิ่งต่างๆได้ดี และเป็นคนมีเซ้นส์แรง แต่ขณะเดียวกันเขาก็คิดทบทวนอย่างหนักว่า อะไรจะเพอร์เฟ็กต์ที่สุดสำหรับ Louis Vuitton” ประโยคนี้เท่ากับยิ่งตอกย้ำทำลาย “ความศรัทธาอันเหนี่ยวแน่น” ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการหยั่งรู้จากภายในที่อธิบายไม่ได้เพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามด้านที่มีเหตุผลของการขบคิดทบทวนอย่างหนักหน่วง เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการออกแบบสร้างสรรค์

ถึงที่สุดแล้ว ความสำเร็จในการทำงานสร้างสรรค์ของ Marc คงต้องไม่อาจละเลยความสำคัญของ “ความกล้าที่จะแตกต่างอย่างมีรสนิยม” โดยเมื่อมีการพูดถึงภาพลักษณ์ความเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ดูสดใสจนดูเหมือนจะเฟกของเขานั้น Marc กลับไม่ลังเลที่จะตอบรับอย่างชื่นชมว่า “ใช่ แม้จะดูเสื่อมทรามเหมือนย่าน Pigalle แต่ผมก็ชอบมันมาก!” นี่คือ ความกล้าหาญที่จะยอมรับในความเป็นตัวเองที่อาจจะขัดแย้งกับค่านิยมของสังคม

ทั้งหมดนี้ น่าจะพอทำให้เห็นเบื้องหลัง “พลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่” ของ Marc Jacobs ที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็น Creative People ลำดับที่ 42 ของนิตยสาร Fast Company ประจำปี 2009

เราไม่อาจสรุปเป็นสูตรสำเร็จได้ว่า อะไรที่ทำให้ “การสร้างสรรค์” ของ Marc Jacobs จึงหรูหราสร้างสรรค์อย่างไม่ซ้ำใคร สามารถสะกดและช็อกสายตาผู้พบเห็นได้อย่างมากมายเช่นนี้ แต่อย่างน้อยบทความนี้ ก็ได้พยายาม “เจาะลึก” เข้าไปถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังวิธีคิดและการทำงานของ Marc Jacobs เพื่อทำให้คนไทยได้เห็นว่า การทำงานของ Creative People ไม่ได้เป็นสิ่งที่ลี้ลับ และเป็นเพียงพรสวรรค์แต่กำเนิด ทว่ายังมาจากวิธีคิดและเทคนิคการทำงานต่างๆ ที่ต้องอาศัยความอดทน กล้าหาญ และเปิดกว้างอย่างยิ่งยวด

แน่นอนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในประเทศไทย ต้องอาศัยพื้นฐานจากเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของเรา แต่กระนั้น วิธีการทำงานสร้างสรรค์ของชาวต่างชาติอย่าง Marc Jacobs ก็มีความเป็นสากล ที่คนไทยและคนชาติอื่นๆ สามารถหยิบยืมไปใช้ได้ อย่างไม่ทำให้งานสร้างสรรค์ของตนเองมีความด่างพร้อมแต่อย่างใด

ถึงเวลาหรือยัง ที่คนไทยจะช่วยกันขุดค้นและเรียนรู้วิธีการสร้างสรรค์ของ Creative People จากทั่วทุกมุมโลก เพื่อแปรเปลี่ยน “พลังความรู้” เหล่านี้ให้กลายมาเป็นพลังออกแบบและผลิตสินค้าไทย ให้ก้าวล้ำนำหน้าสู่เศรษฐกิจใหม่ที่มีชื่อว่า Creative Economy ได้อย่างเต็มภาคภูมิใจ

  • ผมเป็นเกย์

    เข้าใจผิดอย่างแล้วละครับ….!!!
    แท้จริงแล้ว Marc Jacobs เคยประกาศตัวแล้วว่าไม่ใช่เกย์ อืม…