“อภิสิทธิ์”เชื่อรัฐบาลป้องกันภาวะเงินฝืดในระบบได้, GDP ปีหน้า 1.75%
July 2, 2009
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่โรงแรมโฟร์ซีซัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงภาวะเงินเฟ้อที่ขณะนี้ติดลบมากที่สุดในรอบ12ปี ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อจะมีอยู่สองตัว คือ ตัวเลขอัตรารวมกับตัวเลขที่เป็นพื้นฐาน เราก็คิดว่า ถ้าเงินเฟ้อไม่สูงมากนัก จะช่วยให้รัฐบาลบาลยังมีช่องทางในแง่ของการทำนโยบายการเงินได้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงจะเข้าไปสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงไม่ คิดว่าเมื่อรัฐบาลได้เอาเงินออกจากระบบ 8 แสนล้านบาท ในลักษณะของเงินกู้ที่จะนำกลับมาลงทุนสร้างงาน และให้เงินหมุนเวียน จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดได้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่รัฐบาลได้ตัดสินใจในเรื่องเงินกู้ เพราะเห็นแล้วว่าในกระบวนการของการเงินและระบบธนาคารเงินจะอยู่เฉยๆ ดังนั้น จึงตัดสินใจอย่างที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
สำนักวิจัยมองภาพเศรษฐกิจไทยกลับมาเป็นบวก 1.75%
SCRI ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มมีการกลับมาฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วง Q4/52 จากปัจจัยในด้านของฐานที่ต่ำในช่วงปีก่อนหน้า และรวมไปถึงการคาดการณ์ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเริ่มคลี่คลาย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ภาพรวมของภาคการส่งออกของไทย มีโอกาสที่จะฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี
โดยสรุป SCRI ยังคงประมาณการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทย (GDP) ในปี 2552 อยู่ที่ระดับโดยเฉลี่ยประมาณ -4.1% ชะลอจากระดับในปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน ขณะที่ให้กรอบของการหดตัวลงของ GDP อยู่ที่ระดับ -5.1% ถึง -3.0% โดยที่ SCRI มองว่าปัจจัยลบจากการหดตัวลงของภาคอุปสงค์ ทั้งในด้านของระดับการบริโภคและการลงทุน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ส่งผลให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจในระยะสั้นยังคงไม่ ส่งสัญญาณในการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากนัก โดยนอกจากนั้นแล้ว SCRI มองว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไป ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายภาครัฐ และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งโดยรวมอาจจะส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะปรับแย่ลงกว่าที่ได้ มีการคาดการณ์ไว้ก็เป็นได้
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2553 คาดว่าแนวโน้มกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้เล็กน้อย โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)ขยายตัว 1.75% โดย SCRI มองว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2553 น่าจะเริ่มเข้าสู่ระดับที่ถือได้ว่ามีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับในปี 2552 เนื่องจากภาพโดยรวมของภาคการค้าของโลกจะเป็นการกลับเข้าอยู่ในระดับ เสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ทิศทางของภาคการส่งออกของไทย จะมีการขยายตัวได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อเทียบกับในปีก่อนหน้า ซึ่งโดยรวมจะส่งผลสืบเนื่องไปสู่ทิศทางของภาคอุปสงค์ในประเทศ ให้มีโอกาสที่จะขยายตัวกลับเข้าสู่ในระดับปกติ โดยเฉพาะในด้านของการลงทุนภาคเอกชน ที่มีการหดตัวลงอย่างรุนแรง และนอกจากนั้นแล้วยังรวมไปถึงปัจจัยบวกจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงปี 2552 – 2553 ตามแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่ประเมินว่าจะเริ่มมีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่ในช่วง Q4/52 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ในเบื้องต้นแล้ว SCRI ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ตัวเลข GDP จะขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่องโดยตลอดทั้งปี แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าในภาพรวมจะสามารถขยายตัวอยู่ในระดับประมาณ 0.5-2.5% เท่านั้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานในประเทศ อย่างในด้านของปัญหาการเมืองยังคงกดดันบรรยากาศโดยรวมอยู่
ที่มา – มติชน, กรุงเทพธุรกิจ
Comments
Got something to say?





