Practical Report สมาคมสื่อซัด ศอฉ. แถลงคลุมเครือแฝงแสดงอำนาจ

นายเสด็จ บุนนาค อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีสื่อมวลชนบางฉบับเสนอข้อมูลบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสนอข่าวในลักษณะหมิ่นเหม่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจะแจ้งความดำเนินคดี หรือถึงขั้นสั่งปิดหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ว่าในการทำแถลงข่าวของ ศอฉ.ในเรื่องดังกล่าวนั้นควรระบุให้ชัดเจนว่า หนังสือพิมพ์ฉบับใดมีพฤติการณ์ดังกล่าวเพื่อมิให้เกิดความสับสน และถ้าหาก ศอฉ.มีความเห็นว่าหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวนำเสนอข่าวตาม ศอฉ.กล่าวอ้างจริงและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็เป็นสิทธิของ ศอฉ.ที่จะดำเนินคดีกับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“แต่การที่โฆษก ศอฉ.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อาจจะมีการดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นไม่น่าจะทำได้ เพราะขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 45 วรรค 3 ที่ระบุว่า การสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ แต่สามารถทำได้เฉพาะการเซ็นเซอร์เนื้อหาในส่วนที่ขัดต่อกฎหมาย แต่ดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีกระบวนที่ชัดเจน” นายเสด็จกล่าว

อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ กล่าวอีกว่า การแถลงของโฆษก ศอฉ.ดังกล่าวอย่างคลุมเครือดังกล่าว ทำให้สาธารณชนรู้สึก ศอฉ.มุ่งใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมุ่งจำกัด เสรีภาพของสื่อหนังสือพิมพ์ และขณะที่กฎหมายต่างๆที่จำกัดเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในขณะนี้ก็ถูกยกเลิกไปหมดแล้ว

นายเสด็จกล่าวด้วยว่า หาก ศอฉ. ยังคงมีการแถลงในลักษณะการข่มขู่ว่า ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิดหนังสือ พิมพ์ในลักษณะที่ทำให้เกิดความสับสน คณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจะได้มีการหารือ ถึงมาตรการในการดำเนินการร่วมกับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอื่นๆ ต่อไป

ที่มา – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

หมายเหตุ: ก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 ว่ามีสื่อบางฉบับแอบแฝงเข้ามาเป็นสื่อ พยายามทำให้ตัวเองเป็นเหมือนสื่อมวลชน แต่เป็นเครื่องมือในการทำร้ายบ้านเมือง มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร มีเป้าประสงค์เพื่อให้เกิดความแตกแยกวุ่นวายในบ้านเมือง

  • upaijit

    นี่แหละคือ อำนาจมืด ที่รัฐบาลเอามาใช้เพื่อปกป้องกลุ่มก้อนและพรรคพวกของตัวเอง ถ้ามีการพูดหรือเขียนกระทบนิดหน่อยก็รับไม่ได้ และยิ่งกลัวความจริงจะปรากฏออกมา ก็ยิ่งเกิดความวิตกกังวล กลัวว่าความผิดที่ได้กระทำลงไปจะถูกเปิดเผย จึงต้องคงเอาไว้ซึ่ง กฏหมายเถื่อน พรก โดยขาดการวินิจพิจารณา ว่าการใช้ได้ผลประการใดบ้าง เด็กนักเรียนไล่ยิงกันกลางถนน ไล่ล่ารถเมล์ที่มีผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์อยู่ในนั้น แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่แม้แต่คนเดียวไปดูแล เพราะเจ้าหน้าที่ก็ไปคอยอารักขา กลุ่มนักการเมืองหมด ประชาชนไม่ต้องไปหวังพึ่งพาเลย ต้องช่วยตัวเองแล้วล่ะ อีกหน่อยทุกคนต้องพกปืนหรืออาวุธติดตัวเอาไว้ป้องกันตัวเอง เวลาขับรถหรือขึ้นรถโดยสาร การบริหารที่เอาแต่ความสุขสะบายของพวกตัวเอง ไม่ได้คิดถึงประชาชนแมัแต่น้อย หรือไม่อีกหน่อยก็คงต้องตั้ง งบประมาณซื้อ รถเมล์หุ้มเกราะให้ประชาชนเพื่อกันกระสุนเหมือนนายกและรัฐมนตรีทั้งหลาย ตำรวจที่เป็นสายตรวจก็คนเหมือนกันกลัวตายเหมือนกัน ดูรถสายตรวจซิไร้ความปลอดภัยมากๆๆๆๆๆ ตั้ง งบซื้อรถดีๆให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเสี่ยงภัยบ้างจะได้มีคุณภาพ ไม่ใช่คอยเอาชีวิตไปเสี่ยงตลอด มันจะมีคุณภาพได้ยังไง คนทำงานในห้องแอร์ เวลาเดินทางมีกองอารักขาเยอะแยะไปหมดแถมนั่งรถหุ้มเกราะ กลัวตายมากๆๆๆๆๆๆๆ แต่กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเสี่ยงภัยไม่มีความปลอดภัยให้เลย ทุกอย่างซื้อเองหมด เหมือนสามชายแดนใต้ ส่งทหารตำรวจไปตายกันชัดๆ แต่ผู้มีอำนาจนั่งจิบเบียร์วาย สะบายใจเฉิบ ไม่เดือดร้อน แถมได้รับประทานงบฟรีๆอีกบานเบอะ เงินเดือนก็สูงไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย คอยคิดแต่เรื่องค่าคอม ไม่เคยคิดเรื่องผู้ใต้บังคับ เพราะกูคือผู้บัญชา มึงคือผู้ที่กูสั่งให้ไปตาย ในราคาชีวิตที่ถูกกว่าเดรัจฉานบางชนิดซะอีก ค่าของคนไทยจึงต่ำหาที่เปรียบมิได้เลย เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจเถื่อนจึงเป็นเอกลักษณ์ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีผู้จัดการรัฐบาลที่ชื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และมีโฆษกศอฉ ฝีปากเอกที่ชื่อ สรรเสริญ คอยพูดและดำเนินการ การใช้อำนาจเถื่อนต่อ ประชาชนและสื่อทุกชนิด เพื่อปกปิดความจริงทั้งหลายไม่ให้ปรากฏ ต่อชาวโลก ปิดให้มิดนะ และใช้ให้นานๆ เมื่อมันดื้อยาความวิบัติก็มาถึงเอง แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง