วันนี้คงไม่มีข่าวคราวใดที่ได้รับความสนใจยิ่งไปกว่าการเสียชีวิตของ “ไมเคิล แจ็คสัน” ราชาเพลงป็อปผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ข่าวนี้ได้รับความสนใจใน Twitter ยิ่งกว่าข่าวของไข้หวัดนกและปัญหาการเมืองในอิหร่าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญกว่า ทั้งหมดได้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลและบทบาทของราชันผู้นี้
สาเหตุการเสียชีวิตเบื้องต้นเกิดจากอาการหัวใจวาย โดยเว็บไซต์ทีเอ็มซี ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวบันเทิงชื่อดังของสหรัฐ รายงานข่าวไมเคิลถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตเป็นแห่งแรก ขณะที่มีรายงานว่าผู้คนจำนวนมากได้ทยอยไปรวมตัวกันด้านนอกโรงพยาบาลศูนย์การ แพทย์ยูซีแอลเอ เพื่อรอฟังการยืนยันข่าวการเสียชีวิตของไมเคิลแล้ว
ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต ไมเคิล แจ็คสัน อยู่ระหว่างการเตรียมหวนคืนเวทีคอนเสิร์ตครั้งแรกในรอบ 12 ปี ชื่อว่า “ดิส อิส อิท ณ โอทู อารีนา” ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 13 ก.ค.นี้
มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า ไมเคิลจำเป็นต้องแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ เพราะมันจะสร้างรายได้ให้เขามากถึงกว่า 2,750 ล้านบาท มากพอที่จะล้างหนี้ก้อนโตทั้งหมดที่เขาก่อขึ้น การที่เขาต้องหยุดแสดงคอนเสิร์ตเป็นเวลานาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสุขภาพ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะข่าวฉาวเกี่ยวกับการลวนลามเด็กชาย ซึ่งหลังจากนั้นสื่อต่างๆ ก็มองไมเคิลในแง่ที่ไม่ค่อยดีนักมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้มีข่าวซุบซิบกันว่า “ราชาเพลงป็อป” ได้ส่งลูกน้องไปติดต่อกับ “ด็อกเตอร์เดธ” หรือคุณหมอกุนเธอร์ วอน ฮาเก้นส์ ผู้โด่งดังจากการคิดประดิษฐ์วิธีการรักษาศพของมนุษย์ให้ “คงสภาพดี” โดยใช้เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับพลาสติค ซึ่งเรืยกว่า “พลาสติเนชั่น” (plastination)
ความมุ่งหมายของ “ไมเคิล แจ็คสัน” คือ ต้องการทำให้ร่างกายของเขาเป็นอมตะ เหมือนกับดนตรีของเขา
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “ไมเคิล แจ็คสัน” จะสามารถรักษาร่างกายและเสียงเพลงของเขาให้มีอายุยืนยาวกว่าชีวิตของเขาได้หรือไม่
