Practical Report “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท” วิกฤตและโอกาสของชนชั้นกลางไทย

ความปวดร้าวของชนชั้นกลางไทยในวันนี้ ก็คือ นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่ชนชั้นล่างเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากล้น โดยมีชนชั้นกลางเป็นผู้รับเคราะห์ทั้งทางตรงและทางอ้อม หากทว่านักธุรกิจรายใหญ่กลับผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ ขณะที่นักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถปิดกิจการโดยโยกย้ายเงินที่ได้ไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือนั่งคิดนอนคิดเพื่อหาโอกาสสร้างสรรค์ใหม่ทางธุรกิจได้สบายใจเฉิบ

ร่ำร้องโอดโอยคร่ำครวญใน Facebook หรือซุบซิบนินทาในร้านกาแฟสตาร์บัคส์ คงไม่ใช่ทางออกที่ฉลาดล้ำของชนชั้นกลางไทยซึ่งอ้างตัวว่าเหนือล้ำกว่าชนชั้นล่างมาช้านาน

1. เปิดหูเปิดตาเพื่อแสวงหา “รายได้” ที่มากกว่าเงินเดือนประจำ

ชนชั้นกลางไทยที่เหน็ดเหนื่อยจากงานประจำจันทร์ถึงศุกร์ ย่อมปรารถนาการพักผ่อนหรูเลิศในวันเสาร์อาทิตย์ หากทว่าสภาพความจริงที่โหดร้ายของนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท กลับเป็นโอกาสในการกระตุ้นชนชั้นกลางให้ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง อย่างที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนหากไม่มีวิกฤตเป็นเชื้อไฟ

- สอนพิเศษเลขคณิต ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์

หากใครที่ทำเป็นอาชีพเสริมอยู่แล้ว ก็ควรมองหาลู่ทางในการพัฒนาเป็นธุรกิจ ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป หากยังไร้ซึ่งความรู้และกลัวความเสี่ยง ก็ควรฝึกฝนเสน่ห์ในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจให้คอยเป็นพี่เลี้ยงหรือหุ้นส่วนที่ดี

- ลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

ใครที่กลัวตลาดหุ้น ก็ต้องเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง ใครที่เคยเจ็บปวดจากหุ้นก็ต้องทบทวนตัวเองและสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายความรู้ชั้นเซียน เพื่อร่วมกันแสวงหากำไรจากตลาดหุ้นโดยไม่เป็นฝ่ายถูกกระทำเหมือนดั่งที่ผ่านมา

การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความรู้ชั้นเซียนย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย หากทว่า จงแปรเปลี่ยนความเคียดแค้นชิงชังในนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ให้กลายเป็นมานะพยายามในการพัฒนาบุคลิกภาพ สร้างเสน่ห์และความใกล้ชิด เพื่อให้เครือข่ายความรู้ชั้นเซียนรับเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง

เครือข่ายความรู้ชั้นเซียนย่อมมีวันผิดพลาดล้มเหลวเช่นเดียวกับคนทั่วไป หากทว่าโอกาสถูกย่อมมากกว่าผิด ดังนั้น จึงควรมีเครือข่ายความรู้ชั้นเซียนหลากหลายแหล่งที่มาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลด้วย

ตัวเราอาจมองนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทในด้านลบเพราะทำให้เกิดเงินเฟ้อ หากทว่าตลาดหลักทรัพย์อาจมองในด้านดี เพราะกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โอกาสจึงเป็นของผู้ที่เข้าถึงเครือข่ายความรู้ได้ดีกว่า

ตลาดหุ้นยังมีความลี้ลับซับซ้อนอีกมาก ดังนั้น นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จึงเป็นทั้งโอกาสในการเลือกซื้อหุ้นถูกและขายทำกำไรเมื่อหุ้นขึ้นได้อีกหลายครั้ง หากรู้จักจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งเป็นผลจากการมีเครือข่ายความรู้ที่เหมาะสมนั่นเอง

- สร้างเครือข่ายทางการเมืองในองค์กร เพื่อยึดช่วงชิงตำแหน่งผู้บริหารมาเป็นของเราและพวกพ้อง

หากใครที่รังเกียจการเมืองในองค์กร ก็ควรปรับมุมมองเสียใหม่ เพราะที่ท่านต้องเจ็บช้ำจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ก็เพราะการต่อสู้ทางการเมืองของ 2 ขั้วอำนาจ ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจและความหวังดีต่อชนชั้นล่างแม้แต่น้อย

2. เปลี่ยนความเชื่อมั่น 1 ล้านเสียงใน Facebook ให้กลายเป็น 1 พันเสียงที่ต่อต้านนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทอย่างจริงจัง

ชนชั้นกลางที่ใช้ชีวิตสุขสบายเหนือกว่าชนชั้นล่างมาหลายสิบปี ก็ต้องตื่นขึ้นมารับรู้ว่าขั้วอำนาจทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อระบบประชาธิปไตยแบบใหม่ได้ทำให้เสียงของชนชั้นล่างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีราคาแพงกว่าเสียงของชนชั้นกลาง

การนั่งงอมืองอเท้าใน Facebook แม้ว่าจะได้ถึง 100 ล้านเสียง ก็ไม่มีประโยชน์อันใด จนกว่าระบอบรัฐสภาไทยจะเปลี่ยนมานับเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก Facebook

คนส่วนใหญ่ชอบเป็นผู้ตามมากกว่าผู้ทำ ขอเพียงรวบรวม “ชนชั้นกลางระดับมันสมอง” ที่อุทิศตัวทำงานจริง ตั้งแต่ 100 เสียงขึ้นไป โดยมีความหลากหลายของสาขาวิชาชีพ ย่อมคิดค้นแผนยุทธศาสตร์และสร้างยุทธวิธีที่ดีเลิศได้ไม่แพ้พรรคการเมืองใหญ่ สุดท้ายเมื่อผู้นำกลุ่มสามารถแสดงพลังได้อย่างต่อเนื่อง มวลชนที่เหลือนับล้าน จึงยินดีละทิ้ง Facebook เพื่อเข้าสู่สนามประลองจริงที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

นี่ยังไม่นับว่า นายทุนและนักการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทอีกจำนวนไม่น้อย ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเงินทุน ความรู้ และกำลังพลในการร่วมปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่นี้

สิ่งสำคัญคือ การลงมือทำจริง ยินยอมเป็น “หินก้อนแรก” โดยไม่ปริปากบ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งรายเล็กและรายใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

3. พัฒนาตัวเองจากลูกจ้างธรรมดาให้กลายเป็น Talent ที่สามารถย้ายไปทำงานต่างประเทศได้

ในกรณีเลวร้ายที่สุด นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 2 เท่า หากทว่าเงินเดือนของเราที่พัฒนาจากพนักงานฝีมือธรรมดากลายเป็น Talent ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 3 เท่า ย่อมทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราดีขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

โลกาภิวัตน์ได้ทำให้ค่าจ้างของคนเก่ง (Talent) ในทุกสาขาอาชีพขยับตัวสูงกว่าเพื่อร่วมงานไปได้ถึง 10 เท่า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความฉลาดล้ำเลิศและความสร้างสรรค์เป็นมูลค่าเพิ่มให้สินค้า

ในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้น นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ได้จุดชนวนให้ชนชั้นล่างออกมาเรียกร้องไม่สิ้นสุด ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นไปถึง 1000 บาท ขณะที่คนจบปริญญาตรีก็เรียกร้องจาก 15000 บาทไปเป็น 50000 บาท จนกระทั่งประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ประสบภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจแบบอาร์เจนตินา

ชนชั้นกลางไทยที่พัฒนาตนเองให้เป็น Talent ย่อมสามารถไปแสวงหาโอกาสในประเทศพัฒนา ที่กำลังโหยกระหายพนักงานชั้นเลิศมาร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อผลิตสินค้าระดับเทพมากระตุ้นต่อมความอยากของชนชั้นเศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยที่ชนชั้นกลางและล่างกำลังล่มสลายลง

บางทีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ที่สุดนับตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ได้รับการสถาปนามาก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม การมองโลกในแง่ร้ายและแสวงหาโอกาสในการพัฒนาตัวเองไปสู่ศักยภาพสูงสุด ก็ย่อมเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ ไม่ว่าผู้ดีหรือไพร่จะเป็นผู้ชนะก็ตาม

  • งง

    งง สรุปชนชั้นกลางของคุณคือใคร แล้วเค้าเดือดร้อนตรงไหนครับ?

  • slow slow

    “…ขณะที่นักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถปิดกิจการโดยโยกย้ายเงินที่ได้ไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือนั่งคิดนอนคิดเพื่อหาโอกาสสร้างสรรค์ใหม่ทางธุรกิจได้สบายใจเฉิบ”

    งงครับ ผมเข้าใจว่ากลุ่มธุรกิจกิจขนาดกลางและย่อมต่างหากที่จะเดือดร้อนที่สุด เพราะกลุ่มนี้ไม่ว่าจะอยู่ภาคการผลิตหรือภาคบริการน่าจะใช้แรงงานเข้มข้นกว่าบริษัทใหญ่ๆ เพราะไม่มีทุนมากพอในการนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงาน(ผิดถูกอย่างไรแย้งได้ครับ เพราะตรงนี้เป็นความเข้าใจของผมเอง) ส่วนชนชั้นกลางที่คุณว่าส่วนใหญ่ดูเหมือนจะอยู่ในฐานะลูกจ้างที่น่าจะได้รับอานิสงส์(ในกรณีที่นายจ้างไม่เจ๊งไปก่อน)จาก 300 บาทไม่ใช่เหรอครับ

  • เก่งกล้าสามารถ

    มันเป็นแนวเขียนแบบประชดประชันคนชั้นกลางที่เอาแต่ร้องโอดโอยอยู่ใน FB ว่าอย่าไปขึ้นค่าแรงให้พวกแรงงาน เพราะชีวิตเค้ามันจะลำบากขึ้นไงครับ ดังนั้นถ้าหลักการมันอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง มันก็ถูกแล้ว ทุกสิ่งที่บทความนี่ถ่ายทอดคือเสียงโอดครวญของชนชั้นกลางที่อ้างว่าตนเสียภาษีเยอะมาก แล้วก็ไม่อยากจะให้ค่าครองชีพของตนแพงมากขึ้นไปกว่านี้เพราะเค้าคิดว่าผู้ประกอบการจะไปเดือดร้อนอะไร อย่างมากเค้าก็ขึ้นราคาผลักภาระมาให้แก่ชนชั้นกลางแทนไงครับ อีกเรื่องก็คือ 300 บาทน่ะของแรงงานขั้นต่ำนะครับ พวกคนชั้นกลางน่ะเค้าไม่นับคนที่ได้ค่าแรงแบบขั้นต่ำ เข้าเป็นคนชั้นกลางหรอกนะครับ ถ้าจะถามว่าชนชั้นกลางคือใคร ผมว่าพวกเราก็น่าจะรู้นะครับ

  • tan

    อ่านบทความคุณมาก็เยอะ บทความนี้เป็นบทความที่น่าผิดหวังที่สุด ถ้าจะเขียนเชิงประชด ไปเขียนตามนิตยสารซุบซิบดีกว่าครับ แต่ผมเห็นตรงกับคุณเรื่องย้ายไปทำงานต่างประเทศนะครับ ตัวผมเองหลังจากรู้สึกว่า เบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง ระบบการเลือกตั้งที่ให้ค่ากับแรงงาน มากกว่าคนชนชั้นกลาง ผมก็มองหาลู่ทางออกไปทำงานนอกประเทศ (น่าจะไปในอีกสอง สามเดือน) ที่ห่วงก็ที่บ้านแหละครับ พ่อแม่คงไม่ได้ไปด้วย (การมองว่า ควรจะพัฒนาตัวเองแล้วไปทำงานต่างประเทศดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ก็เป็นแนวคิดที่เห็นแก่ตัวอยู่ในที ผมมีความรู้สึกนี้ตอนรู้ว่าอืม จะไปแล้วนะ แล้วที่บ้านใครจะดูแล) ดังนั้นข้อสาม ไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับทุกคนนะครับ

  • ชลชั้นล่างอ่ะ

    ชนชั้นล่าง แล้วคุณสูงขนาดไหนเชียว…แหมใช้คำ….

  • Smudger

    เหมือนบทความนี้กรั่นกรองความคิดไม่จบกระบวนการเลยครับ
    ผมอ่านแล้วหาข้อสรุปไม่ได้เลย

  • khon

    อยากให้คนที่มีเงินเดือนเยอะๆมาใช้เงินเดือน 8000 กว่าบาทดู ในจะค่าห้อง ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากิน ค่าเดินทาง
    หมดไปกี่บาทแล้ว เรื่องอนาคตเหรอ อย่าได้หวัง

  • Thaina

    ส่วนตัวแล้วมองว่าบทความนี้ไม่ได้ประชด

    ถึงสำนวนจะเหมือนประชด แต่ถ้าอ่านดีๆจะพบว่า ผมว่าที่เขาเขียน คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง
    - SME บางส่วนจะปิดกิจการ เงินทุนจะเอาไปใช้กับลงทุนซื้อหุ้น หรือเล่นหุ้น แทนการบริหารกิจการ
    - บริษัทใหญ่ก็ต้องแบกรับ 300 บาท อาจมีการซื้อโรงงาน ซื้ออุปกรณ์ จาก SME ที่ปิดตัว ขยายกิจการ
    - ต้องมีกิจการที่ขึ้นราคาสินค้าที่มีผู้บริโภคเป็นชนชั้นกลางแน่นอน โดยเฉพาะสินค้าอื่นๆที่นอกเหนือปัจจัยสี่ อย่างเช่น รองเท้า เสื้อผ้าชุดฟอร์มสำหรับทำงาน อาหารกึ่งสำเร็จรูป
    - แต่คนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง น่าจะมีฐานเงินเดือนที่ปรับสูงขึ้นตาม และนำเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ไปลงทุนเพิ่มการศึกษาให้กับลูกหลาน ซึ่งในบทความเขียนในแง่ที่ว่า การสอนพิเศษน่าจะบูมมากขึ้น

    ถ้าลองแปลความระหว่างบรรทัดอาจจะพบอะไรอีกมาก

  • Ro-89

    ค่าแรงขั้นต่ำ300 บาท  แรงงานต่างด้าวเข้ามาเต็มประเทศหมดแร้ว
    จบปริญญาตรีก็เริ่ม 15000 บาท  สถานผู้ประกอบการจะต้องแบกรับภาระขนาดไหน  จากจ้างได้ สองคนก็เหลือคนเดียยว
    แร้วจะมีคนตกงานอีกเท่าไร  ข้าวของก็คงต้องขึ้นราคาแน่ๆ 
       แต่ทำไงได้อ่ะ ตั้งนโยบายไปแล้วหนิ  ไม้รู้ว่าใช้อาไรคิด   พวกที่เทคะแนนไห้ก็ เห็นแค่นี้แหละ ไม่รูบ้างเลยว่ามันจะสงผลยังไงต่อประเทศชาติบ้านเมือง โห้ว คิดมาได้