โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
สมัยวัยรุ่นเมื่อยังเดินเล่นอยู่ในรั้วจามจุรีนั้น ผมเคยพูดเล่นๆกับรุ่นพี่ว่า “เราน่าจะวางยาพวกที่ 1 ที่ 2 ในคณะ จะได้ทำให้เส้นกราฟของคะแนนเฉลี่ยลดน้อยลง แล้วคะแนนสอบที่แย่ๆของพวกเราจะได้ดูดีขึ้นนะครับ” รุ่นพี่ผมหัวเราะ แล้วตอบกลับมาว่า “ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะคณะเรายังมีคนเก่งอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนของพวกเรา”
นอกจากนี้ผมยังได้ไปดูคะแนนสอบของคณะข้างเคียง ทำให้ค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ถ้าพูดถึง “คนเก่งระดับอัจฉริยะ” นั้น ทั้ง 2 คณะย่อมมีไม่แตกต่างกัน แต่หากพูดถึงคนเก่งรองๆลงมานั้น คณะข้างเคียงกลับเทียบคณะของผมไม่ได้เลย
ข้อเท็จจริงนี้เองที่ทำให้ “คณะของผม” มีคะแนนสอบเอนทรานซ์เป็นอันดับ 1 หรือ 2 ของประเทศ มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกล ขณะที่คณะข้างเคียงของผมนั้น กลับเป็นเพียงคณะธรรมดาเท่านั้น
ตัวอย่างข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ประเทศพัฒนามีเหนือกว่าประเทศกำลังพัฒนานั้น ไม่ใช่อัจฉริยะหรือชนชั้นสูงที่ชี้นำประเทศ แต่เป็นคนเก่งระดับรองลงมา นั่นคือ ชนชั้นกลางทั้งหลาย ที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศ
ยิ่งกว่านั้น ในประเทศกำลังพัฒนา ชะตากรรมประเทศ มักจะผูกติดกับชนชั้นสูงเพียงไม่กี่คน เช่นเดียวกับในคณะข้างเคียงของผม ขณะที่ในประเทศพัฒนานั้น การที่ชนชั้นสูงสัก 3-4 คน ถูกทำลายไปนั้น ไม่ได้มีผลกระทบมากมายนักต่อศักยภาพในการพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับในคณะของผม ที่การวางยาคนเก่งอันดับ 1 และ 2 ของคณะ ไม่ได้ช่วยให้คะแนนเฉลี่ยของทั้งคณะลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ดังนั้น การมีชนชั้นกลางที่เข้มแข็งนั้น นอกจากจะเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าแล้ว ยังช่วยทำให้ “ชะตากรรม” ของคนในชาติมีเสถียรภาพ ไม่ต้องไปผูกติดกับชีวิตของชนชั้นสูงเพียงไม่กี่คน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หากพิจารณาจากวิกฤตทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น เราจะพบว่า “พลังชนชั้นกลาง” มีความอ่อนแอเพียงใด โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อเหลืองที่มีรากฐานส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลางนั้น ก็ยังรวบรวมชนชั้นกลางได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ในขณะที่เสื้อแดงก็ประกอบไปด้วยชนชั้นล่างเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ซึ่งมีทัศนะเป็นกลางหรือไม่เห็นด้วยกับทั้งสองกลุ่มนั้น กลับไม่ได้ออกมารวมตัวเคลื่อนไหวอันใดเลย
“พลังที่ 3 ไม่มีอยู่จริง” คงเป็นคำถากถางที่เจ็บแสบที่สุดสำหรับชนชั้นกลางที่งอมืองอเท้า แต่กระนั้น ชนชั้นกลางก็ยังเมินเฉย และเฝ้าแต่คิดว่า “เบื่อการเมือง เมื่อไรบ้านเมืองจะสงบเสียที” โดยฝากความหวังในการแก้ปัญหาบ้านเมืองไว้ในมือคนอื่น
การที่ประเทศไทยต้องตามหลังประเทศเกาหลีที่ถูกทำลายยับเยินจากสงครามภายใน หรือกำลังถูกท้าทายจากเวียดนามที่เคยเป็นประเทศยากจนอย่างสุดกู่นั้น ย่อมไม่อาจโทษไปที่ชนชั้นสูงของประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะทุกประเทศก็ล้วนแต่มีชนชั้นสูงที่โลภในอำนาจและต่อสู้ขัดแย้งกันโดยไม่เคยเห็นหัวประชาชนเลย แต่ประเทศพัฒนาทั้งหลายนั้น กลับมีชนชั้นกลางที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถตรวจสอบถ่วงดุลกับชนชั้นสูงได้
พลังชนชั้นกลาง ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่การแสดงออกทางการเมือง แต่สามารถเริ่มต้นได้ในทุกบริบทของประเทศ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม หรือแม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว แต่เท่าที่เห็นนั้น ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ยังขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จึงมักจะมีค่านิยมพึ่งพาเป็นส่วนมาก เช่น การเรียนต่อโทเพื่อจะนำปริญญาไปใช้เลื่อนตำแหน่ง การไปอบรมหลักสูตรทางธุรกิจ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้สร้างกิจการของตนเอง หรือกระทั่งการชื่นชมแกมอิจฉาเมื่อเห็นคนอื่นทำดีเพื่อสังคม แต่ไม่เคยคิดที่จะจัดตั้งกลุ่มของตนเองเพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติเลย
“บ้านเมืองวุ่นวายแบบนี้ ใครกันจะกล้าลงทุน” คือ ประโยคยอดฮิตสำหรับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งอาจนับเป็นชนชั้นกลางระดับสูงที่พร้อมจะเขยิบขึ้นเป็นชนชั้นสูงได้ในอนาคต ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึง “วัฒนธรรมพึ่งพา” ที่ดำรงอยู่ในสายเลือดชนชั้นกลางอย่างเหนียวแน่น แน่นอนว่า เอสเอ็มอี อาจจะอ้างว่าตนเองไม่มี “สายป่านยาว” เหมือนกับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กระนั้น เอสเอ็มอีทั้งหลายก็ไม่ควรแต่จะมองเห็นแต่วุ่นวายของบ้านเมืองจนกลายเป็นเหตุให้ท้อแท้ แต่ควรจะมองวิกฤตให้เป็นโอกาส ควรจะมองในแง่ดีว่า เมื่อคู่แข่งทั้งหลายล้วนแต่หวาดกลัว หากตัวเรามีความกล้าและประเมินสถานการณ์อย่างถูกต้อง ก็ย่อมสามารถฉกฉวยผลประโยชน์ได้
ผู้ยิ่งใหญ่ทุกคนไม่ว่าจะในทางธุรกิจ การเมือง การทหาร ฯลฯ ล้วนแต่มี “แรงบันดาลใจ” ที่ยิ่งใหญ่จากภายใน โดยไม่ยอมให้ “อุปสรรคภายนอก” มาขัดขวางการเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ ในขณะที่คนธรรมดาหรือผู้ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยนั้น มักจะต้องพึ่งพา “แรงบันดาลใจ” จากภายนอก เพื่อผลักดันตนเองไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้น เมื่อมีอุปสรรคใหญ่เข้ามา ก็จะรู้สึกท้อถอย และไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อเอาชนะอุปสรรคนั้น
ดังนั้น อุปสรรคที่กีดขวางการพัฒนาของประเทศ จึงไม่ได้อยู่ที่วิกฤตทางการเมือง ไม่ได้อยู่ที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่เกิดจากการขาด “แรงบันดาลใจ” จากภายในของชนชั้นกลางทั้งหลาย ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จตามความฝันของตน โดยที่ไม่ปล่อยให้อุปสรรคหรือวิกฤตการณ์ใด มาทำลาย “ปณิธาน” อันยิ่งใหญ่นั้นได้
วิกฤตการเมืองไทย จึงอาจคลี่คลายได้ โดยเริ่มจาก “จุดเล็กๆ” ในจิตใจของชนชั้นกลางแต่ละคน
