เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 รายงานข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมว่า งบประมาณประจำปี 2553 ในส่วนกระทรวงกลาโหมถูกตัดไปเกือบ 20,000 ล้านบาท หรือประมาณ 11% จากเดิมที่ได้รับประมาณ 1.7 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 1.51 แสน ล้านบาท ทำให้กระทบเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของแต่เหล่าทัพ ซึ่งขณะนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพแจ้งให้กับหน่วยขึ้นตรงของแต่ละเหล่าทัพทราบ ถึงตัดลดงบฯปี 2553 แล้ว โดยให้แต่ละหน่วยไปศึกษาในรายละเอียด โดยเฉพาะงบฯเรื่องการศึกษาและเรื่องสวัสดิการของแต่ละเหล่าทัพ จะถูกตัดเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ งบฯดูงานในต่างประเทศถูกตัดแล้ว โดยเปลี่ยนให้มาดูงานในประเทศแทน
“ทบ.”ถูกหั่นมากสุด 1 หมื่นล้าน
แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของแต่ละเหล่าทัพนั้น จะต้องพิจารณาดูว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศหรือไม่ ทั้งนี้โครงการใหม่ที่เหล่าทัพเสนอมายังกระทรวงกลาโหมก่อนหน้านี้อาจต้องชะลอไปก่อน ดังนั้นแต่ละเหล่าทัพจะต้องไปสำรวจในรายละเอียดเพื่อนำเสนอมาให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาอีกครั้ง
แหล่งข่าวกล่าวว่า จากงบฯที่จะถูกตัด 20,000 ล้านบาทนั้น กองทัพบกจะถูกตัดมากที่สุดประมาณ 50% หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนอีก 50% ของงบฯที่ถูกตัดจะเกลี่ยระหว่างกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
ซื้อรถเกราะ”ยูเครน”ส่อชะงัก
แหล่งข่าวกล่าวว่า โครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อเสริมศักยภาพของแต่ละในส่วนของกองทัพบก อาจมีปัญหามากที่สุด โดยเฉพาะโครงการการจัดซื้อรถยานเกราะล้อยางจากประเทศยูเครน ด้วยงบฯเกือบ 5,000 ล้านบาท และโครงการการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ เอ็มไอ 17 จากประเทศรัสเซีย จำนวน 4 ลำ รวมถึงโครงการจัดซื้ออาวุธปืนขนาดเล็กอีกด้วย
แหล่งข่าวกล่าวว่า โครงการจัดซื้อรถยานเกราะล้อยางจากประเทศยูเครน แม้ว่ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯอนุมัติให้กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังติดปัญหาซื้อไม่ได้ เนื่องจากบางฝ่ายเห็นว่าจะต้องดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย อีกทั้งประเทศยูเครนก็มีปัญหาเรื่องการจัดซื้อเทคโนโลยีเพื่อนำมาประกอบรถ ยานเกราะล้อยาง เนื่องจากเกิดปัญหากับประเทศเยอรมนี เรื่องการซื้อท่อก๊าซ ทำให้ประเทศเยอรมนีไม่ขายอุปกรณ์ให้กับประเทศยูเครนเกี่ยวกับชิ้นส่วนอะไหล่ ของรถยานเกราะล้อยาง จึงทำให้โครงการดังกล่าวคาราคาซังอยู่ทุกวันนี้
ทอ.อาจวืด “กริพเพน” ล็อต2
แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับกองทัพเรือไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก มีเพียงโครงการการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ฟริเกต ที่อาจต้องพับไปก่อน ส่วนการปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะเรือหลวงนเรศวรก็อยู่ระหว่างการ ดำเนินการ รวมถึงโครงการต่อเรือที่กองทัพเรือหันมาต่อเรือใช้เองกับบริษัท มาซัน จำกัด ขณะที่กองทัพอากาศอาจส่งผลกระทบเกี่ยวกับการก่อสร้าง และปรับปรุงสถานีเรดาร์ วงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับกับระบบการปฏิบัติการของเครื่องกริพเพน ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ที่จะมาประจำการในปี 2554 จำนวน 6 ลำ ซึ่งมีการอนุมัติซื้อจัดในสมัยของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ นอกจากนี้อาจกระทบการจัดซื้อเครื่องบิน กริพเพนล็อต 2 ที่อยู่ระหว่างนำเสนอนายกฯ แม้ว่ากองทัพอากาศต้องการจัดซื้อเครื่อง บินกริพเพนมาประจำการจำนวน 1 ฝูงบิน หรือ 12 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบินเอฟ 5 ที่ปลดประจำการไปแล้วก็ตาม
เทพเทือกชี้กองทัพก็มีหัวใจ การใช้จ่ายมากก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมาก
เมื่อเวลา 08.30น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ในส่วนของการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพหรือให้ปรับลดลง ว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ รัฐบาลต้องชี้แจงว่ารัฐบาลมีรายได้น้อยลงประมาณ 2 แสนล้าน ซึ่งอาจกระทบต่อทบวง กรม และโครงการต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นประเด็นอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไรเพื่อที่จะให้ ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้นำเข้าหารือในที่ประชุม ครม.
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาล สามารถพิจารณาโดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก และไม่จำเป็นต้องกังวลหรือเกรงใจต่อพรรคร่วมรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถามอย่างนี้ก็เป็นปัญหา ซึ่งขอย้ำว่าการดำเนินการใดๆ ต้องเอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก กองทัพก็มีหัวจิตหัวใจเหมือน ๆ เรา เพราะฉะนั้นอย่าไปทำให้เกิดความรู้สึกแตกแยกซึ่งกันและกัน บางคนมีความคิดว่าเวลาเศรษฐกิจมีปัญหาเช่นนี้ รัฐบาลควรจะใช้จ่ายให้มาก เพราะการใช้จ่ายภาครัฐบาลจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายมองว่าการใช้จ่ายควรจะใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถูกต้องคือใช้แล้วต้องเกิดประโยชน์แต่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องทำ
ต่อข้อถามว่า ที่ผ่านมากองทัพถูกมองว่าเป็นแบ็คอัพรัฐบาล หาก รัฐบาลตัดงบส่วนนี้ออกจะกระทบต่อความสัมพันธ์กับกองทัพหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อสงสัยเช่นนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะกองทัพประกาศชัดเจนว่าเป็นกองทัพของประชาชน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้ารัฐบาลสั่งการเขาในเรื่องที่ถูกต้องเชื่อว่าเขายินดีปฏิบัติ ม่ใช่มาแบ็คอัพรัฐบาล เขาไม่ได้มาเล่นการเมืองด้วย เพราะเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของพรรคการเมืองของนักการเมืองแต่ละคน
ที่มา – มติชน, เว็บไซต์สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ความเห็น SIU
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ควรเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า การอัดฉีดเงินใช้จ่ายเงินภาครัฐลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะการใช้จ่ายจะสูญเปล่าในสองกรณี คือ 1. การใช้จ่ายนั้นมีการรั่วไหลออกไปยังต่างประเทศ (leakage) เงินใช้จ่ายนั้นไม่ได้ลงไปถึงมือของคนระดับล่าง และมีการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นทอด ((Velocity of Circulation) เพื่อสร้างเม็ดเงินใหม่ขึ้นมา 2. การกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผล หากสภาวะความตกต่ำทางเศรษฐกิจยังไม่ตกต่ำจนถึงที่สุด
หากไม่ใช่ในสองกรณีนี้ การจัดสรรงบประมาณใหม่โดยกำหนดงบประมาณลงไปในภาคส่วนที่จำเป็นมากที่สุดเสียก่อน (budget reshuffle) หรือการลงทุนในพื้นฐานโครงสร้างสาธารณูปโภค (เช่นระบบขนส่ง และ logistic) ในขณะที่จัดสรรเงินส่วนหนึ่งคอยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจ จะไม่เป็นการเหมาะสมกว่าหรือ?
รองนายกรัฐมนตรีจะต้องตอบให้ได้ว่า สัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยนี้ มั่นใจได้อย่างไรว่า เศรษฐกิจโลกตกต่ำถึงที่สุดแล้ว กำลังจะฟื้นตัวขึ้น และไม่ใช่อยู่ในรูปแบบตัว W ทั้งยังต้องตอบคำถามด้วยว่า การใช้จ่ายเงินงบประมาณไปซื้ออาวุธนั้น กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศกี่ % มีเม็ดเงินรั่วไหลออกไปต่างประเทศกี่ %
กรณีการปฏิรูปกองทัพ การจัดซื้อจัดหาอาวุธ ควรจัดทำในขณะที่สภาพเศรษฐกิจของประเทศมีความเข้มแข็ง และควรมีความโปร่งใสในขั้นตอนการจัดซื้ออาวุธอีกด้วย
