Practical Report ศพไม่เงียบ : พระไทยในสายตาฝรั่ง

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร

ศพไม่เงียบ

สมมติว่าให้เราลองนั่งนึกภาพพระสงฆ์ในหนังไทย เราจะนึกกันได้กี่แบบ?

ผมลองนึกคร่าวๆ ก็จะมีพระที่ต้องรับหน้าที่เป็นตัวตลกในหนัง (ซึ่งมักถูกครหาว่าเลอะเทอะหยาบโลนบ้าง ทำศาสนาเสื่อมเสียบ้าง), พระที่มีบุคลิกเฉพาะตัวโดดเด่น (เช่น โจอี้ บอย ที่เคยรับบทพระซึ่งเทศน์ด้วยการร้องแร็พ ใน ‘หลวงพี่เท่ง ๒’) หรือถ้าเปลี่ยนโซนไปหาหนังไทยที่เล่าเรื่องแบบซีเรียสจริงจัง ตัวละครพระ(ไม่ว่าจะเป็นพระจริงหรือพระเก๊)ก็จะถูกเหวี่ยงไปมาระหว่าง ‘ทางโลก’ และ ‘ทางธรรม’ เสมอ ทั้งแก๊งสามโจรปล้นผ้าเหลืองใน ‘นาคปรก’ รวมถึงพระศักดิ์ดาที่ต้องบวชหน้าไฟใน ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ด้วย

กรณีหลังนี้แม้จะเป็นการนำเสนอที่แหกขนบภาพพระในหนังไทยอย่างย่อยยับ ด้วยการให้มีฉากพระลอบออกมานอกวัดและไปกินข้าวในร้านคาราโอเกะยามราตรีเยี่ยงฆราวาส แต่ก็เป็นภาพสะท้อนกันและกันระหว่างจีวรที่นุ่งห่ม(ทางธรรม) และสิ่งที่ตัวละครเป็น(ทางโลก) – ส่วนพระสงฆ์ที่เป็นมนุษย์อย่างยิ่งใน ‘แสงศตวรรษ’ ซึ่งไม่มีโอกาสได้ปรากฏโฉมในประเทศไทย ก็ยังมี dialogue ที่ว่าด้วยความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม

พระสงฆ์ไทยปรากฏบนจอภาพยนตร์ครั้งล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ กับหนังเรื่อง ‘ศพไม่เงียบ’ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Mindfulness and Murder ซึ่งเข้าฉายในไทยตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน (หนังฉายด้วยระบบดิจิตอลในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ฯ เท่านั้น)

หนังสือชุด หลวงพ่ออนันดา ของ นิค วิลกัส

Mindfulness and Murder (พิมพ์ครั้งแรกปี 2003) Garden of Hell (พิมพ์ครั้งแรกปี 2006) Killer Karma (พิมพ์ครั้งแรกปี 2008) - สามเล่มนี้คือนวนิยายไตรภาค 'หลวงพ่ออนันดา' ของ Nick Wilgus

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระสงฆ์ไทยที่นำเสนอโดยฝรั่งตั้งแต่ต้นฉบับที่เป็นนวนิยาย ทั้งเจ้าของบทประพันธ์ Nick Wilgus และผู้กำกับ Tom Waller ก็ไม่ใช่ฝรั่งที่นับถือศาสนาพุทธ โครงเรื่องจึงไม่ได้ถูกนำเสนอให้ปิดประเด็นด้วยเรื่องทางธรรม หรือหลักธรรมทางพุทธศาสนา เพื่อสั่งสอนกล่อมเกลาคนดู แต่พูดถึงเรื่องทางคดี ทางโลกียะ ล้วนๆ

นี่คือหนังฆาตกรรมสืบสวนที่มีพระสงฆ์ชื่อ ‘หลวงพ่ออนันดา’ รับหน้าที่นักสืบ (ตำรวจทอดทิ้งคดีนี้เพราะไม่เห็นว่าสำคัญ) และเมื่อยิ่งสืบก็ยิ่งพบความดำมืดใต้ผ้าเหลือง ซึ่งเป็นความดำมืดแบบที่เราไม่มีทางประสบพบจากพระสงฆ์ในหนังที่คนไทยทำ

วัดในหนังไทย หรือหนังที่คนไทยสร้าง มักปรากฏในสภาพของวัดขนาดกลางถึงขนาดเล็ก อยู่ในสภาพวัดป่า หรือสถิตตัวในชนบทไกลปืนเที่ยง เพื่อเชื่อมโยงเข้าหาประเด็นทางธรรมรวมถึงเสนอประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวกับการรุกล้ำของ ‘ทางโลก’ ให้ได้ชัดเจน – วัดเหล่านี้จะมี function น้อย กล่าวคือเป็นที่จำวัดของพระสงฆ์ และเป็นสถานที่สำหรับการปฏิบัติธรรม เทศนาแก่ญาติโยม หรือปล่อยปละละเลยให้คนใจหยาบบาปหนาเข้ามาขโมยเงินบุญหรือตัดเศียรพระพุทธรูป

‘ศพไม่เงียบ’ นำเสนอวัดไทยในแบบที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง วัดนี้มีขนาดใหญ่โต อยู่ในกรุงเทพมหานคร มีลักษณะการบริหารแบบองค์กรเพราะเป็นเจ้าของมูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้าและเด็กยากไร้ ที่มีห้องพักห้องเรียนอยู่ใกล้บริเวณวัดและพระสงฆ์ลูกวัดเป็นผู้ดูแลจัดการให้เด็กเหล่านี้อยู่ในรูปในรอย – อย่างไรก็ยังไม่หลุดไปจากสภาพที่คล้าย ‘หยุดเวลา’ ของสถานปฏิบัติธรรมเท่าไรนัก พระสงฆ์ในวัดไม่มีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มากไปกว่าการติดต่องานผ่านอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในขณะที่หลวงพ่ออนันดาที่ออกเดินทางไปทั่วเพื่อหาเงื่อนงำของคดี ยังต้องเดินทางด้วยเรือหางยาวในแม่น้ำเจ้าพระยา

พระสงฆ์ของวัดนี้ไม่ขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์ ไม่มีการสวดมนต์ท่องบาลี ถ้าระดับเจ้าอาวาสล่ะก็มีโต๊ะทำงานชั้นดีไว้จัดการงานต่างๆ เสร็จสรรพ มีห้องส่วนตัวมิดชิดเหมือนเป็น CEO ของบริษัทใหญ่ มีพระสงฆ์หน้าเนิร์ดใส่แว่นคอยทำหน้าที่เหมือนประชาสัมพันธ์ คอยรับโทรศัพท์ อีเมล์ ค้นฐานข้อมูลทั้งพระลูกวัดและเด็กที่รับอุปการะอยู่ในมูลนิธิ จัดการเรื่องตารางเวลาให้กับทั้งวัดว่าใครไปรับกิจนิมนต์ที่ใดวันไหนบ้าง – พระเนิร์ดรูปนี้แหละคือแหล่งฐานข้อมูลชั้นดีในการสืบคดีฆาตกรรม

หลวงพ่ออนันดาและเจ้าอาวาส

ซ้าย - หลวงพ่ออนันดา (วิทยา ปานศรีงาม), กลาง - เจ้าอาวาส (สีเทา เพ็ชรเจริญ)

เมื่อสืบคดีลึกลงไปเรื่อยๆ ประเด็นต่างๆ ที่อยู่รอบวัดแห่งนี้ก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นทีละน้อย น้ำค่อยๆ ลด ตอก็เสนอหน้าผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน เมื่อพระสงฆ์ในวัดล้วนแต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับยาเสพติดที่เข้ามาระบาดในส่วนของมูลนิธิ (แถมยังพูดอีกว่าอย่าไปโพนทะนาให้วัดเสื่อมเสีย), ‘เจ้าของเงินทุน’ สำหรับก่อตั้งมูลนิธิซึ่งเป็นตำรวจวัยชรา เต็มไปด้วยความน่าเคลือบแคลงสงสัย รวมถึงพระสงฆ์สามรูปซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับเจ้าของเงินทุนรายนี้ ก็เพียบพูนด้วยพิรุธลับลมคมใน และดูเหมือนว่าเจ้าอาวาสจะยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้ความลับบางอย่างไม่ถูกเปิดโปง

พระทุกรูปในวัดไม่มีใครดูน่าไว้วางใจ ตั้งแต่เจ้าอาวาส, พระเนิร์ดที่เป็นโอเปอเรเตอร์ ไปถึงพระลูกวัดอื่นๆ ที่รับหน้าที่ดูแลแต่ละส่วนของวัดกับมูลนิธิ แม้แต่ตัวหลวงพ่ออนันดาที่รับหน้าที่นักสืบเองก็ดูมีอะไรอยู่ในใจ ทุกคนอยู่ในสถานะผู้ต้องสงสัยโดยอัตโนมัติตามแบบหนังสืบสวน ในขณะที่หากเกิดเรื่องราวฉาวๆ กับพระไทยในวัดซึ่งอยู่ในหนังไทย ตัวละครจะถูกแบ่งฝ่ายออกเป็นฝ่ายที่น่าเลื่อมใส และฝ่ายที่น่ากังขาขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะเพื่อให้เราเลื่อมใสพระสงฆ์อย่างแท้จริง หรือเพื่อการหักมุมในท้ายที่สุดก็ตาม (อันที่จริงประเด็นนี้อาจผิดหรือเป็นการคิดเกินเหตุ เพราะ Tom Waller บอกว่าเขาดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนในนิยายของ Wilgus ให้ ‘เบาลง’ และให้ตัวละครแบ่งฝ่ายดีชั่วมากขึ้นกว่าต้นฉบับ – ซึ่งคิดได้สองแง่ คือ 1. ลักษณะที่ blend กันเช่นนี้คือการแบ่งฝ่ายดีชั่วมากพอแล้วสำหรับ Waller 2. ฝีมือการกำกับหนังของ Waller ไม่ฉกาจพอที่จะแบ่งฝ่ายดีชั่วให้ตัวละครได้อย่างที่เขาตั้งใจ)

ประเด็นที่เซอร์ไพรส์ผมมากที่สุดคือการพูดถึงความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศในวัด ซึ่งหนังไม่ได้นำเสนอเป็นหลวงพี่กะเทย, เณรตุ๊ดเต้นเพลงเกาหลีแบบที่เราเจอในข่าวตามสื่อกระแสหลักและอินเตอร์เน็ตในไทย เพราะหนังพูดประเด็นนี้อย่างจริงจังซีเรียส แม้ว่าทางลงของประเด็นนี้จะเก่าเชยและแสนล้าสมัยจนเข้าขั้นตรรกะล่ม ทั้งทัศนคติต่อเพศที่สามโดยตรง และทัศนคติต่อเพศที่สามในศาสนสถาน เพราะหนังจงใจละเลยที่จะพูดถึงความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศระหว่างเพศบรรพชิตและสีกา ทั้งที่น่าจะพบเห็นในวัดได้มากกว่าความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ

อีกประเด็นที่หนังเชื่อมไปถึงคือ การเลื่อนชั้นพัดยศของพระสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์ในหนังหรือละครไทยส่วนใหญ่ที่ปัญหาอยู่ที่เรื่องทางโลกหรือทางธรรม (ที่ชอบจบแบบพาฝันเพ้อเจ้อว่าตัวเอกซึ้งในรสพระธรรมจนขอบวชไม่สึกตลอดชีวิต) ย่อมทิ้งประเด็นที่เป็นโลกียะของแท้อย่างการเลื่อนขั้น ความเจริญก้าวหน้าในวงการศาสนา ที่โครงสร้างแทบไม่ต่างจากข้าราชการหรือทหารตำรวจ

หนังเอื้อมมือมาแตะประเด็นนี้ผ่านประโยคสนทนาของตัวละครพระสงฆ์รายหนึ่งแค่นาทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ไม่ได้ลงไปสำรวจอย่างลึกซึ้ง แต่นาทีเดียวนี้ก็ทำให้เห็นความจริงจังของเรื่องนี้ในสังคมวัดพุทธไทย ปัจจัยหลายอย่างที่ค้ำจุนระบบนี้ให้เดินต่อ รวมถึงปัจจัยหลายอย่างที่พระสงฆ์ต้องรักษาสถานะไว้เพื่อให้ยังคงอยู่ในระบบเลื่อนชั้นพัดยศนี้ได้

การวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์ ปลงอาบัติ จึงไม่ใช่กิจกรรมที่เพียงพอสำหรับการคงสถานะพระสงฆ์ที่อยู่ในระบบ แน่นอนว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงเหล่าพระ/เณรที่บวชหน้าไฟ พระ/เณรที่บวชทดแทนคุณพ่อแม่หนึ่งสัปดาห์ พระ/เณรที่บวชก่อนเบียด หรือผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมบวชสามเณรฤดูร้อนหนึ่งซัมเมอร์ แต่หมายถึงผู้ที่จะใช้ชีวิตและหารายได้เลี้ยงชีพใต้ผ้าเหลือง พร้อมกับรักษาชื่อเสียงหน้าตาในวงการสงฆ์

ทอม วอลเลอร์ และ เวย์ ไทเทเนี่ยม

ซ้าย - Tom Waller, ขวา - เวย์-ปริญญา อินทชัย (รับบท พระสัจจพาโล)

‘ศพไม่เงียบ’ ยังมีความเชยความล้าสมัยในการเล่าเรื่อง บางช่วงเชยในระดับเดียวกับการ์ตูนสืบสวนญี่ปุ่นบางเรื่องที่นึกจะได้ข้อมูลสำคัญก็ได้มาง่ายๆ จากคำใบ้โดยไม่ตั้งใจของคนรอบตัว หรือหลักฐานบางชิ้นก็ใหญ่จนฆาตกรไม่น่าเผลอเรอทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ, ความเชยในการกำกับภาพยนตร์ (การแสดงของนักแสดงบางคนหลุดโลกราวกับกำลังแสดงให้มนุษย์ต่างดาวชม) รวมถึงความผิดพลาดในรายละเอียดหลายจุดที่ผู้ชมคนไทยจะรู้สึกสะดุดทันที เช่น การเรียกขานชื่อระหว่างพระสงฆ์ด้วยกันเอง ที่เรียกกันด้วยฉายาทางธรรมตลอดเวลา ทั้งที่โดยธรรมชาติไม่เป็นเช่นนั้น (เราคงไม่เรียกหลวงพ่อคูณว่า ‘พระปริสุทโธ’ หรือเรียกหลวงตามหาบัวว่า ‘พระญาณสัมปันโน’ ใช่ไหม?) หรือตัวละครเอกที่ชื่อ ‘หลวงพ่ออนันดา’ ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น ‘อนันต์’ หรือ ‘อานันท์’ มากกว่า เพราะสองชื่อนี้เมื่อถอดความเป็นภาษาอังกฤษจะเขียนว่า Ananda

ในความเป็นภาพยนตร์ นี่อาจไม่ใช่หนังที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็น ‘หนังดี’ แต่ความดีงาม สมบูรณ์แบบ กับความน่าสนใจ เป็นเรื่องที่อยู่คนละประเด็นกัน

การรับรู้ว่าฝรั่งมองเมืองไทยด้วยสายตาอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ควรศึกษาอย่างละเอียดต่อไป อย่างน้อยก็จากสายตาของฝรั่งที่ใกล้ชิดเมืองไทยพอสมควร (Nick Wilgus ทำงานที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ส่วน Tom Waller เป็นเจ้าของบริษัท De Warrenne Pictures ที่ผลิตหนังฝรั่งลูกครึ่งไทยมาแล้วหลายเรื่อง เช่น Soi Cowboy, The Elephant King, Elephant White รวมถึง ‘ศพไม่เงียบ’ และกำลังมีโปรเจ็คต์จะสร้างหนังเกี่ยวกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์) และควรศึกษานอกเหนือจากการมองแบบทฤษฎีเจ้าอาณานิคม ที่มองว่าเราถูกมองกดมองเหยียดจากฝรั่งตะวันตก ซึ่งกำลังค่อยๆ ตกสมัยอย่างช้าๆ และทำให้เราปฏิเสธและละทิ้งบางมุมมองที่เราควรหันมองสำรวจตนเอง

  • Maenongthee

    วิจารณ์แรงแบบปิดหูปิดตา หรือปิดใจด้วยหรือเปล่าคะ เหมือนจะปฏิเสธว่าสิ่งนี้ไม่มีความจริงงั้นแหล่ะ คนไทยถ้ายังปิดหูปิดตา ไม่กล้ายอมรับความจริง ในสิ่งที่ฝรั่งมองเห็น ยากค่ะที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีได้ คิดว่าหนังสื่อออกมาดีมากๆค่ะ ไม่แปลกใจที่ได้รับรางวัล และไม่แปลกใจที่ทำไมหนังไม่ดังเพราะ คนไทยรับความจริงไม่ได้ต่างหากค่ะ  

  • Phutthapatima Petcharat

    แต่สิ่งเหล่านี้และทำให้ศาสนาเสือม ท่านผู้เจริญทางด้านไหนเหรอ หากสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่การดูเพื่อความถูกใจ ดูเพื่อความบันเทิงทางมุมมุมหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่าขาดความถูกต้อง เป็นการทำลายศาสนาที่ร้ายแรง เป็นบาปหนัก ที่ให้อภัยมิได้เลยมีแต่ตกนรก เพราะทำลายศาสนา

  • Phutthapatima Petcharat

    จริงหรือไม่จริง หนังเรื่องนี้ไม่สมควรออกมาฉายเ เพราะเป็นการทำลายศาสนาโดยที่ไม่รู้ตัว ดังสมคำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าบุคคลใดทำให้ศาสนาเสือมเสียแตกแยก ถือเป็น สังฆเภท ย่อมตกนรก เป็นกรรมหนัก จริงอยู่ว่าอาจจะให้ผู้อื่นได้รู็ แต่ก็ไม่ควรทำเช่นเลย เราควรที่จะนำเสนอเรื่องศานาทางมุมดีๆเพื่อให้มีคนได้มาศรัทธาเลื่อมใส ไม่ใช่มาทำลายศาสนาเช่นนี้เจริญพร หนังเรื่องควรที่จะให้สงฆ์เป็นผู้พิจารณาเสียก่อนนำมาออกฉาย

  • Phutthapatima Petcharat

    และถามอะไรอีกอย่าง ผู้แสดงได้บวชจริงหรือเปล่าหากไม่จริงและเพียงแค่เอาจีวรไม่ใส่แล้วแสดงกัน นั้นก็ถือว่า ผิดอย่างมาก