Practical Report ข้อถกเถียงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สู่การปลดคนงาน ธุรกิจอยู่ไม่ได้: บารัค โอบามา

โดย สรินณา อารีธรรมศิริกุล
นักวิจัยอิสระ สหรัฐอเมริกา
ชื่อบทความเดิม “ถึงเวลา ‘ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ’ ในอเมริกา”

ปีที่แล้ว คนไทยถกเถียงกันเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก “นโยบาย 300 บาท” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นักวิชาการหลายท่านใช้ผลงานวิจัยต่างประเทศเช่น การศึกษาค่าแรงในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่นเป็นต้น มาเปรียบเทียบอ้างอิงและเพื่อคาดการณ์ผลกระทบทั้งดีและเสียต่อเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายใหม่

มาต้นปีนี้ สหรัฐอเมริกาเองก็ถึงคราวต้องถกเถียงกันเรื่องผลกระทบของการขึ้นค่าแรงกันอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้แถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสหรือที่เรียกว่า the State of the Union ประกาศเสนอนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทำเอาพรรครีพับลิกันที่มีอุดมการณ์และความเชื่อทางเศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากพรรคเดโมเครตต้องปวดหัว…เพราะงานเข้าอีกแล้ว

สถานการณ์ค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน

สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในประเทศครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2009 และมาปีนี้ โอบามาก็ประกาศนโยบายขึ้นค่าแรงอีกครั้งจาก 7.25 เป็น 9 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 217.5 เป็น 270 บาทต่อชั่วโมง ถ้าทำได้ตามที่โอบามาเสนอ ค่าแรงต่อชั่วโมงจะเพิ่มขึ้นถึง 24%

สถิติจากกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริการายงานว่า ในปี 2011 แรงงานที่ได้ค่าแรงแบบต่อชั่วโมง (ไม่ใช่เงินเดือน) มีจำนวน 73.9 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกา ในจำนวนนี้ มีประมาณ 1.7 ล้านคนได้รับเงินค่าแรงต่อชั่วโมงเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ และมีอีกประมาณ 3.8 ล้านคนที่ได้รับค่าแรงน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ฉะนั้น ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายขึ้นค่าแรงของโอบามาก็คือ แรงงานทั้งสองกลุ่มนี้ รวมแล้วมีจำนวน 5.5 ล้านคน

ปัจจุบัน มี 4 มลรัฐคือ ไวน์โอมิ่ง มิเนโซต้า อาร์คันซอ และจอร์เจีย ที่มีค่าแรงในมลรัฐต่ำกว่าค่าแรงที่รัฐบาลกำหนด ส่วนมลรัฐวอร์ชิงตันเพิ่งออกกฎหมายใหม่ต้นปีนี้ ให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 9.19 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นค่าแรงขั้นต่ำที่สูงที่สุดในประเทศ และสูงกว่านโยบายค่าแรงที่โอบามาต้องการเสนอเป็นกฎหมายที่ออกจากรัฐบาลกลางด้วย

ภาพจาก United State Department of Labor

ภาพจาก United States Department of Labor

เมื่อดูค่าแรงตามจริง (Real Wages) หรือค่าแรงที่คิดคำนวนค่าเงินเฟ้อแล้ว ค่าแรงในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าแรงในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 เสียอีก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ถ้าคำนวนเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบันควรอยู่ที่อัตรา 10.56 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง

ค่าแรงขั้นต่ำ สหรัฐอเมริกา ภาพจาก The State of Working America

ค่าแรงขั้นต่ำ สหรัฐอเมริกา ภาพจาก The State of Working America

แม้ว่าข้อมูลที่เสนอข้างต้นจะถูกยอมรับโดยทั่วไป แต่เมื่อถามว่าควรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ ก็ยังไม่มีเสียงดังเป็นเอกฉันท์จากนักเศรษฐศาสตร์ของทั้งสองฝั่ง

สองฟากเศรษฐศาสตร์

จากที่ผู้เขียนเคยเรียน Econ 101 หลักทฤษฎีค่าแรงกล่าวไว้คราวๆ คือ ถ้าขึ้นค่าแรงคนงานจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม ราคาสินค้าสูงขึ้น หรือนายจ้างอาจเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน ผลสุดท้ายคือกลายเป็นว่าต้องปลดคนงานออก ส่วนด้านดีของการขึ้นค่าแรงคือ ทำให้คนงานมีอำนาจซื้อมากขึ้นหรือเพิ่มอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) มีการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการผลิตเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

ชัดเจนว่า ฟากที่หนึ่งคือ ฟากนักเศรษฐศาสตร์แนวอุปทาน คือเน้นดูผลกระทบในด้านการผลิตหรือผลกระทบต่อนายจ้างบริษัทธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ถูกเรียกว่ากลุ่มนักเศรษฐศาสตร์แนวอนุรักษ์นิยม (Conservative Economists) เช่น Friedrich Hayek, Milton Friedman และ Donald Boudreaux กลุ่มแนวคิดนี้สะท้อนหลักแนวคิดทางเศรษฐกิจของพรรครีพับลิกัน

ฟากที่สองคือ ฟากนักเศรษฐศาสตร์แนวอุปสงค์ คือเน้นดูผลกระทบด้านการใช้จ่ายบริโภค นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ถูกเรียกว่ากลุ่มนักเศรษฐศาสตร์แนวก้าวหน้า (Liberal Economists) เช่น John Keynes, Paul Krugman และ Robert Reich กลุ่มแนวคิดนี้สะท้อนหลักแนวคิดทางเศรษฐกิจของพรรคเดโมเครต

หลังจากโอบามาประกาศว่าต้องการขึ้นค่าแรง ฝ่ายพรรครีพับลิกันออกมาตอบโต้ทันควันว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้คนตกงานมากขึ้น พร้อมด้วยนักเศรษฐศาสตร์แนวอุปทานก็ออกมาแสดงความคิดเห็นและทักท้วงกันอย่างมากมายกับนโยบายของโอบามา ว่าจะเป็นการบังคับให้ธุรกิจต้องปลดคนงานและจะส่งผลร้ายต่อกลุ่มแรงงานไร้ทักษะที่โอบามาต้องการช่วย โดยอ้างงานวิชาการหลายชิ้น

ชิ้นที่มีชื่อและสำคัญที่สุดคืองานวิจัยของ David Neumark และ William Wascher (2006) ที่สรุปว่าถ้าเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้เกิดการปลดคนงานในกลุ่มแรงงานไร้ทักษะเพิ่มขึ้น หรือนักเศรษฐศาสตร์ Antony Davies ก็เสนอข้อมูลชี้ไปในทางเดียวกันในเว็บไซต์ของเขา

ในทางตรงกันข้าม นักเศรษฐศาสตร์อย่างพอล กรูแมนและ โรเบริตท์ ไรช์ก็เขียนสนับสนุนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่าเป็นนโยบายที่ดีและควรจะทำมาเนิ่นนานแล้ว โดยปฎิเสธข้อสรุปที่ว่าการขึ้นค่าแรงทำให้ต้องปลดคนงาน โดยกล่าวว่าการศึกษาเรื่องค่าแรงส่วนใหญ่แล้วยังหาข้อสรุปที่แสดงผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างสำคัญไม่ได้

รายงานวิจัยชิ้นล่าสุดของนักเศรษฐศาสตร์ John Schmitt ที่เพิ่งออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ สรุปว่าไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าการเพิ่มค่าแรงจะทำให้ธุรกิจอยู่ไม่ได้และจำเป็นต้องปลดคนงาน โดยชี้แจงว่าการเพิ่มค่าจ้างกลับจะทำให้เป็นการลดการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ของแรงงาน ทำให้ธุรกิจไม่ต้องเสียเวลาฝึกคนงานหรือหาคนงานใหม่ ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนการผลิต ยังเป็นการบังคับให้ธุรกิจต้องพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนั้น การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้มีการปรับลดเงินเดือนของลูกจ้างที่มีรายได้สูงๆ ในองค์กร (หมายความว่าความแตกต่างของรายได้จะน้อยลง หรืออีกนัยหนึ่งคือการกระจายรายได้จะมีมากขึ้น) และผลกระทบที่สำคัญอีกประการคือ ราคาสินค้าจะสูงขึ้นเล็กน้อย

ประชานิยมที่กินได้

การถกเถียงของทั้งสองฟากเศรษฐศาสตร์ ยังคงไม่มีทางหาข้อสรุปทางวิชาการที่เป็นเอกฉันท์ได้ แต่นั้นคงไม่ทำให้กลุ่มการเมืองต้องยุติการต่อสู้ทางนโยบายเป็นแน่ เพราะพรรคเดโมเครตคงต้องพยายามผลักดันนโยบายขึ้นค่าแรงในไม่ช้า ส่วนพรรครีพับลิกันก็ต้องพยายามบล็อกโหวตในสภาสูงและสภาล่างไม่ให้ผ่านกฎหมายนี้

ปัจจุบันนี้ยังไม่มีงานวิจัยหรือข้อสรุปใดที่สามารถอ้างอิงได้อย่างไร้ข้อโต้แย้งจากอีกฝ่าย แถมค่าครองชีพที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ค่าแรงเท่าเดิมนั้น ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นแรงงานชั้นต่ำ (ได้ค่าแรงน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ) ในสมัยที่เป็นนักเรียน คงไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่าการสนับสนุนนโยบายประชานิยมของโอบามา

  • http://twitter.com/PremPuchaniya Natthaphon Jarat

    ที่สร้างในกทมหลายแห่งให้ค่าแรงช่างปูน ช่างไม้ วันละ500บาท ยังหาคนงานทำได้ยากครับ แรงงานหายากที่เป็นคนไทย