Practical Report ซอยสวัสดี: รมต.สื่อ

โดย สุรนันท์ เวชชาชีวะ  คอลัมน์ซอยสวัสดี

ก่อนอื่นคงต้องขอแสดงความยินดีกับ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้รับตำแหน่ง “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” และข่าวว่า คงจะได้เข้าทำหน้าที่แทน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในงานด้านสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะการสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท.

ทั้งนี้ นายองอาจ เคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อสาขาต่างๆ ตั้งแต่ในช่วงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ จึงน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานและความรู้สึกของสื่อมวลชนได้ดี ส่วนจะทำได้หรือไม่คงต้องพิสูจน์ฝีมือกันให้เห็น

เพราะ นายองอาจ ต้องรับภาระที่หนักหน่วง หลังจากที่ นายสาทิตย์ ได้ใช้พลังทางการเมืองในการกำกับดูแลและควบคุมทิศทางข่าว จนเกิดความรู้สึก “อึดอัด” กันไปทั่ว ยิ่งเมื่อมีการปฏิบัติการต่างๆ โดยอาศัยอำนาจของ “พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ด้วยแล้ว ข้อมูลข่าวสารดูจะถูกเบี่ยงเบนไปในทิศทางเดียวกันหมด คือ ทิศทางที่รัฐบาลต้องการจนเรียกได้ว่าเป็นการ “โฆษณาชวนเชื่อ” มากกว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

แม้สื่อมวลชนต่างประเทศก็ได้เสนอถึงประเด็นดังกล่าว ว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลด้านลบเรื่องภาพพจน์ อันมีผลต่อเนื่องถึง “เครดิต” ของรัฐบาลและสถานะของประเทศในเวทีประชาคมโลก

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า นายองอาจ จะต้องรับดำเนินนโยบายต่างๆ ต่อจากที่เป็นอยู่ หรือจะสามารถนำเสนอความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งต้องเกี่ยวข้องพัวพันทั้งในกรมกองฝ่ายประจำและฝ่ายทหาร ที่เป็น “เจ้าของ” สื่อกระแสหลักหลายช่องทาง ทั้ง วิทยุ และโทรทัศน์ และสื่อต่างๆ ที่เป็นของชุมชนคนธรรมดา ไม่ว่าจะวิทยุชุมชนหรือเคเบิ้ลทีวี แม้แต่เรื่องที่จะทำความเข้าใจกับสื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นงานที่หนักและหลักต้อง แม่น

โดย นายองอาจ ต้องรักษาหลักการอุดมการณ์ของตน และมีความจริงใจในแก้ไขปัญหาการ “ปิดกั้นสื่อ” ที่คนไทยรู้สึกได้ การสร้างและต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับ “สื่อเสื้อแดง” ที่ถูกปิดไปด้วย!!

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คงต้องข้ามไปอีกกระทรวงหนึ่งด้วยคือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ได้รัฐมนตรีใหม่ชื่อ “จุติ ไกรฤกษ์” เพราะในโลกไซเบอร์ที่ข้อมูลข่าวสารมาจากอินเตอร์เน็ต รัฐมนตรีกระทรวงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษด้วยมี “อำนาจ” ในการ “เปิด-ปิด” ประตู สั่งผู้ดำเนินการให้เปิดปิด “เว็บไซด์” ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคง และปกป้อง “สถาบัน”

ทั้งโลกสมัยใหม่นี้ ผู้คนสามารถเป็น “สื่อมวลชน” ได้ ใครๆ ก็รายงานข่าว ส่งรูป ส่งคลิป และมีความเห็น “โพสต์” ลงบนเว็บได้

ใครเป็นรัฐมนตรี ไอซีที จึงเป็นรัฐมนตรี “สื่อ” ไปโดยปริยาย!!

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งการผ่าน “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ “ศอฉ.” ในการปิดกั้นและ “บล็อก” เว็บหรือกระทู้ความเห็นต่างๆ ขนาดหน้าเครือข่ายสังคม (Social Media) อย่าง facebook ของบางคนยังโดนปิด “ล็อค” เข้าไปดูไม่ได้ ติดต่อเพื่อนๆ ผ่านหน้า Profile ของตนไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏเหตุผลชี้แจงแต่อย่างใด แต่ช่วงหลังๆเห็น “ปล่อย” ออกมาบ้างแล้ว

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ใครผิดใครหมิ่นก็ควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่หากใช้อำนาจพิเศษแล้ว บางครั้งความยุติธรรม “หลุดร่วง” ระหว่างทางก็มีให้เห็นกันอยู่เช่นกัน คงต้องฝากรัฐมนตรีคนใหม่ นายจุติ เข้าไปดูแลด้วย

และทั้งสองคนก็ไม่ควรจะ “หลอกตัวเอง” ว่าภาพลักษณ์ของประเทศสวยหรู หากใครอ่านบทความในนิตยสารวารสารชั้นนำของต่างประเทศ จะรู้สึกถึงมุมมองที่สะท้อนออกไปทั่วโลกเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อ แดง และการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ที่โดยรวมแล้วส่งผล “ลบ” ต่อรัฐบาลและประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่ไปคิดว่าเมื่อปิดกั้นแล้ว พร้อมกับการ “ประชาสัมพันธ์” ในมุมมองเดียวจะทำให้คนคล้อยตามและโลกเชื่อถือนั้น เป็นแนวคิดที่ผิด ในระบอบประชาธิปไตย การเปิดให้มีการแสดงออกอย่างเสรีจะเป็นประโยชน์กว่า ความคิดที่หลากหลายจะมีขัดแย้งบ้างเป็นธรรมดา แต่ในที่สุดเมื่อได้ “แสดง” ได้ “ระบาย” ก็จะมีกระบวนการ “ตกผลึก” ทั้งการต่อสู้กันทางความคิดก็จะอยู่บนเวที “เปิด” ไม่ใช่มุดลง “ใต้ดิน” ซึ่งจะยิ่งอันตรายอย่างที่เป็นในปัจจุบัน

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 2553