Practical Report 10 ปี “กระทรวงวัฒนธรรม” กับการเป็นปัญหาในการพัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรม

คำว่า “วัฒนธรรม” ใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้นิยามความหมายของวัฒนธรรม ไว้ 4 นัย ดังนี้คือ

1. สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ
2. วิถีชีวิตของหมู่คณะ
3. ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน
4. พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน

ปัญหาเรื่องการนิยามดังกล่าวนั้นเป็นการให้นิยามในมุมมองของชนชั้นนำ หรือ อีลิท โดยผ่านตัวแทนอย่าง “ราชบัณฑิตยสถาน” ที่มีมุมมองว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นความสูงส่ง ดีงาม และจำเพาะกลุ่มที่ถูกคัดเลือกแล้ว หากเรามองย้อนปูมหลัง “วัฒนธรรมชุมชน” และ “วัฒนธรรมชาวบ้าน” นั้นถูกนับรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งหากมองย้อนไปมีรากฐานที่ไกลกว่านั้น

วัฒนธรรมแห่งชาติในประเทศไทยนั้น ดูเหมือนจะหยุดนิ่งตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ อสท. (ก่อนที่จะพัฒนาเป็น ททท.)ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์มีดำริให้จัดตั้งขึ้นโดยมี พลโท เฉลิมชัย จารุวัสตร์ รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการคนแรก ที่เป็นจุดกำเนิดของภาคการบริการและการท่องเที่ยวในประเทศไทย ภาพผู้หญิงไทยสวมชฏา ภาพการขี่ช้าง ภาพการเล่นน้ำสงกรานต์แบบถือขันปะแป้ง ภาพเจดีย์และตลาดน้ำดำเนินสะดวก กลายเป็นจุดขายในการโปรโมทการท่องเที่ยวนับแต่บัดนั้น

จวบจนเวลา 50 ปีผ่านไป วัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องของพลวัตร (dynamics) ที่มีความเปลี่ยนแปลงและเลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องของประชาชนภายในชาติ ไม่ใช่เพียงแค่การยอมรับจากภาครัฐและหน่วยงานที่มีอำนาจในการรับรองว่าสิ่งใดใช่หรือไม่ใช่วัฒนธรรม

เลดี้ กาก้า ปีศาจทางวัฒนธรมในสายตา วธ.

เลดี้ กาก้า ปีศาจทางวัฒนธรมในสายตา วธ.

รัฐบาลยุค พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้สถาปนากระทรวงวัฒนธรรมขึ้น เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 โดยมีภารกิจสำคัญครอบคลุมงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม หน่วยงานในสังกัด ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนา กรมศิลปากร สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และสถาบันบัณฑิต พัฒนศิลป์ และมีองค์การมหาชนขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 2 หน่วยงาน คือ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และหอภาพยนตร์ โดยมีอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนแรก (ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย)

หน้าที่หลักของกระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่ในการส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศ แต่ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมากระทรวงวัฒนธรรมกลับกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรม เนื่องจากกรอบแนวคิด (mindset)ของผู้บริหารและบุคลากรในกระทรวงวัฒนธรรมนั้น อยู่บนแนวคิดแบบ “อนุรักษ์นิยม” และเป็นการ “กำกับดูแล”วัฒนธรรมอื่นๆที่แตกต่างจากวัฒนธรรมกระแสหลักของชาติ (เช่น การตั้งสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ที่ทำตัวเป็นเสมือนตำรวจวัฒนธรรม) และปิดกั้นสกัดกั้นวัฒนธรรมทางเลือกที่จะมาทำลาย “วัฒนธรรมอันดีงามของไทย” ด้วยมาตรการ จัดเรตติ้ง ปิด บล็อก และเซนเซอร์ เนื่องจากเกรงว่าหากเปิดอย่างเสรีแล้วผู้ชมชาวไทยอาจจะมีวิจารณญาณไม่เพียงพอในการตัดสินใจด้วยตนเอง

ภารกิจความน่าอับอาย เช่น กรณี น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย อดีตผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีหนังของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลระดับโลกแต่มักไม่ได้รับการตอบรับจากประเทศไทย เช่น การเซนเซอร์ภาพยนตร์แสงศตวรรษที่มีพระเล่นกีต้าร์ โดยให้เหตุผลว่า “ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ต้องการดูหนังตลก พวกเขาชอบความสนุกสนานไม่มีใครสนใจหนังของอภิชาติพงศ์หรอก” ซึ่งเป็นการเอารสนิยมและทัศนคติส่วนตัวมาตัดสินว่าสิ่งใดเหมาะหรือไม่เหมาะ หรือกรณีทุนไทยเข้มแข็งที่มีความไม่โปร่งใสกรณีจัดสรรทุนสร้างจำนวนนับร้อยล้านบาทให้กับหนัง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาคที่ 3 และ 4″ และล่าสุดการส่งเรื่องให้ตำรวจเอาผิดกับเลดี้ กาก้า ที่สวมชฏากับชุดชั้นในในการเปิดแสดงคอนเสิร์ตในวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ดูเหมือนกรอบความคิดความเป็นวัฒนธรรมนั้นจะถูกสตัฟฟ์ไว้ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์และไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าหากไปถามนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือชาวไทยหากพูดถึงคำว่า “สงกรานต์” คุณคิดว่าพวกเขาจะนึกถึงภาพอะไรระหว่าง การใส่เสื้อลายดอกคล้องคอด้วยสร้อยมะลิปะแป้งกัน กับภาพเล่นน้ำสาดโครมๆแด๊นซ์กระจายรอบคูเมืองเชียงใหม่หรือถนนข้าวสาร? การปฏิบัติงานแบบปากว่าตาขยิบนั้นเป็นเรื่องที่ขำแบบขืนๆในสังคมไทย เราไม่สามารถยอมรับเลดี้ กาก้าได้ แต่ว่าฝรั่งส่วนใหญ่รู้จักการ “โชว์ปิงปอง”แฃะ “เปิดขวด” ในสถานบันเทิงยามค่ำคืนของไทย เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสิ่งใดไม่ใช่วัฒนธรรมหรือเราไม่สามารถเลือกเฉพาะว่าสิ่งที่ดีๆเท่านั้นที่จะเป็นวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมเป็นเรื่องของมวลชน มีความร่วมสมัย และมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

โลกปัจจุบันนั้นเดินทางไปถึงยุคหลังสมัยใหม่ (บางคนก็อาจจะบอกว่าไปถึงยุคหลังของหลังสมัยใหม่แล้ว) เพียงแต่กรอบความคิดแบบสมัยใหม่ที่มาถึงตั้งแต่การเปิดประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 ยังคง “ตกต้าง” (hangover) อยู่กับผู้บริหารระดับชาติโดยเฉพาะสายวัฒนธรรม จากการที่ได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ถึงการส่งเสริมสินค้าวัฒนธรรมนั้น ทุกๆอย่างทำบนฐานของการค้นหาข้อมูล การเปิดกว้างทางความคิด และการประยุกต์ทางวัฒนธรรม ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันกระแสเค-ป๊อป บันเทิงเกาหลีหรือที่เรียกว่า “ฮันริว” ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศอย่างมากมาย เป็นประตูด่านแรกๆให้คนรู้จักกับประเทศนี้ โดยสอดแทรกวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น อาหาร เสื้อผ้า หรือดนตรีเข้าไปประยุกต์

ในขณะที่ประเทศไทยก็ยังส่งเสริมแนวทางภาพยนตร์ชาตินิยมอย่างต่อเนื่อง หรือก็ยังคง “อนุรักษ์” ในความหมายว่าวัฒนธรรมนั้นสูงส่งจนต้อง”เก็บขึ้นหิ้ง” เช่น ดนตรีไทยผ่่านไปกี่ปีเราก็ยังเล่นเพลงเดิมๆ ค้างคาวกินกล้วย เถาสามชั้น หรือ ประชาชนออกอาการเสียดายเมื่อรู้ว่าหุ่นละคร โจ หลุยส์ จะปิดตัวลง (ตอนนี้ย้ายไปตั้งที่ asiatique) แต่ไม่เคยมีใครไปดู รวมไปถึงผู้สร้างหุ่นละครก็ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมนั้นเปลี่ยนไปแล้วจะหวังให้คนไปชมเยอะๆก็ไม่ได้ ดังนั้น ทางที่ดีก็ควรจะไปหากินกับการขายทัวร์และลดความสูงส่งจนไม่สามารถแตะต้องได้ลงเสียก่อน

 

โดยไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าปัจจุบันนั้น วัฒนธรรมก็มีสถานะเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล และก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้ “บริสุทธิ์ลึกลับน่าค้นหา” (exotic) เหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ได้มีการพัฒนาในรูปแบบตามกระแสโลกไปตลอดเวลา ดังนั้นนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาประเทศไทยทุกคนหรือคนไทยทุกคนไม่ได้อยากจะขี่ช้าง ไปดูรำไทย หรือดูหุ่นโจ หลุยส์ แต่เขาต้องการมาใช้ชีวิตในสังคมที่มันร่วมสมัยแบบที่เราเป็นในปัจจุบัน ส่วนคนไทยนั้นอาจจะรู้จักวัฒนธรรมแต่การส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดนั้นอาจสำคัญกว่าการที่จะอนุรักษ์ความ exotic ไปอีก 100ปี ใช่หรือไม่?

หากมองอย่างเศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมที่เป็นหน่วยทางเศรษฐกิจก็ไม่สามารถแยกออกได้จากการท่องเที่ยว วัฒนธรรมนั้นไม่สามารถดำรงตนได้อย่างโดดๆในยุคปัจจุบัน อย่างที่เราเรียกกันว่า “สินค้าวัฒนธรรม”  อันที่จริงกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรจะควบรวมกันไปเสีย ประเทศไทยเคยคิดจะผลักดันสินค้าวัฒนธรรมในช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์กับนโยบาย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) แต่หลายๆครั้งกลับต้องตั้งคำถามถึงการลงทุนเชิงเศรษฐศาสตร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการส่งเจ้าหน้าที่รัฐไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ค่อนข้างเยอะ หากเจ้าหน้าที่ไม่มัวเพลินกับการเดินตลาดเมียงดง ขึ้นหอคอยโซลทาวเวอร์ หรือ ไปเที่ยวล็อตเต้เวิลด์ ก็คงจะเข้าใจว่ากำลังเสพสินค้าวัฒนธรรมเกาหลีอยู่ และคงนำไอเดียที่ได้มาปรับใช้บ้าง

เช่น การทุ่มงบประมาณร้อยกว่าล้านบาทในการสนับสนุนภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ หากคำนวนว่าต้นทุนแท้จริงภาพยนตร์เรื่องนี้มูลค่า 300 ล้านบาท ตั๋วภาพยนตร์ราคา 150 บาท ก็เท่ากับว่าจำเป็นต้องมีผู้ชม 2 ล้านคน ถึงจะเท่าทุน คำถามก็คือภาพยนตร์แบบนี้นั้นขายได้แต่ตลาดในประเทศซึ่งกำลังการบริโภคไม่เพียงพอ ดังนั้นประสบภาวะขาดทุนค่อนข้างแน่นอน แม้จะมีการ”ขอความร่วมมือ” ผ่านโรงเรียนต่างๆให้นำนักเรียนเข้าชมก็อยู่ในจุดคุ้มทุนยาก ในตลาดต่างประเทศคงจะตั้งคำถาม Who is Naresuan? เขาเป็นใครทำไมต้องเสียเงินเข้าไปชมภาพยนตร์ดังกล่าว?

ภาพยนตร์ระดับตำนาน ที่ใช้เวลาสร้างยาวนาน และงบประมาณมหาศาล "นเรศวรฯ"

มีหลายๆคนพูดว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ากระทรวงศึกษาธิการจะทำได้ ดังนั้นการส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมก็ใหญ่เกินกว่าที่กระทรวงวัฒนธรรมจะทำได้เช่นกัน กระทรวงวัฒนธรรมจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมจัดการ ไม่ใช่การกำกับดูแลและสั่งการแบบโครงสร้างเชิงอำนาจ และหวังว่าบทเรียนตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจะทำให้กระทรวงนำไปปรับตัว ไม่ใช่กลายเป็นกระทรวงที่มีคนยี้และไม่อยากพูดถึงมากที่สุด

บนคาบสมุทรเกาหลีนั้นมีอยู่สองประเทศ ประเทศแรกอยู่ทางตอนใต้นั้น ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย มีการต่อยอดวัฒนธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงออก และอีกประเทศอยู่ทางตอนเหนือ มีความคิดที่จะปกครองด้วยระบบการปิดประเทศ อนุรักษ์นิยมสุดขั้วเพื่อนำไปรับใช้อุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อสรรเสริญบารมีและอำนาจของผู้นำสูงสุดและทหาร ไม่แน่ใจว่ากระทรวงวัฒนธรรมของไทยไปดูงานที่ประเทศไหนกันมา?

หากสังคมไม่มีความแตกต่างและไม่มีพื้นที่ให้กับความแตกต่างเราจะเรียกสิ่งนั้นว่าสังคมหรือโรงงานอุตสาหกรรม? และสิ่งที่ถูกเรียกว่าวัฒนธรรมในสังคมที่ไม่เปิดให้มีความแตกต่างโดยการปิดกั้นและคัดกรอง อาจไม่ใช่วัฒนธรรมแต่เป็นการ “สถาปนาอำนาจนำทางวัฒนธรรม” ของผู้มีอำนาจเพียงเท่านั้น

ป.ล. มีเรื่องเล็กๆน้อยๆเล่าสู่กันฟังเมื่อผู้เขียนต้องติดต่อไปกระทรวงวัฒนธรรม พอโทรไปถึงเจ้าหน้าที่ปลายสายรับสายแล้วกล่าวว่า “ฮัลโหล นี่กระทรวงวัฒนธรรมค่ะ ต้องการติดต่อใครคะ” ถือว่าเป็นก้าวแรกที่น่าสนใจเพราะไม่ได้พูดว่า “สวัสดี” บางทีสิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่คำพูดแบบไหน แต่อยู่ที่การบริการประชาชนที่มีประสิทธิภาพแค่ไหนมากกว่า

  • http://twitter.com/khajochi khajochi

    แก้คำผิดฮะ “สถานบันเทิงยามคาำคืนของไทย”