Practical Report มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

การแข่งขันหาตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ 2012 เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฝั่งพรรครีพับลิกัน ที่มิตต์ รอมนีย์ (Mitt Romney) อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ เริ่มทำคะแนนทิ้งห่างผู้สมัครคนอื่นๆ ในการหยั่งเสียงหลายรัฐล่าสุด

รอมนีย์ถูกวางตัวว่าเป็นตัวเต็งของพรรครีพับลิกันมาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม ในการหยั่งเสียงครั้งแรกที่รัฐไอโอวา เขาโดนผู้สมัครอีกคนคือ ริค ซาโตรัม (Rick Santorum) ปาดหน้าคว้าชัยไปด้วยคะแนนที่เหนือกว่าเพียง 0.1%

อย่างไรก็ตาม รอมนีย์สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างงดงามในการหยั่งเสียงครั้งที่สองที่นิวแฮมป์เชียร์ ก่อนจะเสียชัยชนะให้กับ นิวต์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในการหยั่งเสียงครั้งที่สามที่เซาธ์แคโรไลนา (อ่านรายละเอียดในบทความ เลือกตั้ง ปธน. สหรัฐ 2012 – เมื่อตัวแทนจากรีพับลิกันลดเหลือ 4)

แต่การหยั่งเสียงสองครั้งต่อมาที่ฟลอริดาและเนวาดา รอมนีย์ชนะแบบทิ้งห่าง และอนาคตในการก้าวเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก็สดใสขึ้นมาก

รู้จักมิตต์ รอมนีย์

ว่ากันตามคุณสมบัติแล้ว มิตต์ รอมนีย์ ถือเป็นผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวโดดเด่นมากคนหนึ่งในโลกการเมืองสหรัฐ เขาเกิดในตระกูลนักธุรกิจและนักการเมือง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง และมีประสบการณ์บริหารโครงการใหญ่ๆ อย่างโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2002 ปิดท้ายด้วยการเข้าสู่โลกการเมืองกับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ

เรียกง่ายๆ ว่ามีความเพียบพร้อมทั้งชาติตระกูล การศึกษา การทำงานทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ โครงการระดับชาติ และมีประสบการณ์ด้านการเมือง

ในแง่มุมส่วนตัว เขายังถือว่าเป็นผู้สมัครที่มีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา (ระดับที่นิตยสาร People เลือกเขาเป็นหนึ่งใน 50 บุคคลหน้าตาดีประจำปี 2002) มีครอบครัวที่อบอุ่น และมีฐานะการเงินระดับมหาเศรษฐี

อย่างไรก็ตาม รอมนีย์ใช่ว่าจะไร้ซึ่งจุดอ่อน เพราะเขานับถือศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน (หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints) ที่ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากนัก ประเด็นด้านฐานะของเขาถูกโจมตีเรื่องการเสียภาษี และสไตล์การทำงานแบบซีอีโอจากภาคธุรกิจของเขา อาจขาดความโดดเด่นในด้านความเป็นผู้นำไปบ้าง

เส้นทางชีวิต มิตต์ รอมนีย์

มิตต์ รอมนีย์ เกิดในครอบครัวนักธุรกิจ-นักการเมือง โดยพ่อของเขา จอร์จ ดับเบิลยู รอมนีย์ (George W. Romney) สร้างตัวขึ้นมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ จนกระทั่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะซีอีโอของบริษัทรถยนต์ American Motors Corporation (ผู้ผลิตรถยนต์ Jeep ปัจจุบันกิจการถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ Chrysler ไปแล้ว)

หลังจากเกษียณตัวเองในฐานะนักธุรกิจ จอร์จ รอมนีย์ก็เข้าสู่วงการการเมือง โดยลงสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐมิชิแกน (ฐานที่มั่นสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ดีทรอยต์) ในปี 1962, 1964, 1966 ก่อนจะขึ้นท้าชิงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 1968 ซึ่งเขาแพ้ให้กับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน แต่ก็ได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการเคหะและผังเมือง

ส่วนแม่ของมิตต์ รอมนีย์ คือ เลนอร์ รอมนีย์ (Lenore Romney) ก็เคยพยายามเข้าสู่วงการการเมืองเช่นกัน โดยสมัครเป็นวุฒิสมาชิกของรัฐมิชิแกนในปี 1970 ที่แพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต

ทั้งสองคนเป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายมอร์มอนที่เคร่งศาสนามาก (ซึ่งเป็นปกติของชาวคริสต์ที่นับถือนิกายมอร์มอนอยู่แล้ว) ส่งผลให้ลูกๆ ของพวกเขาเป็นมอร์มอนที่เคร่งครัดด้วยเช่นกัน

มิตต์ รอมนีย์ เป็นลูกคนสุดท้องของจอร์จและเลนอร์ รอมนีย์ (เขาเกิดปี 1947 ปัจจุบันอายุ 64 ปี) เขาเติบโตขึ้นมาในฐานะลูกชายของซีอีโอและผู้ว่าการรัฐ แต่ก็ติดดินพอสมควร โดยทำงานนอกเวลาระหว่างปิดเทอมเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้โรงงานรถยนต์

มิตต์ เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ก็เรียนได้แค่ 1 ปี จากนั้นเขาพักการเรียนเพื่อไปเผยแพร่ศาสนานิกายมอร์มอนที่ฝรั่งเศสเป็นเวลา 30 สัปดาห์ (ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัว) หลังจากกลับมาสหรัฐ เขาเปลี่ยนไปเรียนที่ Brigham Young University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของผู้นับถือศาสนานิกายมอร์มอน (Brigham Young เป็นชื่อของผู้นำนิกายมอร์มอนในอดีต) จนจบปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์

จากนั้น มิตต์ รอมนีย์ เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ในโครงการปริญญาโทร่วม 2 หลักสูตรด้านกฎหมายและบริหารธุรกิจเป็นเวลาอีก 4 ปี ระหว่างเรียนเขามีผลการศึกษาที่โดดเด่น จนเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทหลายแห่ง

ชีวิตการทำงาน

หลังจบการศึกษาในปี 1975 รอมนีย์เข้าทำงานในธุรกิจที่ปรึกษา ตามอย่างนักศึกษาด้านบริหารธุรกิจส่วนใหญ่ในขณะนั้น โดยเขาร่วมงานกับ Boston Consulting Group (BCG) บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ (เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด) เขาทำงานอยู่ที่ BCG ไม่นาน ในปี 1977 เขาก็ถูกซื้อตัวไปอยู่กับบริษัทที่ปรึกษา Bain & Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตพนักงานของ BCG นั่นเอง

รอมนีย์ไต่เต้าในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ Bain อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 1983 เขาก็แยกตัวไปตั้งบริษัทลูกของ Bain ที่เน้นการลงทุนในบริษัทต่างๆ เพื่อทำกำไรจากหุ้นและปันผล (private equity) ในชื่อ Bain Capital

รอมนีย์เป็นซีอีโอของ Bain Capital และประสบความสำเร็จในการลงทุนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเขาก็ถูกวิจารณ์ในช่วงหลังว่า ในขณะที่ทำงานที่ Bain Capital เขามีส่วนอย่างมากในการปลดพนักงานของบริษัทที่ Bain ไปลงทุนออกเพื่อสร้างผลกำไร

ปี 1990 บริษัทแม่ Bain & Company มีปัญหาทางการเงินและความขัดแย้งทางการเมืองภายในบริษัท ทำให้รอมนีย์กลับเข้ามารักษาการณ์ในตำแหน่งซีอีโอชั่วคราวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง เขาสามารถแก้ปัญหาภายใน ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น และฟื้นฟูกิจการของ Bain & Company กลับมาได้ในปี 1992 ซึ่งถือเป็นผลงานเด่นชิ้นหนึ่งของรอมนีย์

รอมนีย์กลับมาอยู่ที่ Bain Capital อีกพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหันไปทำงานชิ้นใหม่คือเป็นซีอีโอให้การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2002 ที่เมืองซอลต์เลคซิตี้ในปี 1999

การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนั้นมีปัญหาในการจัดการมาก ทั้งเรื่องการก่อสร้างสนามแข่ง การหารายได้จากสปอนเซอร์ และการขายตั๋ว จนมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกยกเลิกการแข่งขัน รอมนีย์เข้ามาเป็นซีอีโอคนใหม่เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จ ซึ่งเขาสามารถใช้ทักษะการบริหารเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ ถึงแม้การแข่งขันจะต้องเผชิญกับภาวะไม่แน่นอนทางความมั่นคง (จัดหลังเหตุการณ์ 9/11) เพียงไม่กี่เดือน แต่สุดท้ายโอลิมปิกครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จ และถือเป็นโอลิมปิกที่ได้กำไรมากที่สุดครั้งหนึ่งที่สหรัฐเคยจัดมา

เข้าสู่โลกการเมือง

หลังจากอิ่มตัวกับโลกธุรกิจ เขาพยายามเข้าสู่โลกการเมืองครั้งหนึ่ง โดยลงสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐแมสซาชูเซตส์ในปี 1994 แต่พ่ายแพ้ให้กับ เท็ด เคเนดี้ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตที่ครองเก้าอี้มาอย่างยาวนาน จนรอมนีย์ต้องถอยจากโลกการเมืองไปชั่วระยะหนึ่ง

แต่เมื่อเขาประสบความสำเร็จกับการจัดการแข่งขันโอลิมปิก มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ การทำงานกับคนหมู่มาก และประสานงานกับพนักงานของรัฐมากขึ้น เขาจึงเข้าสู่โลกของการเมืองอีกครั้ง โดยลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ในปี 2002 และเอาชนะคู่แข่งไปได้ด้วยคะแนน 50%:45%

รอมนีย์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐระหว่างปี 2003-2007 ผลงานสำคัญของเขาคือการปฏิรูประบบประกันสุขภาพให้กับรัฐแมสซาชูเซตส์ และปรับปรุงงบประมาณของรัฐให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง เขาดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว ก่อนจะก้าวไปสู่การเมืองระดับชาติ

ในปี 2007 มิตต์ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีทันที อย่างไรก็ตาม เขาพ่ายแพ้ให้กับวุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน ในการเลือกตัวแทนพรรครีพับลิกัน หลังความพ่ายแพ้ มิตต์ ยังเป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับแมคเคน แต่สุดท้ายแล้ว แมคเคนที่มีคะแนนตามหลังบารัค โอบามาอยู่มาก ก็ตัดสินใจเลือกซาราห์ เพ-ลิน ผู้ว่าการรัฐอลาสก้าแทนเพื่อหวังให้คะแนนตีตื้นมากขึ้น

4 ปีผ่านไป มิตต์ ยังไม่เลิกล้มความพยายามกับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เขาเริ่มต้นชิงชัยตำแหน่งตัวแทนพรรคอีกครั้งในปี 2011 ที่ผ่านมา และกำลังมีคะแนนนำอยู่ในขณะนี้

วิหารของนิกายมอร์มอนที่เมืองซอลต์เลคซิตี้ รัฐยูทาห์ (ภาพจากวิกิพีเดีย)

“ศาสนา” จุดอ่อนของรอมนีย์

ประเด็นเรื่อง “ศาสนา” ของรอมนีย์ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ถึงแม้เขาจะนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาหลักของชาวอเมริกัน แต่ก็เป็นนิกายมอร์มอนที่ไม่ถูกยอมรับในวงกว้าง และมีความขัดแย้งในตัวสูง

ศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน หรือชื่ออย่างเป็นทางการ The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints (ชื่อย่อ LDS Church) เป็นนิกายของศาสนาคริสต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา

นิกายมอร์มอนถูกก่อตั้งโดย โจเซฟ สมิธ จูเนียร์ (Joseph Smith, Jr.) ผู้นำศาสนาชาวนิวยอร์กในยุค 1800s เขาอ้างว่าพบกับเทวฑูตชื่อ Moroni ในปี 1823 และเริ่มเผยแผ่ศาสนาโดยเขียนคัมภีร์มอร์มอน (Book of Mormon) ในปี 1827 และมีผู้เข้าร่วมศรัทธาอย่างรวดเร็ว

แนวทางของนิกายมอร์มอนเน้นการตีความศาสนาคริสต์ใหม่ โดยอิงไปที่จุดเริ่มต้นในสมัยของพระเยซูคริสต์ วิถีปฏิบัติของนิกายมอร์มอนค่อนข้างเคร่ง ห้ามดื่มสุรา ยาสูบ กาแฟ ชา และสารเสพติดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นปัญหาของนิกายมอร์มอนคือการแต่งงานแบบหลายผัวเมีย (ตัวโจเซฟ สมิธ มีภรรยาเกือบ 30 คน หลายคนเป็นแค่การแต่งในนาม) ซึ่งในภายหลังธรรมเนียมปฏิบัตินี้ถูกยกเลิกไป แต่มอร์มอนยังเน้นการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังในหลายประเทศทั่วโลก

ผู้นับถือคริสต์นิกายมอร์มอนมีปัญหากระทบกระทั่งกับคนในท้องถิ่นและรัฐบาลกลางสหรัฐอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายต้องอพยพไปสร้างเมืองบริเวณเทือกเขาร็อกกี้ที่ยังรกร้างว่างเปล่าอยู่ในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันคือรัฐยูทาห์นั่นเอง (58% ของประชากรในรัฐยูทาห์ นับถือนิกายมอร์มอน)

มิตต์ รอมนีย์ เป็นผู้นับถือนิกายมอร์มอนที่เคร่งมากคนหนึ่ง เขามีกิจกรรมกับโบสถ์อย่างต่อเนื่อง และบริจาคเงินให้นิกายเป็นจำนวนมาก แต่การที่นิกายมอร์มอนไม่ได้รับการยอมรับมากนักในสหรัฐอเมริกา (และคนจำนวนไม่น้อยไม่ชอบนิกายมอร์มอนอย่างชัดเจนด้วย) จึงเป็นความท้าทายว่า รอมนีย์จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้อย่างไร

สถานการณ์ของรอมนีย์จะคล้ายๆ กับอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค ที่ไม่ได้เป็นนิกายหลักในสหรัฐอเมริกา เพียงแต่กรณีของรอมนีย์จะยากกว่าเคเนดี้มาก เพราะอย่างน้อยนิกายโรมันคาธอลิกก็มีประวัติความเป็นมายาวนาน และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ต่างจากนิกายมอร์มอนที่มีผู้นับถือในวงแคบกว่ามาก

รอมนีย์เองก็ทราบปัญหานี้ และในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2008 เขาก็เคยกล่าวสุนทรพจน์ชื่อ Faith in America มีใจความว่า การนับถือศาสนาของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ซึ่งก็สะท้อนคำพูดของอดีตประธานาธิบดีเคเนดี้ ที่เคยประสบปัญหาเรื่องศาสนามาก่อนแล้วเช่นกัน

นโยบายของรอมนีย์

ในการหาเสียงของมิตต์ รอมนีย์ เขาชูนโยบายเศรษฐกิจเป็นจุดเด่น โดยโจมตีประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ และเขาพยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองในโลกธุรกิจมาสร้างความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถทำงานนี้ได้ดีกว่าโอบามา

ในข้อเสนอเชิงนโยบายของรอมนีย์ เขาบอกว่าถ้าได้เป็นประธานาธิบดี วันแรกในการทำงานจะเสนอกฎหมาย 5 ฉบับทันที ได้แก่

  • กฎหมายลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 25%
  • กฎหมายเขตการค้าเสรี (FTA) กับโคลอมเบีย ปานามา เกาหลีใต้
  • กฎหมายสำรวจพลังงานสำรองภายในประเทศ เพื่อเตรียมขุดพลังงานมาใช้งาน
  • กฎหมายฝึกอบรมพนักงานของรัฐบาล
  • กฎหมายลดงบประมาณรัฐบาล (ไม่นับงบด้านความมั่นคง) ลง 5% หรือ 20,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ รอมนีย์ยังบอกว่าจะเลิกระบบประกันสุขภาพของบารัค โอบามา (Obamacare) ที่สร้างความขัดแย้งสูง (รอมนีย์ก็เชี่ยวชาญด้านระบบประกันสุขภาพในช่วงที่เป็นผู้ว่าการรัฐ ซึ่งนักวิจารณ์การเมืองหลายคนบอกว่านโยบายด้านนี้ของรอมนีย์นั้นออกจะคล้ายกับโอบามาด้วยซ้ำ), ยกเลิกนโยบายด้านเศรษฐกิจของโอบามา, เริ่มนโยบายกีดกันการค้าต่อประเทศจีนด้วยเหตุผลด้านการค้าที่ไม่เป็นธรม และส่งเสริมสหภาพแรงงาน-ธุรกิจของชาวอเมริกัน

นโยบายของรอมนีย์มีส่วนที่เป็นแนวทางอนุรักษ์นิยมของพรรครีพับลิกัน ที่มองว่านโยบายผ่อนคลายของรัฐบาลโอบามานั้นทำลาย “ความเข้มแข็ง” ของสหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจของโลก และต้องการฟื้นฟูสถานะที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกากลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม นโยบายของรอมนีย์ถูกมองว่าเป็นสายเสรีนิยมในพรรครีพับลิกัน ซึ่งทำให้เขาอาจเสียคะแนนเสียงจากทั้งฝ่ายเดโมแครต (ที่ไม่ชอบนโยบายอนุรักษ์นิยม) และฝ่ายรีพับลิกันปีกขวา (ที่มองว่านโยบายของรอมนีย์เป็นเสรีนิยมมากเกินไป)

จุดอ่อนจุดแข็งของมิตต์ รอมนีย์

นิตยสาร The Economist ให้คำวิจารณ์รอมนีย์ว่า เขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ขี่กระแสความเปลี่ยนแปลง 3 ประการในสังคมอเมริกัน ได้แก่ (1) การบริหารธุรกิจที่เริ่มซับซ้อนและใช้หลักวิชามากขึ้นในทศวรรษ 1960/1970 ซึ่งรอมนีย์ประสบความสำเร็จกับธุรกิจที่ปรึกษา (2) การดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ แทนการตอบโจทย์ของผู้บริหารภายในบริษัท ซึ่งรอมนีย์ประสบความสำเร็จกับธุรกิจ private equity และ (3) การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมการผลิตไปสู่การบริการ ซึ่งธุรกิจทั้งสองส่วนของรอมนีย์มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้

ข้อวิจารณ์อื่นๆ ของรอมนีย์ได้แก่ เขามีทักษะทางการบริหารงานเฉพาะหน้า แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ระยะไกลในฐานะนักการเมืองว่าจะนำพาสหรัฐอเมริกาไปในทิศทางใด นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการทุ่มเงินมหาศาลซื้อเวลาโฆษณาในรัฐต่างๆ เกินความจำเป็น และลงเงินส่วนตัวจำนวนมากเพื่อสนับสนุนแคมเปญหาเสียงของตัวเอง สุดท้ายแล้ว สไตล์การทำงานแบบซีอีโอของเขายังถูกมองว่าเลือดเย็น และไม่มีความเป็นนักการเมืองมากนัก (ตัวรอมนีย์เองก็พยายามบอกว่าเขาเป็น “คนนอก” แวดวงการเมืองของสหรัฐ ที่เข้ามาพร้อมกับวิถีมองโลกแบบใหม่ๆ เช่นกัน)

ส่วนจุดแข็งที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของเขาก็มีข้อด้อยเรื่องมอร์มอนมาเป็นอุปสรรคอยู่ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีปัจจัยที่ทำให้คนเกลียดชังอย่างหนัก และไม่มีประวัติด่างพร้อย ซึ่งในภาพรวมแล้ว รอมนีย์น่าจะเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันได้สำเร็จ ด้วยเหตุผลว่า “ไม่มีตัวเลือกที่ดีไปกว่านี้”

แต่สุดท้ายแล้ว รอมนีย์ที่ถือว่าไม่โดดเด่น (แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย) จะสามารถโค่นประธานาธิบดีโอบามาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปในช่วงปลายปีนี้

  • Anthony

    เขียนดีครับ อ่านสนุกมาก จนต้องกลับไปตามอ่านคอลัม Schumperter อีกรอบ