Practical Report เมนเตอร์ ลี ว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะสูงขึ้นในระยะยาว

ในระหว่างการเยือนโครงการ The Pinnacle@Duxton บนถนน Cantonment Road ในสิงคโปร์ นายลีกวนยู ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษาสำหรับคณะรัฐมนตรี” (Minister Mentor) หรือที่สื่อในสิงคโปร์ชอบเรียกแบบย่อว่า MM Lee แสดงความพอใจหลังตรวจเยี่ยมโครงการ และเขากล่าวว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์จะสูงขึ้นในระยะยาว เพราะรัฐบาลจะสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และดึงดูดการลงทุนที่มีคุณค่าสูง (higher-value investments) ซึ่งจะทำให้สามารถให้ค่าแรงในระดับสูงกับพนักงานได้


block d & e

โครงการ The Pinnacle@Duxton ก่อนหน้านี้มีชื่อว่า Duxton Plain Public Housing เป็นโครงการคอมเพล็กซ์ขนาด 2.5 เฮกเตอร์ (15.44 ไร่) เป็นโครงการบนถนน Cantonment Road ในสิงคโปร์ คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายน ปีหน้า โครงการนี้เป็นโครงการอาคารสูงขนาด 50 ชั้น (ถือว่าเป็นที่พักอาศัยสาธารณะที่สูงที่สุดในสิงคโปร์) ประกอบด้วยตึก 7 อาคาร ที่เชื่อมกันด้วยทางเดินลอยฟ้าระหว่างตึก (ทางเดินเชื่อมชั้นที่ 26 และชั้นที่ 50) มีห้องพักอาศัยทั้งสิ้นจำนวน 1,848 ยูนิต มีบริษัท-กลุ่มคน ส่งผังการออกแบบ 202 แปลน เข้าร่วมประกวด และผู้ชนะการประกวดคือบริษัทสถาปนิกท้องถิ่นชื่อ ARC Studio Architecture + Urbanism ต่อมาบริษัทก่อสร้างชื่อ Chip Eng Seng คอร์ปอเรชั่นได้รับงานก่อสร้างไปด้วยมูลค่าประมูลต่ำสุดจำนวน 279 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (6.5 พันล้านบาท) เมนเตอร์ลีกวนยู เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ ซึ่งเขาได้เคยทำกับโครงการที่พักอาศัยสำหรับสาธารณะสองแห่งแรกในย่านนี้ในช่วงปี 1963


Scale Model at HDB Hub

HDB (The Housing and Development Board : คณะกรรมการพัฒนาและที่อยู่อาศัยของสิงคโปร์) รับประกันว่าโครงการลักษณะนี้จะเป็นโครงการเดียวและจะไม่มีแบบนี้อีก

HDB โฆษณาว่าชั้นที่ 50 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดจะมีสวนหย่อมและบริเวณหย่อนใจ ซึ่งเรียกว่าเป็น “ย่านแห่งความเงียบสงบ” (Contemplative zone) ส่วนชั้นที่ 26 จะมีบริเวณที่วิ่งออกกำลังกายขนาดยาว 800 เมตร และสถานที่ฟิตเนส ผู้จองภายหลังจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาสูง ในช่วงเริ่มจำหน่ายเมื่อ 4 ปีก่อน (2004) ที่พักขนาด 4 ห้อง ราคา 2.88 – 3.92 แสนเหรียญ, ที่พักขนาด 5 ห้องราคา 3.43 – 4.51 แสนเหรียญ แต่เมื่อเสนอขาย 428 ยูนิตเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่พัก 4 ฆ้องราคา 4.5 – 5.5 แสนเหรียญ และที่พัก 5 ห้องราคา 5.5 – 6 แสนเหรียญ

ที่มา – CNA



ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

  • เจริญชัย

    มิน่าละ
    สิงคโปร์จึงชอบมาลงทุน ธุรกิจ “อสังหา” ในบ้านเรา
    LH นั้นเขาถือหุ้นอันดับต้นๆเลยนะ

    แต่ตอนนี้หุ้น LH และตัวอื่นในกลุ่มลงใหญ่เลย
    ไม่รู้ว่า สิงคโปร์ถอนเงินไปลงในบ้านตัวเอง
    ตามความเห็น ฯพณฯ ลีกวนยู หรือเปล่า

    แต่ผมก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า
    อสังหาในเมืองไทย
    ยังคงราคาสูง
    แม้ทั่วโลกจะราคาลดลง

    เพราะเมืองไทย

    “ที่ดีนสวยๆ ทำเลดี” มีจำกัด

    ผมก็งงเหมือนกันว่า
    แผ่นดินไทยออกกว้างใหญ่
    ทำไมมันจึงจำกัด

    เอาเป็นว่า ในปี 2540-2543
    พ่อผมก็ยังบ่นๆว่า บ้านก็ไม่เห็นราคาต่ำลงเลย

    คงจะจริงอย่างเขาว่า 555

  • http://www.palawat.com kan

    ผมชอบข้อสรุปของลีที่ว่า

    ราคาอสังหาริมทรัพย์จะสูงขึ้นในระยะยาว เพราะรัฐบาลจะสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และดึงดูดการลงทุนที่มีคุณค่าสูง (higher-value investments) ซึ่งจะทำให้สามารถให้ค่าแรงในระดับสูงกับพนักงานได้

    มันแสดงวิสัยทัศน์และปัจจัยสำคัญชัดเจน ว่าควรจะพัฒนาอุตสาหกรรมและมูลค่าของประเทศได้อย่างไร (ตามมุมมองของเขา)

  • เจริญชัย

    ใช่แล้ว ที่ดินโดยตัวมันเอง ต่อให้ทำเลดีแค่ไหน ราคาก็เพิ่มไม่มาก

    สยาม เมื่อ 30 ปีก่อน ยังเป็นป่า ไม่มีสาธารณูปโภคยอดเยี่ยมแบบนี้ (ผมฟังคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ หลายๆคนมาอีกที)

    ตอนนี้ พอมีห้างมาเปิด มีร้านค้านำสินค้าที่หลากหลาย ทั้งถูกและแพง มีวัยรุ่นและผู้ใหญ่มาเดิน
    รวมถึง รถไฟฟ้าตัดผ่าน

    ราคาที่ดินก็พุ่งสูงขึ้นมหาศาล

    จริงๆ อาจไม่ต้องแปลกใจ ถ้า “ที่ดินดีๆๆ” ในประเทศไทย มีจำกัด

    เพราะไม่ได้มีการพัฒนาที่ดินอย่างจริงจัง ที่สำคัญ คือ สาธารณูปโภค
    การเกิดขึ้นของรถไฟฟ้า ก็ช่วยได้บ้าง
    มีคนมาพัฒนาที่ดินตามจุดที่รถไฟฟ้าตัดผ่าน
    (ผมเห็นที่สถานี “อารีย์” เคยไปนั่งกินกาแฟกับคุณสุรศักดิ์
    จามจุรีสแควร์ ก็ติดรถไฟฟ้าใต้ดินสามย่าน และอาศัยนิสิตจุฬาฯ)

    แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก

    ยังไม่นับที่ดินในชนบทอีกมาก ที่รอการพัฒนา
    ทั้งหมดต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
    แต่ถ้าทำสำเร็จ ผลตอบแทนก็มหาศาลพอกัน

  • http://www.palawat.com kan

    วันก่อนที่คุยกัน ผมเสนอยุทธศาสตร์ “Selective supply side economics” คือให้เลือกลงทุนใน สาธารูณปโภค ที่สำคัญ แม้ว่าในระยะสั้นจะขาดทุนก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้ confirm แนวคิดผมในระดับหนึ่ง คงต้องไปคิดต่อให้ละเอียดมากขึ้น

  • เจริญชัย

    ผมเห็นด้วยในหลักการ เพราะมันมี “ธุรกิจต่อเนื่อง” มากมาย
    คุ้มแน่นอน
    แต่ถ้าจะทำอันนี้ได้ จะต้องทำทั้งระบบ

    1. นักธุรกิจ ต้องพร้อมจะนำเงินมาลง ทั้งในรูปเงินกู้ เพื่อสร้างสาธารณูปโภค ใช้เม็ดเงินมหาศาลมากๆเลย
    ดังนั้น ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจสนใจว่า ผลประโยชน์ที่เขาได้รับคุ้มค่า

    ไม่ใช่แค่นั้น ยังต้องมีธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลในการสร้าง Ecology
    อาจเป็นแหล่งช้อปปิ้งครบวงจร สำนักงาน ฯลฯ

    ปัญหาคือ เงินในประเทศอาจน้อยเกินไป เงินจากรัฐบาลก็ไม่น่าพอ ต้องพึ่งพาต่างชาติ

    2. การเมือง
    โครงการเหล่านี้ ถ้าการเมืองไม่อนุมัติ คงยากที่จะทำ
    อันนี้ตัวดีเลย ผมว่า พวกนักการเมือง คงต้องกินตามน้ำ ใต้โต๊ะ ฯลฯ ยาวเหยียด

    สรุปแล้ว ยากมาก

    คนแรกที่ดูเหมือนจะสำเร็จ คือ “ทักษิณ ชินวัตร”
    เพราะครบเครื่องทั้งเม็ดเงินส่วนตัว อำนาจการเมือง
    จึงสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้นักธุรกิจต่างชาติ กล้าขนเงินมาลง
    แต่ก็อีกนั่นแหละ ปัญหามีมากมาย

    ถ้าผมเป็นท่านทักษิณ ผมก็คงต้องกระจายผลประโยชน์ให้คนในวงกว้างกว่านี้
    ให้นักธุรกิจรายย่อยรายใหญ่ ได้รับอานิสงส์ พร้อมสนับสนุนผม

    แต่เสียดายที่ท่านไม่ได้ทำ หรือทำน้อยเกินไป

    แม้กระนั้น หากท่านใช้ระบบ “กินแบ่ง” ก็อาจมีคนกลุ่มหนึ่งต่อต้านเช่นกัน
    แต่กำลังก็อาจจะอ่อนลง จนไม่ถึงกับทำให้ต้องลี้ภัย

    บทเรียนจากกรณีนี้
    ชี้ให้เห็นว่า ที่คุณกานต์พูดนั้น ทำได้จริง

    แต่เราก็ได้รับบทเรียนอีกข้อว่า
    ยุทธศาสตร์การสร้างชาติด้วยวิธีนี้ จะต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้ลงตัวกว่านี้
    สร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงลึกกว่านี้
    เปิดโอกาสให้ประชาชน นักธุรกิจ และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากกว่านี้

    ผมเชื่อว่าในอนาคต หลังจากผ่านวิกฤตการเมืองนี้ไป
    สังคมไทยจะพร้อมกว่านี้

    หากทำสำเร็จ จะเป็นการยกระดับประเทศข้ามจุด Critical Point
    ประเทศไทยจะยกระดับสู่ประเทศพัฒนาแล้วขั้นต้น
    ซึ่งข้ามเส้นแบ่งประเทศด้อยพัฒนามาแล้ว

    ทีนี้คนรุ่นหลังก็จะเหนื่อยน้อยลงในการพัฒนาชาติ
    เราจะเข้าใกล้ระบบรัฐสวัสดิการแบบยุโรปและอเมริกา

    ทุกคนจะมีหลักประกันขั้นต่ำในชีวิต
    ชีวิตจะสุขสมบูรณ์ขึ้น

    ความทุกข์ยากจะเน้นเรื่องของจิตใจ ความเปลี่ยวเหงา
    มากกว่าความอดยาก

    ทางทีม SIU ฝันว่า สักวันหนึ่ง
    เราจะร่วมกันฝ่าฟันเพื่อไปถึงตรงจุดนี้ให้ได้
    ถึงวันนี้ พวกเราคงอายุ 50-60
    คงมีโอกาสได้เสพสุขจากผลลัพธ์เพียงเล็กน้อย

    แต่ลูกหลานของไทยคงได้รื่นรมย์กันทีเดียว 555

  • http://www.duocore.tv hoho

    วันนี้นั่งดูสารคดี Discover พูดเรื่อง การสร้างเมืองใหม่ของ เกาหลีใต้ ชื่อ ซอนดอน
    เขาสร้างสนามบินกลางทะเล แล้วถมที่ใกล้ๆสร้างเมืองขนาดบิ๊กเบิ้ม พร้อมทุกสิ่ง
    แล้วสร้างสะพานเชื่อไปยังสนามบินให้ได้

    แล้วเสร็จใน 10 ปี ตอนนี้ก็ใกล้แล้วอีกไม่กี่ปี

    นับว่ารัฐบาลเกาหลีใต้วางแผนพัฒนาประเทศกันนานทีเดียว (ส่วนของมาเลเซียก็สร้างเสร็จแล้ว และกำลังสร้างมาประจันหน้ากับสิงคโปร์อยู่หลายเมือง โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามสิงคโปร์)

    ส่วนบ้านเรา นักการเมืองเราก็ไม่น้อยหน้า วางแผนระยะยาวเหมือนกัน

    แต่เป็นวางแผนครองอำนาจนะ วางกันเป็น 10 ปีทีเดียว :)

    /ออย

  • สุรศักดิ์

    ผมเห็นต่างจากคุณกานต์ในความเห็นด้านบนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนกับสาธารณูปโภคที่สำคัญ เพราะพิจารณาในแง่ของเอกชนที่ไปลงทุนในสาธารณูปโภคย่อมมุ่งหวังผลตอบแทนแต่การลงทุนในสาธารณูปโภคสำคัญๆนั้นแทบทั้งหมดผลตอบแทนจะต่ำมากและโดยมากมักขาดทุนจนรัฐต้องเข้าไปโอบอุ้มแต่การลงทุนในส่วนที่เป็น Value Add จากสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นอสังหาริมทรัพย์ในที่มีสาธารณูปโภคพรั่งพร้อม จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

  • เจริญชัย

    นี่ไงครับ มันมีวิธีแก้
    คือ เวลาลงทุน ต้องคิดใหญ่กว่า สาธารณูปโภค

    คุณต้องผนวกที่ดินรอบด้าน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการด้วย

    เอกชน ที่มาลงทุนสาธารณูปโภค จะได้สิทธิ์นี้ก่อน

    ไม่งั้นจะเกิดปัญหา การเอาเปรียบกันได้

    อย่างไรก็ตาม มันคงมีปัญหาอื่นอีก เช่น การเวนคืนที่ดิน ฯลฯ

    หรืออีกทางหนึ่ง คนที่มีที่ดินใกล้ๆ ก็ต้องเป็นคนจ่ายส่วนต่างบางส่วนเข้ารัฐ

    ผมเชื่อจริงๆว่า โครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย มีผลต่อการพัฒนาประเทศ มากๆๆๆ
    แต่เราต้องมีวิธีการจัดการที่ดี โดยเฉพาะผลประโยชน์ของปัจเจกชนแต่ละราย
    อันนี้สิ ยากๆๆ

    ผลประโยชน์รัฐ VS ปัจเจก

    ประเทศไหนจัดการตรงนี้ได้ ก็เจริญรุ่งเรืองครับ