Practical Report Model United Nations เรื่องใหม่ที่ ‘ผู้ใหญ่’ ไม่ควรมองข้าม

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
นักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

Model United Nations หากฟังดูเผินๆ หลายคนอาจนึกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติเหมือน UNESCO หรือ UNICEF แต่แท้ที่จริงแล้ว MUN เป็นการประชุม UN จำลอง ซึ่งในปัจจุบัน MUN เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคมตะวันตก แต่ยังไม่เป็นที่นิยมนักในทวีปเอเชีย ซึ่งเป้าประสงค์ของการจัดการประชุม MUN มุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นในแง่สถานการณ์ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งนโยบายทางการทูตและนโยบายของ UN ซึ่งก่อนจะไปทำความรู้จักกับ MUN สิ่งแรกที่ผู้อ่านควรทราบคือลักษณะองค์กรของ UN

องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ถูกจัดตั้งขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แทนที่องค์การสันนิบาตชาติ เพื่อเป็นเวทีในการเจรจายุติข้อขัดแย้ง โดยองค์การสหประชาชาตินั้นประกอบด้วยองค์กรย่อยๆมากมาย และมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกว่า 193 ประเทศ

ภารกิจขององค์การสหประชาชาตินั้นมุ่งเน้นไปที่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก โดยการเข้าไปยับยั้งห้ามปรามในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง สร้างเสริมและช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

องค์การสหประชาชาตินั้นได้มีการตั้งกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของ UN ในทวีปเอเชียแปซิฟิค โดยพันธกิจของ UN ในประเทศไทยนั้นคือการดูแลประชาชนที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นโครงสร้างเปราะบางที่รองรับการเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของโลกทุนนิยม รวมทั้งการพัฒนาและดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเช่นชาวเขา หรือประชาชนที่อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน

จากใจความคร่าวๆของ UN ผู้อ่านอาจสังเกตเห็นได้ถึงพันธกิจขององค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาพื้นที่ที่ถูกกดขี่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีลักษณะรวยกระจุก จนกระจาย และมีโครงสร้างพื้นฐานในรูปสังคมเกษตรกรรม ที่นับวันจะถูกลดค่าเป็นเพียงชนชั้นสอง ที่ไม่ว่าจะดิ้นรนเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่

Model United Nations หรือ MUN

MUN มีจุดเริ่มต้นจากการถอดแบบการศึกษาผ่านสถานการณ์สมมติ โดยการศึกษาโดยกลวิธีนี้ ถูกพัฒนาขึ้นราวปี ค.ศ. 1920 ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการจำลองจากการประชุมขององค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) ที่เปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์ขององค์การสหประชาชาติในปัจจุบัน โดย MUN ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือ National MUN ที่นครนิวยอร์ก และ Harvard MUN ที่ต่อมาได้พัฒนาเป็น Harvard National MUN ในปี ค.ศ. 1955 และดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจวบจนทุกวันนี้

MUN นั้นมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กที่จัดขึ้นในห้องเรียนจำนวนไม่กี่สิบคน กระทั่งขนาดใหญ่ ที่มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่าพันคน MUN ที่มีชื่อเสียงและมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี คือ WorldMUN ที่จะมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คนจากสถาบันการศึกษาทั่วโลก เปรียบได้ดั่ง Olympics of Model United Nations ที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังนึกภาพโครงสร้างและกระบวนการของ Model United Nations ซึ่งดูซับซ้อน ยุ่งยาก และยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการ ผู้เขียนจึงขอสรุปภาพกว้างของ MUN ในหนึ่งย่อหน้า เพื่อความเข้าใจร่วมกัน

ในการจัด MUN ผู้เข้าร่วมทุกคนจะเปรียบเสมือนผู้แทนจากประเทศหนึ่งๆ ที่ไม่ใช่ประเทศของตนเอง เช่น หากผู้เข้าร่วมมาจากประเทศไทย ก็จะไม่ได้รับบทบาทเป็นตัวแทนจากประเทศไทย แต่จะได้รับบทบาทของผู้แทนประเทศอื่นใดก็ได้ โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับข้อมูลพื้นฐานต่างๆของประเทศนั้นๆ และเข้าร่วมการประชุมที่มีหัวข้อเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้เข้าร่วมสนใจ เช่น ในด้านเศรษฐกิจ สังคม พลังงาน หรือสิ่งแวดล้อม ผ่านการแสดงความเห็นในที่สาธารณะ (Public Speech) ร่วมกันสรุปแนวทางการแก้ปัญหา และลงคะแนนเสียงเลือกแนวทางที่ดีที่สุด โดยการจัด MUN ในแต่ละครั้ง อาจกินเวลาเพียง 1 ชั่วโมง หรือยาวนานถึง 1 สัปดาห์ และยิ่งเวลาในการจัด MUN นานมากเท่าไร ความซับซ้อนในโครงสร้างก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้น เช่น อาจมีการเรียกประชุมวาระเร่งด่วนที่เรียกเพียงตัวแทนจากบางประเทศเข้าร่วมประชุม ซึ่งเปรียบเสมือนโลกจำลองที่มีพื้นฐานบนความเป็นจริง

ประโยชน์จาก MUN

ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้อ่านหลายคนอาจมีความคิดไม่แตกต่างจากตอนแรกที่ผู้เขียนได้รับฟังเรื่อง MUN มากนัก การประชุมที่ดูใหญ่โตเป็นทางการในระดับนานาชาติ แต่ตั้งอยู่บนสถานการณ์จำลอง หากมองผ่านๆ MUN คงไม่ต่างจากสวนสนุกของปัญญาชน แต่หากมองให้ลึกลงไปจะพบว่าในการจัด MUN ในแต่ละครั้ง ย่อมสร้างความตระหนักในปัญหาที่นำมาเป็นหัวข้อในการอภิปราย ปัญหาที่ประชาชนมักมองข้ามและคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว รวมทั้งเป็นการฝึกการแสดงทัศนะ และยอมรับในความคิดที่แตกต่าง เสริมสร้างการมองโลกแบบองค์รวม เป็นภาพกว้างในระดับนานาชาติ และปลูกฝังความคิดประชาธิปไตยในระดับพื้นฐาน ซึ่งหากมีการปลูกฝังสิ่งหล่านี้ให้กับเยาวชน ย่อมสามารถสร้างเสริมกระบวนทัศน์ทางความคิดให้กว้างไกลกว่าห้องเรียนสี่เหลี่ยมผืนผ้าในโรงเรียน

MUN ในต่างประเทศ และ MUN ในไทย

ในต่างประเทศมีการพัฒนาและจัด MUN อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง รัฐบาลในหลายประเทศเช่นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเอง ก็ให้ความสำคัญกับการจัด MUN โดยส่งเสริมให้มีการจัด MUN ตั้งแต่ห้องเรียนระดับประถมศึกษา จนถึงระดับปริญญาเอก ในหลากหลายพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนในประเทศไทยนั้น MUN เพิ่งเป็นที่รู้จักเมื่อไม่นานมานี้

ชมรม MUN แห่งแรกในประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อว่า Chula MUN ซึ่งจัดตั้งขึ้นราว 3 ปีก่อน และได้มีการส่งตัวแทนไปเข้าร่วม MUN เป็นครั้งคราว ในปีนี้ได้มีการจัดตั้งชมรม MUN อีกชมรมหนึ่งคือ TUMUN โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้ว่า MUN ในประเทศไทยยังคงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ก็ถือเป็นก้าวเล็กๆก้าวแรกในประเทศไทย แต่ก็เป็นก้าวเล็กๆที่น่าจับตามองว่า ในอนาคต MUN ในไทยนั้น จะสามารถสร้างกระแสให้ นักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นความหวังของชาติในอนาคต หันมาตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริงของสังคม และสนใจความเป็นไปของโลกมากขึ้นหรือไม่