โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
แต่จากประเด็นที่ อ. นำเสนอนี้ ผมเกิดคำถามข้อนึง คือ
“เงินสาธารณะ” เหล่านั้น ถูกแปรสภาพเป็นเงินตอบแทน จากการดำรงตำแหน่ง “บุคลากรของรัฐ” ไปแล้ว(?) ก็น่าจะเป็นอิสระ ที่ “เขาเหล่านั้น” จะเอาเงินไปทำอะไรก็ได้ ดุจเดียวกับ “ข้าราชการ” จะเอาเงินเดือนไปใช้ “อะไร ๆ “ในทางไม่ชอบ ก็ไม่น่าจะเรียกว่า เอาเงินภาษีไปใช้ในทางไม่ชอบแล้วกระมังครับ และการตรวจสอบวิจารณ์ว่า ผู้ได้รับเงินเดือนจากรัฐ เอาเงินไปทำอะไร ๆ ก็ไม่น่าจะชอบด้วย กระมัง?
[ส่วนการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางบังคับ ข่มขู่ หรืออื่นๆ ในการได้ประโยชน์ใดๆ อันนี้คือความไม่ชอบโดยสภาพ ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ]
ความจริงผมไม่อยากจะบอกเลยว่า เมื่อวานนี้ (นับจากคืนวันที่ 5 ตอนดึกๆ ถึงเมื่อคืนตอนดึกๆ) ที่ผมโพสต์หลายกระทู้ หรือเขียนบาง rep ผมตั้งใจให้เป็น One Day Only (เลียนแบบคำที่บางท่านเคยใช้ One Time Only) ที่ไม่อยากบอกเพราะกลัวจะทำไม่ได้ แต่นั่นเป็นความตั้งใจ
เมื่อคืน (ความจริงคือเช้ามืดหลังเที่ยงคืนไปแล้ววันนี้) ก่อนไปนอน ผมนึกอยู่นานเหมือนกันว่า จะมีใครมาตั้งคำถามอย่างที่คุณ phuttipong ตั้งนี้ หรือไม่ ผมนึกอย่างนี้จริงๆ อยู่หลายขั่วโมง และนึกว่าอย่ามาตั้งเลย เพราะผมขี้เกียจมาเขียนตอบให้เกินเวลา One Day Only ที่ตั้งใจไว้ (ฮา)
เพราะถ้าตั้งจะต้องเขียนตอบ เพราะนี่เป็นประเด็นที่ถ้าคิดโดยเหตุผลดูเหมือนจะมีน้ำหนักแย้ง สิ่งที่อภิปรายเกี่ยวกับบุคคลสมมติบางคนจริงๆ
โอเค นี่เป็นการตอบแบบสั้น (อย่างที่จะบอกข้างล่างว่าตอบแบบยาว ซึ่งเกี่ยวพันถึงทฤษฎีบางอย่าง ต้องใช้เวลานานมาก เป็นชั่วโมงๆ บรรยายเลย ผมทราบเพราะบรรยายเรื่องนี้ในวิชาทฤษฎีประวัติศาสตร์ก่อนปิดเทอมนี้เอง)
ที่มา – วิกิพีเดีย
ความจริงเรื่องที่คุณ phut ตั้ง มีการถกเถียงกันมาครั้งหนึ่ง ต้งแต่สมัยคุณ phut ยังไม่มาบอร์ดนี้มั้ง ดูเหมือนจะโดยคุณที่ใช้นามว่า “แฟนคลับสมศักดิ์” หรือไงนี่แหละ พูดประเด็นเรื่องเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะยก “เรื่องส่วนตัว” ของบางคนมาอภิปราย เพราะ (ความจริงนี่เป็นข้อเสนอผมที่เอามาจากทฤษฎี แล้วคุณ “แฟนคลับ” ยกมาอีกที) สำหรับบางคน ในความสัมพันธ์กับสังคมนั้นไม่มีลักษณะ “ส่วนตัว” อยู่จริงๆ เช่น ตัวอย่างง่ายๆ สมมุติว่าผมจะมีใครเป็นเมีย มีลูกกี่คน ผมไม่ต้องมาบังคับให้ชาวบ้านชาวเมืองต้องมายอมรับเคารพเมียและลูกผมตามไปด้วย ใช่ไหม? ถ้าผมเกิดหย่าเมียคนนึง แล้วไปมีเมียใหม่ ผมก็ไม่ต้องให้ชาวบ้านหันมาเคารพ เชิดชู เมียคนใหม่ตามไปด้วย ถ้าผมเกิดแต่งแล้วหย่า แต่งแล้วหย่าอย่างนี้บ่อย ชาวบ้านก็ต้องตามมาเคารพยกย่องเมียผมตามไปด้วย ฯลฯ จะเห็นว่า สำหรับบางกลุ่มนั้น พวกเขาทำเรื่อง “ส่วนตัว” ของพวกเขาให้กลายเป็นเรื่องของสาธารณะไปเอง และตามมาด้วยการบังคับให้เรื่องส่วนตัวที่กลายเป็นเรื่องสาธารณะน้น เป็นส่วนหนึ่ง ของการสัมพันธ์เชิงบังคับ ระหว่างพวกเขากับสังคม
กลับมาที่ประเด็นที่คุณตั้งโดยตรง ผมนึกในใจแทบจะเหมือนกับทุกตัวอักษรที่คุณเขียนมานี้เลย แต่คำตอบนั้น ที่จริงถ้าคิดดีๆ ก็ไม่ยากอะไร (แต่การอธิบายว่า ทำไมจึงเกิดปรากฏารณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องยาก และเกี่ยวพันกับการอธิบายเชิงทฤษฎีอยู่)
ลองดูอย่างเชิงสมมติอีกนะครับ ผมได้เงินเดือน 2 หมื่นจากราชการ โอเค อันนี้เป็นเงินสาธารณะ แต่เมื่อผมได้มาแล้วในฐานะเงินตอบแทนงานที่ผมทำให้สาธารณะ ผมย่อมจะมีสิทธิเอาเงินจำนวนนี้ไป support “ไลฟ์สไตล์” ของผมอย่างไรก็ได้ เช่นผมอยากจะซื้อเครื่องเล่นดีวีดีราคาแพง มาทีเดียว 3 เครื่อง ไว้ในห้องนอนแต่ละห้อง ผมจะไปซื้อกล้องวีดีโอมาไว้ถ่ายคลิป เวลาผมมี “กิจกรรมส่วนตัว” ของผม ฯลฯ ฯลฯ ก็น่าจะได้จริงไหม เพราะเงินที่ผมมีตอนนี้ มันกลายเป็น “ส่วนตัว” ของผมแล้ว (อันนี้ต้อง”ฟุตโน้ต” ไว้เล็กน้อยว่า ที่จริงข้าราชการมีวินัย หลายอย่างที่บังคับเรื่อง “ไลฟสไตล์” ส่วนตัวไว้ด้วย เช่นเรื่องต้องประพฤติตัวถูกศีลธรรม ฯลฯ แต่อันนี้เราผ่านไป ไม่ต้องมาพิจารณาก็ได้ เพื่อความสะดวก และอีกอย่างวินัยเหล่านี้ ใช่ว่าจะเป็นเรื่องชอบธรรมทั้งหมด ต้องบอกนิดว่า “ความเป็นข้าราชการ” ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ ไมใช่เฉพาะเวลาทำงาน อันนี้ตอนผมมาสมัครเป็นข้าราชการครั้งแรกสุด ตำแหน่งอาจารย์ที่เกษตร “อาจารย์เอียด” (ชื่อจริงอะไรนะ กระทันหันนึกไม่ออก แฟนเก่าอาจารย์โต้ง ไกรศักดิ์ น่ะ) แกบอกผมเป็นเรื่องขำๆเลยว่า ข้อสอบสมัยที่แกสมัครมีถามข้อนี้ แล้วมีคนตอบผิดกันเยอะว่า “ความเป็นข้าราชการ” ถือว่าระหว่างเวลาใด ถึงเมื่อไร คนตอบ 9-16 น.กันเยอะ ซึ่งผิดต้องตอบว่า “24 ชั่วโมง”)
ลองดูตัวอย่างนี้ให้ตรงกับที่คุณถามโดยตรงมากขึ้น คือหลังจากผมรับเงินเดือนจาก “สาธารณะ” (รัฐ) แล้ว 2 หมื่น ตอนนี้ปิดเทอมผมเกิดอยากไปเที่ยวลาว ผมก็ขับวีออสของผมไป (นี่เป็นตัวอย่างจริง ผมขับไปจริงๆเมื่อปีกลาย) แน่นอนผมก็เอาเงินเดือนผมนี่แหละมาใช้เติมน้ำมัน และบำรุงรักษา ต่างๆ การใช้จ่ายเหล่านี้ ต้องถือเป็นส่วนตัวของผมไปแล้ว เพราะถือว่ารับเงินสาธารณะมาแล้ว เป็นอันจบกันในแง่ความเป็นสาธารณะของผม
คือ ผมมี “สัญญา” contractual relation กับรัฐ (สาธารณะ) ว่าจะสอนหนังสือให้ 5 วัน ผมก็ไปสอน แล้วรับเงินเป็นการตอบแทนมาอย่างอื่นๆ นอกจากสัญญาเรื่องงานนี้เป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ของผมแล้ว (แม้แต่การมาเขียนโพสต์นี้)
แต่คุณจะเห็นจากจุดเริ่มต้นนี้เลยว่า ลักษณะนี้ต่างกับบางกลุ่มบางคน ผมมีสัญญากับรัฐ หรือสาธารณะ เรื่องทำงานให้เท่าไร เมื่อไร กี่วันกี่ชั่วโมง แล้วได้ค่าตอบแทนเท่าไรจริงๆ นอกความสัมพันธ์เชิงสัญญากับรัฐนี้ ถือเป็น “เวลาส่วนตัว” ของผม เงินที่ผมมี (ซึ่งมาจากการทำตามสัญญากับรัฐ) ผมย่อมสามารถใช้อย่างไรก็ได้ตามใจส่วนตัวผม
แต่จะเห็นว่าในกรณีบางคนนั้น ไม่มีความสัมพันธ์เชิงสัญญา (contractual relation) แบบนี้ คือไม่มีการกำหนดไว้แน่นอนว่า รัฐจะต้องจ่ายเงินตอบแทนเท่าไร เพื่อให้ทำงานเท่าไร อันที่จริงคือเขาจะทำงานหรือไม่ทำ ไม่สามารถตรวจสอบได้และเงินที่ “ตอบแทน” ก็ไม่ใช่จำนวนเงินทีแน่นอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นสัญญา แต่เป็นเงินที่ไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาสามารถที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ๋ของวันของสัปดาห์เป็นแบบ “ไลฟ์สไตล์” ส่วนตัวก็ได้ และสามารถ “เบิก” หรือใช้เงินสาธารณะนี้ ในลักษณะไม่มีขีดจำกัดได้
(ดูลงไปในกรณีเงินเดือน ผมเป็นข้าราชการเช่นเดียวกับข้าราชการทุกคน เป็นเรื่องไม่เป็นความลับ ใครอยากรู้สอบถามได้ มีกำหนดแน่นอนตายตัว รวมทั้งเงินพวกโบนัต่างๆ อันนี้ คุณอยากรู้เมื่อไรก็ถามเอา อย่างที่เห็นๆกัน ไม่ว่าจะเป็น สส.ถึงนายกฯ ถึง ข้าราชการอื่นๆ เงินเดือนไมใช่ความลับ เพราะถือว่านี่คือเงินสาธารณะที่จ่ายไป สาธารณะจึงมีสิทธิ์รู้ได้ แต่กรณีเช่นบริษัทภรรยาผมตอนนี้ (เหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป) เงินเดือนเป็นความลับ แม้แต่ในหมู่คนร่วมงานด้วยกัน (ที่จริงยิ่งในหมู่คนร่วมงาน เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครแต่ละคนรู้ว่า อีกคนได้เงินเดือนเท่าไร เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้อง negotiate ต่อรองกันเองกับบริษัท)
(แต่ “เงินเดือน” ที่บางคนที่เรากำลังพูดถึงได้รับ ซึ่งความจริงเป็นเงินสาธารณะ ไม่ต่างจากที่ผมได้รับนี้เลย คุณสอบถามได้หรือ? ตรวจสอบได้หรือ?)
สัปดาห์หนึ่งผมสอน 2 วิชา (นี่เป็นข้อกำหนดราชการสำหรับอาจารย์ธรรมศาสตร์ ขั้นตำเทอมละ 2 วิชา ที่เกินจะได้เงินพิเศษ) วิชาละ 3 ชัวโมง เป็น 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 16 สัปดาห์ รวมแล้วสอน 96 ชั่วโมง ใน 1 เทอม (สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับงาน อย่าเพิ่งกล่าวหาวา แม่งทำงานน้อยจัง ความจริงนี่คือ ชั่วโมงสอน ไมใช่ชั่วโมงทำงาน เช่นเพื่อจะสอนในแต่ละคาบ 1.5 ชั่วโมง ผมอาจจะต้องใช้เวลาในการเตรียมตัว ค้นคว้า ฯลฯ 1-2 วัน นั่นคือเวลาทำงานรวม ไม่นับ การ”เตรียมตัว” ในแง่การเทรน มา (เรียนมาหลายสิบปี) อีก
หลังจาก 16 สัปดาห์ (บวกกับเวลาทำสอบอีก 1-3 สัปดาห์) ผมจะเอาเวลาและเงิน ไปขับวีออสไปเที่ยวลาวได้ ไม่มีใครว่าได้
เพราะผมได้ “เติมเต็ม” fullfill ส่วนที่เป็น contractual relation ของผมกับสาธารณะแล้ว แต่ผมไม่สามารถใช้เวลา 16 สัปดาห์นั้น ไปขับวีออสไปเที่ยวลาวได้
แต่บางคนถ้าเป็นคนชอบเที่ยว เที่ยวไกลๆด้วย สามารถเอาเวลาใดก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ ใช้ “พาหนะราคาแพงๆ” ซึ่งเป็นของรัฐด้วย ไมใช่ของส่วนตัวรวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ฯลฯ
สำหรับบางคน “ทริป” แต่ละทริปเหล่านี้ กินเงินของรัฐเป็นแสนเป็นล้าน
“เงิน” เหล่านี้ จะเห็นว่ามีลักษณะคนละอย่างกับ “เงิน” ที่ผมได้มาจากรัฐ และกลายเป็นส่วนตัวของผมแล้วคือ ผมต้องควักจ่ายค่าน้ำมันจาก”กระเป๋าตัวเอง” แต่เงินที่สนับสนุน trip แต่ละ trip ยานพาหนะต่างๆ ราคาแพงๆทีใช้ ของกรณีบุคคลบางคนนั้น ยังเป็นของสาธารณะอยู่ทุกประการ แต่กำลังถูกใช้ในกิจกรรมที่มีลักษณะส่วนตัวล้วนๆอยู่
เนื่องจาก ไม่มี contract ที่แน่นอนว่า ต้องทำงานให้รัฐหรือสาธารณะกี่ชั่วโมง ในหนึ่งเทอม หรือหนึ่งเดือน (ตามแบบตัวอย่างที่ผมยกกรณีตัวเอง ต้องสอน 16 สัปดาห์ๆ ละ 6 ชั่วโมง) บุคคลบางคน จึงสามารถ เอาเวลา เมื่อไร ที่สะดวกสำหรับตัวเอง ไป ทริป ในลักษณะส่วนตัวล้วนๆนี้ และระหว่างนั้น ก็ใช้เงินสาธารณะล้วนๆในการสนับสนุน ทริป ส่วนตัวล้วนๆนั้น (ขอให้นึกถึง “พาหนะราคาแพงๆ” บางประเภท ว่าต้องใช้จ่ายเท่าไร ในการบำรุงรักษา)
(ที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดยังเป็นของสาธารณะ ไมใช่เงินเดือนที่กลายมาเป็นส่วนตัวแล้ว ก็เพราะความไม่มี contractual relation ที่แน่นอนว่า ต้องทำงานให้เท่าไร และมีค่าตอบแทนเท่าไรจำนวนแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีข้อจำกัดในทางกลับกัน ว่าจะใช้เวลาใดก็ได้ตามใจชอบ และยังสามารถเบิกเงินได้ตลอดเวลา มาใช้ในทริปส่วนตัวเหล่านี้ ไมใช่เอาเงินที่ได้ที่กำหนดแน่นอน ตรวจสอบได้ล่วงหน้าเหมือนเงินเดือนข้าราชการทั่วไป)
คุณจะเห็นว่า ที่กำลังพูดนี้เป็น “ด้านกลับที่คู่กัน” กับที่พูดในตอนต้น คือพร้อมๆกับที่บางคน เปลี่ยนส่วนตัว ให้เป็นสาธารณะ (เอาเรื่องแต่งเมียกี่ครั้งกี่ครั้ง มาเป็นสิ่งที่คนอื่น ต้องคอยเคารพยกย่องตามไปด้วย) ก็เปลี่ยนสาธารณะเป็นส่วนตัว (เอาเวลาและเงินที่ยังเป็นของสาธารณะอยู่ ไปทำเรื่องที่เป็นส่วนตัวล้วนๆ ตามใจส่วนตัวล้วนๆ)
(สำหรับบุคคลบางคนที่สมมุตินี้ รัฐหรือสาธารณะไม่สามารถกำหนดไว้ล่วงหน้าว่า 16 สัปดาห์ติดกันนี้ คุณต้อง ทำงานให้สาธารณะนะ แล้วจะได้ค่าตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ ที่นอก 16 สัปดาห์นี้ คุณจึงจะไปเที่ยวลาว หรือที่ไหนก็ตามใจ และเงินที่ให้ไปแล้ว จะใช้จ่ายยังไงก็ตามใจ แต่หลังจากเท่านันเท่านี้วัน คุณต้องกลับมาทำงานติดกันอีก 16 สัปดาห์นะ ฯลฯ – ขอย้ำด้วยว่าเรื่องกำหนดการทำงาน ตัวอย่างอาจารย์ มธ.นี้ ทุกคนอยากรู้ สามารถตรวจสอบ เช็คได้หมด อาจารย์อู้ ไม่มาทำงาน 16 สัปดาห์นี้หรือไม่ ฯลฯ)
พูดแบบสรุปให้เป็นนามธรรมขึ้นคือ จะเห็นว่าสำหรับกรณีบางคน ที่สมมุตินี้ ไม่มีการแยกระหว่าง “ส่วนตัว” กับ “สาธารณะ” คือ มีเอกภาพ unity ระหว่างปริมณฑลส่วนตัว private sphere กับ ปริมณฑลสาธารณะ public sphere
ปรากฏการณ์นี้ ไมใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด (ตอนนี้ ถึงส่วนที่เป็นทฤษฎี ที่ยาก ที่บอกตอนต้นแล้ว)
การแยกระหว่างปริมณฑลต่างๆของชีวิต ระหว่าง ส่วนตัว กับ สาธารณะ ระหว่าง ด้านที่เป็น เศรษฐกิจ กับการเมือง (แต่ละคนไม่เท่ากันทางเศรษฐกิจ แต่เท่ากับทางกฎหมายและการเมือง ระหว่าง บิล เกตต์ กับขอทาน ข้างถนนล้วนมี “หนึ่งเสียง” ทางการเมืองและกฎหมายเท่ากัน)ฯลฯ เป็นปรากฏการณ์สำคัญ หรือ hallmark ของความสัมพันธ์ทุนนิยม (capitalism) หรือ สมัยใหม่ (modernity)
ในทางกลับกัน การไม่แยก (unity) ระหว่างด้านต่างๆ สาธารณะ-ส่วนตัว, การเมือง-เศรษฐกิจ (ไพร่ กับ Lord ที่มีฐานะต่างกันทางเศรษฐกิจ มีกฎหมายบังคับใช้คนละอย่าง มีสิทธิคนละอย่าง ต่างกันด้วย ไม่แยกจากกัน เหมือนกรณี บิล เกตต์ กับขอทาน) เป็นลักษณะสำคัญ หรือ hallmark ของ ก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ก่อนทุนนิยม (pre-captialism)
ทำไม? อันนี้ ผมขอไมอธิบายต่อแล้วเพราะจะยาวมาก แต่จะเล่าเรื่องแวดล้อมเชิงแบ็กกราวน์ให้ฟังนิดหนึ่ง
เมื่อวานนี้ในระหว่างงานสัมมนาที่ มธ. ผมไปเสนอ (ซึ่งยอมรับเลยว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสภาพแวดล้อมมันไม่อำนวย) ว่าในที่สุด พวก “เสื้อแดงฝ่ายซ้าย” ตอนนี้ ตั้งแต่ สุรชัย แซ่ด่าน ที่อยู่กลุ่มย่อย(สยามแดง) ของขบวน ไปถึง พวกหมอเหวง ธิดา พี่จรัล ซึ่งอยู่กลุ่มใหญ่ ไปถึงพวกกลุ่มเล็กๆน้อยๆเช่น “เลี้ยวซ้าย” “สังคมก้าวหน้า” ไปถึงแม้แต่ชูพงศ์ ถี่ถ้วน ล้วนมี “ระบบวิธิคิด” แบบเดียวกัน ที่มีรากฐานมาจากที่เดียวกัน คือ ลัทธิมาร์กซ ในเวอร์ชั่น ของ สากลที่ 2 (Marxism of the Second International) แม้แต่คนอย่างใจที่คิดว่า ตัวเองเป็นมาร์กซิสต์ สายที่ไม่ใช่ “สตาลินนิสต์” (คือ สาย”ทร็อตสกี้”) ความจริง ก็มีระบบวิธิคิดไม่ต่างกันนี้ ทั้งนี้เพราะขณะที่เลนิน และทร็อตสกี้ “แตกหัก” กับพวกสากลที่ 2 ในทางปฏิบัติ (ทำการปฏิวัติ 1917 ที่ตามทฤษฎีสากลที่ 2 บอกว่า ทำไม่ได้) แต่ในทางทฤษฎี พวกเขาไม่ได้แตกหักจริงๆ ยังคงอยู่ในกรอบวิธีคิดแบบเดียวกันอยู่ พอสตาลินขึ้นสู่อำนาจ ก็เพียงแต่ทำให้กรอบวิธีคิดแบบนี้ มันตายตัวมากขึ้น และใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จมาบังคับ
ในแง่ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของมาร์กซิสม์ (ส่วนนี้ผมไม่ได้พูดในทีสัมมนาเมื่อวาน พูดเฉพาะย่อหน้าที่เพิ่งผ่านไป) Marxism of the Second International นี้วางอยู่บน text สำคัญของ มาร์กซ คือ Preface to A contribution of the Critique of Political Economy 1859 (มีเวอร์ชั่นภาษาไทย ของ text ที่มีชื่อเสียงนี้ แปลโดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อยู่ในหนังสือของเขา)
นี่คือ “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” (Historical materialism) เวอร์ชั่นที่อยู่เบื้องหลังระบบคิดของ ใจ, ชูพงศ์, สุรชัย, ธิดา, หมอเหวง, พี่จรัล และฝ่ายซ้ายเกือบทุกคนในประเทศไทย
ผมเคยพูดไว้สักพักแล้วว่า ถ้ามีเวลาอยากเขียนบทความเรื่อง “เสี่ยดายอัลตูแซร์ ไม่เคยมาเมืองไทย” (อ.ปิยบุตร คงจำได้)
ในทศวรรษ 1960 Althusser (อัลตูแซร์) ได้นำเสนอเวอร์ชั่น ทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ที่ให้ความสำคัญกับ text อีกอันของ Marx ที่ไม่เคยมีการให้ความสำคัญ มาก่อน คือบทเรื่อง Genesis of Capitalist Ground-Rent (รากเหง้าความเป็นมาของค่าเช่าที่ดินแบบทุนนิยม) ที่อยู่ในหนังสือ Das Kapital เล่ม 3
การอธิบายเรื่อง “การแยกไม่ออก” (unity) ระหว่างด้าน (aspects) ต่างๆของสังคมก่อนทุนนิยม กับการแยกออกจากกัน (seperation) ของด้านต่างๆในสังคมทุนนิยม ระหว่าง economy-political ระหว่าง private-public ฯลฯ ข้างต้น ที่ผมเขียนมา คือการเอาสิ่งที่เป็นผลสะเทือนของการนำเสนอของ Althusser มาขยายความต่อ
ขอ “จบ” แบบดื้อๆ แบบนี้แหละครับ เสียเวลาหลายชั่วโมงแล้วเช้านี้
