โลกการเงินได้วิวัฒนาการไปเร็วมาก แม้ว่าจะมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 หากทว่า ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งกระแสคลั่งลงทุนของคนที่พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง เพื่อหวังที่จะเกษียณตัวเองได้ก่อนกำหนด
นั่นคือ จุดเริ่มต้นของคำว่า “ให้เงินทำงาน”
หากทว่า กลับมีน้อยคนนักที่สามารถทำเงินจากการลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทั้งที่สื่อมวลชนและบริษัทการลงทุนทั้งหลายต่างก็โฆษณาถึงสูตรสำเร็จและเคล็ดลับการลงทุนที่สวยหรู
1. การลงทุนที่ไม่ต้องใช้เงิน
สูตรสำเร็จของการลงทุนที่มักพูดกันก็คือ นำเงินไปต่อเงิน หากสิ่งที่ลืมถามกันไปก็คือ การสร้างเงินก้อนแรกขึ้นมาทำอย่างไร บางคนบอกว่าต้องทำงานให้หนักขึ้น บางคนก็บอกว่าต้องรู้จักเก็บออม
หากคิดคำนวณกันอย่างไม่หลอกตัวเอง การทำงานให้หนักขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง การเก็บออมเงินให้มากขึ้น ก็อาจจะเป็นประโยชน์บ้าง หากสุดท้ายเราก็ไม่สามารถเก็บออมเงินได้เกินกว่ารายได้ของเราในแต่ละเดือน
ก้าวแรกของการลงทุนจึงไม่ใช่ ตลาดหุ้น ตลาดทอง หรือแม้กระทั่งกองทุนรวม หากทว่าเป็นการลงทุนในความรู้ ลงทุนในเครือข่ายเพื่อนฝูง และที่สำคัญคือ ลงทุนในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
บางคนเรียนหนังสือเก่ง ได้เงินเดือนเริ่มต้นสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เงินเดือนกลับเพิ่มขึ้นไม่มากดั่งที่ใจคิด จึงคิดจะรวยทางลัดด้วยการลงทุน เพราะเชื่อว่าจะเป็นช่องทางในการใช้ความฉลาดของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับความล้มเหลว โดยที่ตนเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
บางทีหากเขารู้จักลงทุนในเครือข่ายเพื่อนฝูง ก็อาจหนุนส่งให้ไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเหนื่อยยากพัฒนาความฉลาดของตนเองที่เจ้านายไม่เคยเห็นคุณค่า เพราะการสร้างผลกำไรให้บริษัทต้องการมากกว่าผลิตภัณฑ์สุดยอด หากเป็นมนุษยสัมพันธ์และน้ำใสใจจริง
การไม่ยึดติดในอัตตาตัวเอง ไม่คิดว่าตนเองฉลาดเหนือกว่าคนอื่น ก็อาจประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ดีกว่า เพราะโลกธุรกิจและการลงทุน มักไม่เป็นไปตามหลักการและเหตุผลเสมอไป คนที่รู้จักปรับตัวและเรียนรู้จากความผิดพลาด ย่อมเหนือกว่าคนที่ยึดติดในความฉลาดของตน
พูดง่ายแต่ทำยาก
เคล็ดลับที่พอจะช่วยได้คือ การหยุดคิด เพราะความคิดของเราก็เหมือนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ถูกโปรแกรมไว้แล้ว ซึ่งมักจะให้คำตอบแบบเดิม
สิ่งที่ต้องทำเรียบง่ายมาก นั่นคือ การสังเกตการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องเชื่อสื่อ ไม่ต้องเชื่อแม้กระทั่งตัวเอง หากทว่าทำตัวเหมือนนักสืบที่พยายามหาพยานหลักฐานเพื่ออธิบายความสำเร็จล้มเหลวของสิ่งทั้งหลาย
หากคำอธิบายไหนใช้การไม่ได้ ก็ต้องโยนทิ้งไป ไม่ว่าจะสมเหตุผลหรือดูดีแค่ไหน
เมื่อคุณได้ความรู้ที่ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ไม่สิ้นสุด
Peter Lynch นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ก็ได้หุ้นเด็ดมาจาก “ถุงน่อง” ของภรรยาสุดที่รัก
แม้ว่าภรรยาของคุณอาจไม่สวยและน่ารักเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่หากคุณยังรักเธอและใส่ใจในสิ่งที่เธอเล่าให้ฟัง ไม่แน่ว่าคุณอาจจะค้นพบหุ้นเด็ดตัวต่อไปที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาลก็ได้
2. ความเสี่ยงของการหมกมุ่นในโลกการเงิน
บางคนไม่ได้ลงทุนเพราะหวังร่ำรวย หากเพียงต้องการกระจายความเสี่ยงเท่านั้น โดยเฉพาะในยุคที่น้ำมันแพงและเงินเฟ้อพุ่งกระจาย
ทฤษฎีการลงทุนที่ร่ำเรียนหรือเผยแพร่ตามสื่อทั่วไป จะเน้นหนักไปที่โลกการเงินเท่านั้น บางคนบอกให้ลงทุนในผลงานศิลปะ แต่นั่นก็เป็นเพียงสินทรัพย์ที่จะแปลงเป็นเงินได้ในอนาคตนั่นเอง ยังไม่ใช่การกระจายความเสี่ยงที่ดีเพียงพอ
เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ได้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ความเสี่ยงของชีวิตมีมากกว่าเรื่องเงิน ดังนั้น การลงทุนซื้อบ้านหรือคอนโดหลายหลัง ก็อาจไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร แต่เป็นเรื่องของการหลบภัย
โชคร้ายก็คือ บางคนปล่อยให้ความกลัวเข้าครอบงำเกินไป จึงไปลงทุนซื้อคอนโดและที่หลบภัยหลายแห่ง โดยไม่ได้พิจารณาฐานะตนเอง สุดท้ายก็ต้องเป็นหนี้เป็นสินหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้ไม่ทัน
ความเสี่ยงของมนุษย์ในยุคข้อมูลข่าวสารท่วมท้นแห่งศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่การไร้ซึ่งข้อมูล หากทว่าเป็นการหมกมุ่นในข้อมูลด้านเดียว โดยเฉพาะจากสิ่งที่สื่อป้อนให้เรา หรือแม้กระทั่ง Google ยัดเยียดให้เราโดยไม่รู้ตัว
เราจึงไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องการลงทุน ธุรกิจ เงินทอง โทรทัศน์ หรือแม้แต่เพื่อนฝูงมากเกินไป หากทว่าจะต้องที่จะเรียนรู้โลกที่กว้างใหญ่อย่างที่มันเป็นจริง ไม่ใช่อย่างที่สื่อยัดเยียดให้เรา
เราเรียนรู้โลก ไม่ใช่เพื่อหนีโลก แต่เพื่อจะปรับตัวให้อยู่รอดและอยู่สบายในโลกที่สับสนใบนี้ โดยเฉพาะการสร้างผลตอบแทนทางการเงินให้สูงขึ้น ทั้งในธุรกิจ การลงทุน และหน้าที่การงาน ซึ่งทำให้เรามีทรัพยากรในการกระจายความเสี่ยงได้ดียิ่งกว่าที่เป็น
ตัวอย่างที่ดี ของการหมกมุ่นในเรื่องเงินทอง จนกระทั่งนำไปสู่ความเสี่ยงมหาศาล เพราะความอ่อนประสบการณ์ ไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจมนุษย์ และที่สำคัญ ไม่เข้าใจชีวิต
“เถาจูกง” อภิมหาเศรษฐีในยุคที่แผ่นดินจีนแตกแยกเป็นหลายแคว้นเมื่อหลายพันปีก่อน มีลูกชาย3 คน โดยคนรองไปทำผิดและถูกขังคุก เถาจูกงจึงตัดสินใจส่งบุตรชายคนที่สาม ไปเจรจาเพื่อขอชีวิตไว้ เมื่อบุตรชายคนโตทราบข่าว จึงเรียกร้องกับเถาจูกงว่า หน้าที่ดังกล่าวควรตกเป็นของตน พร้อมกับขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย หากบิดาไม่ยินยอม
เถาจูกงจึงสั่งให้บุตรคนโตนำเงินทองจำนวนหนึ่งไปให้ “จวงเซิง” ซึ่งเป็นเพื่อนของตนในแคว้นฉู่พร้อมทั้งกำชับว่าให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของขุนนางผู้นี้อย่างเคร่งครัด
จวงเซิงที่ดูภายนอกเหมือนคนซ่อมซ่อ หากทว่าฉลาดลึกซ่อนคม มีวิธีแยบยลในการทำให้เจ้ารัฐฉู่ปล่อยตัวลูกชายคนเล็กของเถาจูกง ลูกชายคนโตไม่เห็นว่าจวงเซิงจะได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือน้องชายของตน หรือถึงแม้จะทำก็ไม่ได้มีอะไรที่สลักสำคัญ จึงไปทวงเงินคืน จวงเซิงรู้สึกเสียหน้าและผูกใจเจ็บ จึงพลิกแพลงไหวพริบของตนอีกครั้งเพื่อทำให้เจ้ารัฐฉู่สั่งประหารลูกชายคนเล็กของเถาจูกง
เมื่อเถาจูกงทราบเรื่อง ก็เศร้าสลดเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมกับสารภาพว่า รู้แต่แรกแล้วว่า ลูกชายคนโตมีสิทธิฆ่าน้องเขาทั้งที่รักน้องมาก เนื่องจากลูกชายคนโตช่วยเหลือตนเองทำธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นเด็ก รู้ว่าเงินทองไม่ใช่หามาโดยง่าย จึงเกิดเสียดายเงินทองขึ้นมา ตรงกันข้ามลูกคนเล็กเติบโตในกองเงินกองทอง จึงไม่ตื่นเต้นกับทรัพย์สมบัติ เดิมทีตนเองก็ตั้งใจจะส่งลูกคนเล็กไป แต่สุดท้ายก็จำต้องยอมให้ลูกคนโตไปแทน เพราะทนการวิงวอนไม่ไหว ซึ่งเท่ากับส่งคนไม่ถูกประเภทไปทำงาน จึงเกิดความเสียหาย
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ความเสี่ยงบางครั้งก็มาในมุมที่เราคิดไม่ถึง หรือคิดได้แต่ใจไม่หนักแน่นพอ
3. การลงทุนที่ดีคือ ความเรียบง่าย
นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่อย่าง Buffett และ Soros ไม่ได้มีปรัชญาการลงทุนที่ซับซ้อนจนกระทั่งเข้าใจไม่ได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันก็คือ การไม่ติดตามตลาดเป็นรายวัน
เพราะนั่นคือ เส้นทางที่ยากเกินไป แถมยังทำให้เราเหน็ดเหนื่อยและสูญเสียพลัง แทนที่จะทุ่มเทเวลาและทรัพยากรไปลงทุนในสิ่งอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า หรือกลับมาช่วยให้การลงทุนได้ผลตอบแทนดีขึ้น
เหตุใดหลักการลงทุนของ Buffett และ Soros ที่แสนเรียบง่าย จึงแทบจะไม่สามารถมีใครทำตามได้เลย สุดท้ายก็ต้องไปเลือกใช้ปรัชญาการลงทุนที่ยากกว่า แต่กลับให้ความสำเร็จที่น้อยกว่า หรือแม้กระทั่งล้มเหลว
คำตอบก็คือ Buffett และ Soros ไม่ได้มีเพียงแค่ปรัชญาการลงทุนที่เรียบง่าย หากยังได้เตรียมความพร้อมด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะการแสวงหาเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากบริษัทประกันในกรณีของ Buffett และการจัดตั้งกองทุนที่ระดมเงินมาจากมหาเศรษฐีทั่วโลกในกรณี Soros
แต่ไม่ว่าจะทำอะไรทั้ง Buffett และ Soros ก็เริ่มจากความเรียบง่าย แน่นอนว่าคนฉลาดก็อาจมีความคิดที่ซับซ้อนอยู่บ้าง หากสุดท้ายต้องย่อยให้เหลือสิ่งที่เรียบง่าย ตัดส่วนเกินที่ไม่จำเป็นทิ้ง ลดต้นทุน เพื่อให้เหลือเพียงกำไรสูงสุด
สุดท้ายจึงไม่ใช่การเดินตาม Buffett หรือ Soros หากทว่าเป็นการค้นหาวิธีการลงทุนของเราเอง ซึ่งถ้าหากเรายังรู้สึกไม่เข้าใจ รู้สึกอึดอัด หรือรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริง เรายังไม่สามารถตัดส่วนเกินทิ้ง เพื่อค้นพบแก่นแท้ได้
เริ่มจากความเรียบง่าย เริ่มจากสิ่งที่เข้าใจได้ แล้วจึงนำมาต่อเชื่อมกัน ทั้งในโลกการลงทุน โลกธุรกิจ โลกของเพื่อนฝูง โลกของความคิดสร้างสรรค์ จนกระทั่งบังเกิดเป็นความซับซ้อนที่สร้างกำไรและความสุขสูงสุดให้ชีวิต
สุดยอดแห่งการลงทุน จึงเปรียบประดุจภาพปริศนา Zen ที่ต้องค้นพบคำตอบด้วย “ใจ” ที่เปิดกว้างและไร้อัตตาของเราเอง

