SIU เคยเตือนหลายครั้งแล้วว่า สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
คำว่าช่วงเปลี่ยนผ่าน เรามิได้มีความหมายพิเศษอื่นใด นอกเหนือไปจากการเติบโตของมวลชน “ชนชั้นกลาง” และ “ชนชั้นรากหญ้า”
“ชนชั้นกลาง” กำลังเริ่มตระหนักถึงสิทธิหน้าที่และความเป็นพลเมือนของตนเอง การปกครองพลเมือนจะยกให้เป็นเรื่องผู้เชี่ยวชาญ เรื่องว่ากันไปเองของหน่วยงานราชการเหมือนสมัยก่อนๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำกระบวนการทำหน้าที่นั้นๆ ให้โปร่งใส เปิดเผย และสามารถตรวจสอบได้
มิติในการบริหารหน้าที่สาธารณะจะต้องเปลี่ยนแปลงจาก แนวทาง “ผู้ใหญ่” – “ผู้น้อย” ไปเป็นความเป็นพลเมืองที่มีสิทธิ-หน้าที่ อันเท่าเทียมกัน กระบวนการตรวจสอบผู้ทำหน้าที่สาธารณะจึงเป็นสิ่งที่ละเลยมิได้ หากพบว่าผู้ทำหน้าที่สาธารณะทำหน้าที่บกพร่อง ก็สามารถเอาผิด กระทั่งถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ได้
ชนชั้นรากหญ้าก็เช่นเดียวกัน พวกเขากำลังตระหนักว่า “คะแนนเสียงของตน” กำลังส่งผลสะเทือนต่อเวทีการเมือง อันอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในทางที่ดีขึ้น โดยผ่านการเลือกนโยบายจากพรรคการเมือง ที่เป็นรูปธรรม และสามารถปฏิบัติได้ มิใช่เป็นการเลือกโดยผ่านหัวคะแนน ผู้อุปถัมป์ท้องถิ่นเหมือนดังสมัยก่อนอีกต่อไป
เรื่องของ GT200 ก็เช่นเดียวกัน เป็นผลสะท้อนของการตื่นรู้ในการเป็นพลเมืองโดยแท้

ที่มา andrew-drummond.com
จุดเริ่มแรกของการตรวจสอบ GT200 กำเนิดมาจากการรายงานข่าวของสำนักข่าวอิศราตั้งแต่ช่วงต้นเดือนดุลาคม ปีที่แล้ว ที่รายงานการตรวจสอบระเบิดของ GT200 ผิดพลาด จนทำให้เกิดเหตุระเบิดและมีผู้เสียชีวิต
ผู้ใช้บอร์ดพันทิพห้องหว้ากอท่านหนึ่งเกิดความสงสัยจึงติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสำนักข่าวอิศรา จนนำไปสู่การสืบหาความจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงาน GT200 ขึ้น
บอร์ดพันทิพห้องหว้ากอ เคยมีบทบาทในการตรวจสอบประสิทธิภาพของ “แท่งประหยัดน้ำมัน” มาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นความพยายามรวบรวม หลักฐาน และการวิเคราะห์โดยใช้ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ว่าแท่งประหยัดน้ำมัน น่าจะเป็นเรื่องหลอกลวง ฝ่ายเจ้าของผลิตภัณฑ์โต้กลับด้วยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการตรวจสอบมิอาจได้มาได้โดยง่าย
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
การตรวจสอบ GT200 จากบอร์ดพันทิพห้องหว้ากอ ต้องเจออุปสรรคหนักหนาสาหัสกว่าครั้งการตรวจสอบ “แท่งประหยัดน้ำมัน” มาก ไม่เพียงแต่การออกมาโต้กลับ ตลอดจนยืนยันว่าเครื่อง GT200 ใช้งานได้ ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล หรือแม้แต่ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
กระบวนการพยายามตรวจสอบ GT200 ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างแน่วแน่ โดยการประสานความร่วมมือจากผู้มีใจเป็นธรรมและต้องการความจริงจากหลายฝ่ายด้วยกัน จนกระทั่งนำไปสู่การ “สร้างกระบวนการทดสอบ” โดยใช้แนวทางแบบ Double Blind Test ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลในที่สุด
ในฐานะที่ SIU ได้รับทราบข่าวจากวงใน ทราบว่ากระบวนการผลักดันให้เกิดการทดสอบ ก็มิได้เป็นไปได้อย่างสะดวกสบายง่ายดาย หากแต่ต้องผ่านการผลักดันอย่างหนัก จนกระทั่งแม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบบางคน แสดงท่าทีหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
น่าเสียดายแม้ก่อนการทดสอบจะเกิดขึ้น แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ยังเขียนบทความเรื่อง “จีที 200″ ในหนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับ 924 โดยยังคงมุมมองที่ว่า “หมอเชื่อว่าการออกมาต้านการใช้เครื่องมือนี้มีเบื้องหลังมาจากความต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานยากขึ้น
น่าเสียดายที่คุณหญิงหมอ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่เคยเข้าใจกระแสสังคม มีจิตใจทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ หากแต่กลับไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลอย่างรอบด้านตามที่ควรจะเป็น
น่าเสียดายยิ่งกว่าที่คุณหญิงหมออ่านไม่ออกว่าในเวลานี้ สังคมกำลังต้องการให้มีการตรวจสอบเครื่อง GT200 ว่าใช้งานได้จริงหรือไม่
เมื่อผลการทดสอบออกมา ก็พบว่าเครื่องมือ GT200 มีประสิทธิภาพแย่กว่าการเดาสุ่ม ซึ่งอันที่จริงก็มิได้เหนือความคาดหมายของผู้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดเท่าใดนัก เพราะแม้กระทั่งประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของบริษัทผู้ผลิต นอกจากจะสั่งแบนการจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นนี้แล้ว ยังมีการจับกุมผู้บริหารบริษัทในข้อหาหลอกลวงประชาชนอีกด้วย
ในเวลานี้ข้อสงสัยของสังคม กำลังพุ่งไกลไปกว่าการยอมรับประสิทธิภาพของเครื่อง GT200 แล้ว
เพราะไม่เป็นที่สงสัยแล้วว่า GT200 เป็นเรื่องหลอกลวง
แต่กระแสสังคมกำลังลุกลามไปถึง ข้อสงสัยเรื่องความไม่ชอบมาพากลในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างด้วย เนื่องเพราะประกาศการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ดูเหมือนมีการกำหนดล็อคคุณสมบัติของเครื่องมือให้ระบุลงเป็นอุปกรณ์ชิ้นนี้โดยเฉพาะ ดังปรากฎใน ประกาศสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ ตัวอย่าง TOR จาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกด้วย
4.3 คุณลักษณะเฉพาะทางวิชาการ
4.3.1 สามารถตรวจหาสารเสพติดในระยะ 6 ถึง 200 เมตร หรือดีกว่า และต้องสามารถตรวจผ่านยานพาหนะต่างๆ รวมถึงสิ่งกีดขวางที่มีความหนา เช่น ผนังกำแพงภายในตัวบ้านหรืออาคารได้
4.3.2 สามารถใช้งานโดยไม่ต้องต่อสายไฟตรง หรือทำงานโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่
4.3.3 ตัวเครื่องมีก้านชี้แสดงทิศทางของสารเสพติดที่ค้นหา
4.3.4 สามารถตรวจหาสารเสพติดได้ทั้งด้านซ้ายและขวา (180 องศา) ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนหรือสลับมือที่ถืออุปกรณ์ ด้วยการเดินทิศทางตรงเพียงทิศทางเดียว
4.3.5 เครื่องต้องมีขีดความสามารถค้นหาสารเสพติด ไม่น้อยกว่า 6 ชนิด ได้แก่ เฮโรอีน ยาบ้า ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) โคคาอีน (โคเคน) เอ็คซ์ตาซี (ยาอี) และกัญชา โดยทางราชการจะเป็น ผู้กำหนดไว้ใช้งานจำนวน 3 ชนิด ในวันทำสัญญา
เป็นที่ทราบกันมานานในวงการ แล้วว่ามีการล็อคสเป็คการจัดซื้อจัดจ้างในวงราชการ เทคนิคการล็อคเหล่านี้กำหนดไว้หลากหลายตั้งแต่คุณสมบัติของผู้จำหน่าย – ตลอดจนไปถึงสเปคอุปกรณ์
เช่นเดียวกับ การอำพรางชื่อผู้ถือหุ้น การใช้ประโยชน์จากบริษัทจดทะเบียนในแหล่งฟอกภาษีอย่างเกาะเคย์แมน ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสันในบรรดาผู้ถือหุ้นรายใหญ่
SIU ไม่เชื่อว่าภายหลังการตรวจสอบการถือหุ้นของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สิ้นสุดลงแล้ว จะมีการตรวจสอบผู้ถือหุ้นทุกรายทุกบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน เพราะการขับเคลื่อนเรื่องนี้มีเหตุผลส่วนใหญ่เป็นวาระการเมือง พลังการตรวจสอบของประชาชน ถูกหยิบยืมไปใช้เพื่อหักโค่นทำลายศัตรูทางการเมือง และยุติเพื่อมิให้กระทบกับผลประโยชน์ในแวดวงของพวกตนเอง
แต่กรณี GT200 นั้น SIU เชื่อว่าจะต้องมีความแตกต่างกันออกไป
เพราะกรณีนี้เป็นการขับเคลื่อนของผู้มีจิตสำนึกพลเมืองโดยบริสุทธิ์ ต้องการผลักดันการตรวจสอบ และแสวงหาความจริงให้ปรากฎ
ในด้านหนึ่งพลังตรวจสอบครั้งนี้จะต้องเดินต่อเนื่องไปถึงเรื่อง ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างในวงราชการ
ในด้านหนึ่งพลังตรวจสอบครั้งนี้ จะต้องนำเสนอทางออกให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งกำลังทำหน้าที่เสี่ยงภยันตรายในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ทางออกที่ควรจะเป็นคือการสนับสนุนเทคโนโลยีการตรวจค้นที่เป็นการคิดค้นจากสถาบันวิจัยในประเทศไทยของเราเอง อาทิการนำผลงานวิจัยจากสถาบันวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ให้มาช่วยในการกู้ระเบิดเพื่อช่วยป้องกันเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจากการเสี่ยงภัยอันตราย
หรือแม้แต่การลงทุนสนับสนุนงานวิจัย ของสถาบันวิจัยไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยต่างชาติที่เชื่อถือได้ เพื่อพัฒนาเครื่องตรวจสอบสารระเบิดแบบพกพา
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ที่ผ่านมาอุปกรณ์ GT200 จะถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือนำร่องเพื่อสืบค้นหาหลักฐานวัตถุระเบิดโดยกระบวนการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่ได้รับการทดสอบแล้ว มิใช่ถูกนำไปใช้ไปยืนยันความถูกผิดทางนิติวิทยาศาสตร์เอง โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์
เพราะมิเช่นนั้นจะต้องมีการรื้อกระบวนการยุติธรรมที่ได้มีการพิจารณาไปแล้วในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งใหญ่
เพราะนิติวิทยาศาสตร์จะต้องเป็นเรื่องสามารถพิสูจน์ถูกผิดได้ โดยเหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์!
