Practical Report Gay Marriage การเมืองหลากสีในศึกเลือกตั้งอเมริกา

สรินณา อารีธรรมศิริกุล
นักวิจัยอิสระ สหรัฐอเมริกา

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัก โอบามาถูกกดดันให้แสดงความเห็นในฐานะผู้นำประเทศเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ “การแต่งงานของชาวเกย์” (Gay Marriage) หลังจากรองประธานาธิบดีโจ ไบเดิน (Joe Biden) ให้สัมภาษณ์ทางทีวีว่าเขาสะดวกใจและไม่ขัดขวางการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอาร์เน่ ดันแคน (Arne Duncan) ก็ให้การสนับสนุนการแต่งงานของชาวเกย์ด้วยเช่นกัน สามวันต่อมา โอบามาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวช่อง ABC ว่า จากประสบการณ์ที่เขาได้สัมผัสและรู้จักกับเพื่อนและคนทำงานใน White House ที่เป็นเกย์ ทำให้ตัวเองต้องเปลี่ยนความคิดและเห็นว่าคู่รักเพศเดียวกันควรได้รับสิทธิในการสมรสได้ตามกฎหมาย

การให้สัมภาษณ์ของโอบามากลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ฮือฮาอย่างมาก เพราะโอบามาใช้คำว่า “evolving” ทางความคิด ที่แปลว่า “วิวัฒนาการ” ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเมื่อก่อนเขาเคยมีความคิดที่ยังไม่พัฒนาหรือคร่ำครึโบราณ ซึ่งจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ดูจะเป็นการเสียดสีกลุ่มที่คัดค้านสิทธิการสมรสของชาวเกย์เช่นสมาชิกส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกัน กลุ่มหัวอนุรักษ์นิยม และชาวคริสต์ที่เคร่งศาสนาเป็นต้น

และที่สำคัญจากการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ ทำให้โอบามากลายมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกที่สนับสนุนการสมรสของชาวเกย์อย่างเป็นทางการ จนทำให้วารสารข่าวรายสัปดาห์อย่าง Newsweek ลงภาพโอบามาเป็นเทวดาของชาวเกย์และเขียนพาดหัวว่า “The First Gay President” ซึ่งมีหลายสำนักข่าวไม่เห็นด้วยกับการพาดหัว เพราะประธานาธิบดีอเมริกาที่เป็นเกย์คนแรกจริงๆ คือเจมส์ บูแคนัน (James Buchanan) ที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1857 ถึง 1861

สังคมอเมริกันแบ่งเป็นสองฝ่าย

ช่วงเดียวกับการให้สัมภาษณ์ของโอบามา รัฐนอร์ทแคโรไลนา (North Carolina) ได้มีการให้ประชาชนโหวตเรื่องการแต่งงานเกย์ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลการโหวตเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐนอร์ทแคโรไลนาสรุปว่า ประชาชนในรัฐส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการบัญญัติความหมายของการแต่งงานให้ชัดเจนไปเลยว่า “การแต่งงานคือความสัมพันธ์ระหว่างชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคน” หมายความว่า กลุ่มรักเพศเดียวกันที่อาศัยอยู่ในรัฐนี้ไม่สามารถจดทะเบียนแต่งงานหรือจดทะเบียน civil union ได้ (การจดทะเบียน civil union มีผลทางกฎหมายคล้ายการแต่งงาน)

การห้ามจดทะเบียนแต่งงานเป็นเสมือนการถูกปฎิเสธสิทธิคุ้มครองทางกฎหมาย ทำให้คู่รักเพศเดียวกันในรัฐนี้ไม่สามารถรับผลประโยชน์ทางกฎหมายเหมือนคู่รักหญิงชายทั่วไปได้ เช่นไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพแบบครอบครัวซึ่งราคาถูกกว่าการซื้อแบบรายบุคคล ไม่สามารถยื่นแบบฟอร์มการเสียภาษีแบบครอบครัวได้ซึ่งทำให้ต้องเสียภาษีสูงกว่าคู่รักชายหญิงทั่วไป ไม่สามารถอุปการะเด็กเป็นลูกบุตรธรรมได้ ไม่สามารถจัดการเรื่องทรัพย์สินมรดกร่วมกันได้ และไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาพยาบาลและเจ็บไข้ได้ป่วยของคู่รักได้เป็นต้น

ในอเมริกามี 30 รัฐที่ออกกฎหมายห้ามเพศเดียวกันสมรสซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรัฐตอนกลางหรือทางใต้ของอเมริกาที่เคร่งศาสนาและเป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยมเช่นรัฐจอร์เจียร์ รัฐฟลอริดา รัฐแคนซัส และรัฐเทกซัสเป็นต้น และมีเพียงแค่ 6 รัฐที่คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนแต่งงานได้ถูกต้องตามกฎหมายคือรัฐคอนเนตทิคัต รัฐไอโอวา รัฐแมสซาชูเซตส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ รัฐนิวยอร์ก รัฐเวอร์มอนต์ และอีกหนึ่งเมืองคือวอชิงตันดีซีที่ถือเป็นเขตปกครองพิเศษ

ผลกระทบต่อศึกเลือกตั้ง

การแสดงออกทางความคิดของนักการเมืองในอเมริกาแม้จะมีความเป็นอิสระเพียงใดก็ตาม แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ทางการการเมืองที่อาจจะตามมาด้วย ฉะนั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาเลือกที่จะสงวนท่าทีโดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวต่อสังคมหรือความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา เพราะอาจจะกระทบต่อฐานเสียงในรัฐของตนเอง (ยกเว้นนักการเมืองหัวอนุรักษ์นิยมจัดหรือหัวก้าวหน้าจัด)

ดังนั้น การที่โอบามาออกมาให้การสนับสนุนชาวเกย์ในเดือนที่ผ่านมา จึงมีนัยยะสำคัญที่สามารถส่งผลกระทบทั้งทางบวกและลบในศึกเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ เพราะที่จริงโอบามาเคยไม่เห็นด้วยและสงวนท่าทีกับเรื่องการแต่งงานของชาวเกย์มาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากสถานการณ์ของโอบามาที่ยังไงยังไงแล้ว ก็ไม่มีทางได้เสียงโหวตจากกลุ่มสนับสนุนพรรครีพับลิกันและกลุ่มอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนา ก็อาจจะดูไม่แปลกอะไรที่โอบามาจะออกมาให้การสนับสนุนชาวเกย์อย่างเปิดเผย

แต่ในทางตรงกันข้าม โอบามาก็อาจจะเสียคะแนนเสียงจากกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยมที่ไม่ฝักใฝ่พรรคใด (conservative independent voters) ก็เป็นได้ แถมโอบามาอาจต้องเสียเสียงจากกลุ่มผู้สนับสนุนเก่า เช่นนักเทศน์ชื่อดังหลายคนจากโบสถ์คนผิวสีก็ออกมาตำหนิโอบามาและขู่ว่าจะไม่โหวตให้เขาในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะคำสอนของศาสนาคริสต์เชื่อว่าการแต่งงานคือความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงเท่านั้น

แต่สำหรับกลุ่ม LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender) แล้ว โอบามากลายมาเป็นฮีโร่ได้ใจชาวเกย์และกลุ่มนักร้องนักแสดงอเมริกันที่ส่วนใหญ่เปิดกว้างและยอมรับเรื่องความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน ซึ่งคนเหล่านี้ถือว่ากระเป๋าหนักอยู่เหมือนกันและอาจสามารถช่วยโอบามาหาเสียงได้อีกทาง ไม่กี่วันหลังจากโอบามาออกมาสนับสนุนการแต่งงานของชาวเกย์ นักร้องชื่อดังริกกี้ มาร์ตินรับอาสาเป็นพิธีกรพูดเปิดงานหาเงินสมทบทุนให้กับโอบามาที่เมืองนิวยอร์กเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซสต์นายมิตท์ รอมนีย์ที่เป็นคู่แข่งของโอบามา เขาเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ไม่ค่อยมีหัวอนุรักษ์นิยมเท่าไรนัก แถมยังนับถือศาสนามอร์มอน ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ไม่ค่อยปลื้ม ฉะนั้น สิ่งเดียวที่รอมนีย์จะสามารถทำได้คือพิสูจน์ตัวเองว่ามีความเป็นอนุรักษ์นิยมเพียงพอและพยายามทำให้ตนเป็นที่รักของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันให้ได้

ไม่กี่วันหลังจากที่โอบามาให้สัมภาษณ์ทางทีวีสนับสนุนการแต่งงานของชาวเกย์ รอมนีย์ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยศาสนาคริสต์ที่ชื่อมีว่า Liberty University เขากล่าวว่า “การสมรสคือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างชายและหญิง” และตัวเขาเองไม่เคยเปลี่ยนความคิดนี้ ซึ่งได้รับเสียงโห่ร้องสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมในพิธีอย่างมาก

การที่รอมนีย์พยายามตอกย้ำ โดยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เคยเห็นชอบในการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน เป็นเพราะว่าในปี 1994 รอมนีย์เคยเขียนจดหมายสนับสนุนการออกกฎหมายที่ให้ความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่กลุ่มชาวเกย์ ซึ่งเขาได้ตกลงกับกลุ่ม Log Cabin Club (กลุ่มชาวเกย์ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน) ว่าจะสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ถ้าได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิก

รอมนีย์เคยสนับสนุนการทำแท้งซึ่งขัดกับความเห็นส่วนใหญ่ของสมาชิกพรรครีพับลิกัน แต่เปลี่ยนความคิดเห็นในระยะหลัง ซึ่งการเปลี่ยนคำพูดของรอมนีย์จากหน้ามือเป็นหลังมือในหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะในประเด็นทางสังคม ทำให้รอมนีย์ถูกสงสัยจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันว่าเขาปฎิเสธการสมรสระหว่างเพศเดียวกันจริงหรือไม่ และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมเพียงพอที่จะเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันหรือไม่

ผลโพลล่าสุดทำโดย Gallup Poll แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันเปิดใจรับการแต่งงานของชาวเกย์มากขึ้น ในปี 1996 ซึ่ง 27% ของคนอเมริกันให้การสนับสนุนการสมรสของชาวเกย์ ส่วนในปี 2011 เพิ่มขึ้นเป็น 53% ซึ่งแสดงว่าคนอเมริกันมากกว่าครึ่งเห็นว่ากลุ่มรักเพศเดียวกันควรได้รับสิทธิ์ในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเหมือนกับคู่รักชายหญิงทั่วไป (ดูกราฟที่ 1)

ภาพจาก Gallup

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ของรอมนีย์ ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรในอดีต แต่ในปัจจุบันต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนมากขึ้นในการเป็นผู้นำกลุ่มอนุรักษ์นิยมอย่างเช่นในประเด็นการต่อต้านการสมรสของชาวเกย์เพื่อซื้อใจผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน

ประเด็นนี้คงจะได้พูดคุยกันอีกในอนาคต เพราะชาวเกย์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในหลายรัฐ ล่าสุดศาลชั้นต้นแห่งเมืองนิวยอร์กและศาลอุทธรณ์ภาคที่ 1 แห่งเมืองบอสตันได้ตัดสินว่ากฎหมายสหพันธรัฐคือ Defense of Marriage Act (DOMA) ที่ออกโดยคองเกรสสมัยรัฐบาลบิล คลินตัน และถูกใช้ตั้งแต่ปี 1996 จนกระทั่งปัจจุบันขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญอเมริกัน ศาลอุทธรณ์ภาคที่ 9 แห่งเมืองซานฟรานซิสโกก็เพิ่งตัดสินไม่รับการยื่นฟ้องใหม่หลังจากได้ตัดสินไปแล้วว่า กฎหมายที่ชื่อว่า Proposition 8 ขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญอเมริกัน (Proposition 8 คือกฎหมายที่ห้ามเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสในรัฐแคลิฟอร์เนีย)

โดยกลุ่มผู้เสียหายคือกลุ่มคู่รักเพศเดียวกัน กำลังจะส่งเรื่องฟ้องต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) เป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ศาลสูงสุดมีการตัดสินว่ากฎหมายมลรัฐและสหพันธรัฐเหล่านี้ขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญอเมริกันหรือไม่ ศาลฏีกาจะมีการพิจารณารับพิพากษากรณี Proposition 8 หรือไม่ภายในเดือนตุลาคมนี้ ถ้าศาลรับเรื่อง จะต้องใช้เวลาในการตัดสินอีกประมาณหนึ่งปี แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินรับเรื่องของศาลฏีกาหรือผลการตัดสินของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ในรัฐอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งจะส่งผลโดยตรงต่อตัวผู้สมัครอย่างโอบามาและรอมนีย์ที่มีความคิดเห็นคนละขั้วไม่มากก็น้อย