ความลังเลของรัฐบาลทหารพม่าที่จะอนุญาตให้มีการบรรเทาทุกข์จากนานาชาติ ซึ่งกำลังเป็นความจำเป็นอย่างรุนแรงอาจเป็นสัญญาณของความไม่มั่นใจและความกลัว
โดย มาร์ค แมกเนียร์ , Loas Angeles Times Staff Writer
ปักกิ่ง – ความแปลกแยกระหว่างรัฐบาลพม่าและกลุ่มบรรเทาทุกข์จากทั่วโลกซึ่งยังคงรอคอยการอนุญาตจากพม่าเพื่อนำอุปกรณ์ฉุกเฉินจำนวนมากที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างรุนแรงแสดงถึงปัญหาภาวะการนำที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลและความกลัว นักวิเคราะห์กล่าว
อาหารแห้งถูกบรรทุกบนเครื่องบินมาถึงประเทศที่แยกตัวออกจากนานาชาติแห่งนี้ในวันพฤหัสบดี แต่สิ่งของที่บรรทุกมานั้นถูกปิดกั้นจากความต้องการของประชาชนที่กำลังบอบช้ำอย่างมาก มีเที่ยวบินหนึ่งได้รับอนุญาตให้ร่อนลงได้แต่กลับไม่ได้บรรทุกอาหารมา และพม่าคัดค้านการอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่บนเครื่องลงไปปฏิบัติการเพื่อติดตั้งเครื่องปั่นไฟฟ้าและอุปกรณ์กรองน้ำ ผู้เขี่ยวชาญการกู้ภัยกล่าว
รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของพม่ากล่าวในหนังสือพิมพ์ ‘แสงใหม่’ (New Light) ซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลวันนี้ว่าพวกเขายินดีต้อนรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่ไม่ใช่แรงงานจากต่างประเทศ องค์กรเพื่อมนุษยธรรมกล่าวโต้ว่าพวกเขาระแวดระวังการส่งมอบอาหารและอุปกรณ์มูลค่านับล้านเหรียญสหรัฐให้กับรัฐบาลทหาร
เที่ยวบินในโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติสามลำ ซึ่งบรรจุแน่นไปด้วยอาหารสำหรับผู้ไร้อาศัยราว 1 ล้านคนจากอิทธิฤทธิ์ของพายุไซโคลนเมื่ออาทิตย์ก่อนได้รับการอนุญาตเมื่อวันพฤหัสบดี แต่รัฐบาลก็เปลี่ยนใจ
“ความท้าทายวันนี้คือการส่งมอบสินค้าในเที่ยวบิน” เกรก บาร์โรว์ โฆษกของโครงการอาหารโลกกล่าวในลอนดอน
พม่ายังบอกปัดความช่วยเหลือจากสหรัฐฯอย่างไม่ใยดี ซึ่งสหรัฐฯเตรียมเรือรบและเฮลิคอปเตอร์เพื่อสนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์และวัสดุภัณฑ์ทางการแทย์ “เรายังไม่ได้รับคำตอบตกลง” นาวาตรีหญิง เคอร์รี เฮิร์ด โฆษกของกองกำลัง สหรัฐฯแปซิฟิค ในฮาวายกล่าว

ภาพประชาชนผู้ประสบเคราะห์กรรมในพม่า ภาพจาก Flickr:disastersemergencycommittee
ผู้เชี่ยวชาญการบรรเทาทุกข์กล่าวว่า การที่รัฐบาลทหารยังไม่สามารถตัดสินใจได้มีแต่จะทำให้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากโรคภัยและความอดอยาก ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตที่เป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการจำนวน 22,000 คน และอีก 41,000 คนสูญหายไป นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงจะสูงกว่านี้มาก
“นี่มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากที่รัฐบาลไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลย” ชอว์น คริสปิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการเพื่อความคุ้มครองสื่อมวลชนแห่งเอเชีย-แปซิฟิค กล่าว “มันเหมือนกับพายุเฮอริเคนคาตารินามาลงพม่า”
ท่าทีที่กลับไปกลับมาของรัฐบาลต่อเที่ยวบินนานาชาติ และสัญญาณที่สับสนซึ่งรัฐบาลประเทศอื่นๆได้รับ แสดงให้เห็นถึงภาวะการต่อสู้ดิ้นรนระหว่างผู้นำระดับสูง แหล่งข่าวกล่าว กระบวนการตัดสินใจของพม่าอยู่ภายใต้ความคลุมเครือ และการปิดเป็นความลับ ซึ่งก็ไม่ต่างจากตัวประเทศพม่าเอง ซึ่งถูกปกครองภายใต้กำปั้นเหล็กของนายพลกลุ่มเล็กๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างไม่กล้าทำการตัดสินใจ และไม่มีกระบวนการถกเถียงเชิงนโยบายอย่างแท้จริงระหว่างคณะรัฐมนตรีและเหล่าทหาร
“ระบอบทหารดูสับสน” ซาร์นี่ ผู้ก่อตั้งแนวร่วมปลดปล่อยพม่าที่มีฐานอยู่ในลอนดอนกล่าว เขาก็เหมือนกับชาวพม่าอีกหลายคนที่ใช้เพียงชื่อๆเดียว “กลุ่มๆหนึ่งอาจจะมีอำนาจเหนือกลุ่มอื่นในชั่วโมงนี้ แต่กลุ่มอื่นอาจจะเข้ามาจากประตูครัวแล้วก็มีอำนาจเหนือกลุ่มแรกแทนในชั่วโมงต่อไป ผมไม่เห็นว่าระบอบทหารนี่จะมีแผนการครอบคลุมถึงการรองรับวิกฤติแบบนี้ได้”
นักวิเคราะห์กล่าวด้วยว่า ยังไม่แน่ชัดว่า นายพลตันฉ่วย จะยังรักษาอำนาจที่เกือบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของเขาเอาไว้ได้ หรือตอนนี้กำลังเผชิญการท้าทายจากกลุ่มอำนาจอื่น
แม้ว่าจะถูกปกป้องอยู่วงในเป็นอย่างดี มีที่ซ่อนในหลุมหลบภัยและบ้านพักหรูหราในเมืองหลวง ‘เพียงมะนา’ แห่งใหม่ ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปจากกรุงย่างกุ้งที่เป็นเมืองหลวงเก่าเป็นระยะทาง 200 ไมล์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาล แต่ก็ไม่อาจจะหลบเร้นตนเองให้พ้นจาก เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งในและต่างประเทศที่ดังกระหึ่มมากขึ้นทุกที
ในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอันตรายจากการจราจล หรือการประท้วงเนื่องจากผู้คนต่างก็พยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอด นักวิเคราะห์การเมืองชาวพม่าผู้อาศัยอยู่ในประเทศไทยกล่าว แต่ระบอบทหารกำลังตระหนักถึงความโกรธที่กำลังปะทุขึ้น นอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาหลายอย่างที่ผุดขึ้นมานั้น สำหรับประเทศที่ยังมีความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่อย่างพม่านั้น พิบัติภัยทางธรรมชาติเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าผู้นำกำลังขาด “อาณัติสวรรค์”
ระบอบทหารที่ซึ่งไม่ไว้วางใจชาวต่างชาติอย่างฝังใจ และระมัดระวังการสูญเสียการควบคุมอย่างมาก พบว่าตนเองตกอยู่ภายใต้ความกดดันจากนานาชาติเพื่ออนุญาตให้องค์กรบรรเทาทุกข์ต่างชาตินับสิบเข้าประเทศ และมีผู้เชี่ยวชาญด้านมนุษยธรรมกำลังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวที่จะให้คำเตือนที่เพียงพอต่อประชาชนก่อนที่พายุจะมาถึง
“พวกเขามองชุมชนบรรเทาทุกข์เป็นสายลับตะวันตกซึ่งอาจทำการปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย และบอกให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล” ชาร์ลส์ เพทรี ผู้ประสานงานเพื่อมนุษยธรรมในพม่าจากสหประชาชาติคนก่อนกล่าว ชาร์ลส์ถูกเนรเทศเมื่อปีกลายในฐานที่เขาเตือนบรรดานายพลที่ปกครองประเทศให้รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ประท้วงต่อระบอบทหาร
แม้แต่ประเทศจีน ซึ่งปกติจะหลีกเลี่ยงการกดดันต่อประเทศเพื่อนบ้านประเทศนี้ ก็เตือนพม่าเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาให้ยอมรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แม้ว่าจะยังเรียกร้องให้ชุมชนนานาชาติให้ความเคารพต่ออธิปไตยของพม่า ในขณะที่ ฉินกัง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน กล่าวว่า ความช่วยเหลือชุดแรกจากประเทศจีนมูลค่า 5 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ไปถึงยังพม่าแล้ว และเขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปักกิ่งตกลงที่จะเพิ่มวงเงินความช่วยเหลือเป็น 5.3 ล้านเหรียญ จาก 1 ล้านเหรียญ
ฑูตสหรัฐฯ ยังคงเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับกลางของพม่าในย่างกุ้ง แต่ยังคงได้รับ สิ่งที่เรียกว่า “การขาดการตอบสนอง” ชอน แมคคอร์แมค โฆษกรัฐบาลกล่าว รวมทั้งได้รับปฏิกิริยาในทำนองนี้จาก จีน, อินเดีย และไทยด้วย
ถ้าพม่ายังคงปฏิเสธความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ วอชิงตันอาจจะพิจารณาเส้นทางงความช่วยเหลือผ่านประเทศอื่น โรเบิร์ต เอ็ม เกตส์ เลขาธิการกลาโหม กล่าว
เหตุผลสำคัญที่ระบอบทหารพม่าพยายามเลื่อนการอนุญาตความช่วยเหลือจากต่างประเทศนั้น ชาวพม่าโพ้นทะเลหลายคนมองว่า อาจเป็นเพราะความต้องการของบรรดานายพลที่จะรีรอให้พ้นการลงประชามติรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันเสาร์นี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ได้เลื่อนการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ๆมีผลกระทบอย่างหนัก
“พวกเขาไม่ต้องการให้ชาวต่างชาติเข้าไปก่อน 10 พฤษภาคม” หล่วย เชอร์รี่ นักเคลื่อนไหวที่พำนักในประเทศไทยกล่าว “แต่หากปราศจากน้ำดื่ม, ที่พักอาศัย, อาหาร หรือยารักษาโรค ก็จะมีคนอีกจำนวนมากตายเพิ่มขึ้นในอีกสองสามวันข้างหน้า”
เลขาธิการสหประชาชาติ นาย บัน คีมูน ได้ปรึกษากับ นายพล ตัน ฉ่วย เพื่อเตือนให้ยอมรับเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ และเลื่อนการลงประชามติออกไปเพื่อว่ารัฐบาลจะได้ให้ความสนใจกับการลำเลียงสิ่งของให้ประชาชน
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การโต้เถียงของเหล่า “คนวงใน” ว่าสิ่งใดจะก่อความคุกคามต่อบรรดานายพลมากกว่ากันระหว่าง อิทธิพลจากต่างชาติ หรือความโกรธแค้นของประชาชนของตนเอง
“ผมเดาว่าบางคนคงพูดว่า ‘มันคุกคามทั้งหมดนั่นแหละ เราจะต้องจัดการด้วยตัวเอง’” ทิม ฮักซ์ลีย์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์แห่งเอเชีย ซึ่งมีฐานในสิงคโปร์ กล่าว “บางคนอาจจะพูดว่า ‘สถานการณ์เลวร้ายมาก เราต้องการความช่วยเหลือเท่าที่เราจะหาได้’”
แม้ว่าแรงงานบรรเทาทุกข์จากต่างชาติที่พยายามจะช่วยเหลือผู้รอดชีวิตนั้นอาจจะมีความสามารถคุกคามต่อกองทัพที่ปกครองมาถึง 46 ปี ได้ไม่มากนัก แต่พวกเขาก็กังวลว่าประชาชนจะสามารถตรวจสอบข้อมูลจากพวกเขานั้นได้ทันที
ระบอบทหารกุเรื่องบิดเบือนมาเป็นเวลานาน นักวิเคราะห์กล่าว ซึ่งในขณะนี้กำลังถูกคุกคาม ตัวอย่างเช่น, เขากล่าว ตัวเลขผู้เสียชีวติซึ่งรัฐบาลยังคงยืนยันว่ามีเพียง 351 ราย ต่อมาก็เพิ่มขึ้นทันทีทันใดเป็น 10,000 คน และต่อมาก็เป็น 22,000 คน
“เมื่อพวกเขากล่าวถึงตัวเลข 10,000 ชาวพม่าพากันพูดว่าตัวเลขจริงคงมีถึง 50,000” ซาร์นี่กล่าว “มันก็เหมือนช่วงที่มีการแพร่ระบาดไข้หวัดนก ซึ่งพวกเขาได้บอกประชาชนว่าไม่มีปัญหา เพราะนกที่ป่วยไม่สามารถบินข้ามภูเขาสูงที่อยู่บริเวณชายแดน มันเป็นการบิดเบือน”
แปลและเรียบเรียงจาก Myanmar cyclone aid standoff may signal a regime in crisis จาก Los Angeles Times
ข้อมูลเพิ่มเติม :
(1) บีบีซี : ดูภาพความเสียหายจากแผนที่และภาพถ่ายดาวเทียม
(2) มติชน : พม่า : ประชามติและหายนภัย
(3) มติชน : วิกฤติภัยนากีส
