เบื้องลึกสถานการณ์ในพม่า
September 27, 2007
โดย กานต์ ยืนยง : Siam Intelligence Unit
ในขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาการเมืองในพม่ากันอย่างจดจ่อ ว่าจะเกิดเหตุการณ์พลิกผันไปเช่นไรอีก หลังจากที่วานนี้รัฐบาลทหารพม่าตัดสินใจส่งกองกำลังตำรวจและทหารติดอาวุธ เข้าสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีพระสงฆ์และผู้เข้าร่วมชุมนุมบาดเจ็บล้มตาย มีรายงานจาก BBC ถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการปราบจราจลครั้งนี้ 5 คน ในขณะที่รัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธตัวเลขนี้และว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบจราจลเพียง 1 ราย
ทหารพม่าลุยปราบมวลชนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล : ภาพจาก The Irrawady News Magazine Online
พอจะกล่าวได้ว่าสูตรสำเร็จ ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศด้อยพัฒนาในเอเชียมักจะเป็นไปตามกรอบดังต่อไปนี้
- ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดแบบเสรีชน และแนวคิดการปกครองแบบเผด็จการ ที่หยั่งรากฝังลึก แต่ก็ถูกกดทับด้วยระเบียบการปกครองและความเชื่อ
- การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะเกิดจากความพลิกผันของระบบเศรษฐกิจโลก ผนวกด้วยความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารเศรษฐกิจ จนกระทั่งกระทบกระเทือนเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศอย่างรุนแรง
- เริ่มมีการระดมมวลชนออกมาต่อต้าน เป้าหมายการรณรงค์ในระยะแรกเป็นปัญหาเรื่องปากท้องทางเศรษฐกิจ
- พลังมวลชนเติบโตกลายเป็นขบวนใหญ่ เป้าหมายการรณรงค์เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องเสรีภาพทางการเมือง มีการเดินขบวนหรือการชุมนุมใหญ่ และอาจเปลี่ยนแปลงเป็นการจราจล
- รัฐบาลเผด็จการให้ทหารทำการล้อมปราบ จับกุมแกนนำการชุมนุม ผู้ชุมนุมประท้วงมีการ บาดเจ็บ ล้มตาย
- สถานการณ์เริ่มกลับสู่สภาพปกติ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อปี 2548 – 2549 ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีนี้ จริงอยู่มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ข่าวการคอรัปชั่นของรัฐบาล แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่ตัวลั่นไก (trigger) ที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวมวลชนขนาดใหญ่ได้

ภาพจากกระทรวงพลังงาน
ตราบจนกระทั่ง ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้มีการปรับตัวขึ้นสูง อันเนื่องมาจากความต้องการน้ำมันจากประเทศเกิดใหม่เช่น จีน และอินเดีย ผสมโรงกับการเข้าไปเก็งกำไรของเฮดจ์ฟันด์ ทำให้รัฐบาลทักษิณต้องลอยตัวน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นน้ำมันเศรษฐกิจ และในที่สุดก็นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ นั่นก็คือผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วกลไกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในขั้นถัดไปก็เริ่มทำงาน (คงต้องหมายเหตุไว้ตรงนี้สักนิดว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยยังมีปัจจัยแวดล้อมจากเรื่องอุดมการณ์พระราชอำนาจและการขับเคี่ยวกันระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ผสมผสานอยู่ด้วย)วิกฤตการเมืองในไทยสิ้นสุดลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่นั่นก็เป็นการสร้างปัญหาใหม่ และปัญหายังคงลากยาวมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่พร้อมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคต หากประเทศได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ตามสูตรการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองข้างต้น
เบื้องหลังการปรับราคาน้ำมัน : เหตุผลทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่า ก็ไม่ต่างจากสูตรนี้ (เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ เพราะหากไม่มีการแทรกแซงจากต่างประเทศพม่าก็จะยังคงมีการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารต่อไป) รัฐบาลทหารพม่าได้ใช้เงินจำนวนมากไปในโครงการสร้าง เมืองใหม่ที่เนย์ปีดอ (Naypidaw) การคงกำลังกองทัพจำนวนมาก ในขณะที่ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นสูง ก็ทำให้พม่าจำเป็นต้องยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน
พม่าพยายามแก้ปัญหารายจ่ายที่มีการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง ด้วยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มแต่นั่นก็ยิ่งซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งมีสูงอยู่แล้วในประเทศ มีรายงานว่าพม่าประสบอัตราเงินเฟ้อ 17.7 % ในปี 2548 และ 21.4% ในปี 2549
อันที่จริงแล้วพร้อมๆกับการยกเลิกการอุดหนุนพม่ามีแผนการแปรรูประบบจัดจำหน่ายน้ำมันของรัฐ ไปให้กับเอกชนรายหนึ่ง มีข่าวลือว่าผู้ได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงนี้คือเจ้าพ่อธุรกิจที่ชื่อว่า “เทย์ ซา” และกลุ่มธุรกิจ Htoo ที่มีความใกล้ชิดและมีการค้าอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลทหารของพม่า
แม้ว่าพม่าจะเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก แต่ด้วยเครื่องยนต์แบบดีเซลที่ล้าหลังของพม่าเอง รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมันที่ด้อยคุณภาพ ทำให้พม่าไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางพลังงานเหล่านี้ได้มากนัก พม่ายังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศ โดยที่ส่งออกน้ำมันดิบเป็นการแลกเปลี่ยน โดยที่มีข้อจำกัดในลักษณะของกรอบการตกลงแบบการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างตอบแทน (barter trade) และสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ทำตายตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว
ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์
ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจพม่าจะได้รับประโยชน์จากการส่งออก ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงมีอยู่มากในพม่าไม่ว่าจะเป็นไม้สัก, แหล่งพลังงาน, แหล่งประมง แต่ข้อเท็จจริงก็คือการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกต่อปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า ทำให้ประเทศพม่าเป็นเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบจาก GDP ทั้งหมด ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอยู่ในสัดส่วนระดับสูง นั่นทำให้พม่ามีความคุ้นเคยต่อการคว่ำบาตรจากต่างประเทศอยู่แล้ว และมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจะไม่ได้ส่งผลสะเทือนอะไรให้กับพม่า นอกเหนือไปจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน จะลงมือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าเองอย่างจริงจัง

ภาพโครงสร้าง GDP ของพม่า
แม้ว่าพม่าจะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอินเดีย และจีน แต่ในที่สุดแล้ว ปัจจัยตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ในการลงทุนทรัพยากรธรรมชาติในพม่านั้นก็เป็นเรื่องธุรกิจล้วนๆ ใครเป็นผู้ให้ผลประโยชน์มากกว่าก็จะเป็นผู้ได้โครงการไป

ภาพจาก eheartland
ถึงกระนั้นการพิจารณาปัจจัยจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากทั้งในแง่ของความต้องการของสหรัฐฯ ที่ต้องการจะปิดล้อมจีนและการเสริมความปลอดภัยให้กับเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางไปให้กับประเทศพันธมิตร และฐานทัพทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐเองทั้งในโอกินาวา และเกาหลีใต้ ก็เป็นเรื่องที่ละเลยไปไม่ได้ (พิจารณาเขตปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ต่อจีน นับตั้งแต่ฐานทัพสหรัฐในอัฟกานิสถาน, อิรัก, ซาอุดิอารเบีย, ดิเอโกการ์เซีย โอกินาวา ไปจนถึง เกาหลีใต้)
ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะยิ่งทำให้ การเปลี่ยนแปลงในพม่าอาจได้รับแรงกดดันจากต่างประเทศ และเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ เพียงแค่การปราบปรามประชาชนผู้ประท้วงแล้วก็เลิกรากันไป อย่างที่เคยเป็นมา สหรัฐและชาติพันธมิตรอาจส่งแรงกดดันต่อ จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน มากกว่าที่เป็นมาหากสถานการณ์ในพม่าเป็นไปในทางที่รุนแรงขึ้น
รัฐบาลทหารพม่า กระหายเลือดน้อยลง?
โชคร้ายที่พม่าไม่ได้มีหลายขั้วอำนาจของการเมืองในระดับชนชั้นนำเหมือนในประเทศไทย ทำให้การลุกขึ้นสู้ การเดินขบวนเรียกร้องของประชาชนชาวพม่า จะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลทหารของพม่าระมัดระวังการล้อมปราบประชาชนมากกว่าเดิม ตัวเลขคนบาดเจ็บล้มตายก็ยังมีไม่มาก เมื่อเทียบกับตัวเลขผู้เสียชีวิต 3,000 คน จากการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง เมื่อ 18 ปีก่อน
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า พม่ามีความระมัดระวังในการปราบปรามประชาชนที่ประท้วงรัฐบาลพม่ายิ่งขึ้น ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะพม่าเริ่มตระหนักถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากชาติตะวันตกแต่การเคลื่อนไหวที่แหลมคมขึ้นทุกวันของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง ซึ่งรวมไปถึงตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในพม่า ซึ่งเมื่อรวมกับแรงกดดันจากประเทศตะวันตกเพื่อให้มีการเจรจากันระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้ต่อต้าน ยิ่งทำให้รัฐบาลทหารพม่าตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
Comments
4 Responses to “เบื้องลึกสถานการณ์ในพม่า”
Got something to say?






เมื่อวานผมเพิ่งดูรายการที่เกี่ยวกับพม่า เห็นคุณ นิติภูมิ วิเคราะคล้ายๆ คุณกาน ประมาณว่ามันมีเบื้องหลังของการเมืองระดับประเทศ ของ สอง มหาอำนาจ ของโลก คือ จีนและอเมริกา เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์และทรัพยากรของพม่า
ผมอยากทราบว่า ประเทศเล็กๆที่กำลังพัฒนา(ไปเรื่อยๆไม่มีว้นได้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะโดนพวกพัฒนาแล้วกดหัวอยู่) เช่นไทยและ พม่า จะมียุทธฑสาสตร์ในการเอา ตัวรอดอย่างไร?
เนื่องด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย บางครั้งในภูมืภาคเราก็เกิดจากเหตุ ปัจจัยภายนอก เช่น การเข้าแทรกแทรงในหลายๆด้านจาก อเมริกา
Ball เขียนได้น่าสนใจ
ผมขอเสริมประเด้นเดียว คือ ไม่ว่าจะมีมหาอำนาจฝ่ายใดหนุนหลัง สิ่งที่รัฐบาลจะประมาทไม่ได้คือ โลกาภิวัตน์
การใช้กำลังทหารปิดหูปิดตราประชาชนมานับสิบๆปี ไม่อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องอีกต่อไป
โลกเปลี่ยนไปแล้ว
หากต้องการรักษาอำนาจไว้ต่อไป จะต้องมีการปฏิรูปบางประการ
Change or die
ผมเข้ามาเยี่ยมชม ,คิดว่าใช้ได้ และให้ กำลังใจคนมีไฟแรงเช่นพวกคุณ
ข้อมูลต่างๆมีประโยชน์ในแง่มุมทีดีกับคนอ่าน
คุณ Ball : ผมคิดว่าประเทศแต่ละประเทศจะต้องมีแนวทางยุทธศาสตร์ที่เป็นของตนเอง โดยจะต้องเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้อง พิจารณาและยอมรับสถานะตนเองตามความเป็นจริงให้ครอบคลุมทุกๆ มิติ และวางน้ำหนักปัจจัยต่างๆ อย่างใกล้เคียงความเป็นจริง ผมอยากให้ลองพิจารณาประเทศอย่างสิงคโปร์ที่แทบไม่มีทรัพยากรใดๆ พื้นที่ก็จำกัด จำนวนคนก็จำกัด แต่ก็สามารถพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นประเทศที่มีชีวิตความเป็นอยู่ระดับแนวหน้า
หรืออาจจะพิจารณาประเทศอย่างดูไบ (ซึ่งเป็นรัฐๆหนึ่งในสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์) แม้ว่าจะมีทรัพยากรล้ำค่าอย่างน้ำมัน แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มคิดถึงอนาคตอีกยี่สิบปีข้างหน้าเมื่อทรัพยากรน้ำมันถูกใช้หมดไป เขาคิดว่าจะเริ่มเปลี่ยนสภาพเศรษฐกิจที่อิงกับการส่งออกน้ำมัน ไปเป็นเศรษฐกิจการบริการในด้านต่างๆ และการท่องเที่ยวเป็นหลัก (ลองอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=hanzo&date=21-09-2007&group=10&gblog=11
อาจจะมีข้อถกเถียงอยู่บ้างว่า การพัฒนาประเทศในแนวทางที่ไปแอบอิงอยู่กับวัตถุนิยม (แบบสิงคโปร์ และดูไบ) จะเป็นการไม่พอเพียงหรือไม่ จะเป็นการเพิ่มเติมกิเลสให้กับมนุษย์หรือไม่ แต่เราก็ต้องพิจารณาความเป็นจริงของโลกว่า มีการพัฒนาไปข้างหน้าและสำหรับประเทศใดที่ปิดตัวเองไม่รับการเปลี่ยนแปลงของโลก (หรือที่คุณเจริญชัยบอกในประเด็นเรื่องโลกาภิวัฒน์) ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นั่นเป็นสิ่งที่ประชาชนและรัฐบาลประเทศนั้นๆ จะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าต้องการให้ประเทศเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ
ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางการพัฒนาของประเทศอย่างไร ก็ต้องทราบว่าทุกอย่างมีต้นทุนที่ต้องเสียไป อยู่ที่ว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นคืออะไร จะได้รับอะไร และเสียอะไรไป ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับโชคชะตา หรือศรัทธาที่ไม่มีเหตุผลกำกับ
คุณเจริญชัย : ที่ว่ามานั้นผมเห็นด้วยครับ
Dr. Surachai : ขอบพระคุณและยินดีต้อนรับสำหรับการเข้ามาเยี่ยมชมครับ หากมีข้อชี้แนะอะไร หรือเห็นว่ามีประเด็นไหนที่ขาดตกบกพร่อง ก็อยากรบกวนให้เขียน comment ลงให้ด้วยนะครับ เราจะได้นำไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปครับ