โดย กานต์ ยืนยง : Siam Intelligence Unit
ในขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาการเมืองในพม่ากันอย่างจดจ่อ ว่าจะเกิดเหตุการณ์พลิกผันไปเช่นไรอีก หลังจากที่วานนี้รัฐบาลทหารพม่าตัดสินใจส่งกองกำลังตำรวจและทหารติดอาวุธ เข้าสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีพระสงฆ์และผู้เข้าร่วมชุมนุมบาดเจ็บล้มตาย มีรายงานจาก BBC ถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการปราบจราจลครั้งนี้ 5 คน ในขณะที่รัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธตัวเลขนี้และว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบจราจลเพียง 1 ราย
ทหารพม่าลุยปราบมวลชนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล : ภาพจาก The Irrawady News Magazine Online
พอจะกล่าวได้ว่าสูตรสำเร็จ ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศด้อยพัฒนาในเอเชียมักจะเป็นไปตามกรอบดังต่อไปนี้
- ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดแบบเสรีชน และแนวคิดการปกครองแบบเผด็จการ ที่หยั่งรากฝังลึก แต่ก็ถูกกดทับด้วยระเบียบการปกครองและความเชื่อ
- การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะเกิดจากความพลิกผันของระบบเศรษฐกิจโลก ผนวกด้วยความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารเศรษฐกิจ จนกระทั่งกระทบกระเทือนเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศอย่างรุนแรง
- เริ่มมีการระดมมวลชนออกมาต่อต้าน เป้าหมายการรณรงค์ในระยะแรกเป็นปัญหาเรื่องปากท้องทางเศรษฐกิจ
- พลังมวลชนเติบโตกลายเป็นขบวนใหญ่ เป้าหมายการรณรงค์เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องเสรีภาพทางการเมือง มีการเดินขบวนหรือการชุมนุมใหญ่ และอาจเปลี่ยนแปลงเป็นการจราจล
- รัฐบาลเผด็จการให้ทหารทำการล้อมปราบ จับกุมแกนนำการชุมนุม ผู้ชุมนุมประท้วงมีการ บาดเจ็บ ล้มตาย
- สถานการณ์เริ่มกลับสู่สภาพปกติ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อปี 2548 – 2549 ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีนี้ จริงอยู่มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ข่าวการคอรัปชั่นของรัฐบาล แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่ตัวลั่นไก (trigger) ที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวมวลชนขนาดใหญ่ได้

ภาพจากกระทรวงพลังงาน
ตราบจนกระทั่ง ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้มีการปรับตัวขึ้นสูง อันเนื่องมาจากความต้องการน้ำมันจากประเทศเกิดใหม่เช่น จีน และอินเดีย ผสมโรงกับการเข้าไปเก็งกำไรของเฮดจ์ฟันด์ ทำให้รัฐบาลทักษิณต้องลอยตัวน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นน้ำมันเศรษฐกิจ และในที่สุดก็นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ นั่นก็คือผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วกลไกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในขั้นถัดไปก็เริ่มทำงาน (คงต้องหมายเหตุไว้ตรงนี้สักนิดว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยยังมีปัจจัยแวดล้อมจากเรื่องอุดมการณ์พระราชอำนาจและการขับเคี่ยวกันระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ผสมผสานอยู่ด้วย)วิกฤตการเมืองในไทยสิ้นสุดลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่นั่นก็เป็นการสร้างปัญหาใหม่ และปัญหายังคงลากยาวมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่พร้อมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคต หากประเทศได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ตามสูตรการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองข้างต้น
เบื้องหลังการปรับราคาน้ำมัน : เหตุผลทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่า ก็ไม่ต่างจากสูตรนี้ (เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ เพราะหากไม่มีการแทรกแซงจากต่างประเทศพม่าก็จะยังคงมีการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารต่อไป) รัฐบาลทหารพม่าได้ใช้เงินจำนวนมากไปในโครงการสร้าง เมืองใหม่ที่เนย์ปีดอ (Naypidaw) การคงกำลังกองทัพจำนวนมาก ในขณะที่ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นสูง ก็ทำให้พม่าจำเป็นต้องยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน
พม่าพยายามแก้ปัญหารายจ่ายที่มีการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง ด้วยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มแต่นั่นก็ยิ่งซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งมีสูงอยู่แล้วในประเทศ มีรายงานว่าพม่าประสบอัตราเงินเฟ้อ 17.7 % ในปี 2548 และ 21.4% ในปี 2549
อันที่จริงแล้วพร้อมๆกับการยกเลิกการอุดหนุนพม่ามีแผนการแปรรูประบบจัดจำหน่ายน้ำมันของรัฐ ไปให้กับเอกชนรายหนึ่ง มีข่าวลือว่าผู้ได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงนี้คือเจ้าพ่อธุรกิจที่ชื่อว่า “เทย์ ซา” และกลุ่มธุรกิจ Htoo ที่มีความใกล้ชิดและมีการค้าอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลทหารของพม่า
แม้ว่าพม่าจะเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก แต่ด้วยเครื่องยนต์แบบดีเซลที่ล้าหลังของพม่าเอง รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมันที่ด้อยคุณภาพ ทำให้พม่าไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางพลังงานเหล่านี้ได้มากนัก พม่ายังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศ โดยที่ส่งออกน้ำมันดิบเป็นการแลกเปลี่ยน โดยที่มีข้อจำกัดในลักษณะของกรอบการตกลงแบบการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างตอบแทน (barter trade) และสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ทำตายตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว
ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์
ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจพม่าจะได้รับประโยชน์จากการส่งออก ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงมีอยู่มากในพม่าไม่ว่าจะเป็นไม้สัก, แหล่งพลังงาน, แหล่งประมง แต่ข้อเท็จจริงก็คือการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกต่อปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า ทำให้ประเทศพม่าเป็นเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนจำนวนน้อยเมื่อเทียบจาก GDP ทั้งหมด ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอยู่ในสัดส่วนระดับสูง นั่นทำให้พม่ามีความคุ้นเคยต่อการคว่ำบาตรจากต่างประเทศอยู่แล้ว และมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจะไม่ได้ส่งผลสะเทือนอะไรให้กับพม่า นอกเหนือไปจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน จะลงมือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าเองอย่างจริงจัง

ภาพโครงสร้าง GDP ของพม่า
แม้ว่าพม่าจะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอินเดีย และจีน แต่ในที่สุดแล้ว ปัจจัยตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ในการลงทุนทรัพยากรธรรมชาติในพม่านั้นก็เป็นเรื่องธุรกิจล้วนๆ ใครเป็นผู้ให้ผลประโยชน์มากกว่าก็จะเป็นผู้ได้โครงการไป

ภาพจาก eheartland
ถึงกระนั้นการพิจารณาปัจจัยจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากทั้งในแง่ของความต้องการของสหรัฐฯ ที่ต้องการจะปิดล้อมจีนและการเสริมความปลอดภัยให้กับเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางไปให้กับประเทศพันธมิตร และฐานทัพทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐเองทั้งในโอกินาวา และเกาหลีใต้ ก็เป็นเรื่องที่ละเลยไปไม่ได้ (พิจารณาเขตปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ต่อจีน นับตั้งแต่ฐานทัพสหรัฐในอัฟกานิสถาน, อิรัก, ซาอุดิอารเบีย, ดิเอโกการ์เซีย โอกินาวา ไปจนถึง เกาหลีใต้)
ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะยิ่งทำให้ การเปลี่ยนแปลงในพม่าอาจได้รับแรงกดดันจากต่างประเทศ และเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ เพียงแค่การปราบปรามประชาชนผู้ประท้วงแล้วก็เลิกรากันไป อย่างที่เคยเป็นมา สหรัฐและชาติพันธมิตรอาจส่งแรงกดดันต่อ จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน มากกว่าที่เป็นมาหากสถานการณ์ในพม่าเป็นไปในทางที่รุนแรงขึ้น
รัฐบาลทหารพม่า กระหายเลือดน้อยลง?
โชคร้ายที่พม่าไม่ได้มีหลายขั้วอำนาจของการเมืองในระดับชนชั้นนำเหมือนในประเทศไทย ทำให้การลุกขึ้นสู้ การเดินขบวนเรียกร้องของประชาชนชาวพม่า จะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลทหารของพม่าระมัดระวังการล้อมปราบประชาชนมากกว่าเดิม ตัวเลขคนบาดเจ็บล้มตายก็ยังมีไม่มาก เมื่อเทียบกับตัวเลขผู้เสียชีวิต 3,000 คน จากการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง เมื่อ 18 ปีก่อน
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า พม่ามีความระมัดระวังในการปราบปรามประชาชนที่ประท้วงรัฐบาลพม่ายิ่งขึ้น ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะพม่าเริ่มตระหนักถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากชาติตะวันตกแต่การเคลื่อนไหวที่แหลมคมขึ้นทุกวันของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง ซึ่งรวมไปถึงตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในพม่า ซึ่งเมื่อรวมกับแรงกดดันจากประเทศตะวันตกเพื่อให้มีการเจรจากันระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้ต่อต้าน ยิ่งทำให้รัฐบาลทหารพม่าตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
