Practical Report มายาคติของน้ำท่วม สิ่งที่อยากให้ลองกลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง

ปัญหาต่างๆ ที่มาพร้อมกับม่านหมอกน้ำ อาจบังตาสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่จริง ลองใช้เวลาสั้นเท่าที่ยังพอมีตั้งสตินิดหนึ่งและมองปัญหา หนทางแก้ไข และทางเลือกที่เกิดขึ้น มองข้ามวาทกรรมต่างๆทั้งหลาย บางทีพอเราฉุกคิด เราอาจพบว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญนั้นเป็นปัญหาแท้จริงส่วนหนึ่ง และปัญหาที่มากับมายาคติส่วนหนึ่ง เริ่มมองไปด้วยกัน

1. น้ำท่วมเป็นความผิดของรัฐบาลทั้งหมด

ต้องทำความเข้าใจว่าการบริหารที่ไม่สามารถจัดการกับน้ำอาจเป็นความผิดส่วนหนึ่งของรัฐบาล แต่ปริมาณน้ำที่มากกว่าเดิมถึง 30-40% จากน้ำท่วมในปีก่อนนั้น มันเกินจะรับมือเหมือนกัน ซึ่งอะไรที่มันเกินรับมือจากปรกติเช่นน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ภัยพิบัติ” และเมื่อเกิดภัยพิบัติย่อมแปลว่ากลไกของรัฐบาลและราชการไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะเกิด “ความไม่สะดวก” (inconvenience) ในการปฏิบัติงาน จากปัจจัยต่างๆ เช่น การร้องขอความช่วยเหลือจำนวนมากที่ไม่สามารถจัดการได้พร้อมกันหมด หรือ การเกิดปัญหาในหลายๆพื้นที่พร้อมกัน ถ้าเข้าไปแก้สถานการณ์ที่หนึ่งอีกที่ๆ ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ก็มักจะได้รับเสียงเรียกร้องที่ไม่พอใจ

ดังนั้นกลไกชุมชน เอกชน และภาคประชาสังคมต้องหนุนเสริม สิ่งสำคัญก็คือการสืบสวนและหาบทเรียนหลังจากที่สถานการณ์ผ่านไปแล้วและปรับแก้ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดซ้ำๆ ส่วนรัฐบาลเองก็ต้องเปิดโอกาสให้กับภาคส่วนต่างๆ เข้ามาทำงานมากขึ้น เช่น สมมุติจะตั้งศูนย์อพยพหลายพันแห่ง แต่มีข้อจำกัดที่จะต้องเลือกสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ราชการ เช่น วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัยซึ่งบางครั้งชัยภูมิในการตั้งนั้นไม่เหมาะ (แถวบ้านผมเลือกวัดที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นศูนย์พักพิง!!)  อาจจะขอความร่วมมือในการใช้พื้นที่เอกชน เป็นศูนย์อพยพ และดึงภาคประชาสังคมเข้าไปบริหารจัดการ เป็นต้น

แท็กซี่ ลุยน้ำถนนวิภาวดี

แท็กซี่ ลุยน้ำถนนวิภาวดี

2. สถานการณ์สร้างวีรบุรุษไม่มีจริง

จากข้อที่ผ่านมาทำให้เราเห็นขนาดของปัญหาที่แท้จริงว่ามันใหญ่โตเกินกลไกรัฐ ดังนั้นคำพูดประเภท “ถ้าเรื่องกรุงเทพฯให้ฟังผมคนเดียว” หรือ “ศปภ. มั่นใจว่าสามารถเอาอยู่” นั้นสะท้อนว่าทัศนคติในการทำงานของฝ่ายรัฐยังคงต้องการ “รบ” กับสิ่งที่มีขนาดมหึมาอยู่ เพื่อหวังว่าการปราบศัตรูนั้นจะสร้างความเป็นวีรบุรุษให้กับตน แต่แท้ที่จริงแล้วสถานการณ์เช่นนี้มันใหญ่เกินกว่าที่จะทำได้โดยลำพัง เดิมพันมันสูงมากกว่าตำแหน่งและอนาคตทางการเมืองของทั้งสองพรรคใหญ่ เพราะมีเรื่องของประชาชนเป็นเดิมพันดังนั้นอย่าให้ภาพความร่วมมือทุกอย่างจบเพียงแค่วันที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบปะกับอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่ดอนเมือง แต่เรากลับพบว่าสิ่งที่เป็นกลไกให้แต่ละพื้นที่ผ่านวิกฤตไปได้ กลับเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชนต่างๆ ที่บางครั้งไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง (ในหลายกรณีผู้ใหญ่บ้านทิ้งหมู่บ้านไปแล้ว) แต่คนเหล่านี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานกับภาคส่วนต่างๆในการช่วยเหลือ

3. การมีชีวิตในช่วงภัยพิบัติคือการ “อยู่รอด” ไม่ใช่ “อยู่สบาย”

จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับผู้ประสบภัยหลายๆท่าน สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องของการยึดติดกับรูปแบบชีวิตเดิมๆที่เคยชิน เช่น เวลาจะขับถ่ายต้องขอเป็นส้วมที่สะอาดถูกสุขลักษณะ แต่เวลาภัยพิบัติมามันไม่สามารถทำแบบนั้นได้แต่ละบ้านก็เรียกขอสุขาลอยน้ำกันทุกบ้าน ซึ่งถ้าหากคิดดูว่ามีผู้ประสบภัย 6 ล้านคนเท่ากับเราต้องผลิตสุขาลอยน้ำถึง 6 ล้านถัง แล้วเมื่อเวลาน้ำลดสิ่งเหล่านี้จะนำไปไว้ไหน? จากการพูดคุยสิ่งที่น่าคิดก็คือชาวบ้านที่ได้รับน้ำท่วมบ่อยๆจะมีประสบการณ์มากกว่าในเขตเทศบาลและเขตเมือง เขาจะปรับตัวได้การถ่ายลงน้ำและดูแลคุณภาพน้ำไปด้วยก็สามารถดูแลจัดการได้ดีกว่าเราเพียงแต่จะหาความต้องการที่แท้จริงว่าเขาต้องการส้วม หรือ แค่ระบบขับถ่าย เพื่อจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด บางทีจากสุขาลอยน่้ำอาจเป็นแค่เก้าอี้และถุงดำที่ประดิษฐ์เป็นส้วม พร้อมน้ำยา EM เพื่อปรับสภาพน้ำแทน จดจำว่าภัยพิบัตินั้นคือสภาวะไม่ปรกติ คุณไม่สามารถนอนกระดิกเท้ากินป๊อปคอร์นและดูละครหลังข่าวได้

4. น้ำมาค่อยอพยพดีกว่าไหม?

เรื่องนี้สำคัญมากและขอตอบว่าไม่จริง!! ถ้าหากว่าเราอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงน้ำท่วม สิ่งที่ควรทำก็คืออพยพออกมาแต่เนิ่นๆจะสามารถทำได้ง่ายกว่า หากรอถึงการประกาศอพยพรับรองว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์โกลาหลวุ่นวายมาก ได้พูดคุยกับชาวบ้านที่บ้านอยู่หลังคันกั้นน้ำหลายๆคนที่ไม่ยอมอพยพ ก็เพราะคิดว่าสามารถรับมือได้ไม่มีปัญหาและไม่ย้ายออก (คนที่คุยด้วยวันก่อนหน้านั้นยังดู ผีอีเม้ยอยู่เลย ตอนนี้หนีไปอยู่ชลบุรีแล้ว) ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นคันกั้นน้ำแตก ทีนี้เรื่องร้องเรียนถูกส่งมายังหน่วยช่วยชีวิตและอพยพของทีมมูลนิธิกระจกเงาจำนวนมาก ในสถานการณ์ที่เอาคนออกมายากเพราะน้ำสูง ทางที่ดีล็อกบ้าน สับสะพานไฟ และออกจากบ้านแต่เนิ่นๆจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สาเหตุยอดนิยมของคนที่ไม่อพยพก็คือ ไม่มีญาติที่ไหน หรือมีภาระ เช่น ห่วงสัตว์เลี้ยงและทรัพย์สิน อยากให้ลองคิดว่าความปลอดภัยของชีวิตต้องมาก่อน และรัฐก็ควรจะทำให้รู้สึกว่าศูนย์อพยพนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้ และผู้อพยพก็ต้องเข้าใจว่ามันไม่สะดวกสบายเหมือนที่บ้าน แต่นี่คือภาวะจำเป็น

5. ใครๆ ก็อยากทำความดีงั้นทุกคนมาทำงานอาสากัน

แน่นอน! การลงมือทำย่อมเป็นสิ่งที่ดีและจะก่อให้เกิดสิ่งดีๆตามมา แต่การทำแบบต่างคนต่างทำนั้นก็เป็นปัญหาหนึ่ง จากวงประชุมของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งได้ข้อเสนอที่น่าสนใจว่าทุกคนอยากทำความดี แต่ทุกคนก็เต้นไปตามกระแสที่มันเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น หากสื่อนำเสนอความเดือดร้อนในอยุธยา ความช่วยเหลือก็หลั่งไหลไปอยุธยาทั้งกำลังเงิน กำลังคน และกำลังทรัพย์ พอสื่อบอกว่าปทุมธานีเดือดร้อนทุกคนก็แห่ไปปทุมธานี และทิ้งชาวอยุธยาไว้ สิ่งสำคัญก็คือเราจะรักษาสมดุลได้อย่างไรให้ความช่วยเหลือไม่ไหลไปตามสายน้ำ ดังนั้นควรจะมีการวางแผนประสานงานกันและกัน ไม่ใช่ความช่วยเหลือไปกระจุกตัวเป็นที่เดียว ส่วนงานอาสาสมัครนั้นแท้จริงมีความหลากหลายลองค้นหาสิ่งที่จะเอาศักยภาพมาใช้ให้ได้มากที่สุด เช่น เด็กอาชีวะ ตอนเฟสฟื้นฟูต้องอาศัยทักษะในงานช่างเป็นอย่างมาก

มันน่าจะดีกว่าการขับรถฝืนไปกับน้ำร่วม 400 กิโลเมตรเพื่อบริจาคน้ำสองแพ็กและถ่ายรูปลง Facebook เพื่อให้รู้สึกดีกับตัวเอง แต่รถไปจมน้ำแล้วเสียหรือลำบากหน่วยงานที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ เรื่องแบบนี้อาจจะส่งมอบของให้หน่วยงานที่มีศักยภาพในการเข้าไปส่งมอบ เพราะเวลาการที่เราจะช่วยเหลือกัน บางครั้งอาจจะไม่ต้องการการที่คนอื่นจะต้องมายอมรับและสำนึกในสิ่งที่เราทำ แต่เป็นการกระทำโดยมนุษยธรรมและไม่เลือกกรณี

6. ฉันเลือกรัฐบาลมาแล้ว รัฐบาลต้องช่วยฉันทุกเรื่อง

คำพระท่านบอกว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ในสถานการณ์แบบนี้ประชาชนจำเป็นต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด (และรัฐเองก็ต้องให้ข้อมูลมากที่สุดเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้) การรอความช่วยเหลือเพียงฝ่ายเดียว สุดท้ายย่อมกลายเป็นปัญหา ในยามวิกฤตเรามักจะเห็นแต่จุดอ่อนของตัวเอง จากการสอบถามข้อมูลในการทำงาน ศปภ.ตำบล บางทีเราค้นพบจุดเด่นที่น่าสนใจในแต่ละหมู่บ้านเช่น หมู่บ้านหนึ่งที่อยุธยามีนางพยาบาล อีกหมู่บ้านหนึ่งมีเรือแต่มีคนป่วย แทนที่เขาจะรอหมอจากภาครัฐเข้าไปช่วย พอเราให้ข้อมูลเขาไปเขาก็เอาเรือไปรับนางพยาบาลมาดูแลคนป่วยแทน แต่ถ้าหากขาดแคลนยาตรงนี้คือส่วนงานที่รัฐต้องเข้าไปหนุนเสริม

7. การประเมินตนเป็นเรื่องสำคัญ อย่าประมาณตนสูง และอย่าดูถูกตนเองต่ำไป

ศูนย์พักพิงหลายแห่งที่รับคนเกินจำนวนที่สามารถรองรับได้ และอยู่ในจุดเสี่ยงที่ใกล้น้ำท่วมอาจจะประเมินศักยภาพตัวเองสูงไป (ด้วยความมั่นใจว่าน้ำจะไม่ท่วม หรือด้วยศักดิ์ศรีของผู้มีอำนาจรับผิดชอบ) ปัญหาที่ตามมาก็คือสุดท้ายเมื่อรับมือไม่ไหว (และไม่ยอมอพยพตอนแรก) ก็จะต้องมาช่วยเหลือกันตอนที่ปัญหามันโคม่าแล้ว กลับกันผู้ประสบภัยบางคนประเมินศักยภาพตนเองต่ำไป พบเคสที่ผู้ประสบภัยพบน้ำในระดับข้อเท้า มีอาหารสำรองแล้ว แต่เรียกขอถุงยังชีพจากหลายๆ หน่วยงานเข้าไปเพิ่มอีกแทนที่จะได้กระจายไปให้ผู้อื่น บางทีอาจต้องทำความเข้าใจว่าหน่วยงานที่ช่วยเหลือไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนร้านพิซซ่าที่ต้องส่งเดลิเวรี่ให้ลูกค้าทุกรายตามต้องการ เราต้องการให้ทุกคนอยู่รอดไปด้วยกัน ดีกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งอยู่สบายและอีกกลุ่มลำบากเจียนตาย

รถไฟก็ไม่สามารถฝ่ากระแสน้ำไปได้

รถไฟก็ไม่สามารถฝ่ากระแสน้ำไปได้

8. น้ำแห้งแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นลง

ตอนนี้หลายคนคงเริ่มฝันถึงว่าเมื่อไหร่น้ำจะแห้ง (มีรายงานว่าอาจจะต้องอยู่กับน้ำ 3-4 สัปดาห์) แต่หลังน้ำแห้งปัญหามากมายยังรอการแก้ไขอยู่มาก ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างทางผังเมืองและกลไกราชการ การเข้าสู่เฟสฟื้นฟูที่อาจกินเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี กระแสต่างๆ ทั้งความช่วยเหลือ ความร่วมมือ และสื่อมวลชนต้องมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลไกในการฟื้นฟูสามารถเดินหน้าได้เต็มที่ไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้นที่ทำหน้าที่ฟื้นฟู เคล็ดลับความสำเร็จหลายๆครั้งมาจากการที่คนในชุมชนมาร่วมวางแผนกันเอง เช่น ที่นครสวรรค์ บางพื้นที่ที่น้ำแห้งแล้วเริ่มวางแผนจะฟื้นฟู เพราะนอกจาก “แก้ไขไม่แก้แค้น” แล้ว รัฐบาลจะต้อง “แก้ไขอย่าแก้ขัด” เหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆ มาที่เวลาน้ำท่วมทีไรก็ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแก้ขัด รอบนี้จะต้องแก้กันทั้งระบบทั้งการป้องกัน รับมือ และแก้ไขในอนาคตด้วย

สุดท้ายนี้สิ่งที่อยากจะย้ำเตือนก็คือ ในวาระแบบนี้การประสานความร่วมมือและการพึ่งพาตนเองให้เต็มศักยภาพจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ที่เราจะต้องทำให้ชินเป็นนิสัยและทัศนคติใหม่ๆของคนไทย เราจะต้องเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ประสบภัย” ให้กลายเป็น “ผู้ช่วยเหลือ”ให้ได้ ผมยังจำป้ายที่เขียนที่โรงอาหารกลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ที่วันนี้น้ำท่วมไปแล้ว) ตอนสึนามิได้ บนกระดานเขียนว่า “เราจะผ่านเรื่องร้ายไปด้วยกัน” ขอให้คนไทยทุกคนผ่านไปให้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ค่อยสะดวกนัก

ป.ล. กลั่นกรองจากที่เป็นตัวแทน Siam Intelligence Unit เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ศปภ.ภาคประชาชน ที่นำโดยมูลนิธิกระจกเงา ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา

  • Thavipat

    อยากรู้จักคนนี้จัง อยากเห็นหน้า เขาคือใครกันนะ :D

  • Thavipat

    อยากรู้จักคนนี้จัง อยากเห็นหน้า เขาคือใครกันนะ :D

  • Chatree_chj

    บทความดีนะครับ กระตุ้นเตือนให้ได้คิด บ้างมุมดีมาก แต่ไม่เห็นด้วยทั้งหมดเพราะเรื่องพื้นฐานที่รู้อยู่แล้ว แต่คนที่จะควบคุมและสั่งการควรจะดำเนินการได้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้หรือไม่ ถึงตอนนี้คนที่มีหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ไปให้เต็มที่ คนที่มีข้อมูลก็ต้องออกมาให้ข้อมูล คนที่เป็นสื่อก็ออกมาสื่อสาร ถามว่าทุกคนก็ทำหน้าที่นะ แต่ไม่มีคนนำคนควบคุม เหมือนวงดนตรีวงใหญ่ ไม่มีคอนดักเตอร์ก็เล่นเพลงออกมาฟังไม่รู้เรื่อง คุณคิดว่าไง ไม่ได้ออกมาโทษใครแค่ออกมาบอกว่าไม่มีใครอยากให้เกิด แต่อยากออกมาตะโกนบอกว่าทหารรอคำสั่งแม่ทัพ นายกองอยู่

  • ผ่านมาผ่าน

    ไม่รู้สิครับ ถ้าน้ำฝนที่มากกว่าปีก่อน 30-40% ได้มีการจัดการที่ถูกต้องแล้วยังมีผลอย่างนี้ผมคงยอมเรียกว่าภัยพิบัติได้เต็มปากครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นจากข้อมูลน้ำเข้าออกเขื่อนหลักต่างๆ ทำให้รู้สึกว่า เมื่อน้ำมามากแล้วยังคงมีการจัดการแบบเดิมๆ มาตลอดทั้งปี ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดภัยพิบัติในครั้งนี้ครับ (ทั้งสองรัฐบาลล่ะครับ อย่าไปเกี่ยงกันเลย) 

    เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติแล้ว การจัดการปริมาณน้ำเหมือนขาดการสื่อสารให้ประชากรเข้าใจ สิ่งที่ศปภ.พูดผมมั่นใจว่ามีคนไทยไม่เกิน 10% ที่ฟังเข้าใจครับ ถ้าหากว่าไม่สามารถทำให้เข้าใจชัดเจนตั้งแต่แรก การที่ปชช.จะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มที่อาจผิดหรือถูกนั้นจะไปโทษเขาคงไม่ได้ ในเมื่อคุณไม่ใส่ใจจะทำให้ชัดเจนแต่แรก (ส่วนนี้ก็จัดเป็นการจัดการที่ไม่ดีพอเช่นกัน)

    การเตรียมแผนรับมือหากมีการสื่อสารให้ชัดเจนแต่แรก ผมคิดว่าการดำเนินการต่างๆ จะง่ายขึ้น ยิ่งหากสามารถระบุแผน 1, 2,3 และระบุว่าให้ประชาชนตรงไหนไปหลบภัยที่ไหน เมื่อไร นานเท่าไรได้ จะไม่เกิดความสับสน และวุ่นวาย รวมไปถึงจะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้ ศปภ. ได้มากเลยครับ

  • One

    กลั่นกรองจากที่เป็นตัวแทน Siam Intelligence Unit เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ
    ศปภ.ภาคประชาชน ที่นำโดยมูลนิธิกระจกเงา ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9
    ตุลาคม ที่ผ่านมา

    เจอประโยคนี้ที่เขียนมานี่รู้เลย เอียงจนล้ม

  • Yusup_hay

    ก็น่าเสียดายเงินนะ  ล้านล้านบาทที่จะเยียวยา หลังน้ำท่วม ล้านล้านบาทสามารถสรัางแม่น้ำไหม่พร้อมถนน suppe hiway
    ได้เลยมั่งเนี่ย โอกาศนี้ถ้าไม่ทำไม้สร้าง ประชาชนผู้เสียภาสีอย่างเราๆ จะเรียกร้องไห้สร้างได้ไหมครับ ใน40ปีที่ผ่านมาลุยน้ำแบบนี้ มาหลายครั้งแล้ว เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ จนโตมีลูกมีเต้า ก็ยังต้องลุยอีกหรือ วิถีไทย เวนิช ตะวันออก ลื่มกันแล้วหรือ

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=1006077284 Chu Kaewjunlakan

    ตอนแรกเห็นชื่อข้อเขียนเวิ่นๆ ก็อยากจะผ่าน แต่พออ่านผ่านๆก็พบว่ามีประเด็นไม่น้อย สไตล์เด็กกิจกรรมเก่าเขียน น่าเสียดายที่ด่วนสรุปสมมติฐานเร็วไปหน่อย ทำไมถึงรีบชี้ว่าน้ำท่วมใหญ่หนนี้เป็นภัยพิบัติ ทั้งที่ยังมีอีกสมมติฐานนึงที่เห็นว่าน้ำท่วมหนนี้ไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด (หรืออาจถึงขั้นไม่บริหารจัดการน้ำให้ทันกับสถานการณ์ ) สิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลร้ายแรงขนาดนี้ สังคมจำเป็นต้องตั้งสมมติฐานให้ถูก เพื่อนำไปสู่การเดินทางต่อไปในเรื่องนี้ เมื่อตั้งสมมตฐานถูกแล้วก็มาดูตัวแปรแต่ละตัวกัน แน่นอนไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลทั้งหมด แต่มีส่วนที่รัฐมีส่วนผิดพลาด หรือไม่ แค่ไหน อย่างไร พิสูจน์กันมา มีข้อมูลกันอยู่แล้ว ทั้งปริมาณน้ำในเขื่อน ข้อมูลการปล่อย การตัดสินใจในแต่ละจุด ฯลฯ  เล่าแจ้งแถลงไขกันออกมา ไม่ต้องแก้แค้น แก้ขัดอะไรกันหรอก เอาความจริงออกมาให้ได้แค่นั้นพอ แล้วสังคมก็มาสรุปร่วมกันว่าเป็นภัยพิบัติ หรือบริหารจัดการผิดพลาดแค่ไหน อย่างไร เพราะเส้นทางของความรับผิดของรัฐ(บาล) มันต่างกันสิ้นเชิงและแน่นอนระหว่างพิสูจน์รัฐบาลก็บริหารประเทศต่อไป ไม่หยุดชะงัก ..ในที่สุดสังคมไทยอาจเริ่มใช้กระบวนการ ปชต.ที่มีเนื้อหนังตรวจสอบรัฐบาลของตนด้วยสติที่บริบูรณ์ ผ่านเรื่องนี้จริงๆกันเสียที หลังจากที่เวิ่นไปวันๆตามที่นักการเมืองปั่นและนักวิชาการเพ้อกันมานานแล้ว ..อ้อ และในสภาวะภัยพิบัติ คงไม่ต้องถึงขนาดเปลี่ยนผู้ประสบภัยเป็นผู้ช่วยเหลือหรอกค่ะ แค่แต่ละคนประคองตัวเองให้ได้ ไม่เป็นภาระเกินสมควรก็พอแล้ว ส่วนใครแข็งแรงและมีใจเหลือพอก็ออกมาช่วยกันเฉลี่ยๆกันไป ทั้งอาสาที่จิตและอาสาด้วยแฟชั่นก็น่ารักพอกัน ..ช่วยกันตั้งสมมตฐานให้ถูกๆค่ะ

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=1006077284 Chu Kaewjunlakan

    ตอนแรกเห็นชื่อข้อเขียนเวิ่นๆ ก็อยากจะผ่าน แต่พออ่านผ่านๆก็พบว่ามีประเด็นไม่น้อย  น่าเสียดายที่ด่วนสรุปสมมติฐานเร็วไปหน่อย ทำไมถึงรีบชี้ว่าน้ำท่วมใหญ่หนนี้เป็นภัยพิบัติ ทั้งที่ยังมีอีกสมมติฐานนึงที่เห็นว่าน้ำท่วมหนนี้ไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด (หรืออาจถึงขั้นไม่บริหารจัดการน้ำให้ทันกับสถานการณ์ ) สิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลร้ายแรงขนาดนี้ สังคมจำเป็นต้องตั้งสมมติฐานให้ถูก เพื่อนำไปสู่การเดินทางต่อไปในเรื่องนี้ เมื่อตั้งสมมตฐานถูกแล้วก็มาดูตัวแปรแต่ละตัวกัน แน่นอนไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลทั้งหมด แต่มีส่วนที่รัฐมีส่วนผิดพลาด หรือไม่ แค่ไหน อย่างไร พิสูจน์กันมา มีข้อมูลกันอยู่แล้ว ทั้งปริมาณน้ำในเขื่อน ข้อมูลการปล่อย การตัดสินใจในแต่ละจุด ฯลฯ  เล่าแจ้งแถลงไขกันออกมา ไม่ต้องแก้แค้น แก้ขัดอะไรกันหรอก เอาความจริงออกมาให้ได้แค่นั้นพอ แล้วสังคมก็มาสรุปร่วมกันว่าเป็นภัยพิบัติ หรือบริหารจัดการผิดพลาดแค่ไหน อย่างไร เพราะเส้นทางของความรับผิดของรัฐ(บาล) มันต่างกันสิ้นเชิงและแน่นอนระหว่างพิสูจน์รัฐบาลก็บริหารประเทศต่อไป ไม่หยุดชะงัก ..ในที่สุดสังคมไทยอาจเริ่มใช้กระบวนการ ปชต.ที่มีเนื้อหนังตรวจสอบรัฐบาลของตนด้วยสติที่บริบูรณ์ ผ่านเรื่องนี้จริงๆกันเสียที หลังจากที่เวิ่นไปวันๆตามที่นักการเมืองปั่นและนักวิชาการเพ้อกันมานานแล้ว ..อ้อ และในสภาวะภัยพิบัติ คงไม่ต้องถึงขนาดเปลี่ยนผู้ประสบภัยเป็นผู้ช่วยเหลือหรอกค่ะ แค่แต่ละคนประคองตัวเองให้ได้ ไม่เป็นภาระเกินสมควรก็พอแล้ว ส่วนใครแข็งแรงและมีใจเหลือพอก็ออกมาช่วยกันเฉลี่ยๆกันไป ทั้งอาสาที่จิตและอาสาด้วยแฟชั่นก็น่ารักพอกัน ..ช่วยกันตั้งสมมตฐานให้ถูกๆค่ะ

  • Nopadol

    resilience resilience resilience ไม่รู้แปลว่าอะไร แต่เห็นว่า เวลาเกิดเรื่องฉิบหาย ทั้งในส่วนตัว และสังคม หรือ ฉิบหายกันทั้งประเทศ ฉิบหายกันถ้วนหน้า เราต้องมีขบวนการ resilience
    - Resiliency is defined as the capability of a system to maintain its functions and structure in the face of internal and external change and to degrade gracefully when it must.
    - Resiliency is the ability of systems, infrastructures, government, business, and citizenry to resist, absorb, and recover from or adapt to an adverse occurrence that may cause harm, destruction, or loss of national significance
    - A resilient community is one that can withstand an extreme event with a tolerable level of losses and takes mitigation actions consistent with achieving that level of protection
    - (national resilience is defined as) The capacity of a society to prepare itself, to contain and effectively manage major national crises, to react in accordance with their severity and magnitude, and to “bounce back” expeditiously to an enhanced functioning.

  • http://www.facebook.com/people/Pat-Suksawasdi/100000206008542 Pat Suksawasdi

    ทั้งหลายทั้งปวง ถ้าผู้นำออกมาขอโทษประชาชนว่าบริหารจัดการผิดพลาดและยอมลาออกทั้งคณะเมื่อเหตุการณ์เข้าสู้ภาวะปกติ เป็นสิ่งที่ควรจะกระทำมากที่สุดครับ

  • alpha

    ต้องดูว่าการบริหารผิดพลาดจากไหน
    1.เขื่อนเก็บกักน้ำมากผิดปกติมาตั้งแต่ต้นปีและพร่องน้ำน้อยสุดในรอบ 5 ปี
    2.มีผลกระทบจากพายุเข้า 5 มีน้ำสะสมมากกว่าที่สุดในรอบ 50 ปี(ปีที่แล้ว
    3.ปัญหาการวางผังเมืองหลวงที่ขวางทางน้ำซึ่งเป็นทางผ่านปกติของน้ำ
    4.เราไม่มีการวางแผนมหาภัยภิบัติขนาดนี้

    แค่4ปัญหาหลัก ๆ นี้แค่เปลี่ยนรัฐบาลก็แก้ไขอะไรไม่ได้หรอกครับ เว้นแต่รัฐบาลนี้จะมีการจัดตั้งกระทรวงน้ำที่รองรับปัญหาน้ำระดับชาติเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเพราะบูรณาการ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณสูงมาก และต้องมีรัฐบาลที่นิ่งพอ ผมว่าซัก 20 ปีน่าจะพอแก้ปัญหาได้บ้าง เพราะเราเดาธรรมชาติไม่ได้ญี่ปุ่นมีกำแพงกันซึนามิ 5 เมตร แต่มันดันมา 10 เมตร ก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับเพราะไม่เคยเจอมาก่อน

  • alpha

    ต้องดูว่าการบริหารผิดพลาดจากไหน
    1.เขื่อนเก็บกักน้ำมากผิดปกติมาตั้งแต่ต้นปีและพร่องน้ำน้อยสุดในรอบ 5 ปี
    2.มีผลกระทบจากพายุเข้า 5 มีน้ำสะสมมากกว่าที่สุดในรอบ 50 ปี(ปีที่แล้ว
    3.ปัญหาการวางผังเมืองหลวงที่ขวางทางน้ำซึ่งเป็นทางผ่านปกติของน้ำ
    4.เราไม่มีการวางแผนมหาภัยภิบัติขนาดนี้

    แค่4ปัญหาหลัก ๆ นี้แค่เปลี่ยนรัฐบาลก็แก้ไขอะไรไม่ได้หรอกครับ เว้นแต่รัฐบาลนี้จะมีการจัดตั้งกระทรวงน้ำที่รองรับปัญหาน้ำระดับชาติเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเพราะบูรณาการ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณสูงมาก และต้องมีรัฐบาลที่นิ่งพอ ผมว่าซัก 20 ปีน่าจะพอแก้ปัญหาได้บ้าง เพราะเราเดาธรรมชาติไม่ได้ญี่ปุ่นมีกำแพงกันซึนามิ 5 เมตร แต่มันดันมา 10 เมตร ก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับเพราะไม่เคยเจอมาก่อน

  • alpha

    ต้องดูว่าการบริหารผิดพลาดจากไหน
    1.เขื่อนเก็บกักน้ำมากผิดปกติมาตั้งแต่ต้นปีและพร่องน้ำน้อยสุดในรอบ 5 ปี
    2.มีผลกระทบจากพายุเข้า 5 มีน้ำสะสมมากกว่าที่สุดในรอบ 50 ปี(ปีที่แล้ว
    3.ปัญหาการวางผังเมืองหลวงที่ขวางทางน้ำซึ่งเป็นทางผ่านปกติของน้ำ
    4.เราไม่มีการวางแผนมหาภัยภิบัติขนาดนี้

    แค่4ปัญหาหลัก ๆ นี้แค่เปลี่ยนรัฐบาลก็แก้ไขอะไรไม่ได้หรอกครับ เว้นแต่รัฐบาลนี้จะมีการจัดตั้งกระทรวงน้ำที่รองรับปัญหาน้ำระดับชาติเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเพราะบูรณาการ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณสูงมาก และต้องมีรัฐบาลที่นิ่งพอ ผมว่าซัก 20 ปีน่าจะพอแก้ปัญหาได้บ้าง เพราะเราเดาธรรมชาติไม่ได้ญี่ปุ่นมีกำแพงกันซึนามิ 5 เมตร แต่มันดันมา 10 เมตร ก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับเพราะไม่เคยเจอมาก่อน

  • Alpha

    เพิ่มเติม ตรงที่หายไปคือน้ำปีนี้มากกว่าปีที่แล้ว 50%-60% ลองนึกดูว่าปีที่แล้วน้อยนิดเดียวยังท่วมเสียขนาดนั้น แล้วคิดว่าปีนี้จะเหลืออะไรล่ะครับ

  • Alpha

    เพิ่มเติม ตรงที่หายไปคือน้ำปีนี้มากกว่าปีที่แล้ว 50%-60% ลองนึกดูว่าปีที่แล้วน้อยนิดเดียวยังท่วมเสียขนาดนั้น แล้วคิดว่าปีนี้จะเหลืออะไรล่ะครับ

  • Alpha

    เพิ่มเติม ตรงที่หายไปคือน้ำปีนี้มากกว่าปีที่แล้ว 50%-60% ลองนึกดูว่าปีที่แล้วน้อยนิดเดียวยังท่วมเสียขนาดนั้น แล้วคิดว่าปีนี้จะเหลืออะไรล่ะครับ

  • http://www.facebook.com/aurapruck Aurapruck Hågensen

    เหมือนแก้ตัว

  • Chitpreecha

    การบริหารจัดการน้ำเกิดการผิดพลาดแน่นอน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นจะบริหารจัดการแตกต่างไปไหม เพราะเป็นการตัดสินใจอยู่ท่ามกลางข้อมูลพื้นฐานรูปแบบเดิมๆ น้ำในเขื่อนมีปริมาณมากเพราะเราจัดเตรียมไว้ให้เกษตรกร(ถ้าฝนแล้งไม่มีน้ำในเขื่อนใครเป็นรัฐบาลก็โดนด่าเหมือนกัน) เมื่อน้ำมาจะมาแบบเพื่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้มาแบบทีเดียวทั้งก้อน ประเมินวันต่อวันก็ต้องหาทางรับมือ ต่อสู้กับน้ำจนในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ คิดว่าให้เทวดามาบริหารจัดการก็คงจะเป็นแบบนี้ เพราะมันไม่เคยเกิด (น้ำมาก..เส้นทางน้ำผ่านน้อยลง) เตรียมสมองเตรียมแรงไว้รับมือในปีหน้าและปีต่อๆไป ตอนนั้นละจะได้รู้ว่าใครสมองกลวงของแท้

  • http://www.facebook.com/people/Artitaya-Janhom/1545062116 Artitaya Janhom

    มันใช่อ่ะ.. นี่แหละบทสรุปของความคิด ที่เห็นด้วยอย่างไม่มีข้อขัดแย้ง

  • แวะมาอ่าน

    เหมือนตอบสิ่งที่ผมอยากบอกเพื่อนๆทุกข้อเลยครับ

  • New5693

    คนโพสก็พูดดีเป็นบางเรื่องนะ เพราะผมอ่านดูแล้วผมคิดว่าคนโพสรู้สึกว่าจะเข้าข้างฝ่ายอภิสิทธิ์เกินไปหน่อยนะ เพราะอ่านดูแล้วเหมือนบอกว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรไม่ได้เหมือนแต่ดูไปวันๆ แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ทำไรได้มั้ง? ผมเห็นวันๆได้แต่โกงกินบ้านเมือง อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เจอปัญหาแบบนี้จะแก้ไขยังไง?

  • ผู้เยี่ยมชม

    ขออนุญาตแชร์นะคะ