ปัจจุบันสื่อกระแสหลักมักจะโดนท้าทายจากสื่อใหม่ถึงเรื่องของความรวดเร็ว การจับประเด็น การเลือกประเด็น และความถูกต้อง เรียกได้ว่าพอสื่อเปลี่ยนสำเหนียกจากหน้ากระดาษที่จับต้องได้ขึ้นมาบนหน้าจอต้องปรับกระบวนกันพอสมควร
ในงานวิจัยเรื่อง “จินตนาการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า 2010 – 2020″ ที่จัดทำโดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย Siam Intelligence Unit และ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้วิธีการ “กระบวนการสร้างฉากทัศน์” (scenario) เพื่อที่จะมองไปยังอนาคต ผ่านการระดมความคิดเห็นและการศึกษานโยบายและความเป็นไปได้ โดยแยกเป็นแขนงต่างๆ
ในส่วนของภาคสื่อสิ่งพิมพ์ที่รับผิดชอบ โดย ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตั้งคำถามที่ท้าทายว่า “ผู้ที่เรียนสายสื่อสารมวลชนและสื่อมวลชนในยุคปัจจุบันนั้นจะมีความโดดเด่นที่เหนือกว่าการทำเว็บข่าวออนไลน์ได้อย่างไร?”
และบนทางสองแพร่ง โรงเรียนสอนนิเทศศาสตร์ทั้งหลายอาจจะต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ในการเรียนการสอนเพื่อมุ่งเน้นการทำข่าวเชิงลึกและการทำงานที่ยึดหลักจรรยาบรรณ หรืออาจจะไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนทางนิเทศศาสตร์ก็เป็นได้ หากสามารถจบสาขาใดก็สามารถทำข่าวได้

สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มบุกเบิกตลาดสื่อใหม่ออนไลน์มา 3 - 4 ปี
สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาในวงระดมความคิดเห็นแบบโฟกัสกรุ๊ป ก็คือ ความเป็นมืออาชีพและจรรยาบรรณของ “ฐานันดรที่ 4″ ที่ถูกสร้างกันมา โดยให้เหตุผลว่าด้านเทคนิคหรือด้านการนำเสนอนั้นสามารถเรียนรู้และเรียนลัดได้ แต่เรื่องของจรรยาบรรณนั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูกปลูกสร้างกันขึ้นมา
การปรากฏตัวของเว็บไซต์ข่าวแบบ ประชาไท ThaiPublica TCIJ หรือแม้กระทั่ง Siamintelligence เอง อาจทำให้สื่อรูปแบบเก่า ที่ถึงแม้จะขยายพื้นที่ออกมาในโลกออนไลน์ต้องตั้งคำถามว่าฐานะของสื่อยังดำรง “ความศักดิ์สิทธิ์” ที่สามารถชี้ถูก – ผิด ให้กับสังคมได้อยู่หรือไม่? หรือว่าแท้จริงแล้วสื่อถูกเปลี่ยนสถานะให้เป็นผู้นำเสนอข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้เลือกสรรและวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ตามที่มันเคยเป็นในอดีต ก่อนที่สื่อจะมีอำนาจผยองในการเลือกชี้ถูก – ชี้ผิดให้กับสังคม
แท้จริงแล้วความศักดิ์สิทธิ์ของสื่อนั้นถูกทำลายลงไปตั้งแต่เมื่อมีแถลงการณ์เรื่องสื่อแท้ – สื่อเทียม ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมันก็ยิ่งถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์จนแทบติดลบเมื่อสื่อที่ควรจะเป็นหลักในการธำรงไว้เพื่อระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นสื่อบางส่วนมีส่วนกับการสนับสนุนการรัฐประหาร และสร้างความชอบธรรมให้แก่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รวมไปถึงการร่วมเสพสุขกับผลประโยชน์ที่ตามมาจากการรัฐประหารด้วย
หลายคนเริ่มพูดถึง “สื่อเลือกข้าง” (ถึงแม้บางคนมักจะสร้างความชอบธรรมโดยการบอกว่า “สื่อต้องเลือกความถูกต้อง” หรือ “สื่อต้องเลือกข้างคุณธรรม” แต่ไม่ได้บอกว่าความถูกต้องของใคร ? และคุณธรรมแบบไหน?) ซึ่งในหลายๆครั้งต้องแยก “สื่อ” ในฐานะตัวบุคคล และ “สื่อ”ในฐานะองค์กรข่าว แน่นอน!!ว่าในฐานะเป็นคนไทยตามที่รัฐธรรมนูญรองรับทุกๆคนย่อมมีสิทธิ์เลือกที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร เชียร์ – ไม่เชียร์พรรคใด ตามขอบเขตที่กฏหมายกำหนด แต่ในภาวะที่เป็นองค์กรสื่อ การสื่อสารออกไปนั้นต้องธำรงในเรื่องของหลักวิชาชีพสื่อ ความถูกต้อง และข้อเท็จจริง (จะไม่ขอใช้คำว่า “ความเป็นกลาง” )
การดำรงฐานะ “ฐานันดรที่ 4″ นั้น มิได้มีไว้เพียงเพื่อเวลาไปงานอีเว้นท์ต่างๆจะได้รับการเทกแคร์อย่างดีจากพีอาร์ ไม่ได้มีไว้เพื่อเบ่งกินฟรีหรือขอสิทธิพิเศษ หรือไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ความน่าเชื่อถือในการแสวงหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนใดๆ แต่สื่อควรตระหนักว่าการที่จะได้รับความยอมรับเพราะ “สื่อนั้นทำหน้าที่เสมือนดวงตาของประชาชน” ที่จะไปเก็บ ไปสืบเสาะหาเรื่องราวต่างๆมาเล่าสู่ให้ประชาชนฟัง
ต่อข้อเสนอของนิติราษฎร์สื่อหลายๆเว็บไซต์ ทั้งมีสีและไม่มีสีนั้นถึงแม้จะมีการพาดหัวข่าวที่แตกต่างกัน (อ่านรายละเอียดความเห็น จาก อ.สาวตรี สุขศรี หนึ่งในคณาจารย์นิติราษฎร์ ได้ ที่นี่) แต่อย่างน้อยก็ได้สะท้อนข้อเท็จจริงจากการนำเสนอ ถึงแม้จะมีโทนเสียงที่แตกต่างกันออกไป (เรื่องของการพาดหัวข่าว และคอมเมนท์ในเว็บต่างๆนั้นจะไม่ได้ลงรายละเอียด)
แต่สิ่งที่ทำให้ตั้งคำถามกลับไปสื่อเก่าที่เริ่มเข้ามาสู่โลกออนไลน์ว่า ยอมรับทัศนคติที่หลากหลายของผู้ใช้ในโลกออนไลน์ที่สะท้อนกับปฏิกิริยาต่างๆได้รวดเร็วกว่าหนังสือพิมพ์ที่ทำได้เพียงส่งจดหมายแสดงความคิดเห็นมาที่กองข่าวได้หรือไม่? และที่สำคัญสื่อเองที่เคยทำงานตรวจสอบผู้อื่นพร้อมที่จะถูกตรวจสอบเองหรือไม่?
กรณีดังกล่าวก็เลยจำเป็นต้องคิดค้นวิธีสื่อสารกับผู้อ่าน วิธีการยอดนิยมของสื่อออนไลน์ก็คือ การเปิดให้คอมเมนต์ หรือไม่ก็ทำแบบสำรวจความคิดเห็น แต่สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือในบางครั้งสื่อยังคงเข้าใจผิดว่าตัวเองมีส่วนชี้ถูกหรือผิดให้กับสังคม
จะขอยกกรณีเว็บไซต์ข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้ากับกรณีการทำโพลสำรวจความคิดเห็น ในหัวข้อที่ว่า “คุณเชื่อว่ากลุ่มนิติราษฎร์ศรัทธาในระบอบใดมากกว่ากัน? ” โดยมีตัวเลือกเพียง ระบอบทักษิณ และระบอบพระมหากษัตริย์

คำถามจากเว็บไซต์ www.naewna.com
คำถามคือ หนึ่ง คำถามในรูปแบบนี้ชี้นำหรือไม่? และผู้ตั้งคำถามหวังผลอะไร? สอง ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบใด? และเพราะเหตุใดจึงไม่มี “ระบอบประชาธิปไตย”อยู่ในตัวเลือก? สาม สื่อเก่ากำลังแสดง “อาการช๊อก” ของการปรับตัวไม่ทันรึไม่?
คำตอบในข้อที่หนึ่งนั้นไม่อาจตอบได้นอกเหนือจากคนในองค์กรข่าวนั้นที่จะสามารถตอบตัวเองได้ดีที่สุด เพียงแต่ว่าแนวหน้านั้นมีผู้อำนวยการชื่อ น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อันเป็นผลมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือว่าเป็น “คู่ตรงข้าม”กับการเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนของนิติราษฎร์ที่ชัดเจน
คำตอบข้อที่สอง จากการพลิกอ่านหนังสือสังคมศึกษาประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 พบว่าประเทศไทยนั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการบอกให้รู้ว่าผู้หนึ่งผู้ใดในประเทศนี้จะต้องศรัทธาและดำรงตนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าแนวหน้าพยายามจะจัดประเภท หรือ “ตัดสิน” ไปแล้วว่า ถ้าไม่ใช่พวกคุณก็ต้องเป็นพวกผม ทั้งที่ไม่มีคำตอบที่เป็น “ข้อเท็จจริง” (fact) หรือแม้กระทั่งมีข้อเท็จจริงให้เป็นตัวเลือก แต่ตัดสินบนฐานของ “อคติ” (bias) ของ “อัตวิสัย” (subjective) ยกตัวอย่างเหมือนคุณไปถามผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะฆาตกรรมว่า คุณยิง หรือ คุณแทงเขา? โดยที่ไม่ได้ถามว่าคุณได้ทำหรือไม่ และไม่สนใจหลักฐานในที่เกิดเหตุใดๆทั้งสิ้น
ซึ่งทุกอย่างก็สามารถตอบได้ในคำตอบข้อที่สามว่า นี่คือ “อาการช๊อก” ของสื่อเก่าที่กำลังปรับตัวไม่ได้ในการเข้าสู่สื่อใหม่ สื่อที่ถนัดเล่นข่าวลักษณะปิงปอง สื่อที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินสังคมโดยไม่เสนอตัวเลือก สื่อที่ดำรงความเชื่อว่า “ความจริงสูงสุด” (metaphysics) นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และท้ายที่สุดสื่อที่ไม่พร้อมที่จะถูกตรวจสอบและต้องการดำรงความศักดิ์สิทธิ์ โดยปฏิเสธจะพูดถึงเรื่อง “จรรยาบรรณ”
น่าจับตาว่าสื่อในทศวรรษหน้าจะเป็นไปอย่างที่ได้มีการวาดภาพอนาคตไว้หรือไม่? และถ้าหากปรับตัวไม่ได้บางทีประชาชนอาจไม่อนุญาติให้ดำรงฐานะ “ฐานันดรที่ 4″ หากปราศจากจรรยาบรรณใช่หรือไม่่? หรือ ยังจะเป็น “แมลงวันที่ไม่ตอมแมลงวัน” เหมือนเดิมต่อไป ?
“อำนาจ” ที่ปราศจาก “ความรับผิดชอบ” และ “การตรวจสอบ” นั้นน่ากลัว!!
