Practical Report รองผู้อำนวยการ IMF ชี้โอกาสอาเซียนอยู่ที่ “ตลาดภายในของจีน”

Naoyuki Shinohara รองผู้อำนวยการ IMF (คนซ้ายมือ)

นายนาโอยูกิ ชิโนฮาระ (Naoyuki Shinohara) รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF กล่าวบรรยายพิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 ถึงสภาพการณ์ของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจเอเชีย และความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย

นาโอยูกิ เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโตเกียวและมหาวิทยาลัยพรินซตัน เขาเข้าทำงานกับ IMF ระหว่างปี 1998-2001 ในตำแหน่งผู้อำนวยการประจำประเทศญี่ปุ่น และรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการ IMF ในปี 2010 (ข้อมูลจากเว็บไซต์ IMF)

นาโอยูกิ เริ่มการบรรยายโดยพูดถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก เขากล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจโลกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 ว่าแย่กว่าที่คาด ทำให้รายงานการประเมิน World Economic Outlook (WEO) ของ IMF ที่ออกมาในเดือนมกราคม 2012 ต้องปรับตัวเลขใหม่ เพื่อให้ตัวเลขอัตราการเติบโตของ GDP ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ในเดือนกันยายน 2011

  • อัตราการเติบโตโดยรวมของโลกในปี 2012 จะอยู่ที่ราวๆ 3% ส่วนอัตราการเติบโตของปี 2013 จะมากกว่านั้นเล็กน้อย
  • ยุโรปจะมีอัตรา GDP ติดลบในปี 2012 แต่ตัวเลขจะกลับมาเป็นบวกในปี 2013
  • IMF กำลังจะออกรายงาน WEO ฉบับใหม่ในเร็วๆ นี้ ภาพรวมจะไม่ต่างจากการประเมินในเดือนมกราคม 2012 มากนัก แต่ตัวเลขบางตัวจะมีทิศทางที่ดีขึ้น

ส่วนความเสี่ยงของสภาพเศรษฐกิจโลกก็ยังมีอยู่ สภาพคล่องของธนาคารในการปล่อยกู้เริ่มลดลง โดยเฉพาะธนาคารในยุโรปที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือนโยบายลดภาษีในสมัยรัฐบาลบุช กำลังจะหมดอายุลงในปี 2013 ซึ่งก็ขึ้นกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐว่าจะทำอย่างไรต่อกับนโยบายนี้ ทั้งยกเลิกนโยบายลดภาษีไปเลย (เก็บรายได้มากขึ้น) ใช้นโยบายเดิมต่อ (รายได้โตตามเดิม) หรือใช้นโยบายลดภาษีให้มากขึ้น (รายได้ลดลง)

สำหรับสภาพเศรษฐกิจของเอเชีย ตัวชี้วัดหลายตัวดูดีขึ้น ทั้ง PMI (Purchasing Managers Index) ที่วัดระดับคำสั่งซื้อจากผู้จัดการระดับกลาง หรือดัชนีความมั่นใจของผู้บริโภค ที่ดีขึ้นจากช่วงปลายปี 2011 พอสมควร

GDP ของประเทศไทยจะกลับมาโตขึ้น จากเดิมที่โตเพียง 0.1% ในปี 2011 เพราะปัญหาน้ำท่วม มาเป็น 5.5% ในปีนี้ และ 7.5% ในปี 2013 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เยอะ

ปัญหาของเศรษฐกิจเอเชียยังอยู่ที่การพึ่งพาตลาดนอกเอเชียมากเกินไป ทำให้มีความเสี่ยงต่อสภาพเศรษฐกิจนอกเอเชียอยู่บ้าง ทั้งในประเด็นเรื่องการส่งออกไปยังตลาดนอกเอเชีย (ประเทศไทยคิดเป็น 30% ของ GDP) และตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่ผู้ซื้อเป็นนักลงทุนนอกประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูงมากในบางประเทศ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ (fund flow) ที่ไม่คงตัวในแต่ละช่วงเวลา และราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ที่จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ

แบบจำลองของ IMF ลองขึ้นราคาโภคภัณฑ์ตลาดโลก 10% จากเดิม พบว่าส่งผลต่อเงินเฟ้อของประเทศไทยถึง 1.5 percentage point

การค้าภายในภูมิภาคเอเชียยังเติบโตมาก และเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยฉุดให้การค้าโลกมีการเติบโตสูงขึ้นในช่วงหลัง จากกราฟจะเห็นว่าการค้าภายในเอเชียเองก็มีสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 55% ของการส่งออกทั้งหมดของเอเชีย

สิ่งที่น่าจับตาคือบทบาทของจีนที่กำลังเปลี่ยนไปในตลาดโลก เพราะจีนเริ่มกระจายบทบาทของตัวเองจากเป็นผู้ส่งออกหลักสู่ตลาดโลก เปลี่ยนมาสั่งซื้อสินค้าเพื่อใช้ในประเทศมากขึ้น ดุลย์การค้าของจีนเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ไม่ได้ดุลย์การค้าเยอะเหมือนช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อดูตัวเลขต่างๆ ของประเทศในเอเชีย จะเห็นว่าการส่งออกไปยังตลาดจีนเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลัง ตัวเลขของประเทศไทยเองเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2006-2011 เมื่อเทียบกับรอบ 5 ปีก่อนหน้านั้น

จากกราฟจะเห็นว่าการบริโภคภาคเอกชนในประเทศของจีนยังต่ำมาก (เทียบกับ GDP) และยังมีช่องว่างทางการตลาดให้ประเทศในเอเชียค้าขายกับประเทศจีน เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคในประเทศจีนจำนวนมหาศาล ที่ตลาดยังพัฒนาได้อีกมาก

ส่วนภาคการเงินของเอเชีย ยังมีประเด็นเรื่อง financial integration ที่ยังไม่พัฒนามากเท่ากับภาคการค้า และเทียบกับประเทศตะวันตก ทั้งอเมริกาและยุโรป ก็ยังด้อยกว่า