Practical Utopia ตอนพิเศษ สัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
September 3, 2008
โครงการ Challenge Thailand 2010 เป็นการสัมภาษณ์ผู้นำความคิด ผู้บริหารนโยบายสาธารณะ นักวิชาการอาวุโส ผู้นำภาคประชาชนที่มีมุมมองต่อความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยบริบทการสัมภาษณ์เป็นการใช้ความเป็นไปได้ของประเทศไทยในอนาคต ที่ถูกกำหนดโดยสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
Challenge Thailand 2010 ตอนที่สามเป็นการสัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้ได้พูดถึงสถานการณ์การเมืองหลังพันธมิตรฯ บุกทำเนียบรัฐบาล, ความแตกต่างระหว่างทุนนิยมชนิดต่างๆ, เศรษฐศาสตร์การเมืองคืออะไร และอนาคตของประเทศไทยจากมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง
รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ แนะนำให้ผู้ชมรายการ Practical Utopia อ่านหนังสือ Encyclopedia of Political Economy ของ Phillip Anthony O’Hara เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง
บทความของ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (คัดมาเป็นบางส่วน)
- ‘โลกาภิวัตน์’ เหมือนกัน เราตาย จากประชาไท
- ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อ่านใจ ‘เด็กแม้ว-เด็กเหมา’ “พวกนี้เชื่อทุนนิยมดีกว่าศักดินา” จากเนชั่นสุดสัปดาห์
โครงการ Challenge Thailand 2010 ครั้งที่ผ่านมา
- ตอนที่ 1 – สัมภาษณ์คุณจักรภพ เพ็ญแข
- ตอนที่ 2 – สัมภาษณ์คุณสุริยะใส กตะศิลา
Comments
94 Responses to “Practical Utopia ตอนพิเศษ สัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ”
Got something to say?






บอกได้คำเดียวครับ cool มาก
ผมชอบสุดตอน
1. “ทุนเหมือนแมว”
2. คุณเจริญชัย หาว
เนื้อหาที่เป็นทฤษฎีของอาจารย์แน่นมาก ๆ ครับ ตอนนี้ต้องโหลดเก็บไว้ดูเป็นความรู้
เป็นบทที่ให้ความรู้อย่างมากครับ ดูแล้วหายเครียดไปเลย น่าจะมีรายการโทรทัศน์เชิญอาจารย์ไปให้สัมภาษณ์บ้างนะครับ เพราะชักเบื่อนักวิชาการขาประจำที่มานั่งวิเคราะห์แต่ประเด็นปลีกย่อยที่ประดัังมาในแต่ละวัน ชวนให้ชาวบ้านหมกมุ่น ไม่ค่อยมีความรู้ ไม่ค่อยสอนให้คิดเองเลย ถ้าได้ฟังอาจารย์อธิบาย คงมีทางออกให้ความคิดของตัวเอง
ฟัง อ.ณรงค์ แล้วอยากฟัง อ.พิชิต กับ คุณสฤณี ครับ ในคำถามเดียวกัน
ใครเป็นคนต่อไปครับเนี่ย? อดใจรอแทบไม่ไหว
อยากฝากพิธิกรให้ถามแย้งสักหน่อยครับหรือพิธีกรแสดงความเห็นแย้งบ้างสักนิดก็ได้ครับ เหมือนปล่อยให้แกเลคเชอร์เลย เป็นกำลังใจให้ทีมงานนะครับ
ยังเป็นหนึ่งเหมือนเดิม
อาจารย์ท่านบอกว่า
“ความขัดแย้งทางสังคม” ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง มันคือ
การปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มชนและชนชั้นในการจัดสรร แบ่งปัน ช่วงชิง ผลประโยชน์
ที่เรากำลังประสบอยู่ ณ ขณะนี้ มันเป็น
ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนสามานย์กับชนชั้นกลาง
ทุนนิยมสามานย์ คือ ทุนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง ไม่โปร่งใส ไม่สมดุล
และไม่อยู่ในระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม
ชนชั้นกลาง คือ ๑. พวก โอลด์ โมเดล ได้แก่ นักธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง
๒. พวก นิว โมเดล ได้แก่ คนปกขาว มนุษย์เงินเดือน นักวิชาชีพ
โดยอาศัยกรอบวิเคราะห์มุมมองเดียวกันนี้ เราทั้งหลายมีทัศนะอย่างไร?
ถ้าความสามารถในการฟัง และการคิดวิเคราะห์ของผมไม่ย่ำแย่จนเกินไป ผมเห็นดังนี้ครับ
อาจารย์ท่านบอกว่า ทุนสามานย์ หมายถึง ระบบ ไม่ใช่แค่หมายถึงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
แต่จะหมายถึงระบบทุนทั้งหมดที่เรามีอยู่ในสังคมขณะนี้หรือไม่
หรือมีตัวอย่างของกลุ่มทุนที่ไม่สามานย์ในสังคมนี้หรือไม่
น่าเสียดายที่ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้สัมภาษณ์
แต่จากความหมายของทุนสามานย์ที่อาจารย์ท่านให้ไว้ ผมเข้าใจว่า
แม้ระบบทุนในสังคมเราขณะนี้จะไม่ใช่ทุนนิยมสามานย์เสียทั้งหมด
แต่ก็คงไม่ใช่มีเพียงกลุ่มซึ่งขัดแย้งกับชนชั้นกลาง
ดังที่อาจารย์ท่านว่าเท่านั้นที่เป็นทุนนิยมสามานย์
แม้อาจารย์ท่านจะไม่ได้ระบุว่ากลุ่มทุนใดเป็นกลุ่มทุนสามานย์
หากเมื่อท่านยืนยันว่าความขัดแย้งทางสังคมที่เรากำลังประสบอยู่นี้
เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนสามานย์กับชนชั้นกลาง
นั่นก็มีความหมายเท่ากับว่ากลุ่มทุนสามานย์คือกลุ่มทุนทักษิณและพรรคพวกนั่นเอง
เพราะความขัดแย้งที่เรากำลังประสบอยู่
เป็นความขัดแย้งอันมีทักษิณและพรรคพวกเป็นแกนหลักหนึ่ง
เมื่อทักษิณและพรรคพวกไม่ใช่ชนชั้นกลางในความหมายที่กำลังพูดกันอยู่นี้
ก็ต้องเป็นอีกฝ่ายของคู่ขัดแย้งนี้ ซึ่งก็คือกลุ่มทุนสามานย์
เมื่อพูดอย่างนี้ชวนให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่ามีเพียงทักษิณและพรรคพวกเท่านั้นเป็นกลุ่มทุนสามานย์
อื่นๆ นอกจากนี้ไม่ใช่ ที่ยืนอยู่ข้างหรืออยู่หลังชนชั้นกลางนั้นไม่ใช่
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักคือ
ทำไมชนชั้นกลางจึงมุ่งขัดแย้งเฉพาะกับกลุ่มทุนสามานย์หนึ่ง
โดยไม่เพียงไม่ขัดแย้งกับทุนสามานย์กลุ่มอื่นๆ หากแต่กลับเอามาเป็นพวกด้วยซ้ำ
ชนชั้นกลางไม่เข้าใจความหมายของ “ทุนนิยมสามานย์” อย่างที่เราพูดกันอยู่นี้อย่างนั้นหรือ?
ว่าไปทำไมมี แม้แต่ตัวอาจารย์ท่านเอง ซึ่งถือกันว่าเป็นปรมาจารย์หนึ่งในสำนักนี้
ก็พูดถึงทุนนิยมสามานย์จำกัดเพียงแค่ที่ขัดแย้งกับชนชั้นกลางขณะนี้เท่านั้น
เมื่อชนชั้นกลาง ขัดแย้งกับกลุ่มทุนสามานย์หนึ่ง โดยเอากลุ่มทุนสามานย์อื่นนอกจากนี้เป็นพวก
นั่นมีค่าเท่ากับว่ากลุ่มทุนสามานย์อื่นซึ่งเป็นพวกกับชนชั้นกลาง
ก็ต้องขัดแย้งกับกลุ่มทุนสามานย์ที่ขัดแย้งกับชนชั้นกลางด้วย
และไม่เพียงชนชั้นกลางที่ไปเอากลุ่มทุนสามานย์อื่นมาเป็นพวก
หรือกลุ่มทุนสามานย์อื่นใช้ชนชั้นกลางเป็นเครื่องมือในทางกลับกันเท่านั้น
แม้กระทั่งกลุ่มทุนสามานย์ที่ขัดแย้งกับชนชั้นกลางเอง ก็ไปเอาชนชั้นล่างมาเป็นพวก
หรือชนชั้นล่างหวังพึ่งพิงกลุ่มทุนสามานย์หนึ่งในการยกระดับตนเองในทางกลับกันก็ตาม
ตกลงที่บอกว่าความขัดแย้งดังกล่าว เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนสามานย์กับชนชั้นกลางนั้น
เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้รวบรัดง่ายดายอย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะมันเกี่ยวโยงไขว้กันไปมาอยู่
ด้วยเหตุนั้นเองมันจึงทำให้มีความขัดแย้งในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
ความขัดแย้งในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกชนชั้นหนึ่งด้วย
และในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับชนชั้นหนึ่งด้วย และในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
สรุปง่ายๆ ว่าความขัดแย้งดังกล่าว ก็ไม่พ้นที่จะนำไปสู่ลักษณะ “พวกใครพวกมัน”
ดังนั้นอย่าได้แปลกใจไปที่ความขัดแย้งครั้งนี้มันจะยุ่งยากกว่าที่เคยมีมา
กลุ่มทุนสามานย์หนึ่งไปสร้างความนิยมชมชอบในหมู่ชนชั้นล่าง
แต่ในขณะเดียวกันก็ไปก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชนชั้นกลางกับกลุ่มทุนสามานย์อื่นขึ้น
กลุ่มทุนสามานย์อื่นก็เลยต้องรวมเป็นพวกกับชนชั้นกลางโดยอัตโนมัติ
มิพักต้องพูดถึงเรื่องอำนาจทางการเมืองควบรวมเข้าไปอีก ซึ่งก็ทำนองเดียวกัน
และเป็นตัวกระตุ้นเร่งเร้าสำคัญให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงรวดเร็วยิ่งขึ้นตามลำดับ
เมื่อทุกฝ่ายทุกส่วนเลือกข้างสังกัดโดยสมัครใจกันไปหมดแล้ว
ไม่เป็นพวกหนึ่ง ก็เป็นอีกพวกหนึ่งไปหมดแล้ว
ไม่มีใครเชื่อฟังใครได้ในฐานะคนกลางอีกแล้ว
ไม่มีใครยอมรับใครได้ในฐานะคนพิเศษอีกแล้ว
ปัญหาก็จะไม่สามารถแก้ไขเยียวยาด้วยวิธีการเดิมๆ อีกแล้ว
หรือว่าหนทางในการแก้ไขปัญหาจะหมดสิ้นไปแล้ว
หรืออนาคตของเราร่วมกันจะดับวูบลงแล้ว…
เยี่ยมเลยครับ สำหรับความเห็นนี้ 555
“ดังนั้นอย่าได้แปลกใจไปที่ความขัดแย้งครั้งนี้มันจะยุ่งยากกว่าที่เคยมีมา”
ผมคิดว่า ความขัดแย้งในประวัติศาสตร์มนุษย์หลายพันปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรมที่ซับซ้อน (น่าจะไม่เกิน 3000 ปี ก่อนหน้านี้ อาจยังไม่ซับซ้อนเพียงพอ)
ความขัดแย้งก็มักจะมีหลายกลุ่มหลายเหล่า ไม่มีการขีดเส้นแบ่งชัดเจน
มิตรเป็นศัตรู ศัตรกลับกลายเป็นมิตร สถานการณ์พลิกแพลงสุดจะหยั่ง (พิจารณาเหตุการณ์ใกล้ๆนี้ ก็จะเห็นการพลิกไปมา)
เพียงแต่ว่า เมื่อเราอ่านประวัติศาสตร์ย้อนหลัง ทุกสิ่งถูกจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะยังซับซ้อน แต่เนื่องจากเหตการณ์คลี่คลายไปหมดสิ้นแล้ว ดังนั้น จึงเห็นระเบียบบางอย่างดำรงอยู่ แต่ผมว่า คนร่วมสมัยในยุคนั้น ก็คงมองเห็น “ความขัดแย้งที่ยุ่งยาก” ไม่ต่างจากเรา
ผมคิดว่า คุณ จักร สรุปได้ดี
เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้รวบรัดง่ายดายอย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะมันเกี่ยวโยงไขว้กันไปมาอยู่ ด้วยเหตุนั้นเองมันจึงทำให้มีความขัดแย้งในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
ความขัดแย้งในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกชนชั้นหนึ่งด้วย
และในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับชนชั้นหนึ่งด้วย และในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
สรุปง่ายๆ ว่าความขัดแย้งดังกล่าว ก็ไม่พ้นที่จะนำไปสู่ลักษณะ “พวกใครพวกมัน”
โดยเฉพาะ ประโยคสุดท้าย
“พวกใครพวกมัน”
ผมคิดว่า มันเป็นสัจธรรม หรืออย่างน้อยก็ 80 % ของความขัดแย้งเกือบทุกครั้ง
มันไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น มันเกิดมานานแล้ว นานจนบางคนก็ลืมไปแล้ว บางคนแกล้งลืม แต่บางคนก็ขี้เกียจจะจำ
กรอบที่ใหญ่กว่า ….. ผมว่าคุณณรงค์เลือกที่จะพูดกรอบนั้นมากกว่านะครับ
Baron robbery มันแปลว่าขุนนางฉ้อราษฎร์ไม่ใช่หรอครับถ้าเราแปลอย่างตรงไปตรงมา
ทำอะไรให้มัน Dispassionate แล้วคุณจะพบความจริงของปัญหาที่ซ่อนอยู่จากประเด็นนี้ผม
เห้นชัดว่าคุณณรงค์พันธงไปแล้วว่าพันธมิตรมีความชอบธรรมในการบุกยึดทำเนียบและ NBT
โดยอ้างการมองกรอบที่ใหญ่กว่าของคุณ
แล้วผลพวงจากตลาดหุ้น คุณไม่พูด
การถอนการลงทุน
ผลกระทบการท่องเที่ยว
คุณไม่พูด คุณเลือกที่จะมองกรอบนี่ครับ
นี่ผมยังไม่กล่าวถึงกรอบที่คลุม THEME ของเรื่องไว้ทั้งหมด
คดี ปรส. จะหมดอายุความแล้วนะครับ อีก 2 สัปดาห์ คุณว่าเรื่องนี้มันบังเอิญหรืออย่างไร
สนธิกับกลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง เล่นตลกอะไรกับเราอยู่หรือเปล่า ชนชั้นกลางที่หลงนึกว่าคุณตรึกตรองด้วยสติปัญญา คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังตกเป็นเครื่องมือของใคร
6 แสนล้านบาท กับการส่งตัวตลกมาหน้าฉาก คุ้มแสนคุ้มนะครับ
ปาหี่เรื่องนี้จะจบใน 2 สัปดาห์โดยที่ สังคมไทยไม่รู้เรื่องราวจริงๆที่เกิดขึ้น
น่าตลกแถมน่าตกใจ
ถัดจากนี้ไปผมยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบอบการเมืองที่ทุกคนใฝ่หา 70/30 ว่าด้วยการครอบครองผลประโยชน์ ของกลุ่มนายทุนฝั่งตรงข้ามทุนสามานณ์ของคุณณรงค์นั่นแหละ สนุกดีไหมครับคุณๆ
เศรษฐศาสตร์การเมืองของแท้
ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดหรอกครับ รออีก 10 ปี 10 ปีที่แสนจะมืดมนนั้นหล่ะ คุณจะงงๆ คุณจะมึนๆ ว่าสิ่งรอบกายของคุณมันคืออะไร ประวัติศาสตร์มีไว้ดูมีไว้ศึกษา
หลังจากนั้นกระแสหลักที่ปะทุซ่อนอยู่ใต้เงาชนชั้นกลางและคนชั้นสูงดัดจริต จะก่อหวอดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง หากไม่มากเกินไปเตรียมตัวขอวิซ่าไปเพชรบูรณ์ได้เลยนะครับ
ผมหวังว่าในช่วงเวลานั้นคงมีหลีซื่อหมินปรากฏตัวขึ้น ผมอดทนได้ถ้าผมจะพบกับศักราช
“เจินกวน” จริงๆ แล้วผมมองไปถึงเวลานั้นแล้ว
อ่านที่คุณจักรเขียน ผมก็ชอบครับ
อำนาจใดถ้าเอียงไปด้านใดด้านนึง ก็จะต้องถูกอำนาจเล็กอื่นๆ รวมกันและปรับสู่สมดุล
คล้ายๆ กับธรรมชาติเลย เมื่อโลกร้อน ธรรมชาติก็ปรับสมดุลโดยการทำลายสิ่งมีชีวิตบนโลกทิ้งบ้าง
และจะได้ลดการทำลายโลกลง โลกก็มีเวลาฟื้นตัว
ผมกำลังคิดว่า รูปแบบการเมืองหลังจากนี้น่าจะมีการพัฒนา ไม่มีประชาชนคนไหนยอมเสียประโยชน์อีก กลุ่มทุนสามานย์อื่นๆ ต่อให้เกิดใหม่ได้ ก็จะเจอเหตุการณ์แบบนี้แน่นอนในอนาคต
นานๆมาที เวปพัฒนาไปเยอะ ยินดีด้วยครับ
มาฟังเทปนี้ของ ดร ณรงค์
ต้องขอขอบคุณทีมงานอย่างยิ่งที่มีเทปนี้ และก่อนนี้ที่มีคุณสุริยะใส และคุณจักรภพ (ยังไม่ได้ฟัง) เรียกได้ว่าทำหน้าที่สื่อได้ดีทีเดียว
ดร ณรงค์ แจกแจงได้ชัดเจนหมดจดมากๆ โดยเฉพาะตอนท้ายๆ
ผมชื่นชอบท่านมากๆจริงๆ จากการติดตาม อจ. มาหลายครั้ง ฟังทีไร ได้แนวคิดดีๆทุกครั้ง
หรือไม่ก็ แนวคิดที่มีอยู่ในใจแล้ว กลับ ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ด้วยการยกตัวอย่าง และ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีของ อาจารย์ (พูดอีกนัยหนึ่งความเห็นของ อจ ถูกใจผมนั่นเอง 555)
เสียอยู่อย่างเดียวที่ให้คุณเจริญชัย ซึ่งทราบมาว่าเป็นลูกศิษย์ของ อจ.ณรงค์ ดังนั้นรายการจึงออกในแนว ครูสอนศิษย์ คุณเจริญชัยโดนหมัดฮุคหลายรอบเลย 5555 (สมๆ)
น่าจะเป็นคุณสุรศักดิ์คู่กับคุณกานต์มากกว่า จะได้ตั้งคำถามที่แหลมคม จุ่โจมอาจารย์ท่านได้มากกว่านี้
ต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ขออภัยล่วงหน้า ถ้าผมวิจารณ์ (ในมุมมองของผม) ตรง ๆ
เทปตอนนี้ผมกลับเห็นต่างนะ ว่าทั้งไม่แหลม และไม่คม แล้วก็เข้ากับธีมหลักของโครงการนี้ น้อยที่สุด (ทั้ง ๆ ที่ น่าจะมันส์ที่สุด เนื่องจาก เป็นการสัมภาษณ์ในช่วงที่ เกิดความวุ่นวาย ปะทะขัดแย้ง ระหว่างคู่ทุนพอดี)
เทปตอนนี้มันดูเป็นการสอน “กลยุทธ์ ตลาด ๆ” มากเกินไป (คิดไง มีแนวโน้มไง เราควรอยู่กันยังไง ระบบสหกรณ์ บลาๆๆ) ซึ่งเป็นไปได้ว่า คนถามหลัก ตอนนี้ กลายเป็น คุณเจริญชัย ยิงคำถามตื้นเขินมาก (ขออภัยพูดกันตรง ๆ) กินเวลาไปเยอะ จะมีที่ได้อะไรลึก ๆ หน่อยก็คือ ตอนคุณกาณต์ ถาม อันนี้ผมมองที่ปัญหาของ “คำถาม” และการ “โต้ตอบ” เมื่อได้คำตอบกลับมา ก่อน
ปัญหาในแง่ของ คนตอบ ก็คือ ทราบล่ะครับว่า อ. แก่เก๋าจริงเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง เรื่องชนชั้น (แต่ครั้งนี้พูดนิดเดียวก่อนจบ) เรื่องทุน แต่ เหตุใดเทปนี้ ถึง ได้แต่คำตอบวกไปวนมา อธิบายแล้วอธิบายอีก นั่นประเด็นหนึ่ง
อีกประเด็นหนึ่ง คือ ถามปั๊บ จะมีการถามกลับว่า “ที่ถามนั้น ในความหมายไหน” คือ ถามกลับไม่เป็นไรนะครับ ผมไม่มีปัญหา แต่ในที่สุดแล้ว การคุยกันที่ดี ก็ต้องอธิบายต่อ แล้วพยายามตอบคำถามที่ถูกถาม (มากน้อย ไม่สำคัญ) แต่ที่เกิดในเทปนี้ คือ “เอ้า จะให้ผมตอบ คุณต้องบอกมาว่า ไอ้ที่คุณพูด มองในความหมายไหน” …..จบ….เงียบ….แล้วก็ เปลี่ยนไปยิงคำถาม “กลยุทธ์” แทน คุยกันไปไกลโพ้น คำถามน่าสนใจนั้นก็หายต๋อม สุดท้าย มีประเด็นที่เกี่ยวโยง และวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน โดยอาศัยหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง เพียงกระพีก นอกนั้นก็เป็นเรื่อง กลยุทธ์ กับ เล็คเชอร์วิชาจำแนกทุน
คือ เจอคำถามกลับแล้วเงียบไม่มีอะไรต่อแบบนี้ นึกถึง ตอนสมัยเรียน ที่ไปถามคำถามอาจารย์หลังเรียนเสร็จ แล้วอาจารย์ตอบไม่ได้ หรือไม่ได้เตรียมตัวมา แต่กลัวเสียหน้า ก็เลยไล่ให้เราไปหาคำตอบมาก่อน แกถึงจะตอบ…พอเราไปค้นมา ตอบแกเสร็จ แกก็จะเอา คำตอบที่เราไปค้นมานั่นแหละ ตอบกลับมา…ใครบางคนอาจบอกว่า อ้าวไม่ดีหรือ ได้ค้นคำตอบเอง…ก็ถูก….
แต่ นี่มันการสัมภาษณ์ตอนเดียวให้คนเปิดดูนะครับ…ถ้างั้น คุณกาณต์ก็ต้องไปค้น “ความหมาย” ต่าง ๆ มา แล้วมาขอสัมภาษณ์ อาจารย์ใหม่ ทำเป็นเทปอีกตอน ถึงจะถูก (ที่แซว คุณกาณต์ เพราะ ผมเห็นคุณกาณต์ โดนตีกลับแบบนี้ตลอดเทป)
จริง ๆ ชอบตอนเดียวสำหรับเทปนี้ คือ ตอนท้ายสุด ที่อาจารย์บอกว่า ปัญหาบ้านเมืองความวุ่นวาย ไร้ประโยชน์ แก้อะไรไม่ได้ตอนนี้ ก็คือ คนชอบไปให้ความสำคัญกับประเด็นย่อย จน ละเลยประเด็นใหญ่ ….ถูก…
แล้วสัมภาษณ์ตอนนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของ ปัญหาที่ว่านั่น
ขอบอกว่าผมรู้สึกเหมือนคุณ งง แหละ แต่ผมเข้าใจไงครับว่าคุณเจริญชัยแกคงเกรงใจ อจ ของตัวเองพอสมควร แหม อจ.ที่เราเคารพรักนะ ใครจะไปกล้าหือ แล้วคุณกานต์เองก็คงเกรงใจไปด้วย เลยบอกไงครับว่าน่าจะเป็นคุณสุรศํกดิ์มากกว่า
แต่ความแหลมคม ผมขอแย้งกับคุณงง ว่า แม้ว่าเวลาจำกัด แต่สำหรับผม อจ.ณรงค์ท่านทำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทีเดียวเลยครับ ที่คุณงงว่าไม่แหลมคม เพราะคงไม่ตรงกับใจของตัวเองมาก กว่ามั๊งครับ สำหรับผม เพราะตรงกับใจผมไงครับเลยแหลมคม 555555555
เหมือนกันครับ ผมรู้สึกเหมือนคุณ งง ขออภัยไว้กก่อนถ้าวิจารย์แรงไป คล้าย ๆ ว่ามันตื้นเกินไป ผมมองว่า ถ้าจะถามกลับก็ควรตอบคำถามนั้นก่อน ค่อยถามอีกคำถาม เพราะถามกลับแล้วประเด็นมันเคลื่อนไปจากคำถามเดิม เหมือนบรรยายมากกว่าสนทนา พูดคนเดียวซะก็สิ้นเรื่อง หรือไม่ท่านอาจารย์อาจไม่ถนัดในการมานั่งตอบปัญหา อาจต้องใช้เวลาคิดไตร่ตรองนานสักหน่อย ก็ไม่ว่ากันครับ งั้นถ้าผมมีคำถามเกี่ยวกับคำว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง พอจะให้ความกระจ่างได้ใหมครับ คือ ถ้าผมตั้งคำใหม่ขึ้นมาว่า ธุรกิจการเมือง ล่ะครับ มันจะต่างกับ เศรษฐศาสตร์การเมือง ไหม แล้ว รัฐบาล ทรท ใช้การบริหารแบบ เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือ ธุรกิจการเมืองกันแน่ ผมหวังว่าพอจะช่วยสร้างสีสรรค์ให้ บอร์ด ได้ ไม่มากก็น้อยครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบ
พูดตามตรงนะครับ ผมโดนตรึงด้วยเขตสะกดเวทย์ครับ เลยพูดอะไรออกไปอย่างใจนึกมากไม่ได้ 555
ผมมี debate กับ อ. ณรงค์, และมิตรสหายอีกหลายท่าน ในวงปิด เมื่อเร็วๆนี้ ผมพูดประเด็นต้องห้ามหลายๆประเด็น เต็มที่มากกว่านี้ (หลายๆท่านคงเดาออกว่าผมพูดเรื่องอะไร) คือสุดท้ายแล้วผมพบว่ามันจะมาจบที่ประเด็น “การวิเคราะห์สังคมไทย”
ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะครับว่า debate เรื่อง “การวิเคราะห์สังคมไทย” ตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้วยังไม่ตกผลึกลงตัวสำหรับสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน (ดู ธิกานต์ ศรีนารา, จาก “กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา” ถึง “ทุนนิยม” : วิวาทะว่าด้วย “ลักษณะสังคมไทย” ใน พคท., ฟ้าเดียวกัน 4:4)
ผมเชื่อว่าถ้าสังคมไทยเปิดกว้างให้ถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมคิดว่าต้องมีการยอมรับข้อสรุปที่ชัดเจนอย่างแน่นอน แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นผมก็คิดว่าหลายๆคนก็ยังจะเลือกข้างแบบปัจจุบันต่อไป โดยมีเหตุผลว่า สิงโตเฒ่าอันตรายน้อยกว่าหมาป่าหนุ่ม ประมาณนี้น่ะครับ
สรุปคือผมคิดว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองก็มี honestly บางอย่าง ที่อย่างน้อยก็ยอมรับว่า “มันเป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มคน และชนชั้น” (ที่มากกว่าหลักการบางอย่าง) และในลักษณะที่เป็นการต่อสู้แบบสงครามแบบนี้ ต้องดึงมวลชนเข้าร่วมมากที่สุด และเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้
และการต่อสู้ก็มีกติกาและขอบเขตบางอย่าง ที่ผมคิดว่าฝ่าย พธม. เข้าใจตรงนี้ และนำเอามาใช้ได้เป็นอย่างดี (แบบที่ผมโดนตรึงไงครับ)
การสนทนากับ อ. ณรงค์ ทำให้ผมเริ่มมองภาพในกรอบที่กว้างกว่านั้น (จากการอ่านหนังสือบางเล่มเมื่อเร็วๆนี้ — คิดถึง rule sets และ uncertainty) จะว่าไปผมก็ต้องยอมรับความจริงบางอย่างในทำนองที่ว่า “เสรีภาพไม่ได้มาด้วยการร้องขอ แต่มาด้วยการต่อสู้” ทำนองนั้นน่ะครับ และการลุกขึ้นสู้กับชนชั้นที่ครอบครองอำนาจนำ (ในที่นี้มองตามภาพของแต่ละคนก็อาจจะต่างกันไป) จะนำมาสู่เสรีภาพที่ดีขึ้นเสมอ (แต่ไม่ได้การันตีว่า สู้ครั้งนี้ชนะแล้วจบ หรือเป็นสงครามครั้งสุดท้ายในทำนองนั้น)
อ้อ ผมเพิ่งทราบว่า อ. ณรงค์ทำธีซิสเรื่องชนชั้นกลางกับ คนงานคอปกขาว ซึ่ง อ. มองว่าเป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่มี ภาค service ที่ใหญ่กว่าภาคหัตถกรรม ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพนำด้วยคนงานคอปกขาว ซึ่งแตกต่างจากประเทศต.ตก อื่นๆน่ะครับ
หลายๆเรื่องก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาผมเยอะครับ
ขอเพิ่มอีกเรื่องนะครับ
คือถ้ายืมการวิเคราะห์เรื่องวัตถุนิยมวิภาษ ของมาร์กซ์มา ต่อให้พธม. หรือ รัฐบาลชนะในสงครามครั้งนี้ มันก็จะไม่จบลงอย่างที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคาดหวังหรอกครับ ด้วยปัจจัยภววิสัยมันจะทำให้มีการโต้กลับของแต่ละฝ่ายอย่างแน่นอน เหมือนกับที่กลุ่มชนชั้นนำมองว่า การยึดอำนาจ เมื่อ 19 กันยา จะจบความขัดแย้งในสังคมไทยได้ แม้จะต่อด้วยการร่าง รธน. 2550 ขึ้นมาสะกดเอาไว้อีกชั้น ก็ไม่จบอยู่ดี
ซึ่งผมก็มองว่าแทบไม่ต่างอะไรกับเรื่อง 6 ตุลา ซึ่งเป็น peak ของความขัดแย้งระยะยาวระหว่าง ขบวนการฝ่ายซ้าย และขบวนการฝ่ายขวา อ. สมศักดิ์ มองในลักษณะคล้ายกัน ตามลิงค์นี้ครับ (แต่ละเอียดกว่าที่ผมพูด) มันไม่ได้จบด้วยเหตุการณ์สั้นๆ แต่ความขัดแย้งจะดำเนินไปจนกระทั่ง เงื่อนไขความขัดแย้งเปลี่ยนแปลงจนไม่ได้เป็นปัจจัยหลักๆอีกต่อไป
ถ้าเชื่อการวิเคราะห์แบบนี้ มองให้ลึกไปอีกชั้น (ในฐานที่เราทำอะไรไม่ได้มาก ด้วยฐานะปัจเจกตอนนี้) การเลือกข้างก็เพียงไปเพิ่มจำนวนให้แต่ละฝ่ายเท่านั้น ในสภาวะที่มีดุลย์อำนาจในเวลานี้ ผมอยากให้ทุกท่านลองอ่านบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ในจดหมายข่าว ฉบับที่ 2 และ 3 กันอีกครั้งแล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดกันดูครับ.
รวมๆผมก็เห็นด้วยกับคุณงงครับ
คิดว่าคุณเจริญชัยไม่ได้ตั้งคำถามแย่ เพียงแค่คนสัมภาษณ์ไม่น่าเป็นคุณเจริญชัย
ฟังตอนนี้ แล้วนึกไปถึงสามก๊กเลยครับ
ตอนที่เล่าปี่ไปขอให้สุมาเต็กโชช่วยบ้านเมือง(ถ้าจำไม่ผิด)
แล้วก็ไปขอให้เพื่อนขงเบ้งมาช่วยบ้านเมือง และขอความเห็นเรื่องบ้านเมืองด้วย
แล้วได้คำแนะนำประมาณ มีสงบ มีรบ, มีต่ำ มีสูง ,ไม่ต้องทำไรเดี๋ยวก็ดีเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่ง เดี๋ยวก็แก้ปัญหาของมันได้ อะไรแบบนี้คล้ายๆกันเลย
เหมือนคำพูดแบบนี้ ยังไงก็ถูก (แต่ก็ไม่คิดว่าใครๆก็พูดได้)
สำหรับอาจารย์ ผมคิดว่าคงตกผลึกแล้วจริงๆ (ผมเชื่อ)
ผมนึกไปถึง เรื่องราวตอนหนึ่ง

ผมเคยไปถามคนรวยๆคนหนึ่งเรื่องหุ้น อยากรู้แนวคิดการลงทุน
เค้าบอกว่า
“ถ้าผมไม่มีเวลาศึกษา อย่าเล่น และเอาเวลาไปทำธุรกิจให้ดีก่อนดีกว่า”
ตอนนั้นผมก็งงๆ
ผมคิดว่าเค้าอ่านขาดนะ และเป็นคำแนะนำที่ดีสำหรับผมจริงๆ
แต่แอบเคืองอยู่นิดๆว่า
สรุปแล้วผมไม่ได้คำตอบที่ถามเลยหนิหว่า
แต่ถ้ามีใครถามผมเรื่องการเมือง
ผมก็อาจจะอยากตอบปัญหาเค้า แบบประโยคข้างบนนั้นเหมือนกัน
และก็อาจจะโดนคนถามด่าในใจ
ขอบคุณ สำหรับ คำติชม น้อมรับไว้ทั้งหมด
ตอนแรก ผมรู้สึกว่า ทำได้ไม่ค่อยดี แต่ทำไมคนยังชมกัน
พอมาฟังคำติ ก็รู้สึกว่า พูดได้ถูกต้องเลย
แต่พอมาฟัง Paganini บวกกับที่ผมได้ยินเพื่อนผมวิจารณ์ ก็เลยกระจ่างแจ้งเลย
1. สำหรับแฟนรายการ อาจรู้สึกว่า มันตื่นเขินเกินไป แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการเมือง ย่อมรู้สึกดี ที่อธิบายให้ดูง่าย และที่สำคัญสุด จุดเด็นของอาจารย์คือ มองกว้าง มองไกล ซึ่งคนที่ไม่ชอบจะติว่า ไม่ลงรายละเอียด แต่คนที่ชอบจะมองว่า ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากมุมมองอันคับแคบ
2. แต่สิ่งที่ดูตื้นนั้น จริงๆแล้ว มันแฝงผลึกบางอย่างอยู่ ซึ่งเป็นอย่างที่ nutjubjub กล่าวไว้ ผมอยากบอกว่า ถ้าเป็นเด็กอ่อนหัดธรรมดามาแบบอาจารย์ ก็คงต้องมองว่า ไอ้นี่ไม่รู้จริง แกล้งพูดสัจธรรม คำใหญ่โต นามธรรม ซึ่งยังไงก็ถูก
แต่ผมเห็นด้วยกับ nutjubjub ว่า อาจารย์น่าจะตกผลึกจริงๆ ไม่ใช่พูดคำใหญ่โตตามคนอื่น แต่เป็นการเข้าถึงที่สุดแห่งภูมิปัญญา แน่นอนว่า อาจารย์ย่อมมีข้อบกพร่อง แต่ก็เข้าถึงสัจจะขั้นสูงในระดับหนึ่ง
ผมจึงไม่แปลกใจที่ Paganini ชื่นชอบในหลายๆประเด็น
3. เรื่องเวลาก็สำคัญ เวลาจำกัด ทำให้ผมต้องข้ามๆหลายๆตอนไป เรื่อง คำนิยามนั้น ผมก็กลัวว่า ถ้าเถียงต่อไปก็จะยืดเยื้อ ทำให้ไม่มีเวลาถามให้ครบตามที่เตรียมมา
ครั้นจะให้ยืดเวลาเป็น 1-2 ชั่วโมง ผมก็ทำได้ไม่มีปัญหา อาจารย์ก็พร้อมจะตอบ แต่ปัญหาคือ Mass จะไม่ชอบในจุดนี้ บางทีเราก็ต้องประนีประนอมระหว่าง Niche และ Mass
พูดตรงๆ คือ การพูดง่ายๆของอาจารย์ครั้งนี้ ถูกใจ Mass หลายคน โดยเฉพาะคนที่ไม่มีความรู้เชิงลึกทางการเมือง ไปอ่านหนังสือพิมพ์แม้จะเข้าใจง่าย แต่ก็น่าเบื่อ ไม่หลากหลายหลุดพ้นเท่ากับอาจารย์
แม้ผมจะโดนด่าจาก แฟนรายการที่เป็น Niche แต่ผมก็ได้ล้างบาปจากทีมงานและพันธมิตรหลายคน ที่ประณามผมว่า “ชอบทำแต่เรื่องลึกซึ้ง ไม่ยอมทำเรื่องง่ายๆ เพื่อดึงดูด Mass ยังมีอีกหลายคนที่ขาดความเข้าใจพื้นฐานทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม”
คราวนี้ ผมทำชดใช้ให้แล้วครับ Mass ทั้งหลาย
ขณะเดียวกัน พวกที่เรียกร้องให้ผมตามใจ Mass ก็จะต้องยอมรับความอึดอัดใจของผม เพราะ Niche ไม่ยอมให้ผมทำอะไรง่ายๆ จะต้อง “เข้มข้นลึกซึ้ง” สะใจ
4. ผมรู้สึกมานานแล้วว่า อาจมีแฟนรายการ หมั่นไส้ผม 555 หรือหลายคนรู้สึกว่า ไอ้นี่มันรู้ทุกเรื่อง หรือบางทีแนวคิดผมก็ดูสุดโต่งและรุนแรงเกินไป แม้จะเปิดกว้างต่อแนวคิดใหม่ แต่ก็มีหลายอย่างที่ดูโหดร้ายเกินไป
ดังนั้น การที่ผมโดนอาจารย์สั่งสอน แม้ว่าในแง่มุมหนึ่ง ทำให้ความน่าเชื่อถือของผมลดลง แต่ผมจะได้ความรักเอ็นดูจากแฟนรายการเพิ่มขึ้น
ผมยอมแลกความเก่ง และหน้าตาของผม เพื่อมิตรภาพและความสนิทสนมกับแฟนรายการ
“ดังนั้นรายการจึงออกในแนว ครูสอนศิษย์ คุณเจริญชัยโดนหมัดฮุคหลายรอบเลย 5555 (สมๆ)”
ผมพูดจากใจจริงว่า การที่คุณ Paganini เขียนอย่างนี้ โดนใจผมมาก ต้องขอบคุณ ถือเป็นการชะล้าง ความตึงเครียดของรายการผม และเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผมเองก็เป็นคนธรรมดา ย่อมมีอ่อนแอ มีช่วงเวลาที่ย่ำแย่
เหมือนกับทุกๆคน
5. สิ่งที่ผมเน้นย้ำมาตลอดตั้งแต่จัดรายการ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” คือ ทุกอย่างต้องดูบริบท ปรกติแล้ว เวลาถกเถียงกันในห้องพักอาจารย์ ผมก็ยิงคำถามแย้งอาจารย์เป็นชุดเหมือนกัน แม้จะอยู่ในรูปครูกับศิษย์ แต่รับรองว่า แฟนรายการของเราต้องชอบแน่นอน เพราะอาจารย์ก็โต้กลับไม่ยั้ง ผมก็ยังรัวเป็นชุด จนเกิดผลึกความคิดที่เข้มข้นจัดจ้าน
แต่ในวันที่สัมภาษณ์นั้น อาจารย์ดูค่อนข้างเครียด อาจเนื่องจากสถานการณ์ ประกอบกับมีคนมาสัมภาษณ์ตลอดวัน
ผมจึงต้องใช้กลยุทธ์ “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” โดยการถกเถียงขัดแย้งให้น้อยลง
6. ดูเผินๆ มันเป็นข้อเสียที่ไม่โต้แย้ง เพื่อรีดเร้นศักยภาพสูงสุดของผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ก็กลับแลกมาซึ่งข้อดีดังที่ได้กล่าวไป โดยเฉพาะแฟนรายการบางส่วนก็ชื่นชอบในหลายประเด็น
จริงๆแล้ว ลองทำอะไรที่แตกต่างบ้างก็ดีเหมือนกัน แม้ครั้งนี้คุณภาพอาจตกลดลงบ้าง แต่แกแลกมาด้วย รายการที่ different แตกต่างจากตอนอื่น มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
7. ขอบคุณทุกคน ที่กรุณาติดตามเรามาถึงวันนี้ จนเกือบจะครบ 1 ปี ที่ก่อตั้ง SIU ซึ่งอาจมีการฉลองชัยสังสรรค์กัน
ที่น่ายินดีคือ คนในเวปนี้มีคุณภาพสูง ดังที่ท่านอาจารย์ภุชงค์ได้กล่าวชมไว้ หลายประเด็น ผมไม่ต้องแก้ตัวหรือเพิ่มเติมเลย เพราะมีคนมาตอบให้เสร็จสรรพ ทำให้ผมมุ่ง Focus ไปที่ประเด็นสำคัญได้เลย
ได้ผู้ชมแบบนี้ ผมก็เหนื่อยน้อยลง แต่สุขใจมากขึ้น
- คุณ Paganini
เป็นไปได้กระมังครับ ว่า ต้องตรงใจก่อนถึงจะดูแหลมคม…แต่แปลกอย่าง คือ เวลาผมไปนั่งฟังการสนทนา อ่านบทสัมภาษณ์ หรือข้อเขียนบทความต่าง ๆ บางอัน แม้ผมจะไม่ได้เห็นด้วย หรือตรงใจตัวเองทั้งหมด แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันแสนจะแหลมคม ทิ้งตรงสถานการณ์ กระจ่างใจไปหมด…แล้วแบบนี้ จะใช้ทฤษฏี “ตรงใจตัวเอง” มาอ้างอิงได้หรือเปล่า ? เอ๊..หรือว่า เราจำเป็นต้องให้นิยามคำนี้ให้ชัดกันเสียก่อน ที่จะนำมาใช้จนมัน “ทื่อ” ไปหมด
- คุณ เจริญชัย
เป็นไปได้ว่า ผมอาจใช้คำในการสื่อสารไม่ชัดเองจริง ๆ ต้องขออภัย เพราะหามิได้ ที่ผมวิจารณ์ไปนั้น ไม่ได้บอกว่าผมต้องการอะไร “ลึกซึ้ง” แบบฮาร์ดคอร์ ชนิดที่ว่าต้องไปอ่านปรัชญามาร์กมาสักเจ็ดแปดเล่มก่อนถึงจะเข้าใจได้ แต่ผมหมายความว่า น่าจะมีการยิงคำถาม เพื่อให้อาจารย์ได้ใช้ความรู้ความสามารถอันมากมายของท่าน วิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นไปในเวลานี้ ให้มากกว่านี้อีกหน่อย ตรงกว่านี้อีกหน่อย ไม่ใช่แค่เพียงการเล็กเชอร์กว้าง ๆ (คำว่า “อีกหน่อย” หมายความว่า ที่สัมภาษณ์มา ก็ตรงบ้าง ไม่ใช่ไม่ตรงเลย อย่างน้อยก็มี ประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างชนชั้น เป็นปัญหาหลักของความขัดแย้งในตอนนี้ ซึ่งน่าจะมีคนจำนวนมากอาจยังไม่ทราบ) หรืออย่างน้อยก็กล้าหาญที่จะเจาะอะไรลงไปให้ชัดกว่านี้ (คำว่า ชัด ไม่ได้หมายความว่า ลึก)
จริง ๆ ไม่อยากจะพูดเลยครับว่า แนวการวิเคราะห์ แบบที่คุณกานต์เขียนตอบในสองความเห็นข้างบนนั่นน่ะ แค่นั้น ถ้าได้นำไปถามอาจารย์ และจี้ให้อาจารย์ตอบให้ได้ ขยายความเพิ่มอีกสักหน่อย มันก็แหลม เอ้ย แจ่มแล้วครับ (เว้นแต่ ถ้าโดนเวทมนต์ (ดำ) สะกดจริง ก็คงว่าอะไรไม่ได้ แต่มันก็ น่าเสียดาย อย่างยิ่ง)
สุดท้ายถือว่าติชมกันฉันท์มิตรนะครับ โปรดอย่าถือสา ใจผมน่ะนึกชื่นชมรายการอยู่แล้ว (ไม่งั้นก็คงไม่ตามดู) ปกติผมชอบคำติ มากกว่าคำชม ชอบการ “ยัน” มากกว่า การ “ตบหลัง ตบไหล่” เพราะ เราจะได้เห็นข้อบกพร่อง แล้วเอากลับไปแก้ไขได้
ปล. ผมว่า รายการสัมภาษณ์ให้วิเคราะห์สถานการณ์แบบกว้าง ๆ ไม่ตรง หรือเลี่ยง ๆ มันมีจำนวนมากอยู่แล้วนะครับ โดยเฉพาะในสื่อกระแสหลักทั่ว ๆ ไป ถ้า SIU ให้ความรู้สึกพิเศษ หรือต่างออกไปกับคนดู ยังไง ๆ ก็รุ่ง ….หรือเปล่า ??
จะใช้สื่อ…คุมสื่อ…ต้องซื้อสื่อ
เมื่อสื่อ…คือผู้ค้า…ก็ต้องว่า…ไปตามนั้น
อันใด…จักสำคัญ…กว่าลูกค้า…เป็นไม่มี
กาลก่อน…ที่ผ่านมา…เข้าใจว่า…เป็นคนดี
พิทักษ์…ประชาชี…จากเงื้อมมือ…เผด็จการ
และเข้าใจ…ว่าก้าวหน้า…นำปัญญา…ปรีชาญาณ
หมายมุ่ง…จะสืบสาน…พัฒนา…ประเทศไทย
แท้จริง…กลายเป็นว่า…เมื่อลูกค้า…ประสบภัย
ตนเอง…ไม่ต่างใด…โดยน้ำมือ…เผด็จการ
จึงร่วม…กับลูกค้า…เผชิญหน้า…กับทหาร
สุดท้าย…ก็เบิกบาน…ได้เสพสุข…ร่วมกันมา
แต่บัดนี้…สิคนจน…ผู้ทุกข์ทน…กันทั่วหน้า
ขัดแย้ง…กับลูกค้า…จะคิดอ่าน…ประการใด
จะยืนยัน…ความเป็นธรรม…หรือจะกำ…ซึ่งกำไร
ความจริง…วันนี้ไซร้…มันโจ่งแจ้ง…เกินกล่าวคำ
ก็เข้าใจ…ว่าการค้า…ธรรมดา…ต้องเก็บกำ
แต่ที่…ต้องชี้นำ…ก็เพราะเรื่อง…แต่ก่อนมา
ด้วยเคยเชื่อ…กันว่าสื่อ…นั่นก็คือ…ภูมิปัญญา
พวกสื่อ…ล้วนก้าวหน้า…แต่วันนี้…ก็เข้าใจ
จะก้าวหน้า…จะก้าวหลัง…ภูมิพลัง…ปัญญาใด
ต้องลูกค้า…ผู้พาไป…จึงสื่อนั้น…จะเดินตาม
ถ้าลูกค้า…จะก้าวหลัง…สื่อหรือยัง…จะตรงข้าม
เมื่อลูกค้า…พยายาม…สื่อก็พร้อม…จะจำนน
จะโทษสื่อ…ได้อย่างไร…ต้องโทษใคร…ที่ยังจน
ไม่อาจ…จะยกตน…เป็นลูกค้า…ผู้แสนดี
จะใช้สื่อ…ต้องซื้อสื่อ…คนละมือ…จึงเข้าที
ดังนั้น…ประชาชี…ผู้ทุกข์ยาก…จงช่วยกันฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๒ ก.ย. ๕๑/๑๒-๑๓ น.
ถ้าเป็นวันปกติ ผมอาจจะจี้สักนิด แต่วันนั้นอาจารย์ดูเครียดจริงๆ 555
อีกอย่าง ผมก็พยายามจะจี้แล้ว แต่ท่านอาจารย์อาจไม่เข้าใจ ผมอาจสื่อสารไม่ดี หรือท่านอาจต้องการเลี่ยงก็สุดจะเดา
ครั้นผมจะลงลึกยิ่งขึ้น หรืออ้อมค่ายเพื่อเข้าตี ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์อยากตอบหรือไม่
ที่สำคัญ เวลามีจำกัด ทรัพยากรมีจำกัด ผมก็เลยต้องแก้ไขโดยเปลี่ยนไปถามคำถามอื่น
พออาจารย์ตอบไม่ตรงอีก ผมก็ต้องไปถามคำถามอื่น
เรียกว่า ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ในเมื่อไม่อยากตอบ ก็ควรไปถามเรื่องอื่น
แต่รู้สึกวันนั้นถูกบลอกเกือบหมด
บางที อาจารย์ท่านอาจต้องการให้ทุกคนเลิกสนใจ ควรสนใจอะไรที่กว้างกว่านั้น อย่างที่ท่านตอบในตอนท้าย ก็เป็นได้
แต่ยังไงก็ถือว่า ผมผิดพลาดที่ไม่สามารถตอบสนองทั้งหมดได้
เอาเป็นว่า จะพยายามปรับปรุงในครั้งต่อๆไป
ที่สำคัญ อยากเรียนถามว่า รายการควรจะยืดออกไปกว่านี้ได้ไหม เช่น 1 ชั่วโมง ในกรณีที่ถามไม่จบ หรือตอบไม่ตรง และต้องเปลี่ยนคำถาม ทำให้เสียเวลาไป
หรืออยากลงลึกแคะไค้กว่านั้น ติดลม กำลังมันส์ เราควรจะยืดออกไปดีไหม อย่างไร
“ผู้ชมคือ พระเจ้า”
ใครเป็นทุนย์สามานย์บ้าง ?
ทุนไดสามานย์มากกว่า ?
รอสังคมเปลี่ยนแปลง หรือมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคม ?
ผมคงต้องเรียนรู้อีกมาก ?
ผมชอบที่คุณกานต์ยกมาจริงๆ
——— สิงโตเฒ่าอันตรายน้อยกว่าหมาป่าหนุ่ม ————-
นั่นแหละครับ คือสิ่งที่เราต้องเลือก
ลองไตร่ตรองดู ประวัติศาสตร์ในหลายปีมานี้
ประชาชนไทย suffer จากคนกลุ่มไหนมากกว่ากัน
ถ้าจะมองว่าไม่มีขาวปลอดไม่มีดำสนิท เราก็ต้องเลือกที่เทาน้อยกว่า
ผมเองมาได้ฟังที่อ.ณรงค์พูดนั้นก็เรียกว่าหลายคนได้ถกเถียงกันไปยกใหญ่แล้ว 555 (ก็คนไม่มีค.รู้เรื่องการเมืองอย่างผม คงจากยากที่เมื่อได้ฟังแล้วจะตกผลึกและแสดงความเห็นแบบเฉียบคมได้)
อันดับแรกผมขอวิจารณ์คุยเจริญชัยหน่อยนะครับตามประสาคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ คือ ผมคิดว่าคุณเจริญชัยใช้ศัพท์เฉพาะจนเกินไปจนตามไม่ทัน 555 แต่ผมคิดว่าถูกอย่างที่เจริญชัยว่าครับและยิ่งมาเจออ.ณรงค์ด้วยแล้วยิ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีค.รู้เรื่องการเมืองเช่นผมในการเรียก Mass จริง ๆ เพราะการที่เจออ.ณรงค์สวนด้วยการถามว่าศัพท์ของคุณเจริญชัยนั้นหมายความว่าอย่างไรนั้น เป็นการดีครับ เพราะคนที่ไม่มีค.รู้เรื่องการเมืองเจอศัพท์เฉพาะเข้าไปแล้ว พอตีความตามความเข้าใจตัวเองไปทีนี้ล่ะมั่วเลยครับ
สำหรับอ.ณรงค์นั้นผมฟัง ๆ ดูแล้วผมว่าเป็นการให้ค.รู้ที่เรียกว่าเคลียร์อยู่พอสมควร และเรียกว่าเป็นการมองนอกกรอบจริง ๆ สำหรับคนที่เปิดใจรับนั้นไม่ว่าจะถือหางฝ่ายไหนจัด ๆ PAD หรือระบอบทักษิณ ก็จะปล่อยวางลงแล้วมองในกรอบใหญ่ หรือโจทย์ใหญ่ได้เช่นที่อาจารย์ย้ำในตอนสุดท้าย
จากที่ผมฟังมาทั้งหมดผมไม่คิดว่าอ.ณรงค์สวนกับด้วยคำถามประมาณว่า “แล้วนิยามของคุณคืออะไร??” จะเป็นการเลี่ยงบาลีเช่นที่หลาย ๆ คนโจมตีนะครับ ผมเข้าใจนะว่าคนที่ฟังแล้วอาจจะหงุดหงิดเพราะไม่ได้คำตอบเป็นรูปธรรม แต่ว่าในทำนองเดียวกันมันก็ต้องมองคนพูดด้วยว่าเป็นใคร จากที่เคยอ่านบทความของอ.ณรงค์มาผมก็สัมผัสได้ว่าอาจารย์เป็นคนที่ตกผลึกทางความคิดในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองอยู่พอสมควรผมจึงคิดว่าที่อาจารย์สวนมานั้นไม่ใช่เพราะอาจารย์ตอบคำถามไม่ได้ บวกกับเงื่อนไขเรื่องของเวลาในการจัดรายการด้วย และอาจารย์เองก็ได้อธิบายเพิ่มเติมในเชิงระบบ มากกว่ามองในเชิงปัจเจกซึ่งก็ทำให้เห็นภาพหลุดจากกรอบที่เป็นอยู่ไปได้
สุดท้ายนี้ผมไม่เข้าใจที่คุณกานต์พูดครับ
——— สิงโตเฒ่าอันตรายน้อยกว่าหมาป่าหนุ่ม ————-
หมายความว่าอย่างไร คุณ Paganini ก็ได้นะครับ อธิบายความเพิ่มให้หน่อยครับ
โครงการ Challenge Thailand 2010 ของ SIU ถ้าได้ลองไปสัมภาษณ์ อ. สุวินัย ภรณวลัย ก็ดีนะครับ ถึงแม้ว่าอาจจะดูเป็นฝั่งพันธมิตรไปบ้าง
แต่ผมคิดว่าเราอาจจะได้มุมแปลก ๆ (ไม่ว่าจะสัมภาษณ์ประเด็นใดก็ตาม) แต่น่าสนใจก็ได้นะครับ
ผมคิดว่าแกเป็นคนที่น่าสนใจดีครับ
การศึกษา…กะลาครอบ
แด่กระบวน…การศึกษา…ยุคโลกา-…ภิวัตน์ไกล
ชาวโลก…มาโยงใย…เป็นหมู่บ้าน…หมู่บ้านเดียว
ประเทศนี้…ประเทศหนึ่ง…ก็ควรซึ่ง…จะกลมเกลียว
เรียนรู้…เพื่อเก็บเกี่ยว…และจ่ายแจก…แลกเปลี่ยนกัน
แต่ศึกษา…กะลาครอบ…มันมีกรอบ…ของตัวมัน
มั่นคง…อยู่อย่างนั้น…ยากจะเปลี่ยน…จะแปรไป
ใครใด…ที่ศึกษา…จนก้าวหน้า…เกินกว่าใคร
สูงส่ง…สักเพียงใด…ก็ในกรอบ…ที่ครอบนั้น
คนในกรอบ…ก็ยกย่อง…เขาก็พอง…ขึ้นตามกัน
และเขาเอง…จึงมุ่งมั่น…จะชี้นำ…ทิศทางชน
ฉันมี…การศึกษา…เขาอ้างมา…ประกาศตน
อหังการ์…ประสาคน…อยู่ในกรอบ…ที่ครอบมา
การศึกษา…ประดานี้…คนยิ่งมี…การศึกษา
เขานั้น…ก็ยิ่งบ้า…เกินกว่าคน…ทุกคนไป
ศึกษา…ยิ่งศึกษา…ก็ยิ่งบ้า…กันไปใหญ่
ฉันเก่ง…เกินกว่าใคร…ในโลกนี้…มีใครเกิน
สมเพช…การศึกษา…ภูมิปัญญา…อันตื้นเขิน
เมื่อจัก…ต้องเผชิญ…กับโลกกว้าง…จะอย่างไร
เก่งกัน…แต่ในกรอบ…กะลาครอบ…ทุกวันไป
แข่งขัน…ซึ่งอันใด…ถ้าท่องจำ…ก็พอทน
ใครใด…มีส่วนสร้าง…ใครเล่าวาง…ซึ่งไกกล
สร้างกรอบ…มาครอบคน…ให้คลั่งบ้า…อย่างน่าอาย
เป็นอาช-…ญากรรม…อันกระทำ…เพื่อทำลาย
จากต้น…จนสุดสาย…อนาถแท้…เผ่าพันธุ์ไทย
เรียนเถิด…พ่อจงเรียน…และจงเพียร…กันต่อไป
แต่ตราบใด…และตราบใด…มีกะลา…ก็บ้าเอยฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๕ ก.ย. ๕๑/ ๖-๗ น.
เราก็…ผู้กำหนด
เมื่อเกิดเรื่อง…การเมืองนั้น…คนก็หวั่น…กังวลใจ
จะจบลง…ที่ตรงไหน…จบเมื่อไร…อยากรู้จัง
และเมื่อจบ…จบอย่างไร…เกิดผลใด…มาประดัง
คนต่าง…ก็คาดหวัง…รอคำตอบ…จากปากคน
จึงคน…ที่ชอบจ้อ…ต่างสอพลอ…ประจานตน
ให้เห็น…กระทั่งจน…เกินลิ้นไก่…ถึงไส้ติ่ง
บ้านเมือง…ของทุกคน…จะมี-จน…ต้องอ้างอิง
ตามหลัก…แห่งความจริง…และตามกฎ…กติกา
หลักเกณฑ์…ก็มีอยู่…กลับไม่ดู…ไม่เบิ่งตา
ทำตน…อหังการ์…มาจ้อแทน…ทุกผู้คน
และคน…ผู้อ่อนแอ…ก็ย่ำแย่…ไร้เหตุผล
มัวหวั่น…มัวกังวล…จนเปิดช่อง…ให้ช่วงชิง
จงเชื่อมั่น…ในตัวตน…เราก็คน…นั่นความจริง
เราอยาก…จะอ้างอิง…อยากยืนยัน…ซึ่งอันใด
อย่าอาย…ที่จะแจ้ง…จะสำแดง…แถลงไข
บ่งบอก…ความในใจ…อันจริงแท้…แก่ผู้คน
คิดเห็น…เป็นอย่างไร…บอกออกไป…อย่ากังวล
ผิด-ถูก…ก็เป็นผล…สำหรับเพื่อ…จะต่อไป
อย่ารอใคร…มากำหนด…มาโป้ปด…กันตาใส
แล้วเรา…ก็เชื่อใจ…แล้วก็บ้า…ว่าตามกัน
ใครเป็น…สัพพัญญู…มาอวดรู้…อะไรนั้น
ขอเรา…จงสำคัญ…นั่นก็เพียง…หนึ่งเสียงเดียว
เสียงเดียว…พึงรับฟัง…แต่ก็ยัง…อีกหลายเที่ยว
หลายหนึ่ง…มากลมเกลียว…มาเรียนรู้…อยู่ร่วมกัน
จงกล้า…เถิดผองเรา…จงปัดเป่า…ความหวาดหวั่น
จงยืนหยัด…และยืนยัน…เสียงแห่งคน…ของตนเองฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๕ ก.ย. ๕๑/๑๓-๑๔ น.
แค่ยืนยัน…ความเป็นคน
หากเรา…จักสามารถ…กล้าประกาศ…ความเป็น “ไท”
พวกเรา…จักก้าวไกล…เกินกว่าคาด…กว่าคิดกัน
ปลดเปลื้องพัน-…ธนาการ…ทุกสถาน…เป็นสำคัญ
อันใด…ที่ขวางกั้น…เจตจำนง…อันแท้จริง
จงปลด…จงสลัด…จงขจัด…ทำลายทิ้ง
จงล้าง…แล้วอ้างอิง…ให้มันตรง…กับจิตใจ
อย่ากลัว…อย่ากังวล…อย่าจำนน…ต่อสิ่งใด
จะใคร…รึว่าใคร…เขาก็คน…อยู่เช่นกัน
จะยืนยัน…ความเป็นคน…ยังกังวล…ไอ้นี่-นั่น
ยังสับสน…สารพัน…จะเป็นคน…ได้อย่างไร
เป็นคน…คือเป็นคน…จะสับสน…ไปทำไม
จะกังวล…กันไปไย…แค่เป็นคน…ก็คือคน
อื่นๆ …ก็อีกเรื่อง…ค่อยยักเยื้อง-…แต่เบื้องต้น
ต้องยืนยัน…กันอยู่บน…หลักและฐาน…ประมาณนี้
จงยึดมั่น…ความเป็นคน…ไว้กับตน…ให้คงที่
ตราบใด…ที่เรามี…จักไม่พ่าย…ไม่แพ้ภัย
อย่าให้ใคร…มากำหนด…มาสะกด…ซึ่งจิตใจ
ให้คลาด…ให้พลาดไป…จากพื้นฐาน…ความเป็นคน
ต่อให้ใคร…มาข่มขู่…มาโจมจู่…มาประจญ
มาอวดอ้าง…กำลังพล…ก็อย่าตื่น…อย่าตกใจ
จะอ้างใด…ก็จงอ้าง…เพื่อจะวาง…ตนเหนือใคร
จะได้เห็น…ซึ่งเนื้อใน…แห่งธาตุแท้…สันดานจริง
จะได้เห็น…ความกะล่อน…อันปลิ้นปล้อน…ประดุจลิง
สารพัด…จะอ้างอิง…เพื่อทำลาย…ความเป็นคน
พวกเลือดเย็น…อำมหิต…มีจริต…อันสับสน
เพียงอยาก…จะยกตน…ถึงกับย่ำ…ทำลายใคร
เพียงหวัง….ปกป้องตน…ถึงกับย่ำ…ทำลายอะไรฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๕ ก.ย. ๕๑/๑๙-๒๐ น.
สำหรับผม วิธีดูง่ายๆก็คือ
.. ใครได้เงินไปเยอะสุด คนนั้นแหละเป็นโจร
อย่างนั้น ผมขอเป็นโจรได้ไหมครับ จะได้มีเงินเยอะกว่าตำรวจ 555
เชื่อผู้นำ…ชาติเสี่ยงภัย
ธรรมดา…ของปวงสัตว์…อันแออัด…ในโลกา
ตัวใด…ที่เหนือกว่า…ก็จะได้…เป็นผู้นำ
เหนือกว่า…ก็สามารถ…จะตวาด…จะครอบงำ
สัตว์อื่น…ให้กระทำ…ไม่กระทำ…ได้ตามใจ
ชะตากรรม…ของหมู่สัตว์…ก็ถูกซัด…ให้เป็นไป
สุดแต่…ผู้นำไซร้…จะควบคุม…จะบงการ
จะสุข…จะสบาย…จะฉิบหาย…ชีพมลาญ
ก็เพียง…แต่รับทาน…ชะตากรรม…อันพึงมี
จึงมนุษย์…ผู้สามารถ…ชาญฉลาด…ปัญญาดี
ค้นคิด…ซึ่งวิธี…อันแตกต่าง…จากสัตว์ไป
ให้ทุกคน…นั้นสามารถ…มีอำนาจ…อธิปไตย
ทุกคน…นั้นยิ่งใหญ่…ในฐานมี…ความเป็นคน
แล้วให้คน…ผู้ยิ่งใหญ่…เลือกคน (รับ) ใช้…ไปแทนตน
จัดการ…ตามไกกล…กติกา…อันพึงมี
ผู้แทน…คือคน (รับ) ใช้…จะทำใด…ดีไม่ดี
ต้องฟัง…ประชาชี…ผู้เป็นใหญ่…ที่ใช้ตน
หากวันใด…เขาตรงข้าม…ไม่ทำตาม…ประชาชน
หรือบ่ายเบี่ยง…สาละวน…ก็ต้องถอด…ต้องถอนกัน
หรือถึงคราว…ต้องเลือกใหม่…อันคนใช้…เช่นฉะนั้น
ควรลง…ประชาทัณฑ์…ไม่ต้องเลือก…เขาขึ้นมา
ระบอบ…ของหมู่คน…อันเป็นผล…จากปัญญา
ป้องกัน…ซึ่งปัญหา…จากความบ้า…ของผู้นำ
แล้วผองเรา…ขณะนี้…เรานั้นมี…ชะตากรรม
ตกอยู่…ในเงื้อมงำ…ของระบบ…ระบอบใด
จะรอฟัง…เสียงนกหวีด…ที่เป่าปรี๊ด…แล้วลุกไป
จะก่อกรรม…ทำอะไร…สุดแต่ท่าน…อย่างนั้นหรือ?ฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๗ ก.ย. ๕๑/๑๕-๑๖ น.
ธุรกิจขาย…ใบไถ่บาป
ธรรมดา…ของหมู่คน…ผู้ทุกข์ทน…ในโลกา
ย่อมจัก…แสวงหา…สวรรค์เบื้อง…วิมานบน
ทั้งๆ รู้…ว่าไม่อาจ…จะสามารถ…พิสูจน์ผล
แต่ด้วย…ความกังวล…ก็ต้องเชื่อ…ตามๆ กัน
จะมีจริง…หรือไม่จริง…ก็ยากยิ่ง…จะยืนยัน
หนทาง…ล้วนตีบตัน…เพื่อพิสูจน์…ให้ชัดเจน
จึงเกิด…เป็นโอกาส…ผู้สามารถ…ในการเล่น
สอดส่อง…ก็มองเห็น…ซึ่งช่องทาง…ทำกำไร
และก็ด้วย…ความสามารถ…จึงประกาศ…กันยกใหญ่
ใครผู้…ประสงค์ไป…สวรรค์นั้น…หนทางมี
ก็ด้วยซื้อ…ใบไถ่บาป…คุณภาพ…ที่อย่างดี
จากหน่วย…ของเรานี้…ก็พอที่…จะสมใจ
แม้บาปหนา…อันสาโหด…ครุโทษ…สักเพียงใด
ขอเพียง…ท่านซื้อไป…ก็ล้างได้…ในเร็วพลัน
จากนั้น…ก็มุ่งหน้า…สู่มัคคา…แห่งสวรรค์
มาเถิด…มาร่วมกัน…สู่โลกอัน…ศรีวิไล
ผู้คน…ที่พื้นฐาน…ก็ต้องการ…อยู่ภายใน
คนขาย…ก็รู้ใจ…จึงเกิดผล…มหึมา
ธุรกิจ…จึงอำนวย…ให้เขารวย…อย่างอื้อซ่า
ก็สมตาม…กติกา…อุปสงค์…อุปทาน
แต่มัน…มีปัญหา…กับการค้า…ที่เบ่งบาน
เมื่อว่า…ถึงต้นธาร…แล้วก็ยาก…จะทำใจ
สินค้า…ชวนสงกา…ทั้งที่มา…และที่ไป
แต่โกยกำ…ทำกำไร…ควรปล่อยไป…หรือไงดี
ส.ค.บ….ต้องตรวจสอบ…ให้รอบคอบ…กันอีกที
การค้า…ประดานี้…ท่านจะเห็น…เป็นอย่างไรฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๗ ก.ย. ๕๑/๒๐-๒๑ น.
วันที่ 9 เดือน 9 นี่วันดีจริงๆ 555
วันดีจริงๆ ด้วย เนอะ
วันจองแฟลตปลาทอง
ความฝัน…อันสูงสุด
เกิดมา…ในชาติหนึ่ง…ก็ลึกซึ้ง…กับชีวา
ของคน…ธรรมดา…อันดาษดื่น…อยู่ทั่วไทย
ทั้งถูกเหยียบ…และถูกย่ำ…ถูกกระทำ…อยู่ร่ำไป
เป็นใคร…รึว่าใคร…ก็ไม่อยาก…จะทานทน
จึงสู้…จะตะกาย…จะปีนป่าย…ไปข้างบน
ไปอยู่…บนหัวคน…เพื่อเหยียบย่ำ…ใครต่อใคร
เป็นความฝัน…อันสูงสุด…ของมนุษย์…ทั่วๆ ไป
ในสังคม…ประเทศไทย…อันร่มเย็น…เป็นสุขนี้
เมื่อสู้…ตะเกียกตะกาย…จนปีนป่าย…ได้ดิบดี
ก็ลืมสิ้น…ประดามี…ในกำพืด…กำเนิดตน
จึงทำตน…เป็นอีกอย่าง…อันแตกต่าง…จากผองคน
ที่ยัง…ต้องทุกข์ทน…ต้องปีนป่าย…ตะกายไป
เป็นกฎเกณฑ์…แห่งสังคม…พิมพ์นิยม…ประเทศไทย
ยินยอม…และพร้อมใจ…เป็นธรรมดา…ไม่ว่ากัน
ศิลปะ…การตะกาย…เป็นลวดลาย…พิลึกลั่น
เป็นศาสตร์…อันสำคัญ…ยากจะเรียน…ให้รู้จริง
บางคนเอา…ประชาชน…ผู้ทุกข์ทน…มาอ้างอิง
เผลอไผล…ก็ช่วงชิง…มาเหยียบย่ำ…ประชาชน
บางคนอ้าง…ความเป็นธรรม…เป็นธงนำ…แห่งผองคน
เผลอหน่อย…ก็นั่งบน…แล้วเหยียบย่ำ…ความเป็นธรรม
บางคนอ้าง…ประชาธิปไตย…เป็นธงชัย…เป็นธงนำ
เผลอนิด…ก็ขย้ำ…ขยี้ธง…ประชาธิปไตย
มันเหมือนมี…ในสันดาน…สืบมานาน…จนฝังใจ
ครอบงำ…มาแต่ไร…เลยเผลอไผล…ไม่รู้ตัว
เลยหวังใด…ก็ไม่ได้…อะไรๆ …ก็มัวซัว
ถูกใช้…กันไปทั่ว…เพื่อได้นั่ง…บนหัวคนฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๘ ก.ย. ๕๑/๒๑-๒๒ น.
ขอบคุณนะครับที่เลือกอ.ณรงค์ ผมไม่รู้จักท่านมาก่อนเลย แต่พอฟังท่านพูดแล้ว ผมรู้สึกตาสว่างเลยครับ ทำให้ผมหลุดออกจากหล่มที่ติดอยู่ แล้วรู้สึกมีหวัง
จากที่ผมฟังอ.แล้วผมมีความคิดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วความขัดแย้งขณะนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่มันเป็นอาการของปัญหาต่างหากครับ คือสังคมไทยมีปัญหาสะสมมานาน และในที่สุดปัญหานั้นก็ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งครั้งนี้ ปัญหานั้นมันฝังลึกมาก ความขัดแย้งถึงรุนแรงขนาดนี้ เช่นการทำงานของข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจที่ไม่ยุติธรรม รับใช้นักการเมือง ระบบยุติธรรมและการบังคับใช้กฏหมายที่ล่าช้า ความไม่รับผิดชอบของนักการเืมือง การที่ประชาชนปล่อยให้นักการเมืองไม่ดีมาทำงานอยู่ได้ การที่ประชาชนไม่เห็นความสำคัญในเรื่องสิทธิของตน การที่ประชาชนมาอ้างสิทธิที่ตนมี แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองมีสิทธิ มีหน้าที่อะไรบ้าง และใช้สิทธิของตนเกินเลยไปจนเบียดเบียนสิทธิของผู้อื่น ฯลฯ
ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งความขัดแย้งครั้งนี้คือทางออก และเป็นโอกาสดีที่เราจะแก้ปัญหาที่มีนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับการเืมืองใหม่ที่พันธมิตรพูดถึงนะครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และไม่ได้ให้เครดิตอะไรเลย สำหรับขณะนี้ผมมองว่ามันเป็นแค่นามธรรมเท่านั้น แต่ที่เราต้องการคือคนในสังคมไทยทั้งหมดต้องร่วมกันหาทางออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเิกิดขึ้นแน่ๆ แต่อาจจะไม่ชัดเจนขนาดมานั่งโต๊ะคุยกัน แต่อาจจะเกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ผมคิดว่านี่คือผลพลอยได้ของการชุมนุมของพันธมิตรครับ การประท้วงของพันธมิตรทำให้สังคมไทยที่หลับไหลมานาน ได้ตื่นตัวขึ้น และหลังจากนี้ไป เราจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม นักการเมือง และตำรวจจะไม่สามารถรังแกประชาชนได้ง่ายๆ อีก เพราะประชาชนมีความรู้มากขึ้น ผมหวังว่าสิ่งที่ผมคาดจะถูกนะครับ และทิศทางนี้จะดำเนินต่อไป ในอนาคตการเมืองของประเทศเราจะขึ้นไปเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วได้
แต่ก่อนผมก็มองความขัดแย้งนี้ด้วยความเครียด โกรธ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกสบายขึ้น ถึงแม้ความขัดแย้งครั้งนี้จะทำให้ประเทศเราเสียหายมหาศาลในระยะสั้น แต่ถ้าความขัดแย้งครั้งนี้ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เรามีมา ผลดีที่เราจะได้ในระยะยาวน่าจะคุ้มแสนคุ้มนะครับ
ผมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนความคิดของผมนะครับ คุณเจริญชัยพูดย้ำหลายรอบมาว่าประชาธิปไตยนั้นต้องใช้เวลาพัฒนา ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วมันจะทำงานได้ผมร้อยเปอร์เซ็นทันที ผมเห็นด้วยอย่างมาก
1. คุณคิดว่าประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยพัฒนามากๆ แล้วอย่างอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน นี่ไม่เคยมีปัญหาแบบประเทศไทยเหรอครับ? กว่าที่เราจะมาถึงตอนนี้ได้ สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ขณะนี้ (ก่อนหน้านี้หน่อยแล้วกัน เอาเป็นว่าสมัยรัฐบาลทักษิณ) เหมือนกับประเทศเยอรมันสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่มีผิด (ลองหาหนังสือ A New Illustrated History of the Nazis มาอ่านดูนะครับ) แต่ท้ายที่สุดเค้าก็พัฒนามาถึงทุกวันนี้ได้ ประเทศเหล่านี้ผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าประเทศไทยมากมายนักกว่าจะมาถึงจุดนี้ (อันนี้ต้องขอบคุณที่ประเทศเรามีพระเจ้าอยู่หัวนะครับ อย่างน้อยเราก็เชื่อมั่นได้ว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดแล้ว พระองค์จะเป็นที่ึพึ่งได้เหมือนสมัยพฤษภาทมิฬ)
การพัฒนาประชาธิปไตยนั้นเป็นการสร้าง Paradigm ใหม่ให้ผู้คนในสังคม ไม่ใช่แค่การให้สิทธิเค้าเลือกตั้ง โดยที่ไม่มีความรู้นะครับ และการสร้าง Paradigm ใหม่เป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องใช้เวลา อาจจะไม่สำเร็จภายในชั่วอายุคนเดียว ดูจาก French Revolution สิครับ กว่าจะมาเป็น The fifth Republic อย่างในปัจจุบันใช้เวลากี่ปี หรือแม้แต่ในอเมริกาหลังจากที่ประกาศเอกราช ทั้งๆ ที่เขียนในคำประกาศเอกราชแท้ๆ ว่าคนเราเกิดมาเท่ากัน ต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะมีการเลิกทาส กว่าผู้หญิงจะมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย ซึ่งถ้าไม่มีสงครามโลกครั้งที่สองสิ่งนี้ก็จะไม่เกิด
2. ถ้าเรามองย้อนไปในอดีต ตั้งแต่ 2475 มา การนองเลือดใหญ่ๆ สามครั้ง แต่ประเทศเราก็พัฒนาขึ้นมาเยอะ หลังจากเหตุการนองเลือดนั้น นะครับ
หลังจาก 14 ตุลา กับ 6 ตุลา (ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ พ่อค้า ชนชั้นกลางกับกลุ่มอำนาจเ่ก่า ทหาร ขุนนาง) ทหารออกมายึดอำนาจปกครองประเทศแบบเผด็จการได้ยากขึ้น สังเกตได้ว่าความพยายามของรสช.ถูกต่อต้านอย่างหนักทันที และฉับไว
และหลังจากพฤษภาทมิฬ บทบาทของทหารในด้านการเมืองก็แทบจะหมดไปเลย สังเกตุได้ว่าเราไม่มีนายกที่ชื่อขึ้นต้นด้วยพล.อ อีกต่อไป ไม่เหมือนสมัยก่อนพฤษภา และทหารก็เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในกลม และพูดว่าทหารไม่ยุ่งกับการเมือง ประเทศเราก็ปลอดจากการรัฐประหารมาเกือบยี่สิบปี สังเกตว่าต้องแต่ 2475 ถึงพฤษภาทมิฬ นี่มีทั้งรัฐประหาร และความพยายามจะก่อรัฐประหาร สามสิบกว่าครั้งนะครับ
สรุปแล้วคือเลือดวีรชนที่หลั่งรินบนถนนราชดำเนิน นั้นไม่ได้เสียเปล่าเลย มันได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อสังคมไทยครับ ดังนั้นความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ปัญหาครับ แต่น่าจะเป็นโอกาสในการแก้ปัญหามากกว่า
ผมไม่เห็นด้วยกับหลายๆ ท่านที่วิจารณ์อ. ว่าไม่คม หลีกเลี่ยงการตอบปัญหาด้วยการถามย้อน เรากำลังถกประเด็นที่เป็น แนวคิดครับ การที่ใช้ศัพท์วิชาการนี่ต้องแน่ใจก่อนว่าคำนิยามของมันคืออะไร เข้าใจตรงกันไหม ไม่ใช่เถียงกันหน้าดำคล้ำเครียด สุดท้ายมาร้องอ๋อว่าเราคิดไม่ตรงกัน เพราะพูดกันคนละเืรื่อง คนมีความรู้อย่างคุณกานต์ คุณเจริญชัย คุณสุรศักดิ์ อาจจะเข้าใจตรงกับอ. แต่คนธรรมดาที่ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างผมอาจจะเข้าใจผิดได้นะครับ ดังนั้นอ.จึงต้องการความชัดเจน
สุดท้ายนี้ ผมเดาว่าคุณสมัครไม่ได้เป็นนายกหรอกครับ ตำแหน่งนี้ใครๆ ก็อยากเป็น น่าจะมีผู้ท้าชิงรายใหม่มากกว่า แต่ใครจะได้นั้นคงตอบได้ยาก
ผมฟังคุณ Ink แล้ว ต้องบอกคำเดียวว่า “ซี้ด”
แต่เดิม ผมยกย่องคุณ Ink อยู่แล้วว่า คือ “แฟนรายการที่มีคุณภาพสูง”
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นล่าสุด ทำให้ผมยกระดับคุณ Ink จากปัญญาชนผู้ลุ่มลึกไม่ติดกรอบ
กลายมาเป็น “ผู้เข้าสู่วิถีนักกลยุทธ์” ซึ่งเอาชนะหล่มปักในใจได้ โดยเฉพาะการยึดติดกับตรรกะ หรือสถานการณ์เฉพาะหน้า
ข้อความที่ผมชอบมากๆๆๆๆๆ คือ
“ผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับการเืมืองใหม่ที่พันธมิตรพูดถึงนะครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และไม่ได้ให้เครดิตอะไรเลย สำหรับขณะนี้ผมมองว่ามันเป็นแค่นามธรรมเท่านั้น แต่ที่เราต้องการคือคนในสังคมไทยทั้งหมดต้องร่วมกันหาทางออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเิกิดขึ้นแน่ๆ แต่อาจจะไม่ชัดเจนขนาดมานั่งโต๊ะคุยกัน แต่อาจจะเกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ผมคิดว่านี่คือผลพลอยได้ของการชุมนุมของพันธมิตรครับ การประท้วงของพันธมิตรทำให้สังคมไทยที่หลับไหลมานาน ได้ตื่นตัวขึ้น และหลังจากนี้ไป เราจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม นักการเมือง และตำรวจจะไม่สามารถรังแกประชาชนได้ง่ายๆ อีก เพราะประชาชนมีความรู้มากขึ้น”
คล้ายกับที่ผมคิดไว้มาก แต่คุณ Ink อธิบายได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ไม่ง่ายขนาดนั้นครับ
ผมกำลังอ่านหนังสือ “ทรรปณะ ประวัติศาสตร์ยุโรป คริสตศตวรรษที่ 19″ ซึ่งพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส และการเปลี่ยนแปลงในประเทศยุโรปอื่นๆ (Synchronize กันพอดีนะครับ คุณ Ink)ผมได้ข้อสรุปว่า
การเปลี่ยนแปลงจะต้องผ่านการกลับไปมา แต่สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองหนึ่งๆ แม้จะล้มเหลว ผิดพลาด แต่ผลของมันจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ จนย้อนกลับไปไม่ได้ การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปจะสะสมประสบการณ์ความเจนจัด รวมถึง “อุดมการณ์” ที่นักปฏิวัติรุ่นก่อนได้ประกาศไว้ ผนวกเข้าไป
ทำให้การต่อสู้ยกระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าพูดตามที่อาจารย์ ณรงค์ บอกก็คือ ระยะยาวแล้ว สังคมจะดีขึ้น
ส่วนอีกประโยคที่ผมชอบรองลงมาคือ
“การที่ใช้ศัพท์วิชาการนี่ต้องแน่ใจก่อนว่าคำนิยามของมันคืออะไร เข้าใจตรงกันไหม ไม่ใช่เถียงกันหน้าดำคล้ำเครียด สุดท้ายมาร้องอ๋อว่าเราคิดไม่ตรงกัน เพราะพูดกันคนละเืรื่อง”
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในกลุ่ม SIU เวลาทำงาน เช่น จดหมายข่าว หรือถกเถียงทางความคิด ผมพบว่า หลายครั้ง เกิดจากการใช้ศัพท์ที่นิยามไม่ตรงกัน การใช้ภาษาหรือจุดเน้นที่ต่างกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและลุกลามใหญ่โต
นี่ขนาดแต่ละคน ก็เป็นนักคิด นักปฏิบัติที่เจนจัด ยังขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงกรณีอื่นๆ
7 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก นี่ตอนสามทุ่มจะครบรอบ 7 ปี เหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์โลก 9/11 แล้ว แต่ละท่านคิดอย่างไรบ้างกับโลกและเมืองไทยหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001
คุณเจริญชัยพูดอย่างนี้ผมก็เิขินแย่สิครับ แต่ขอบคุณนะครับ โดยเฉพาะการเสริมในประเด็นที่ผมไม่สมบูรณ์ ผมเห็นด้วยเลยครับว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ว่าจะเดินไปในทางที่เดียว อาจจะกลับไปกลับมาได้ เช่นการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นต้น มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาระหว่างระบอบกษัิตริย์กับสาธารณรัฐ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่เปลี่ยนไปสู่ระบอบแบบเดิมที่มีสามฐานันดร โดยที่สองฐานันดรชั้นบน ขูดรีบฐานันดรชั้นล่างอีกต่อไป หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม เรามีความคิดกลับไปกลับมาระหว่างนายกรัฐมนตรีควรจะมาจากส.ส. หรือไม่ (ตอนนี้ยังแค่คิดอยู่)
ผมเรียบเรียงความคิดใหม่ แล้วเอาไปใส่ในเว็บของผมเองนะครับ อยู่ที่นี่ครรับ http://g41act.multiply.com/journal/item/109/109 ขอเชิญติชมกันได้เลยนะครับ
เวปสวยดี ตัวหนังสือเล็กอีกแล้ว ทนอ่านไม่ไหว ไม่มีตังค์ซื้อจอ 19 นิ้วด้วย
ผมเข้าไปอ่านแล้วครับ คุณ ink
ปกติ ถ้าเวปไหน ต้อง login ผมจะไม่ตอบ
สำหรับคุณ ink ผมยกเว้น
แต่เนื่องจาก มันดันถาม mail ของ multiply ซึ่งผมไม่มี
ผมจึงจนปัญญา
เอาเป็นว่า ผมมาตอบในนี้ละกัน
ประโยคที่คุณ ink เขียนมา ผมชอบตรงนี้
“ในสถานการณ์ปัจจุบันเราต้องการ แนวทางใหม่เพื่อมาใช้แก้ปัญหาวิกฤตในปัจจุบันครับ เพราะวิธีการที่มีอยู่มันไม่ Work ซึ่งเป็นสาเหตุที่เรามีวิกฤตอย่างที่เป็นอยู่ในเบื้องต้น ระบบที่มีอยู่ไม่สามารถจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่ามีปัญหาเรื่องจริยธรรม และการคอรัปชั่น ระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถจัดการกับผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิของตนเกินขอบเขต แนวทางในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึง “การเมืองใหม่” ทีพันธมิตรพยายามจะนำเสนอนะครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือะไร และไม่ให้เครดิตใดๆ ทั้งสิ้น ผมมองว่ามันเป็นแค่รูปธรรม ผมไม่คิดว่าแนวทางใหม่นี้จะมาจากการที่คนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งมานั่งประชุมกันแล้วได้ข้อสรุป หรือทางออก ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นในฉับพลัน แต่วิธีการแก้ปัญหาจะมาจากทางอ้อม นั่นคือตัวประชาชนเองมากกว่า และจะเกิดขึ้นอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปครับ ส่วนการชุมนุมประท้วงจะจบยังไง ผมไม่รู้จริงๆ ครับ แต่ิจบเร็วจะยิ่งดีต่อประเทศชาติครับ”
ผมชอบนะครับ โดยเฉพาะในส่วนที่บอกว่า ประชาชนต้องเข้ามา แต่ไม่ได้หมายถึงเข้าร่วมกับกลุ่มใด แต่เขามากดดัน ส่งเสริม ประเด็นต่างๆที่เป็นปัญหา เช่น ถ้าพันธมิตร เสนออะไรดี ก็แสดงพลังออกมาสนับสนุน รัฐบาลทำถูกเรื่องไหนก็สนับสนุน
เรียกว่าเป็น สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือ รัฐบาล พันธมิตร และประชาชน หรือประชาสังคม ต้องทำปฏิสัมพันธ์กัน
โชคดีที่ผลโพลออกมาว่า รัฐบาล 20 พันธมิตร 20 กลาง 60 ผมถือเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะยังเหลือฝ่ายเป็นกลางที่จะช่วย Synthesis
จุดนี้เหมาะสมมาก เพราะส่วนใหญ่ ประชาชนมัก frre rider ดังนั้นจึงต้องมีถึง 60 และกว่าที่คนเหล่านี้จะรวมกันก็สูญเสียไประหว่างทาง เหลือเพียง 20
ประชาชนควรทำงาน เพื่อจ่ายภาษี แล้วค่อยให้พันธมิตรและรัฐบาลทำงานไป ประชาชนเป็นเพียง บรรณาธิการ ที่คอยขัดเกลางานของนักเขียนทั้งสองฝ่าย
ขอบคุณนะครับคุณเจริญชัย เป็นมุมมองที่ดีมากเลยครับ เพราะจริงๆ แล้วประชาชนเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ไม่ใช่รัฐบาล หรือพันธมิตร
ขอบคุณคุณ Suwannee ที่แวะไปเยี่ยมนะครับ คงต้องใช้วิีธีขยายตัวอักษรเอาหนะครับ ด้วยการกด Ctrl++ หรือเลือก Font Size ใหม่จากเมนูครับ
สำหรับประเด็นที่คุณ zneb เปิดขึ้นมาเรื่อง 9/11 ผมยังไม่ตกผลึกเรื่องนี้เลยครับ ผมได้แต่แชร์ประสบการที่ผมประสบแล้วกันนะครับ ซึ่งไม่ค่อยจะเรียบเีรียงเท่าไรนัก ผมมาอเมริกาครั้งแรกปี 2000 ส่วน 9/11 เกิดปี 2001 และผมกลับมาอยู่ยาวตั้งแต่ปี 2002-ปัจจุบัน 2008 สิ่งที่ผมเห็นก็คือทัศนคติของชาวอเมริกันที่เปลี่ยนไปหนะครับ สนามบินนี่ชัดเจนมาก เมื่อปี 2000 ผมเดินออกมาเดินใน Detroit แล้วผมยังไม่เชื่อเลยว่านี่อเมริกาแล้ว เพราะมันผ่านเข้ามาง่ายเหลือเกิน ปัจจุบันผมรู้สึกหวั่นทุกครั้งที่มาหยุดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองครับ
ผมคิดว่าสงครามอิรักนั้นเป็นจุดตกต่ำของอเมริกาอย่างแท้จริง เพราะทำให้ประเทศขาดดุลบัญชีิเงินเดินสะพัดมหาศาล ทำให้ค่าเงินตกต่ำ เศรษฐกิจตกต่ำ เงินดอลล่าห์ในปัจจุบันก็แข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ว่ากันว่ามันควรแค่ครึ่งเดียวของราคาปัจจุบันด้วยซ้ำ (Richard Duncan, The Dollar Crisis, 2003)
ปัจจุบันอิรักเป็นสนามรบของอเมริกากับอิหร่าน โดยอิหร่านสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ ให้รบกับกองทัพสหรัฐ นั่นเป็นเหตุผลทำให้สหรัฐถึงขู่จะรบอิหร่าน แต่คงไม่ได้ทำหรอกครับ ปัจจุบันคนอเมริกันเห็นแล้วว่าสงครามอิรักสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจประเทศมหาศาล และก็กังวลกับวิกฤตซับไพล์มในประเทศมากกว่า ยังไงก็ไม่สนับสนุนสงครามแน่ๆ
ฟังนิทาน…เถิดชื่นใจ
เป็นเรื่องเก่า…เล่ากันมา…ภูมิปัญญา…ปรีชาญาณ
แต่เบื้อง…บรรพกาล…ที่เล่าขาน…สืบๆ มา
ครั้งหนึ่ง…นางยักษิณี…ซึ่งถือดี…มีวิชา
แปลงเป็น…คนธรรมดา…มาอาสา…เลี้ยงลูกคน
แม่เด็ก…ก็ไว้ใจ…ไม่สงสัย…ในเล่ห์กล
ผ่านไป…กระทั่งจน…ยักข์ลักเอา…จึงเข้าใจ
จึงร้อง…ให้คนช่วย…จับไว้ด้วย…คนจัญไร
ลักลูก…ของฉันไป…ใครก็ได้…ช่วยจับที
จึงชาวบ้าน…ก็ช่วยจับ…ได้เสร็จสรรพ…นางยักษิณี
กำลัง…พาเด็กหนี…ตรงตามที่…พรรณนา
ผู้ต้องหา…ปฏิเสธ…และอ้างเหตุ…ฟ้องข้อหา
นางนี่…แหละมารยา…หวังจะเอา…ลูกเขาไป
ต่างฝ่าย…ต่างยืนยัน…อย่างคงมั่น…ต่อใครๆ
จนยาก…ตัดสินใจ…ว่าใครเท็จ…และใครจริง
จึงมี…คนชี้ช่อง…เรื่องนี้ต้อง…ไปพึ่งพิง
หลักวาง…เพื่ออ้างอิง…จากบัณฑิต…ทรงปัญญา
จึงไปหา…มโหสถ…ให้เปลื้องปลด…ซึ่งปัญหา
มโหสถ…ก็เห็นว่า…ควรจักต้อง…แบ่งครึ่งกัน
จึงให้ดึง…คนละข้าง…เพื่อให้ร่าง…ของเด็กนั้น
ฉีกแล่ง…เพื่อแบ่งปัน…คนละครึ่ง…สมตามคำ
จึงต่างฝ่าย…ต่างดึงมา…เด็กร้องจ้า…ชะตากรรม
นางหนึ่ง…ไม่อาจทำ…จึงปล่อยให้…อีกฝ่ายไป
ท่านบัณฑิต…จึงตัดสิน…ให้คนยิน…ว่าลูกใคร
อันแม่…มาแต่ไร…ย่อมรักลูก…กว่าชีพตน
นิทาน…คือนิทาน…อันสืบผ่าน…มานานดล
มีไว้…เพื่อให้คน…ผู้รู้คิด…พินิจเอยฯ
จักร ภูมิสิทธิ์ ๑๑ ก.ย. ๕๑/๑๑-๑๒ น.
กลายเป็นเว๊ปกลอนไปซะแล้ว
แต่ผมว่าเป็นโคลง4สุภาพ หรือกลอน4 กลอน8 จะอ่านง่ายกว่านะครับ อันนี้เสนอคุณจักรเฉยๆ แฮะๆ
เมื่อวาน เข้า web manager
พอผมฟัง อ ณรงค์ พูดตอนขึ้นเวทีพธมกับคุณเจิมศักดิ์ เลยเข้าใจในบทสัมภาษณ์อาจารย์อันนี้มากขึ้น
ตอนคุณกานต์และคุณเจริญชัย สัมภาษณ์
อาจารย์พยายามพูดเป็นกลางแต่ใจคงมีคำตอบอยู่แล้ว เลยเหมือนพยายามไม่ฟังธง ให้ไปเดาเอาเอง จึงดูกั๊กๆขัดใจ
เพิ่งรู้ว่าอาจารย์เคยร่วมกับ พรรคไทยรักไทยด้วย อาจารย์น่าจะซ้ายจัดอ่ะเปล่าผมไม่แน่ใจ
แต่ความคิดอาจารย์เท่าที่ฟัง ผมก็ชอบนะ
สรุปคือ ผมยังคงคิดว่า อาจารย์ตกผลึกแล้ว ตอนแรกคิดว่าอาจารย์อัตตาสูงเลยไม่ค่อยสนใจความคิดคนอื่นและความต้องการคนอื่น
แต่ตอนนี้คิดว่า ที่อาจารย์สัมภาษณ์กั๊กๆ เพราะอาจารย์ยังไม่อยากฟันธงมากแม้จะตกผลึกแล้วก็ตาม
สำหรับ รายการ ความจริงวันนี้
ผมว่ามาผิดทางนะ ไม่รู้เหมือนกัน อย่างการมาดิสเครดิต อ จรัล
ผมว่าทางนี้ไม่น่าใช่ทางที่ถูกอ่ะ แฟนผมเคยเรียนกับ อ จรัล ก็ไม่รู้ว่าอคติไหม
แต่แฟนผมชอบ อ จรัลมากเค้าบอกเป็นคนดี ผมก็เลยชอบไปด้วย
ผมเห็นว่า การวิพากษ์ ศาลแบบนี้ ผมว่าทรามอ่ะ
คำตัดสินค่อนข้างเคลียร์มีเหตุผลดี แต่การทำแบบนี้
ถ้ามาอยู่ข้างถนนก็ไม่เป็นไร แต่รัฐเล่นเองแบบนี้
ก็พอๆกับการยึดทำเนียบและnbtของพธม แต่ไม่รู้สิ ผมว่าการทำแบบนี้ของรัฐมันทรามกว่า
เพราะพธม ยังไงก็อยู่ข้างถนนไม่ใช่อยู่ในอำนาจรัฐ
ผมวิเคราะห์ตอนที่สมัคร ให้ใช้ พรบ ฉุกเฉิน ผมฟันธงเลย สงครามย่อย พันธมิตรชนะแล้ว
สงครามย่อยคือ พธม กับ รัฐบาล
สงครามใหญ่คือ ทุนสามานกับศักดินา(ล้าหลัง)
สงครามใหญ่ยังสูสี พธม เป็นต่อเล็กน้อย แต่กลับมาเสมอกัน ตอนพธม บุก nbt
ต่อมา กลับมาเสมออีก เมื่อแกนนำไม่ยอมมอบตัว และ สมัคร เสียฟอร์มกับ พลเอก อนุพงษ์
มาถึงช่วงนี้ พธม เป็นต่อ เมื่อศาล รัฐธรรมนูธ พิพากษา ให้คุณสมัคร ผิด
และตอนสำคัญที่ผมคิดเหมือนอาจารย์ ณรงค์ ก็คือ
คือ ถ้าสมัครกลับมา
สงครามใหญ่ พธม จะได้เปรียบสุดๆ โอกาสชนะรำไรแล้ว
และผมฟันธงต่อเลยว่า ถ้าพรรคร่วมยังคงสนับสนุน สมัครและพธม ไม่ทำอะไรเพ้อเจ้ออีก
พธมจะชนะขาด และการเมืองใหม่(ซึ่งอาจจะไม่ใช่modelจาก พธม จะได้เห็นกันแน่)
ส่วนสงครามที่ใหญ่ที่สุด ยังไงทุนก็ชนะอยู่ดี แต่อยู่ที่ทุนจะปรับตัวเป็นอย่างไง
อันนี้ สติปัญญาผมวิเคราะห์ไม่ถึง
อาจจะต้องให้ทางทีมงานหรืออาจารย์ ณรงค์ ไขต่อครับ
น่าสนใจนะครับ ที่บอกว่า “ทุนชนะอยู่ดี”
อยากให้ช่วยขยายความ
เพราะใครหลายคนแถวนี้ เชียร์ฝ่ายทุน 555
ผมก็เชียร์ทุนเหมือนกัน ผมชอบทุน
เพียงแต่ว่า
ผมเชื่อว่า ทุน ไม่ได้ตัดสินง่ายๆ ทั้งสองฝ่ายก็ล้วนแต่เป็นทุน
ส่วนความก้าวหน้า ผมไม่กล้าตัดสินแล้ว ให้ผมตัดสินก็คือ ห่วยพอๆกัน
แต่ในเมื่อต้องเลือกว่าใครดีกว่า
ผมว่า “กลไกตลาด” ตัดสินเอง
ตอนแรก รัฐบาลดีกว่า แต่ทำไปทำมา พันธมิตรดีกว่า ไม่ใช่เพราะพันธมิตรรุกเก่งนะ
แต่เพราะรัฐบาลพลาดติดต่อกันหลายครั้งมากกว่า
อย่างไรก้ตาม ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลกลับมาไม่ได้
ผมว่า เขาต้องแก้ไขความผิดพลาด เช่น ยกเลิก พรก. เปลี่ยนตัวนายก หรือไม่ก็ยุบสภา
แล้วก็พยายามพูดกับสื่อดีๆ โดดเดี่ยวพันธมิตร ฯลฯ
ที่สำคัญ อย่าเดินหมากพลาดอีก
ส่วนการหวังพลังจากรากหญ้านั้น ผมว่ายาก
เพราะ นปช. ไม่ยอมทำการจัดตั้ง
ลงทุนเสียเวลาพูดคุยกับผุ้คนมากมายเหมือนพันธมิตร
หาเรื่องอะไรมาก็ได้ สร้าง Story สร้างอุดมการณ์ร่วมกัน
การใช้เงินหว่าน หรืออ้างแต่เรื่องนโยบาย ทำเพื่อประชาชน
ยังไม่พอ ต้องพูดกรอกหู ปลุกเร้า อุดมการณ์ ปรับความเข้าใจ
ซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จนมวลชนมี “ความรู้ อุดมการณ์” เดียวกัน
มันจะมีแรงเชื่อมโยงเหนียวกว่า
เพราะการทำสงครามจริงๆ วินัยสำคัญมาก
อาจมีช่วงตกต่ำ อาจมีช่วงที่ต้องเสี่ยง
ซึ่งเอาเข้าจริงทัพอาจแตกได้ง่าย ถ้าไม่มีการกล่อมเกลามานานพอ
แน่นอนว่า กลุ่มพันธมิตรที่มีชนชั้นกลางมากอาจกลัวเจ็บตาย
แต่ข้อได้เปรียบคือ ผ่านการกล่อมเกลา รวมตัวมายาวนาน
ซึ่งทำให้กองทัพมีความเหนียวแน่นกว่า
อีกอย่าง ตอนนี้ ฝ่ายเป็นกลาง กลายเป็นแนวร่วมด้านกลับของ พธม.
เพราะไม่พอใจ
1. พรก. ฉุกเฉิน
2. การยืนยันให้คุณสมัครกลับมา
ถ้าอยากใช้มวลชนจัดการ
พลังประชาชน ต้องคลายเงื่อนไขนี้ก่อน
แล้วจึงค่อยๆทำการจัดตั้งประชาชนรอบนอก
ให้เหนียวแน่น
แล้วเมื่อนั้นค่อยแตกหักกับพันธมิตร
แต่อีกนั่นแหละ ถ้าทำตาม 2 ข้อข้างบน
ก็อาจเสียมวลชนไปอีก
ดังนั้น ขึ้นก็เสียลงก็เสีย
อาจเป็นผลของการจัดตั้งไม่เหนียวแน่นแต่ทีแรก
แต่ผมก็ยังคิดว่า การยกเลิก 2 ข้อข้างบน จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์
แล้วค่อยหาจังหวะรุกกลับ
555555555
คุณเจริญชัย จากวิเคราะห์กลายเป็นถือหางแล้ว ไม่เป็นไร แล้วแต่รสนิยม เหอๆ
แต่รายการที่ อจ ณรงค์ไปออกที่ เวที พธม ต้องถือว่าเยี่ยมมาก สำหรับคนที่ไม่ชอบระบอบทักสิน แต่อาจจะแสลงใจสำหรับคนรักทักสิน
ลองฟังดูตามลิ้งนี้นะครับ
mms://tv.manager.co.th/videoclip/radio/1032/1032-1359.wma
ผมเองยังงงเลยนะครับ ที่คุณเจริญชัยบอกว่าเป็นศิษย์ของ อจ ณรงค์
แสดงว่า คุณ Paganini ไม่เข้าใจ
ผมมีเพื่อนที่เชียร์ทั้งสองฝ่าย
ผมไม่สบายใจมาก เพราะโดนด่าเป็นประจำ
หาว่าผมเข้าข้างอีกฝ่าย
ผมเป็นกลาง
แต่ถ้าเอาจริงๆ ไม่เชียร์ทั้งสองฝ่าย
แต่พอด่าฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งฟังก็โดนด่า
หรือชมฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งฟังก็จะโดนด่า
ถ้าผมเชียร์หรือชมฝ่ายใด จะเน้นเป็นประเด็นๆมากกว่า
เพราะยุคนี้เป็นยุคของความหลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ผมอยากขอชมจากใจจริงตรงนี้ว่า
FM 97.75 แน่นอนว่าเป็น “สื่อเลือกข้าง”
แต่ตลอดเวลาที่ผมจัดรายการให้
พวกเขามีน้ำใจต่อผมมาก
และไม่เคยบังคับกดดันผมและคุณสุรศักดิ์ให้ต้องจัดรายการด่ารัฐบาลเลย
ผมเชื่อว่าการจัดรายการของพวกผม อย่างเป็นกลางนั้น
ย่อมสร้างคุณูปการและประโยชน์ให้สังคมโดยตรง
และอย่างน้อยย่อมสร้างความรู้สึกที่ดีกับผู้ฟังส่วนหนึ่ง
ที่เปิดมาฟังพันธมิตร
อย่างน้อยความเป็นกลางก็ขายได้โดยตัวเอง
ส่วนที่บอกว่า ผมเชียร์ทุนนั้น เพราะมันเป็นระบบที่ผ่านการพิสูจน์มานานแล้วว่าเหนือกว่าสังคมนิยม หรือระบบอื่น
แต่ในอนาคตถ้ามีระบบอื่นที่ดีกว่าก็ต้องปรับเปลี่ยน
ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายเป็นทุนเหมือนกัน
แม้จะเป็นทุนที่ยังก้าวหน้าไม่พอทั้งคู่
แต่ถ้าให้เลือกก็ต้องบอกว่า
เลือกผู้ชนะ
(และผมมีความรู้สึกลึกๆว่า สุดท้ายก็จะไม่มีแพ้ชนะแบบชัดเจน
อาจเป็นการค่อยๆปรับตัวกัน จนอยู่ร่วมกันได้
แพ้ชนะอาจเป็นเพียงแค่โดยสัมพัทธ์ ไม่ใช่โดยสมบูรณ์แบบพินาศล้มตาย)
ผู้ชนะแสดงว่าก้าวหน้ากว่า
โดยเฉพาะในระยะยาว
(แต่คนที่เชียร์ทักษิณ ก็จะมองว่าเป็นทุนก้าวหน้ากว่า ส่วนอีกฝ่ายทุนล้าหลัง
ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมว่าตัดสินง่ายๆแบบนั้นไม่ได้
ให้กลไกตลาดในระยะยาวตัดสินดีกว่า เพราะในระยะสั้นทุนล้าหลังกว่าอาจชนะได้)
ส่วนที่คุณบอกว่า งงว่าทำไมผมเป็นศิษย์อาจารย์
แสดงว่าคุณไม่เข้าใจอาจารย์อย่างถ่องแท้
แต่ผมไม่อยากขยายความมากเกินกว่านี้
(ไม่อยากพาดพิงถึงอาจารย์ และนำข้อมูลเชิงลึกของอาจารย์มาเล่าโดยไม่จำเป็น แม้ว่าผมจะเห็นด้วยและชื่นชมกับการต่อสู้ในชีวิตของท่าน เกือบทั้งหมด แต่ท่านก็มักจะโดนโจมตีจากคนกลุ่มต่างๆมากมาย ดังนั้น การนำเรื่องของท่านมาเล่า ส่วนใหญ่ผมจะทำอย่างจำกัด นำเฉพาะสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าดีแน่นอนมาเล่า ส่วนเรื่องอื่นและความเห็นที่อาจขัดแย้ง ก็อยากให้เป็นการศึกษาค้นคว้าในมุมของปัจเจกแต่ละคนดีกว่า)
เอาเป็นว่า ผมกับอาจารย์ก็แนวทางเดียวกัน เพียงแต่ว่าอาจแตกต่างในรายละเอียดและวิธีการ
หรือต่อให้แตกต่างกัน ก็ไม่เป็นไร อาจารย์ก็เปิดกว้างต่อคนที่แตกต่าง ส่วนผมก็เปิดกว้างต่อคนที่แตกต่างกัน
ถ้าผมไม่เปิดกว้าง คงต้องแตกหักกับคนต่างๆไปหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และการที่อาจารย์มี Connection และคนนับถือขนาดนี้ ก็เพราะอาจารย์เปิดกว้างมากๆๆ
นึกถึงอาจารย์แล้ว ก็ทำให้หวนถึงความหลัง แม้ภายนอกอาจารย์ดูดุ แต่ใจดี และเป็นกันเองมากๆ
แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นรอยยิ้มและอารมณ์ขันของอาจารย์น้อยลง
ผมต้องไปแซวอาจารย์เสียหน่อยแล้ว 555
ครับผม คุณเจริญชัย ก็แล๊วแต๊ว่ะ 5555
ไม่เป็นไรครับ แค่แซวๆกัน ผมเชื่อว่ามาถึงขั้นนี้ อายุเท่านี้แล้ว เรียนมาเท่านี้แล้ว ความเชื่อและอุดมการณ์ของแต่ละคน มันไม่เหมือนกัน ความเข้าใจของแต่ละคน ย่อมเป็นไปตาม paradigm ของแต่ละคน ซึ่งก็ไม่ได้ผิด ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกครับ
ส่วนคลื่น managerradio นั้น ผมเองก็ชื่นชมเขานะ ตอนที่พวกคุณพูดถึง “ชนชั้นสูงกาฝาก” แล้วคุณทั้งสองยังจัดต่อไปได้ หรือว่าเขาประเมินว่ารายการคุณคงมีคนฟังไม่มากก็ไม่ทราบเหมือนกัน 5555 ( หมายถึงช่วงเวลาไม่อำนวยนะ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใด)
อ้อ แต่คุณเจริญชัย มี psychological effect อะไรบางอย่างรึเปล่า ถึงกับลืมลงชื่อเลยเหรอ
ถกกันเครียดมาเยอะแล้ว ผมขอนอกเรื่องการเมืองหน่อยนะครับ มาคุยเรื่องเบาๆ กันบ้าง ช่วงที่การเมืองแรงจัดๆ ผมตามติด ASTV สิ่งที่ผมได้เห็นก็คือ การแสดงบนเวทีพันธมิตร มีนักดนตรีที่มีฝีมือดีๆ มากมายจริงๆ ครับ เค้าแต่งเพลง ประพันธ์ดนตรีได้เก่งมาก ยกเว้นเนื้อหาที่ออกจะไม่เหมาะสมสำหรับการฟังเพื่อความบันเทิง หลังจากการเมืองสงบลง ผมอยากเห็นสังคมไทยเปิดกว้างกว่านี้ ผู้บริโภคให้โอกาสคนเหล่านี้ และเสพศิลปที่มันหลากหลายกว่านี้ ผมว่าความหลากหลายในการเสพงานศิลป์นี่ก็เป็นเครื่องบ่งบอกถึงคุณภาพของคนเหมือนกันนะครับ มีำคนเคยพูดว่าประเทศที่เค้าเจริญแล้ว ดูได้จากว่าดนตรีของเค้าก็จะเจริญด้วยครับ
เพลงค่ายใหญ่ในปัจจุบันนี่ก็เหมือนๆ กันหมด คือมีเพลงอยู่แนวเดียว หรือสองแนว อกหักทั้งปีทั้งชาติ แค่เปลี่ยนตัวนักร้อง คนซื้อก็น้อย ไปซื้อเทปฝีดีกว่า พอศิลปินดีๆ จะออกเทป ค่ายใหญ่ๆ ก็ไม่ลงทุนให้ เพราะว่าคิดว่าไม่คุ้ม ไม่ใช่แนวตลาด ผมอยากเห็นปัญหานี้ถูกแก้ไข ไม่งั้นเราคงไม่มีศิลปินฝีมือดีๆ แน่เลยครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อซีดีลิขสิทธิ์ของศิลปินทุกชุดที่ผมชอบ แม้ว่าผมจะมี mp3 แล้วก็ตาม เพราะผมอยากสนับสนุนงานศิลป ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่าปัญหานี้เกิดขึ้นกับเพลงมากกว่าหนัง
ไม่มี pe หรอกครับ ทุกทีใช้ที่ทำงาน มันขึ้นชื่ออัตโนมัติ เลยเคยตัว
ส่วนเรื่อง คำต้องห้ามนั้น ผมก็ได้เตือนแล้วว่าอย่าใช้
สำหรับผม มีความสนใจกับขั้วขัดแย้งไม่มากนัก
ผมสนใจคนรุ่นใหม่มากกว่า
ต้องขอบคุณ Paganini มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่ติดตามฟังเราอย่างละเอียด
แต่ไม่รู้ทำไม ผมต้องถูกจัดเข้าขั้วใดขั้วหนึ่งเสมอ
รุ่นพี่ผมที่เป็นพันธมิตรก็หาว่าผมเชียร์ทักษิณ
ส่วนคนที่เชียร์ทักษิณก็หาว่าผมเชียร์พันธมิตร
แต่ตอนนี้ผมชินแล้ว จะจัดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
555
ทำไมผมจะเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เหรอ
ทำไมผมจะวิจารณ์และเลือกชอบแต่ละฝ่ายเป็นกรณีๆ ไม่ได้เหรอ
หรือจะไม่ชอบทั้งคู่ หรือจะชอบทั้งคู่พร้อมกัน ไม่ได้เหรอ
ผมเป็นเสรีชนนะครับ มีจิตวิญญาณอิสระ
บ้านเมืองต้องการความหลากหลาย ต้องการทางเลือกที่แตกต่าง
ส่วนเรื่องเพลงและศิลปะนั้น ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พันธมิตรแตกต่างจากคนอื่น
ทำให้คนเข้าร่วมเหนียวแน่น
แต่ประเด็นนี้มีคนพูดถึงน้อย ผมก็ไม่เข้าใจ
ทุกคนดูจะหมกมุ่นอยู่กับผลแพ้ชนะมากเกินไป โดยเฉพาะทางการเมือง
เลยไม่ละเอียดอ่อน
หลายครั้งผมก็ตกในวังวนคนพวกนี้
แต่ผมมาคิดอีกที
ทำไมเราไม่สร้างทางเลือกที่ 3 ขึ้นมา
ทำไมไม่สร้างเกมส์ของเราเอง
แหม สนุกจัง
คุณ paganini มีวาระซ่อนเร้นอะไรกับคุณเจริญชัยหรือเปล่า ดูซีเรียสจัง(อันนี้แซวเล่นนะครับ):)
ส่วนตัวผมคิดคล้ายๆกับคุณเจริญชัยนะ (ผมเดาเอาเอง)
คือเป้าหมายส่วนใหญ่ คุณทักษิณมาถูก แต่วิธีการและรายละเอียด ผมว่าผิด
ส่วน พธม วิธีการถูก แต่เป้าหมายกลับอยู่ในสายลม คือมี แต่คนส่วนใหญ่สัมผัสไม่ได้
และส่วนตัวก็คิดว่าเป้าหมายจริงๆ ก็ไม่ค่อยถูกทางเท่าไหร่ด้วย
(และการอ้างธรรมของพธม บางครั้งก็ฟังแล้วขัดใจ เพราะเหมือนยกเอามาหลอกผู้ชุมนุม)
แต่การกำเนิดของ พธม ผมว่ามีคุณูปการต่อสังคมไทยนะ การตื่นตัวเรื่องการเมืองมีประโยชน์มากกว่าผลเสียที่เกิดจากความผิดเรื่องการไม่เคารพกติกาและแบบอย่างการก่อม๊อปแบบนี้
ส่วนตัวคิดว่า การกระทำที่ไม่สนใจใครของรัฐบาล จะก่อผลเสียในระยะยาวมากกว่าผลดีของการพยายามบอกสังคมว่าเล่นตามเกมกันเถอะ
ทำให้ใจผมยังอยู่ข้าง พธม อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ระดับความจงรักภักดีอยู่ในระดับต่ำ
แต่อย่างไรก็ตาม ผมว่าทุนก็คงอยู่ในอำนาจรัฐอยู่ดี
ขอส่งการบ้านคุณเจริญชัยครับ
ส่วนตัวผมคิดว่าศรัทธาและจิตบริสุทธิ์มันมีพลังเยอะแต่คงอยู่ไม่ยาว เหมือนสติสัปปชัญะคนเราซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยเท่าความคิดเชิงกุศลและอกุศลอะไรแบบนั้น
ทำให้ทุนมักจะชนะในระยะยาวเพราะพลังทุนคือการสนองกิเลสมันน่าจะมั่นคงกว่าอยู่ดี
แต่ถ้าบ้านเมืองเราเป็นมีคนเข้าใจธรรมะ มากๆ ก็จะคงสติได้ยาว ทุนอาจจะพ่ายแพ้ก็ได้
ซึ่งผมไม่คิดว่า มันจะมีวันนั้นอ่ะสิ
ผมวิเคราะห์ว่า
กลุ่มคุณทักษิณถึงเวลานี้ใช้อำนาจทุน90%และใช้พลังศรัทธา10%
ขณะที่พธม ใช้พลังศรัทธาน่าจะสัก50%และทุน50%
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุน ไม่ดี หรือศรัทธาจะต้องดีเสมอไป
เพราะทุนก็มีทั้งดีและไม่ดี ศรัทธาก็เช่นกัน มีทั้ง วิชาและ อวิชชา
อนาคตทุนก็คงจะพยายามไหลไปรวมกันเพื่อครองอำนาจรัฐเหมือนเดิม
แต่ทุนจะปรับตัวให้คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นด้านชั่วของทุน
ซึ่งจะอย่างไร นั่นคงต้องปรับตัว
ผมฝันเหมือนกัน ที่ทุนจะไม่เห็นแก่ตัวมากจนเกินไป
ฝันว่าทุนจะไม่เข้าไปครอบครองระบบตรวจสอบและถ่วงดุล
เช่น สื่อสารมวลชน ศาล รวมถึงองค์กรอิสระ
ในความเห็นผม ถ้าทุนไม่ไปยุ่งกับที่กล่าวข้างต้น
ผมก็คิดว่าปรับตัวได้อย่างน่าพอใจแล้วครับ
ใช่ๆครับ คุณ nutjubjub ผมมี hidden agenda จิงๆ
คือแบบว่าผมหลงรักคุณเจริญชัยอยู่อ่ะครับ
ขาวๆ ตี๋ๆ แบบนี้อ่ะ กำลังนิยมเลย
55555555555
แซวเล่นนะ ผมรสนิยมไม่เบี่ยงเบนนะ 555 เดี๋ยวจะกลัวผมกันหมด
คุณ Ink ไม่ได้ซีเรียสนะครับ ผมแค่หยิกแกมหยอก
แต่เห็นแมะ ขนาดคุณเจริญชัยยังยอมรับเลยว่าผมน่าแฟนพันธุ์แท้ของทั้งคุณเจริญชัยและคุณสุรศักดิ์เลย ติดตามมานาน ขนาดจำได้หลายเรื่อง แล้วยังจำได้มั้ยครับที่ผมเคยแหย่ๆให้ทั้งสองคุยเรื่อง จริยธรรม แต่ทั้งสองก็พูดไปถึงไหนไม่รู้
ผมเลยมาถูกใจอีกครั้งหนึ่งที่ อจ ณรงค์ ท่านพูดถึง อดัม สมิธ ที่พูดว่าทุนนิยมก้าวหน้า ต้องมีจริยธรรม ต้องมีการถ่วงดุล
ส่วนคุณเจริญชัย อย่าไป upset กับการโดนด่าจากแต่ละฝ่ายเลยครับ ก็คุณเคยบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าคนที่เป็น free rider ต้องยอมรับกับผลที่จะตามมา คือการวิจารณ์ การก่นด่า หรืออื่นๆ
(เห็นแมะผมแฟนพันธุ์แท้แค่ไหน)
ผมอยากจะฝากไว้ครับว่า การถกเถียง ไม่ว่าเหตุผลฝ่ายเราจะชนะหรือแพ้ หากเราไม่เอาอัตตาตัวตน ของเราไปเกี่ยวข้อง เราจะรักษาจิตใจให้แจ่มใสเสมอครับ คนเราผิดถูก หลงผิดหลงถูกได้เสมอ แต่ก็ขอให้อย่าละทิ้งการติดตาม การคิด การหาเหตุผล
อย่าหลบหนีปัญหาอย่างเช่นพวกคนกลางที่ปิดหูปิดตาตัวเองแบบนกกระจอกเทศ หรือ การกวาดขยะไว้ใต้พรม ไม่คิดจะหาเหตุผล ข้อมูลใดๆทั้งสิ้น แล้วก็บ่นว่า เมื่อไหร่จะเลิกทะเลาะกันซักที
อ้อ คุณสุรศักดิ์ หายไปไหนครับ ตอนนี้เลห์แมน บราเธอร์ จะล้มอยู่แล้ว
เวป SIU ต้องแสดงฝีมือแล้วละครับ สำหรับ issue นี้
สถานการณ์ 24 ที่ผ่านมา
1. Lehman Brothers ไม่สามารถหาผู้ถือรายใหม่มาค้ำกิจการได้ Barclays จากอังกฤษยกเลิกการเข้าซื้อกิจการหลังจากที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯไม่ช่วยรับประกันดีลนี้ 3ชั่วโมงให้หลัง Bank of America ยกเลิกการเจรจา Lehman ตกที่นั่งลำบาก
2. มีการประชุมเครียดต่อเนื่องจากวันศุกร์ในบรรดาผู้บริหารจาก Wall Streets และ Fed สาขา New York นำโดยนาย Timoyhy Gethner ประธาน Fed สาขา New York จนถึงเมื่อช่วงวันอาทิตย์
3. Merril Lynch ประกาศตกลงการเข้าซื้อกิจการมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญจาก Bank of America โดยทำการแลกหุ้นกัน เนื่องด้วยเกรงว่าจะเกิดการลุกลามของปัญหาทั่วทั้งระบบการเงินจากการล้มลงของ Lehman Brothers
4.บรรดาสถาบันการเงินต่างๆใน Wall Street เปิดการซื้อขายรอบพิเศษช่วงบ่ายวันอาทิตย์เพื่อล้างสถานะในตลาด Credit Derivatives และตราสารอื่นๆที่ทำไว้กับ Lehman ก่อนตลาดเปิดในวันจันทร์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากกว่าเนื่องจากเกิดอาการตื่นตระหนก
5. Fed ขยายขอบเขตการให้เงินช่วยเหลือผ่าน Term Securities Lending Facilities จาก 175,000 ล้านเหรียญ เป็น 200,000 ล้านเหรียญ โดยผ่อนคลายเงื่อนไขเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกันที่จะเอามาขายให้ Fed จากที่เดิมรับเฉพาะหลักทรัพย์เรตติ้ง AAA มาเป็นหลักทรัพย์ทุกประเภทที่เป็น Investment Grade พร้อมทั้งผ่อนคลายเงื่อนไขในการกู้ยืมผ่าน Primary Dealer Credit Facility อีกด้วย
พร้อมกันนั้น Fed ก็อนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถเอาเงินฝากของลูกค้ามาช่วยอุ้มบริษัทในเครือที่เป็น Investment Bank ได้ด้วย
6. สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐ ประกาศมาตรการที่จะปกป้องเงินลงทุนของลูกค้าที่เปิดบัญชีไว้กับ Lehman พร้อมทั้งได้มีการขอความร่วมมือไปยัง regulator ในอังกฤษ เยอรมัน และญี่ปุ่นไปด้วย
7. AIG ขอความช่วยเหลือไปยัง Fed เรื่องสภาพคล่องและติดต่อเรื่องการเพิ่มทุนไปยัง Private Equity ต่างๆเช่น KKR TPG เพื่อกู้ฐานะกิจการซึ่งอาจเสี่ยงขาดทุนเพิ่มจากธุรกิจรับประกันการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ subprime นอกจากนี้ยังพยายามที่จะขายกิจการปล่อยเงินกู้เช่าซื้อเครื่องบิน ILFC เพื่อกู้ฐานะทางการเงินของกิจการ
8. Lehman Brothers ประกาศขอคุ้มครองการล้มละลายที่ศาลล้มละลายใน New York ตามมาตรา 11 แล้ว ปิดฉากตำนานอภิมหาสถาบันการเงินที่เกรียงไกรที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตลอดระยะเวลา 158 ปีนับแต่ก่อตั้ง
เนื่องจากปัญหาเริ่มโผล่ และผมเชื่อว่าบรรดาผู้บริหารใน Wall Street และในยุโรป รวมทั้ง Fed รู้ดีว่าจริงๆแล้วปัญหามันรุนแรงมากแค่ไหน เราไม่รู้แต่ผมว่าพวกเขารู้มานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่มีการเปลี่ยนตัว CEO ใน Wall Street ครั้งใหญ่ช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2550 คนเหล่านี้เห็นสภาพงบดุลก้คงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงเห็นมาตรการต่างๆจาก Fed ที่พยายามกอบกู้ตลาดทั้งลดดอกเบี้ยและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบตาม Window ต่างๆ รวมทั้งการผนึกกำลังกับกระทรวงการคลังสหรัฐ งานนี้รวมๆแล้วรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้ 2 หน่วยงานข้างต้นใช้เงินไปมากกว่า 400,000 – 500,000 ล้านเหรียญจนกระทั่งช่วงที่มีการทำ conservatorship ทั้ง Fannie Mae และ Freddie Mac
มาวันนี้ราคาอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ถึงจุดที่เข้าสู่มูลค่าที่ควรจะเป็น ตอนนี้ลงมาราวๆ 20% โดยเฉลี่ย แต่ถ้าจะให้เกิดเสถียรภาพราคาต้องลงมาอีกกว่า 30% ถึงจะหยุดการไหลลงของราคาบ้านได้
หากมองภาพตอนนี้จะเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วมีปัญหาแบบชัดเจน เศรษฐกิจญี่ปุ่นติดลบ 3% ในไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจเยอรมัน ฝรั่งเศส แคนนาดา ก็ติดลบ ขณะที่อังกฤษคาดว่าจะติดลบตามมา โดยล่าสุดเศรษฐกิจเติบโตใกล้ 0%
เมื่อภาวการณืเป็นเช่นนี้ เราอาจได้เห็นปัญหาการขาดทุนและการเข้าอุ้มกิจการในภาคการเงินโดยรัฐบาลสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงการจกลงของหุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆทั้งในและนอกสหรัฐฯ เกิดการตึงตัวของสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงิน
เมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่อง ราคาหุ้นของตัวเองลดลง ปัญหาในตลาด CDO ลุกลาม ก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินของบรรดาสถาบันการเงิน ที่ผ่านมาเราเห็นการถูก downgrade ของบริษัทประกันความเสี่ยงในตลาดพันธบัตร พวกนี้เป็น credit enhancer ให้กับบรรดา issuer ทั่วโลกทำให้เมื่อตัวเองโดน downgrade ก็พลอยทำให้ต้นทุนทางการเงินของกิจการที่ถูกคำประกันต้องสูงไปด้วย
ดังนั้นการเพิ่มทุนทั่วโลก ทำได้ลำบากเพราะการขาดสภาพคล่องในระบบการเงินโลกและความไม่เชื่อมั่น บรรดาสถาบันการเงินใหญ่ๆอาจจะต้องมีการชะลอการปล่อยสินเชื่อและเรียกหนี้เก่าคืน ที่ผ่านมาเงื่อนไขในการระดมทุนซึ่งตอนนี้เหลือแค่ช่องทางเดียวคือ ตลาดตราสารหนี้ ไม่สามารถระดมทุนผ่านตลาดทุนได้เพราะตลาดหุ้นร่วงหนักทั่วโลก แต่ตอนนี้ทุกคนกลัวปัญหาระบบการเงินล่ม ก็มีการเทขายหุ้นกู้ภาคเอกชนตกตามมาด้วย แล้วก็ย้ายเงินเข้ามาในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ทำให้มีแนวโน้มว่าการลงทุนทั่วโลกจะมีการชะลอตัว
ปัญหาในระบบการเงินนอกจะทำให้หุ้นตกต่ำลงทั่วโลกแล้ว ที่ผ่านมามีการเทขายสัญญาในตลาด commodities ทั้งโลหะ พลังงาน สินค้าเกษตร ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีสิทธิ์เจอเด้ง 2 หนักๆต่อจากหุ้นกลุ่มการเงินก้คือ หุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ ซึ่งหลายบริษัทมีมูลค่าหุ้นมากกว่า 150,000 – 400,000 ล้านเหรียญ อีกทั้งในประเทศกลุ่ม emerging market ทั้งผู้ส่งออก commodities และไม่ใช่ผู้ส่งออก commodities ก็มีหุ้นพลังงานและเหมืองแร่เป็นหุ้นที่ถ่วงตลาดมากที่สุดทั้งนั้นทั้งไทย อินเดีย จีน ออสเตรเลีย บราซิล รัสเซีย เป็นต้น ประเทศพวกนี้จะโดนเด้งที่ 2 หนักมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีกลุ่มบริการแลเทคโนโลยีเป็นตัวนำ แต่อย่างไรก็ตามก็โดนหนักไม่น้อย
แต่งานนี้ตลาดที่จะโดนหนักที่สุดจะเป็น ออสเตรเลีย บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ และกลุ่ม GCC (Gulf Cooperation Council)
ราคา commodities ลงหนักเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้จะชะลอตัว แม้มีการทุ่มเงินก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมหาศาล แต่การที่เศรษฐกิจกลุ่ม G7 หล่นฮวบพร้อมกัน ย่อมทำให้ราคาน้ำมันร่วงมหาศาล และย่อมฉุดให้ราคาสินค้าตัวอื่นๆร่วงตามไปด้วย ดังนั้นการทุ่มเงินลงทุนโดยภาครัฐมากมายในกลุ่มผู้ส่งออกย่อมไม่สามารถยันผลกระทบจากการหล่นฮวบของราคาcommodities ได้
เมื่อเศรษฐกิจติดลบพร้อมๆกันขนาดนี้ แม้แต่ผู้สง่ออกรายใหญ่อย่างจีนก็ย่อมมีการชะลอตัวลงไปด้วย เราอาจเห็น GDP โตในระดับ 9% กว่าๆ ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายไตรมาสที่ผ่านมา อีกทั้งมีสัญญาณส่อเค้าในตลาดอสังหาริมทรัพย์และกิจกรรมภาคการผลิตช่วงหลังโอลิมปิกที่ย่อมตกลง ปัจจัยนี้ก็จะซ้ำเติมราคา commodities อีก 1 เด้ง
การเกิดปัญหาที่รุนแรงมากในระบบการเงินสหรัฐฯ และการตกลงของราคา Commodities ย่อมทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในช่วงหนึ่งๆ แต่ย่อมสง่ผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯอย่างแน่นอน เพราะในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาภาคการส่งออกสหรัฐฯเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ โดยการส่งออกเติบโตมากกว่า 9% ขณะที่การบริโภคภายในชะลอตัวลงมาที่ 1.7% เท่านั้นซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “Stimulus Plan” ของรัฐบาลสหรัฐฯที่จับเช็คยัดมือผู้บริโภคส่เค้าไม่ได้ผล
ปัญหาของ Lehman ที่ผ่านมาทำให้เราอาจเห็นแนวโน้มอีกอย่างที่อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตนั่นคือ การที่บรรดา Sovereign Wealth Fund ต่างๆเริ่มชะลอการเข้าซื้อกิจการสถาบันการเงินในตะวันตกแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็อัดเงินเข้าไปมากกว่า 80,000 ล้านเหรียญในการช่วยเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินที่มีปัญหา แต่เนื่องจากการเข้าไปช่วยอาจทำให้สามารถเจ็บตัวแบบ 2 เด้งได้คือ 1.ขาดทุนไปพร้อมกับราคาหุ้น 2.ถูกแรงเสียดทานมากขึ้นจากรัฐบาลตะวันตกที่กล่าวหา SWF พยายามใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามาครอบครองกิจการขนาดใหญ่เช่น ภาคการเงิน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
กอปรกับเศรษฐกิจในบ้านตัวเองที่มีปัญหาทั้งในส่วนของ Real Sector และ Financial Sector ย่อมทำให้กระแสเงินไหลกลับไปลงทุนที่บ้านได้ วึ่งอาจเป็นจำนวนที่มากพอสมควร
การที่ปัญหาลุกลามไปทั่วจนอาจส่งผลให้ราคา commodities ร่วงลงหนักแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามก็คือ การเกิดฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรพัย์ในตะวันออกกลางซึ่งมีการผุดขึ้นของตึกระฟ้า โครงการขนาดใหญ่มากมาย มีการเก็งกำไรมหาศาลทั้งในราคาอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งย่อมทำให้เกิดการนำเงินไปอุดรูรั่วที่บ้านตัวเองซึ่งเจอปัญหาฟองสบู่แตกและเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งอาจมีแรงขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดหุ้นอังกฤษได้ การไหลออกของเงินทุนจากกลุ่ม GCC ในตะวันออกลางหมายความว่าผู้บริโภคสหรัฐฯซึ่งมีความสามารถในการกู้หนี้ยืมสินและการบริโภคตำอยู่แล้ว อาจประสบปัญหามากขึ้น
สุดท้ายนี้ต้องระวัง Shock ในตลาด LBO และ Private Equity ที่อาจมีการ Default ได้และจะส่งผลให้ปัญหาในระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกประสบปัญหาหนักขึ้นไปอีก ซึ่งสิ่งที่เริ่มเป็นแนวโน้มก็คือ ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเงินภาษีและการก่อหนี้สาธารณะในการอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหา
ลองอ่านความเห็นของรองประธาน GIC ดู เขาบอกว่าโลกจะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะงักงันแบบญี่ปุ่น และโลกอาจเผชิญภาวะชะงักงันได้เพิ่มเติมจากนโยบายทางเศรษฐกิจแนวชาตินิยม นอกเหนือจากการล้มละลายของสถาบันการเงิน
World May Face `Japan-Like’ Economic Stagnation, GIC’s Tan Says
By Shamim Adam
Sept. 15 (Bloomberg) — The world may face “Japan-like” economic stagnation as turmoil in financial markets weighs on growth and challenges the ability of policy makers to manage the crisis, Government of Singapore Investment Corp. said.
Global growth will probably be weak in the next few years, and protectionist and populist policies are likely to emerge, said Tony Tan, deputy chairman of GIC, in a speech in Geneva yesterday. The sovereign fund, which oversees more than $100 billion, has pumped billions into UBS AG and Citigroup Inc. after they posted writedowns linked to U.S. subprime mortgages.
“Policy responses so far have tried to minimize the likelihood of a Japan-like deflationary spiral but the adjustment could take a couple of years and be very painful,” Tan said. “Over the near term, debt deflation and deleveraging in the U.S. and other major developed economies will exert downward pressure on growth in many economies.”
An asset-price bubble in Japan burst in the early 1990s, triggering a property and stock market collapse that heralded a decade of stagnation in the world’s second-largest economy. Financial institutions worldwide have reported more than $500 billion in losses and writedowns since the beginning of 2007 and the credit-market collapse erased $11 trillion from global stocks in the past year.
The worst U.S. housing slump since the 1930s is showing little sign of abating and more than 10 lenders in the world’s largest economy have collapsed this year. The U.S. Treasury Department and the Federal Housing Finance Agency this month seized control of Fannie Mae and Freddie Mac after the biggest surge in mortgage defaults in at least three decades threatened to topple the companies.
`More Severe’
“If house-price declines are significantly greater than expected, larger financial institutions could become insolvent, the credit crunch would be more severe and economic growth could weaken considerably,” Tan said. “A vicious deflationary cycle with falling house prices, failing financial institutions and weaker growth could then ensue.”
Lehman Brothers Holdings Inc. is preparing to file for bankruptcy after Barclays Plc and Bank of America Corp. abandoned talks to buy the U.S. securities firm, according to a person with direct knowledge of the firm’s plans.
Goldman Sachs Group Inc. last month estimated that half of the world economy already faces recession, with richer nations faring the worst as emerging markets continue to expand. The global economy faces a 25 percent chance of recession in the next year, according to UBS AG economists.
Emerging Markets
Japan’s economy shrank 3 percent last quarter, the steepest decline since 2001, while the euro-area economy contracted 0.2 percent in the same period. The U.S. economy, which expanded at a 3.3 percent annual pace in the second quarter, has lost 605,000 jobs in the first eight months of the year.
Emerging markets will account for more than half of the world’s growth in the next decade, from about a fifth in 2000, Tan predicts.
“Growth in emerging markets can be expected to remain relatively robust,” he said. “Emerging economies will displace the G-7 as the world’s largest economies over the next two to three decades.”
A rising “middle-class” in emerging markets will also increase demand for commodities and increase supply constraints that may spur competition for resources, he said.
Natural Resources
“International tensions could rise as countries compete for natural resources, especially food, energy and water,” Tan said. “Commodity-producing countries are likely to exert stronger control over their natural resources, potentially exacerbating supply concerns. Countries that are reliant on imports of commodities could be more aggressive in their pursuit of supplies.”
Weaker employment and income growth could lead to a rise in protectionist policies, especially in the U.S. and Europe, Tan said. Governments need to increase conflict-resolution mechanisms and boost cooperation to solve issues amid the emergence of new major economies, he said, citing the World Trade Organization Doha Round of talks as an example.
Trade ministers have tried and failed to reach a breakthrough in the so-called Doha Round talks in each of the past three years. A nine-day summit at the WTO in Geneva collapsed on July 29 after India and the U.S. disagreed over how poor nations could increase duties to protect their economies from surging farm imports.
“Significant stagnation as well as inflation risks suggest that challenges and potential conflicts arising from both protectionism as well as resource nationalism could seriously jeopardize globalization of production and markets,” Tan said.
To contact the reporter on this story: Shamim Adam in Singapore at sadam2@bloomberg.net
Last Updated: September 14, 2008 21:20 EDT
ขอบคุณมากครับคุณ Zneb ผมเห็นข่าว Lehman แล้วก็ได้แต่สงสัย เพราะไม่มีความรู้ว่ามันจะส่งผลยังไง ฟังคุณ Zneb เล่าก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเป็นส่วนใหญ่ แต่รู้สึกได้ว่ามันน่าจะแย่มากๆ เหมือนกับวิกฤตเศรษฐกิจพร้อมกันทั้งโลก และไม่มีใครมาช่วยพยุง ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกไหมครับ
ขอคุณ Zneb ช่วยแนะนำหนังสือที่อธิบายถึงเรื่องภาพรวมการลงทุนในโลกนี้หน่อยสิครับ (หนังสือการลงทุนที่ผมเห็นทั่วไปมันเป็น Personal Investment) เช่นการลงทุนในตลาดต่างๆ มันมีกี่แบบ สัมพันธ์กันยังไง ฯลฯ จุดประสงค์คือ หนึ่งหลังจากอ่านแล้วจะได้เข้าใจสิ่งที่คุณ Zneb อธิบาย สองคาดเดาอะไรอย่างนี้ได้บ้าง (ตอนนี้ผมเป็นแค่ผู้ตาม อยากเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้หนะครับ) ขอเป็นภาษาอังกฤษก็จะดีนะครับ ผมอยู่อเมริกาคงจะไปหาภาษาไทยอ่านยาก แต่ถ้าไม่มีภาษาไทยก็ได้ครับ ขอบคุณมากๆ ครับ
คุณ Paganini ครับ ผมไม่ไ้ด้หมายถึงใครคนใดคนหนึ่งเลยหนะครับ
แค่เห็นว่าเริ่มหมดมุขจะถกเถียงกันแล้ว เลยเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมา จริงๆ ผมคิดเรื่องดนตรีเนี่ยมานานแล้ว เพราะรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดเคยพูดถึงแนวเพลงของคุณอรวี สัจจานนท์ที่ว่าไม่มีรายการวิทยุเปิด แล้วได้ติดตามเพลงของพันธมิตรมา ได้เห็นถึงความสามารถของนักดนตรีนอกกระแส ก็เลยอยากจะพูดถึงหนะครับ
ประกอบกับเทปของวงเพื่อนผมพึ่งจะวางแผงเร็วๆ นี้ ผมได้สัมผัสมา ก็เลยสะกิดใจให้พูดถึงด้วยหนะครับ
นี่ไง มีคนมาตอบแล้ว 555
คุณสุรศักดิ์ ต้องไปปั่นงานรับใช้เจ้านายอยู่
แม้กระนั้นก็คงเกี่ยวกับวิกฤต Lehman นั่นเอง
ใจเย็นรอสักพัก เพราะคุณสุรศักดิ์ชอบพูดมากกว่าเขียน
แต่รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด พักตัวไป เลยไม่มีช่องทาง
ส่วนเรื่อง “ศีลธรรม” นั้นอยากจะพูดเหมือนกัน
แต่กลัวจะขัดแย้งสูง
แค่พูดเรื่อง “ยุทธศาสตร์” เรื่องอะไรต่างๆก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว
แต่รับรองว่า ที่ติดประเด็นไว้ จะต้องรับใช้สักวันหนึ่ง
“ศีลธรรม” นั้นเป็นเรื่องที่พูดยาก กินความกว้าง
ยิ่งศีลธรรมในความหมายผมก็ซับซ้อน
ซึ่งถ้าไม่อธิบายให้ครบ ก็อาจโดนคนเข้าใจผิดได้
ส่วนเรื่อง upset นะ มีบ้าง แต่ไม่มากจนเสียศูนย์
ยิ่งหลังๆ ผมก็ไม่ค่อยโกรธใคร โดยเฉพาะเรื่องโดนด่า
แต่ถ้ายืมเงินแล้วไม่คืน กลั่นแกล้งทางธุรกิจ ฯลฯ
อันนี้อาจจะโมโห
จริงๆ ผมดีใจนะ ที่มีคุณ paganini มาช่วยให้ความเห็น
เพราะมันก็เป็นสีสันอย่างหนึ่ง
แต่เสียดายที่ผมยังไม่ได้ตอบคำถามเรื่องศีลธรรม
จึงทำให้การพูดหรืออะไรต่างๆ มันติดขัด
และถ้าสังเกตดีๆ ผมก็จะไม่ค่อยพูดเรื่องการเมืองว่า ใครถูกใครผิด ใครดีไม่ดี
ผมจะพูดในเชิงกลยุทธ์มากกว่า เพราะมันจะไม่ขัดแย้ง และทะเลาะกับใคร
อย่างมากก็บอกว่า กลยุทธ์ผมกระจอก ผิดพลาด
ที่บอกว่า Free rider แล้วยอมโดนด่านั้น หมายถึงว่า
ด่าในเชิงไม่ยอมช่วย ซึ่งเป็นเรื่องจริง
แต่ถ้าด่าว่า ไปเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่งนั้น
ผมก็ต้องออกมาชี้แจงว่า “ไม่จริง” ผมไม่เข้าข้างใคร หรือเข้าข้างเป็นเรื่องๆ
แต่แม้กระนั้น ใครด่า ผมก็ต้องยอมรับ เพราะเป็นเสรีของเขา
จนถึงทุกวันนี้ ผมดีใจที่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ทั้งรายการ บทความและ PU
แต่ตอนนี้ มันมีปัญหาภายในองค์กร 2 ข้อ คือ ระบบบริหารจัดการ เพื่อรองรับการขยายตัว เพราะเท่าที่ผ่านมาทำงานกันไม่เป็นระบบ
กับอีกเรื่องหนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์ในปีที่ 2
ผมกลับมากังวลใจอีกครั้งว่า เวปไซด์อาจต้องปิดตัว ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้
สารภาพตามตรงว่าไม่อยากจากทุกคนไป ผมซาบซึ้งกับความนิยมของแฟนรายการทั้งหลาย
ก่อนหน้านี้ที่บอกมีปัญหา เราก็แก้ได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะ Challenge 2010 ซึ่งมีผู้ตอบรับมากมาย ทำให้ทีมงานเกิดกำลังใจและหยัดยืนต่อ
แต่ตอนนี้ทีมงานเหนื่อยมาก กำลังท้อใจ เกิดจากปัญหาหลายอย่าง
ผมกำลังโน้มน้าวทุกคนให้กลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
โดยมีแผนจะขยายกลุ่มผู้ชม ด้วยบริการเสริม
“ศิลปวิจารณ์” โดยเน้นไปที่การ Review หนังสือ ตามที่ผมเคยสัญญาในรายการ แต่ไม่ได้ทำ เพราะข้อจำกัดของทรัพยากร และยังจะแถม Review CD อีกด้วย
แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากทีมงาน ผมขอพูดคุยกันอีกสักพัก
ประเด็นที่ผมใช้โน้มน้าวคือ ยอมเหนื่อยกันเดือนละครั้ง 4 คน ก็สามารถมีผลงานทุกสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้แฟนรายการต้องติดตามพวกเราทุกสัปดาห์
ที่สำคัญ จะสร้างฐานแฟนรายการอีกมากมาย ซึ่งอาจไม่ได้สนใจการเมือง เศรษฐกิจ แต่สนใจศิลปะ ความรื่นรมย์ในชีวิต ซึ่งผมคิดว่า คนเหล่านี้มีจำนวนมหาศาล
ขณะที่ การ Review หนังสือ และ VCD ในบ้านเรา ยังทำกันแบบสุกเอาเผากิน
“ใคร/ทำอะไร/ที่ไหน/” ซึ่งชนชั้นกลางเกรด B ย่อมเบื่อหน่ายและอยากแสวงหาทางเลือกที่แตกต่าง
แน่นอนว่า ย่อมมีบท Review ดีๆ อยู่พอสมควร แต่ตลาดในส่วนนี้ ยังมีผู้ผลิตไม่มากนัก SIU จึงสามารถเติบเต็มได้
555 เขียนมาเรียกน้ำย่อยก่อน อย่างน้อยก็โชว์แฟนรายการว่า “ผมทำงานนะ” ผมไม่ปล่อยให้ SIU เข้าสู่ปีที่ 2 แบบธรรมดา ไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งขัดกับหลักการของชาว SIU
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าปัญหาของทางทีมงานจริงๆ คืออะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องทุน และกลุ่มผู้ชม ผมเสนอว่า จะเป็นไปได้ไหมครับที่รายการของ SIU จะไปออกอากาศทาง ASTV (หลังจากการเมืองสงบแล้ว) เพราะกลุ่มผู้ชม ASTV นี่น่าจะเป็นคนที่มีระดับสติปัญญาระดับที่จะสนใจเรื่องพวกนี้
ผมสังเกตเอาเอง (จากคนนอกสุดๆ ความเห็นผมอาจจะผิดก็ได้ ถ้าผิดไปก็อย่าหาว่าผมล่วงเกินเลยนะครับ แค่อยากจะให้เว็บอยู่ได้ไปอีกนานๆ หนะครับ ถ้าเว็บนี้หายไปคงเป็นเรื่องน่าเศร้ามากๆ) ผมเห็นทีมงานทั้งสี่คนมาลุมกันสร้างงานออกมาชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือข่าว PU ผมว่ามันกินแรงมากๆ หนะครับ เพราะว่าเวลาของทั้งสี่ท่านต้องถูกดึงไปหมดเลยเพื่อสร้างงานชิ้นเดียว เช่นตอนสัมภาษณ์อ.ณรงค์ นี่ก็คงกินเวลาทั้งสี่ท่านอย่างน้อยครึ่งวัน
แต่ว่าถ้าแบ่งเป็นแผนก แล้วแต่ละท่านหาผู้ช่วยมา มันน่าจะลดภาระลงไปได้ และอาจจะได้งานที่มีความหลากหลาย และคุณภาพเพิ่มด้วยนะครับ คือแทนที่จะวิเคราะห์เองทั้งหมด ก็น่าจะหาผู้ช่วยมาเพิ่ม
ทำไมไม่ลองร่างแผนออกมาคร่าวๆ หละครับ ว่าอยากทำอะไรบ้าง ตรงไหนที่ทำไหว ตรงไหนทำไม่ไหว แล้วหาคนช่วย ผมสังเกตว่ามีแฟนบางท่านมีความรู้ในบางเรื่องดีมากๆ บางทีเค้าอาจจะเต็มใจให้ความช่วยเหลือ ถ้าได้รับการขอร้องนะครับ
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะครับ
ผมว่าเป็นความคิดที่ดีเลยครับคุณInk ถ้า SIU จะไปอยู่ใน managerradio ต่อไปหรือ ASTV เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว
ไอเดียเดียวกับ อจ ณรงค์ไงครับ มันต้องมีการถ่วงดุลกัน ไม่ให้ลงคลองกันไป
SIU อาจจะไม่ได้เข้าข้าง พธม manager หรือ ASTV แต่อยู่ในวิสัยที่คุยกันได้ ค้านกันได้ เตือนกันได้ จะเป็นสิ่งที่งดงามครับ
การคัดค้าน การถกเถียง เป็นส่วนหนึ่งของการขัดเกลาทางปัญญา
เช่นเราเชื่ออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง การคัดค้านของคนอื่นจะทำให้เราได้ทบทวน ว่าเรามาถูกทางรึเปล่า
ตอนนี้ รายการ อจ เจิมศักดิ์ เชิญ ดร.ไสว บุญมา มาขึ้นเวทีพันธมิตร ช่วงนี้เข้มข้นมากเลยครับ ท่านผู้นี้ผมติดตามอ่านงานของท่านด้วยความชื่นชมมายาวนาน เลยมาบอกพวกเราที่นี่เผื่อว่าจะหาเวลาไปฟังกันนะครับ
งานเก่าๆของท่านก็มีในกรุงเทพธุรกิจ
http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/25/Tassana1231_1.php
ผมว่าเป็นความคิดที่ดีเลยครับคุณInk ถ้า SIU จะไปอยู่ใน managerradio ต่อไปหรือ ASTV เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว
ไอเดียเดียวกับ อจ ณรงค์ไงครับ มันต้องมีการถ่วงดุลกัน ไม่ให้ลงคลองกันไป
SIU อาจจะไม่ได้เข้าข้าง พธม manager หรือ ASTV แต่อยู่ในวิสัยที่คุยกันได้ ค้านกันได้ เตือนกันได้ จะเป็นสิ่งที่งดงามครับ
การคัดค้าน การถกเถียง เป็นส่วนหนึ่งของการขัดเกลาทางปัญญา
เช่นเราเชื่ออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง การคัดค้านของคนอื่นจะทำให้เราได้ทบทวน ว่าเรามาถูกทางรึเปล่า
ตอนนี้ รายการ อจ เจิมศักดิ์ เชิญ ดร.ไสว บุญมา มาขึ้นเวทีพันธมิตร ช่วงนี้เข้มข้นมากเลยครับ ท่านผู้นี้ผมติดตามอ่านงานของท่านด้วยความชื่นชมมายาวนาน เลยมาบอกพวกเราที่นี่เผื่อว่าจะหาเวลาไปฟังกันนะครับ
งานเก่าๆของท่านก็มีในกรุงเทพธุรกิจ
http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/25/Tassana1231_1.php
อ้อ ขอบคุณคุณ zneb ด้วยครับสำหรับข้อมูล เดี๋ยวค่อยกลับมาอ่าน
อยากให้คุณสุรศักดิ์ ช่วย สรุป ของ คุณ zneb อีกทีหนึ่ง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ใกล้ตัวที่สุด เห็นภาพชัดเจนที่สุด ภาวะที่คุณ zneb ได้ให้ข้อมูลมานี้จะทำให้ คนชั้นสูง กับคนชั้นกลาง ตกมาอยู่ในกลุ่มของคนชั้นล่าง หรือไม่ รากเหง้าของปัญหานี้คืออะไร ความไม่สมดุล ทางการเงินหรือเปล่า มีการลงทุนที่ใช้เงิน แบบ extreme จนละเลย การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเปล่า เห็นที่ดูใบ มีการขนทรายจากทะเลทรายไปถม ในทะเลสร้างตึก ไม่รู้คิดกันไปได้ยังไง เพื่ออะไร คุณ zneb มีความรู้มากค่ะ ขอขอบคุณด้วยอีกคน
ผมเคยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับดูไบมาบ้างนะคับ ขอพูดเฉพาะในส่วนที่ผมรู้แล้วกันนะครับ เหตุผลหลักๆ ก็คือการดึงดูดเงินตราเข้าประเทศจะได้ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันอย่างเดียวครับ โดย UAE มีปัจจัยที่ดีมากครับ เพราะว่ากฏหมายไม่เข้มงวดเหมือนเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียบ เราสามารถเห็นผู้หญิงมุสลิมใส่สายเดี่ยวเดินห้างได้ใน UAE ขณะที่ในซาอุฯ นี่ต้องห่อมิดอย่างกับนินจา
ดูไบนั้นทำเลดีกว่าอะบูดาบีเมืองหลวง เพราะว่าเป็นเมืองท่าสำคัญ เค้าจึงทำให้ดูไบเป็นเมือง shopping ปลอดภาษีก่อนครับ ที่นี่มีการสร้างห้างเยอะมากๆ เรียกว่าอยู่กลางทะเลทรายแท้ๆ แต่ว่าสามารถเล่นสกี หรือสเก็ตน้ำแข็งครับ ปะการังไม่มีก็สร้างขึ้นมาจากการเอาซากรถเก่าๆ ไปถมให้เป็นแหล่งกำเนินปะการัง จะได้เป็นแหล่งดำน้ำได้
พอสำเร็จแล้วจึงวางแผนทำเป็นที่พักอาศัยสำหรับเศรษฐีต่างชาติ (ก็เศรษฐีน้ำมันในย่านนั้นแหละ ที่ต้องการไปอยู่ในดินแดนที่มีเสรีมากขึ้น) รัฐบาลจึงสร้างโรงแรมที่ดีที่สุดในโลกคือ Burj Al Arab ขึ้น และเอาทรายจากทะเลทรายไปสร้างเกาะ นั่นคือโครงการ Palm Island และ World Islands (เกาะละกว่าหนึ่งล้านเหรียญ) แล้วทำเป็นที่อยู่อาศัยขาย
ผมจำไม่ได้ว่าเงินลงทุนมาจากไหน แต่รู้สึกว่าชี๊คน่าจะลงทุนเองนะครับ สำหรับโครงการ Palm & World Island เพราะแบงค์ไม่ยอมปล่อยกู้ ส่วนคนงานก็เป็นคนงานราคาถูกจากอินเดีย ปากีฯ ที่กะจะขุดทอง แต่ว่าในความเป็นจริงความเป็นอยู่ของคนงานพวกนี้เป็นเหมือนทาสหนะครับ (ข้อมูลจาก NG)
คุณ Ink ต้องการให้ผมแนะนำหนังสืออาจจะลำบากหน่อย
แต่บังเอิญผมโชคดีสะดุดตาหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ตอนอ่านข่าวใน Reuters คิดว่าน่าจะใช้ได้ดีทีเดียว
The World is Curved : Hidden Dangers to the Global Economy เขียนโดย David M. Smick
ผมว่าจะหาซื้อมาอ่านดูเหมือนกัน
แต่ที่ผมเขียนแจกแจงทุกอย่างมานี้ก็อาศัยว่า
1. ผมสืบทอดอาชีพเก่าของผมตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่ศูนย์จีนศึกษากับ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ โดยท่านมอบหมายให้ผมสรุปข่าวภาคการเงินและเศรษฐกิจจีนในแต่ละวันมาสรุปให้แก แต่โชคร้ายถูกจุฬาฯ ตัดงบประมาณเพราะเขาเปลี่ยนนโยบายการจ้างผู้ช่วยวิจัยกะทันหันจากเด็กจบตรี มาเป็นเด็กเรียนโท ผมเลยต้องออกจากงานทั้งๆที่ทำงานมาได้แค่ 5 เดือน และก็กลับมาติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆอีกครั้ง หลังจากเร่ร่อนอยู่ 11 วัน
ทุกวันนี้ผมจะนั่งเช็คข่าวจากหลายแหล่งทั้ง Bloomberg, Financial Times, Reuters, China Daily, Xinhua, Moscow Times และ Gulf News ติดตามเรื่องในภาคการเงิน เศรษฐกิจของ Emerging Markets และประเด็นด้านการต่างประเทศ แถมข่าวที่ผมดูผมจะ save เก็บไว้ทั้งหมด แบ่งไว้เป็น 5 Folder คือ China, India, Japan-EU-US, Middle East และ Russia-Other Emerging Markets นี่ก็ทำมาร่วมปีแล้ว
แต่สมัยเรียนที่จุฬาฯ ผมก็จะเช็คข่าว Bloomberg และ Xinhua เป็นประจำอยู่แล้ว
2. อาศัยว่ามีอาจารย์ดี ก็คือ ทั้ง รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ และ รศ.ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผมรู้จักอาจารย์ทั้ง 2 ท่านตั้งแต่เรียนปี 2 ทั้งๆที่ผมไม่ใช่นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ ผมมมีโอกาสคุยถกเถียงเรื่องภาคการเงินโลกกับดร.สมภพ บ่อยมาก ถ้าคุยกับท่านทีหนึ่งก็คุยยาวเป็นชั่วโมงๆ อีกทั้งผมก็อ่านหนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับจีนและระบบการเงินโลกมาหมดแล้ว ทำให้ผมสามารถมานั่งเขียนยาวๆแบบนั้นให้คนที่นี่อ่านได้
อีกอย่างคุณ Ink น่าจะลองไปตามหาซื้อหนังสือทุกเล่มที่ George Soros เขียนดู น่าจะให้ไอเดียได้เพิ่มเกี่ยวกับระบบการเงินโลก ผมว่าเขาเป็นอีกคนนอกจาก Keynes ที่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” ได้อย่างลึกซึ้ง
หรือไม่ก็ลองหาซื้อเล่มนี้ดู Finance Capital ของ Rudolf Hilferding อดีตมันสมองผู้ร่างนโยบายของพรรค SPD ของเยอรมัน เห็นเขาเขียนในคำนำว่า สิ่งที่เขาเขียนขึ้นเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อของ Das Kapital การเริ่มต้นการวิเคราะห์ของเขา (ถ้าดูจากสารบัญ) ดูเหมือนจะลงไปที่ต้นตอของปัญหาในปัจจุบัน นั่นคือ การวิเคราะห์หน้าที่และบทบาทของเงิน
ผมดีใจมากๆๆๆ ที่ได้รับกำลังใจจากแฟนๆทั้งหลาย
อ่านจากที่เขียน คงไม่ได้เป็นการแสดงความเห็นตามมารยาท
แต่มาจากจิตใจที่กระตือรือล้น
“ลูกค้าแนวร่วม”
ผมไม่เคยคิดเลยว่า เราจะมาถึงจุดนี้ได้
ผมหวังทำสื่อแบบนี้มานานแล้ว
แต่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ในเวลารวดเร็วเช่นนี้
ทั้งหมดต้องขอบคุณ คุณกานต์ และทีมงานอีกหลายๆคน ที่ให้การสนับสนุนในหลายๆด้าน
ธุรกิจที่ผมคิดจะทำ คือ ธุรกิจคลื่นลูกที่ 3 ใช้ความรู้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้คน และเมื่อคนพัฒนาแล้วย่อมนำไปสร้างสินค้าดีๆได้มากมาย
แต่ตอนนี้ คงต้องทำงานแบบ “อุดมการณ์” ไปก่อน 555 ซึ่งก็ไม่เป็นไร
เพราะผมรักในสิ่งที่ทำ
ที่สำคัญ ผมเคยฝันว่า อยากทำธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งผมคิดว่า ธุรกิจคลื่นลูกที่ 3 แบบนี้แหละ คือ คำตอบ
ตอนนี้ก็เลยได้ทำเพื่อสังคมจริงๆ อิ่มบุญไปตามๆกัน
แต่ปัญหาคือ ถ้าให้เราลงแรงเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้รับผลตอบแทน ก็ยังทำได้ และยินดีทำ แต่ที่แย่คือ มีต้นทุนในการดำเนินงานต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินการ ซึ่งเราก็มีจำกัด และยังเป็นแรงงานอื่นๆ เช่น ทีมงานถ่ายทำ ซึ่งเราต้องไปพึ่งพาคนอื่น รวมถึง การดูแลเวปไซด์ งานบริหาร ติดต่อสัมภาษณ์ ฯลฯ
คุณกานต์เคยคิดการแก้ปัญหา โดยหาคนอื่นมาช่วยอย่างที่คุณ ink แนะนำ แต่ก็ทำได้ยาก เพราะเรายังไม่มีรายได้ จึงไม่มีเงินจะไปจ้างคนมาช่วยได้
มันน่าเศร้าที่ว่า แม้แต่จะทำฟรีให้สังคม ยังทำไม่ได้ เพราะบริบทสนับสนุนไม่พร้อม
แต่ก็อีกนั่นแหละ
ผมไม่เคยคิดว่า เราจะได้มาทำ SIU มันเกิดจากความตั้งใจ ผสานความบังเอิญหลายๆประการ
ซึ่งคิดย้อนหลังก็ตลกดี
SIU เกิดขึ้นมาท่ามกลางวิกฤตจริงๆ 555
ที่สำคัญ ที่มีผู้ฟังอยู่ในระดับที่พอรับได้แบบในปัจจุบัน ก็เกิดจากความบังเอิญและตั้งใจในหลายๆประการ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงกังวลหนัก หาก SIU ต้องปิดกิจการ
แต่ปัจจุบัน ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ยอมรับในความไม่สมหวังมากขึ้น
ที่สำคัญ ผมมีความพยายามในการต่อสู้เพื่อสิ่งที่รักมากขึ้น
ยิ่งกว่านั้น ผมมีความเชื่อบางอย่างว่า ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น
Don’t lose faith.
แต่ถึงมันไม่เกิด สิ่งที่เราทำมาถึงวันนี้ก็เป็นปาฏิหาริย์มากๆแล้ว
อย่างไรก็แล้วแต่
ผมจะทำให้ดีกว่าเดืม เพื่อให้ SIU อยู่รอด และก้าวต่อไป
จริงๆจะเขียนให้ยาวสัก 20 Comment ก็ยังได้ แต่ลองมาดูภาพที่ทุกคุณต้องการข้อสรุปก็แล้วกัน จากการที่ปัญหาสืบเนื่องมาจากวันที่ตลาดหุ้น Nasdaq ดิ่งเหวไป 80% แต่ก็มีเงินไหลไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์ทำให้ ที่ผ่านมาปัญหาการถดถอยของเศรษฐกิจโลกถูกเลื่อนออกไปเท่านั้น ดังนั้นในวันนี้ปัญหาจึงถูกทับถมให้มากกว่าเดิม (คุณ Ink อ่าน Dollar Crisis น่าจะรู้ว่าผู้เขียนกล่าวถึงการล่มสลายของระบบการเงินเนื่องจากปัญหา Subprime ไว้ด้วย)
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
1. แน่นอนการล้มครืนเพิ่มเติมของบรรดาสถาบันการเงินต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหา subprime
2. Liquidity Dry Up จากการที่ สถาบันการเงินขาดทุนมโหฬาร และการตกต่ำลงของราคาสินทรพัย์ทั่วโลก คาดว่าการ writedown น่าจะสูงถึง 1.3 trillion จากระดับ 500 billion ในปัจจุบัน
3. เมื่อสภาพคล่องหาย ราคาสินทรัพย์ทางการเงินเกิดการปรับเข้าหาราคาพื้นฐาน ก้จะทำให้การลงทุนชะลอตัว ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เนื่องจากการพังของตลาด Corporate Bond และความเสี่ยงที่สูงขึ้น การะดมทุนมีช่องทางที่น้อยลงเพราะบรรดาสถาบันการเงินและกองทุนต่างๆหยุดหรือชะลอการซื้อ Risky Asset ทุกประเภท
4. ระวังการล้มละลายของ Household Sector ของสหรัฐฯ เพราะการที่ราคาสินทรพย์ลดลงทั้งอสังหาริมทรัพย์และหุ้น ทำให้ Wealth ลดลง ทำให้การบริโภคและความสามารถในการชำระหนี้ลดลง การจ้างงานที่ลดลงจะซ้ำเติมสถานการณ์ของผู้บริโภคสหรัฐฯ
5. พึงระวัง NPL ใน Household และ Corporate Sector หลังจากที่ราคาอสังหาริมทรพัย์ลงมาหนักๆ ปัญหานี้จะซ้ำเติมสภาพของสถาบันการเงินที่ขาดทุนหนักและขาดสภาพคล่องอยู่แล้ว ให้หนักไปอีก
6. ราคา commodities ที่ลดลงจะทำให้ราคาหุ้นและ Corporate Bond ในตลาด Emerging Markets ดิ่งเหวอีกระลอก รวมทั้งราคาหุ้นในกลุ่มทรพัยากรใหญ่ๆในอเมริกาและยุโรป จะฉุดให้ราคาหุ้นทั่วโลกดิ่งหนักไปอีก ส่งผลให้มีกระแสเงินไหลออกจากกลุ่ม Emerging Markets ครั้งใหญ่อีกที ราคาหุ้นและค่าเงินจะตกลง ดอลลาร์น่าจะแข็งจากการที่เงินไหลเข้า Treasury Bond และอเมริกาพยายามระดมเงินกลับไปอุดรูรั่วที่บ้านตัวเอง นอกจากนี้เราอาจเห็นกระแสเงินจำนวนมากทั่วโลกไหลเข้าสู่ Government Bond ของตัวเองด้วย
7. ภาคการบริโภคและธุรกิจสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีปัญหา เศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรง บรรดา Central Bank และ Sovereign Wealth Fund จะขนเงินบางส่วนกลับไปพยุงเศรษฐกิจและภาคการเงินของตัวเอง SWF นับจากหลังเหตุการณ์ Lehman Bankruptcy เป็นต้นไปจะไม่ขนเงินไปช่วยภาคการเงินในสหรัฐฯแล้ว เพราะกลัวขาดทุนเพิ่ม
8. ราคา commodities ลดลง จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิด Bubble Burst ในตะวันออกกลาง ที่ตัวภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2008 ราคาหุ้น Dubai Port World ดิ่งเกือบ 10% นักลงทุนตะวันออกลางจะมีการดึงเงินกลับประเทศ
9. แม้ว่าจะมีการเทขายเพื่อเอาเงินออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับไปยังตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น และ จีน รวมถึงประเทศใหญ่ๆในกลุ่ม Emerging Markets แต่แรงขายนี้ก็น่าจะน้อยกว่าเงินที่ไหลกลับมาซื้อ Treasury Bond ในสหรัฐฯ โดยรวมเงินดอลลาร์ก็ยังแข็งค่า งานนี้เมื่อ SWF และ ตลาดระดมทุนภาคเอกชนมีข้อจำกัด เราอาจเห็นรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ระดมเงินอัดฉีดเข้าไปพยุงฐานะของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ด้วยตัวเอง ทั้งนี้เนื่องจากมีข้อได้เปรียบคือ ทุกคนโยกเงินออกจากตลาดหุ้น ตลาด Corpotate Bond และตลาด commodities กันหมด วิ่งเข้าหา safe asset แทนทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลสหรัฐถูกลงมาก ขณะที่ผมนั่งพิมพ์อยู่ Yield ของ Treasury Note อายุ 2 ปี อยู่ที่ 1.68-1.69% เท่านั้น ขณะที่ Treasury Bond อายุ 10 ปี อยู่ที่ 3.36-3.37% เท่านั้น
คุณ Ink ลองอ่านข่าวนี้ดู อันนี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับคนที่คิดว่าภาพมันสวยหรูมาก เมื่อพูดถึงความเฟื่องฟูของธุรกิจในตะวันออกลาง
Dubai Bond Risk Soars on Investor Concern Over Real-Estate Debt
By Matthew Brown and Abigail Moses
Sept. 10 (Bloomberg) — The cost of protecting Dubai government bonds from default doubled in the past three months on concern the emirate will be unable to maintain the borrowing that’s driven its real-estate boom.
Credit-default swaps protecting Dubai debt for five years traded at 220 basis points, CMA Datavision prices show, up from 110 at the beginning of June, according to data compiled by Merrill Lynch & Co. Contracts on Abu Dhabi bonds rose 57 percent in the same period to 74 basis points, CMA prices show.
The Dubai Financial Market Real Estate Index tumbled 31 percent since June as traders bet the emirate won’t remain immune from the fallout of the U.S. subprime-mortgage collapse. Banks worldwide are tightening lending and may be wary of Dubai, which doesn’t have a credit rating or disclose data on public debt.
“There is a lack of data in Dubai, especially on the real- estate sector,” said Mai Attia, an analyst at Morgan Stanley in the emirate, who forecasts a 10 percent decline in property prices by 2010. “We would like to know the real amount of supply coming onto the market.”
Unlike Abu Dhabi, the largest of the seven sheikhdoms that make up the U.A.E., Dubai isn’t rated. The closest Dubai comes to a sovereign rating is Moody’s Investors Service’s A1 ranking of Dubai Holding Commercial Operations Co., a unit of the ruler’s investment company.
Pricier Than Thailand
Protecting Dubai’s debt against default is more expensive than for Thailand, whose prime minister was forced to step down yesterday after four months of anti-government protests. The emirate is also riskier than Colombia, which is rated below investment grade by Moody’s, credit-default swaps show.
Dubai got 3 percent of its gross domestic product from oil in 2006, the lowest of any Gulf emirate or country, according to Bloomberg data. Three of its four biggest investors, the U.K., U.S. and Japan, have economies with slowing growth.
“Major concerns include Dubai’s relatively weak macro balances and hydrocarbon assets compared to Abu Dhabi, as well as supply overhang in the real-estate market,” said Turker Hamzaoglu, a London-based economist at Merrill Lynch.
Among the real-estate projects underway in the emirate are the Disneyland-style “Dubailand” theme park that will be three times the size of Manhattan and a $54 billion Las Vegas-style hotel strip in the desert.
Most of Dubai’s sovereign borrowing is through state- or royal family-owned companies.
Palm Development
Nakheel PJSC, the state-owned property company that’s building the Dubai Palm development, is spending $30 billion on projects, which also include man-made islands in the shape of the world in the Persian Gulf and a waterfront it claims will be twice the size of Hong Kong’s. Investment Corp. of Dubai is now raising $5.6 billion while Tamweel PJSC, the U.A.E’s second- biggest mortgage provider, plans to sell $500 million in asset- backed loans by year-end, according to the company.
The arrest of some of these companies’ senior executives is also damping investor confidence in the real-estate market. Tamweel shares fell to their lowest since October today after Deputy Chief Executive Officer Abdulla Nasser Abdulla was detained in an embezzlement case. Nakheel, Deyaar Development PJSC and Dubai Islamic Bank, the country’s biggest lender complying with Muslim law, have also had employees investigated.
Abu Dhabi, the owner of almost 8 percent of the world’s proven crude reserves, would bail out Dubai should it be unable to repay its debt, said Merrill’s Hamzaoglu, adding the increase in credit-default swaps is “difficult to justify.”
Credit-default swaps, contracts conceived to protect bondholders against default, pay the buyer face value in exchange for the underlying securities or the cash equivalent should a country or company fail to adhere to its debt agreements. An increase indicates a deterioration in the perception of credit quality.
A basis point on a credit-default swap contract protecting $10 million of debt from default for five years is equivalent to $1,000 a year.
To contact the reporters on this story: Matthew Brown in Dubai at mbrown42@bloomberg.net; Abigail Moses in London Amoses5@bloomberg.net
Last Updated: September 10, 2008 04:59 EDT
คุณเจริญชัยครับ ผมขอเมลย์ของคุณเจริญชัยหน่อยได้ไหมครับ หรือส่งเมลย์ให้ผมหลังไมล์ก็ได้ครับ g41act ที่ hotmail.com ขอบคุณครับ
ถ้ามีอะไรให้ช่วย ก็บอกกันได้ครับ
เรื่องเวลาและแรง อาจจะยากหน่อย
แต่ถ้าเป็นเรื่องเงินๆทองๆ ผมก็อยากจะช่วยเท่าที่จะช่วยได้
ลองๆคิด อะไรที่เป็นธุรกิจขึ้นก็ได้ครับ
เช่นค่าที่ปรึกษาและวิจัยธุรกิจ หรือ ชี้ช่องทางลงทุนและวิเคราะห์ให้ด้วย หรือ จะตั้งกองทุนรวม โดยวิธีการแบบแปลกๆ
เท่าที่ลองคิด เช่น คุณทำเว๊ปที่เข้าได้เฉพาะสมาชิก
กำหนดการซื้อหุ้นหรือตราสารหนี้หรืออะไรก็แล้วแต่ลงไป ว่าจะแบ่งเป็นจำนวนเท่าไหร่ อย่างไร
แล้วก็อาจจะเปลี่ยนแปลงวันละครั้ง หรือสามวันครั้ง หรือยังไงก็ได้ แต่เป็นแนวซื้อลงทุน ไม่ใช่เก็งกำไรระยะสั้น (ผมว่าทำช่วงนี้เด็ด เพราะหุ้นลงเยอะ)
มีตารางให้ดูผลตอบแทนเป็นสัปดาห์ๆ แล้วค่อยเก็บค่าสมาชิก หลังจากโชว์ฝีมือไปซักระยะ
ถึงจะมีพลาดมีผิด แต่ผมว่าคนส่วนใหญ่น่าจะมีปัญญาพอจะรู้ว่าคุณภาพของการวิเคราะห์มาถูกหรือผิดทาง
แบบนี้น่าจะพอเป็นได้นะครับ(ถือว่าช่วยลับฝีมือของทีมงานsiuไปด้วย)
แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร คิดว่าน่าจะพอช่วยๆกันอุดหนุนได้ล่ะนา
ขอบคุณมากครับ คุณ Ink คุณนัท
ผมรู้สึกซึ้งถึงคำของท่านอาจารย์ปรีดีที่เคยกล่าวไว้ว่า
“ความดีที่ทำไว้ ย่อมไม่สูญสิ้น”
ผมไม่คิดว่า SIU ได้ทำดีอะไร
แต่ได้ทำ “สินค้าคุณภาพ” จนผู้คนจำนวนหนึ่งพร้อมสนับสนุน
มันอาจจะไม่ได้สูงค่า แต่มันก็น่าจะมีค่าเพียงพอที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเห็นความสำคัญ
เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว กับสิ่งที่ได้ลงแรงไป
สมัยก่อน
ผมคิดง่ายๆว่า ถ้ามีเงินเราคงทำอะไรได้เยอะ
แต่คุณกานต์ได้สอนผมว่า เราอาจใช้วิธี Barter Trade
เอาแรงงานของเราไปแลกแรงงานคนอื่นได้
ทำให้ผมตาสว่าง และคิดว่า การสนับสนุนทำได้หลายทาง เราอย่ายึดติด
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน เงิน เวลา เราพร้อมรับเสมอ
แต่สิ่งสำคัญ คือ เราจะไม่รับฟรีเด็ดขาด เราต้องมีอะไรตอบแทนให้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็น ผลกำไรจากการลงทุน การโฆษณาให้ผู้สนับสนุน การให้ความรู้พิเศษ หรือแม้แต่การให้สิทธิ์ซื้อหุ้นของเรา ฯลฯ
สำหรับ คุณ Nut ผมขอบคุณอีกครั้ง
และข้อเสนอของคุณ nut น่าสนใจจริงๆ เดี๋ยวผมจะนำสิ่งที่คุณนัทเสนอ ไปกราบบังคมทูลทีมงานนะครับ
คุณกานต์ก็เคยคิดทำอะไรคล้ายๆที่คุณนัทเสนอนี่แหละครับ
แค่ได้เห็นว่า แฟนรายการ มีน้ำใจต่อเราอย่างจริงใจ ผมก็คิดว่า ผมได้กำไรแล้ว
ส่วนที่เหลือเป็นของแถม
ส่วนเรื่อง ASTV ที่คุณ Paganini และคุณ ink เสนอนั้น ผมได้ถามคุณสุรศักดิ์แล้ว ก็สนใจ แต่ไม่ทราบว่า ท่านอื่นในทีมสนใจหรือเปล่า
แต่ทีมเรายืดหยุ่นอยู่แล้ว ถ้าสนใจไม่เหมือนกันก็แยกกันทำ อะไรเหมือนก็ร่วมกันทำ
แต่ทั้งหมด มุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน
“ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า ก้าวสู่สังคมคลื่นลูกที่ 3″
ส่วนการติดต่อผมทำได้ที่
Bloomsburyman@hotmail.com
เมล์ใช้ติดต่อต่อกับสาธารณชนครับ คุณ Ink มีอะไรเขียนมาได้เต็มที่ครับ
ขอเป็น comment ที่ 999 แล้วกัน 555
รายการ Practical Utopia น่าจะลองเชิญท่านอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ดูนะ
เย้ 999 ดีใจ
จริงๆ ผมจะคุยกับคุณเจริญชัยหลังไมค์ แต่เห็นคุณ zneb พูดอย่างนี้ผมก็ต้องขอเป็นคนที่ 1000 สิครับ
อีกอย่างถ้าผมผิดพลาดจะได้มีคนช่วยแก้ด้วย คิดหลายๆ หัวย่อมดีกว่าหัวเดียว
แนวคิดที่ผมคิดไว้ก็คือ
1. ค่าสมาิฃิก
2. อบรมวิชาการ สัมมณา บรรณยายพิเศษ
3. ASTV
4. Sponsor
5. หนังสือ ทางทีมงานอ่านหนังสือมาเยอะมาก น่าจะสรุปออกมานะครับ แล้วตีพิมพ์นะครับ เรื่องรูปแบบคงต้องคิดกันทีหลัง แต่ทางนี้น่าจะไม่กินแรงเยอะเกินไป หรืออาจจะเอารายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดมารวมเล่ม (อันนี้ผมยืนยันว่าทำได้ เพราะผมสรุปรายการเก็บไว้)
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้แล้ว ทีมงานยังต้องฝากฝีมือมากกว่านี้ก่อนหนะครับ ถ้าให้ผมวิจารณ์ตรงสำหรับผลงานของทีม SIU 1 ปีที่ผ่านมาน่าจะยังไม่ถึงขั้นที่ก่อให้เกิดรายได้หนะครับ
ผมแบ่งผู้บริโภคข่าวสารแบ่งได้เป็น 4 ประเภทแล้วกันนะครับ ตามความรู้ และความสามารถทางเศรษฐกิจ
1. ชนชั้นล่างที่ไม่มีความรู้เลย คนกลุ่มนี้คงไม่สนใจเว็บนี้
2. ชนชั้นกลางล่าง คือกลุ่มพนักงานเงินเดือนทั่วๆ
3. ชนชั้นกลางสูง เช่นกลุ่มคนที่มีความรู้อย่างดี ผมขอจัดคุณ Zneb ไว้ในนี้แล้วกันนะครับ (ถ้าผมผิดไป ขออภัยด้วยนะครับ บางทีคุณ zneb อาจจะเป็นชนชั้นสูงก็ได้) ผมไม่แน่ใจว่าข้อมูลของทาง SIU จะมีประโยชน์แค่ไหน เพราะดูแล้ว คุณ zneb สามารถวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็วและทันกระแสกว่ามาก แต่คนกลุ่มนี้น่าจะเป็นผู้บริโภคข้อมูลที่มีคุณภาพสูง แต่การที่จะจับกลุ่มนี้ได้ต้องได้เจ๋งจริงๆ
4. ชนชั้นสูง เช่นผู้บริหารบริษัทบิ๊กๆ นักลงทุน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ีมีเงินทุนที่สามารถจ่ายค่าโฆษณาได้ ถ้าทางทีมงานสามารถให้ในสิ่งที่เค้าต้องการได้ ผมเกรงว่าข้อมูล และการวิเคราะห์ของทาง SIU จะยังไม่โดนใจคนกลุ่มนี้ เค้าน่าจะมีข้อมูลที่น่าเืชื่อถือกว่าเช่นจาก Broker ต่างๆ หรือทีมวิจัยของบริษัทของตัวเอง ทีม SIU ก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก ยังต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็นอีกครับ
คราวนี้ประเด็นก็คือ 1.ต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ 2.เข้าถึงผู้บริโภค ผมขอพูดประเด็นที่สองก่อนครับ ในความเห็นของผมคือยังต้องทำการบ้านอีกเยอะครับ กลุ่มแฟนยังแคบมาก และแฟนใหม่ๆ ก็ยังมีไม่เยอะ จริงๆ แล้วมีแฟนประจำอยู่นับจำนวนได้ ซึ่งจำนวนแค่นี้ ไม่น่าจะกำเนิดรายได้ที่จะทำให้รายการอยู่ได้นะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องคุณภาพสินค้า ปัจจุบันมีหนังสือพิมพ์คุณภาพอย่างกรุงเทพธุรกิจ ผจก.รายสัปดาห์ ที่เสนอเรื่องราวคล้ายๆ กัน ผมเอาจดหมายข่าวฉบับล่าสุดมาวิเคราะห์เป็นตัวอย่างแล้วกันนะครับ ว่าสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้แค่ไหน
1. ประเด็นการเมือง ทำได้ดีครับ
2. เขาพระวิหาร ยอดเยี่ยมครับ เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เสนอข้อมูลที่ขาดหายไปจากหน้าสื่ออื่นๆ เช่นหนังสือพิมพ์ นั่นคือความเป็นมาของความขัดแย้ง ผมไม่นับหนังสือเรื่องเขาพระวิหารที่ถูกตีพิมพ์เป็นเล่ม (ถ้ามี) เพราะว่ามันเข้าถึงคนได้ยาก
3. การวิเคราะห์ศก ทำได้ดีเหมือนกับครับ มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องนี้
4. เทคโนโลยี สอบผ่านครับ เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ถ้าเน้นให้ผู้บริโภคเห็น Trend ใหม่อย่างนี้่น่าจะดีนะครับ
5. ยุทธศาสตร์ ยอดเยี่ยมมากๆ ครับ เข้ากับสถานการปัจจุบัน ได้อย่างดี แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองสงบลง ไม่มีประเด็นร้อนให้วิเคราะห์ หัวข้อนี้จะดำเนินไปยังไงต่อครับ
ในความเห็นของผมคือเนื้อหาเหมาะกับคนกลุ่มที่ 3 ครับ แต่คำถามคือจะทำยังไงให้แข่งกับคู่แข่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้นได้ ทั้งในเรื่องคุณภาพ และการเข้าถึงผู้บริโภค
ผมว่าทางทีมงานน่าจะขยายไปทางกลุ่มที่อยู่ระหว่าง 2 และ 3 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากลุ่มที่ 3 มากนะครับ คนกลุ่มนี้คือวิศวะกร พนักงานบริษัทเอกชน ฯลฯ ที่มีหัวก้าวหน้าครับ ผมว่าการที่จะจับคนกลุ่มนี้ให้ได้ ต้องมีการปูพื้นฐานครับ แทรกเนื้อหาที่อ่อนลงเข้าไปเพิ่ม ในทำนองให้ความรู้ (ไม่ใช่การวิเคราะห์) โดยเฉพาะประเด็นทางเศรษฐกิจ ผมยอมรับเลยว่ามันเข้าถึงยากจริงๆ ผมจบคณะวิศวฯ มาเนี่ย ผมเ็ซ็งมากๆ เวลาอ่านข่าวแล้วเค้าพูดว่าเงินเฟ้อเป็นเท่าไหร่ ศก.ขยายตัวกี่ % ขาดดุลบัญชีเงินเดินสะพัด อเมริกามีปัญหาเรื่อง subprime ผมถึงต้องขวนขวายเรียนเองนอกห้องเีรียน
นอกจากนี้น่าจะลองเอายุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงๆ มาวิเคราะห์ให้เห็นเช่นการแข่งขันกันจริงๆ ของบริษัทต่างเป็นต้น
ลองสังเกตสิครับว่าหนังสือเกี่ยวกับการเล่นหุ้นของดร.นิเวธ เหมวชิรการ ขายติดอันดับ Best Seller ของร้านอย่าง Se-ed มาเป็นสิบปีแล้ว ตอนนี้ยังติดอยู่เลย
ความเห็นของผมต้องมีข้อบกพร่องอีกมาก ขอเชิญผู้รู้ทั้งหมายมาช่วยแต่ง ช่วยแก้ด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
จริงๆ เรื่องที่ลูกค้า กลุ่มไหน ใช้ยุทธศาสตร์ยังไง ผมเคยวิเคราะห์ให้ทีมงานฟังคร่าวๆไปแล้ว
จึงอยากให้คนอื่นแสดงความเห็นกับ โครงร่างของคุณ Ink บ้าง
โดยเฉพาะคุณมาร์ค กานต์ และสุรศักดิ์
ผมตอบในส่วนของผม ซึ่งคิดว่ายังไม่เคยตอบ
1. กลยุทธ์ ในจดหมายข่าว ผมสามารถวิเคราะห์เรื่องอื่นได้ มีเรื่องใหม่ๆเสมอครับ ไม่มีปัญหา
2. เรื่องนำ รายการ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” มาทำเป็นหนังสือ ทางบริษัทย่อยของผู้จัดการติดต่อมาครับ คุยกัน 3-4 รอบ แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเงียบหายไป เดี๋ยวต้องรอให้คุณสุรศักดิ์โทรไปสอบถามดูครับ
3. ทำหนังสือ คุณกานต์กะจะทำ Challenge 2010 เป็นหนังสือ
4. จดหมายข่าว อาจจะดีจริง แต่คนสนใจน้อย กินพลังงานมาก คุณกานต์และพวกเราอาจพักไว้ก่อน โดยไปเน้นที่ข้อ 3 ก่อน
5. คุณมาร์ค เคยเสนอให้ขยายฐาน เอาใจผู้อ่านเกรด B บ้าง เขาเสนอมาหลายแนวทาง
ซึ่งบางอย่างผมไม่ถนัด แต่สิ่งที่คิดว่าทำได้ คือ “ศิลปวิจารณ์” วิเคราะห์หนัง เพลง หนังสือ ให้ลุ่มลึกกว่าปรกติ ระดับ B แต่ไม่ต้องถึง A
ถ้าทำตรงนี้ได้ จะช่วยลดความดุเดือดของ SIU ซึ่งเน้นอะไรที่กระหายเลือดเกินไป ทำให้ดูน่ารักนิ่มนวล
อีกอย่าง ผมคิดว่า ความภักดีใน Brand ส่วนหนึ่งมาจาก ศิลปะ ผมเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ เคร่งครัดในการออกแบบมากๆๆ พอๆๆๆกับตัวสินค้า
ลองฟังความเห็นของท่านอื่นดูนะครับ
ปล. วันนี้ผมไปทานข้าวกลางวันกับคุณสุรศักดิ์ ได้ข้อสรุปตรงกันว่า วิกฤตครั้งนี้ โดยมี Lehman เป็นสัญญาณเด่นชัด น่าจะมีการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ เพื่อขายกับคนกลุ่มต่างๆ
น่าเสียดายที่ไม่ได้จัดรายการ ไม่งั้นจะสรุปรวบยอดให้ฟัง
ปล. พึ่งนึกได้ๆ
zneb 999
ink 1000
แต่
ผม
big 1001 (กระทู้ที่แล้ว)
นิยายเรื่องดัง 1001 ราตรี
ลึกซึ้งไหม ยังไม่เคยอ่าน แต่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้อ่าน
เลขสวยๆ หวังว่าจะเป็นฤกษ์ดี
ขอบคุณ คุณ nut คุณ zneb คุณ ink และทุกท่านที่ร่วมแสดงความเห็น
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ไปสัมมนากับงานสัมมนาเชิงวิชาการในหน่วยงานรัฐ (แบบกึ่งวิสาหกิจ) แห่งหนึ่ง ได้รับความรู้ตามสมควร ผมเผอิญไปเห็นหน่วยงานแห่งนั้นได้จัดทำ “จดหมายข่าว” ในลักษณะเดียวกับที่ทาง SIU ได้จัดทำ จริงๆเรื่อง “จดหมายข่าว” เป็นเรื่องปกติของหน่วยงานรัฐแบบนี้ในทุกๆที่อยู่แล้ว ผมพบว่าเขาจัดทำรูปเล่มสี่สีสวยงาม เนื้อหาก็โอเคน่าสนใจ เผอิญได้พูดคุยกับ มิตรสหายท่านหนึ่ง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลและจัดทำจดหมายข่าวขึ้น ผมจึงได้ทราบว่าเป็น connection และรับจ้างเหมารับทำงานเชิง PR และจัดสัมมนาแบบนี้แบบครบวงจร
ผมคงไม่เล่ารายละเอียดมากกว่านี้นะครับ แต่ผมเริ่มมารู้สึกว่าสำหรับบ้านเราถ้าคิดอยากจะอยู่รอดก็คงต้องหาทางพัฒนาสายสัมพันธ์พิเศษ กับคนในหน่วยงานรัฐ ถึงที่สุดก็คงเข้าไปสู่แวดวงทางการเมือง หรือใหญ่กว่านั้น แล้วก็หาทางเข้าสัมปทาน หรือรับเหมางานกับรัฐบาลแบบนี้
พูดง่ายๆ ว่าหาเงินจากรัฐบาลนั่นเอง ถ้า SIU หรือหน่วยงานวิจัยรุ่นใหม่อยากเอาตัวรอด ก็คงต้องทำแบบนี้
อีกวิธีที่ยากกว่าคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพแล้วลองหาตลาดที่เป็นเอกชน เพื่อช่วยเขาส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพตนเองในระยะยาว ส่วนตัวผมเชื่อนะครับว่า จดหมายข่าวของ SIU มีคุณภาพที่ดี ซึ่งอันนี้วัดจากความสามารถในเชิงคำอธิบาย และการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้ ผมกล้าพูดว่า ในบรรดารายงานวิเคราะห์เชิงการเมือง ไม่มีรายงานฉบับไหนคาดการณ์ได้ใกล้เคียงขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละมันใช้แรงงานมากกว่าธรรมดา
ผมคงมองอย่างง่ายๆ ไปหน่อยว่า หน่วยงานธุรกิจ และภาครัฐ คาดหวังรายงานลักษณะนี้ เพื่อวางแผนและเตรียมการรัฐสถานการณ์ล่วงหน้า แต่เข้าใจว่าจากผลตอบรับที่ผ่านมา (ผมไม่ได้ดูจากเฉพาะ response ในเว็บ) แต่มีสหายบางท่าน นำไปให้ที่อื่นๆได้รับชมและวิจารณ์กันด้วย
ผลที่ออกมาคือ การวิเคราะห์ดี การคาดการณ์โอเค แต่ดูเหมือนมี “อคติ” ส่วนตัวผมไม่ค่อยเข้าใจคำวิจารณ์คำว่า “อคติ” เพราะถ้ามันวิเคราะห์สถานการณ์ได้เคลียร์ และคาดการณ์ได้ถูกต้องจะเรียกว่ามีอคติได้อย่างไร?
ในขณะที่รายงานวิเคราะห์จากสถาบันวิเคราะห์ชื่อดัง ผมไม่เคยเห็นวิเคราะห์การเมืองได้ใกล้เคียงแม้แต่น้อย แต่กลับมีคนชื่นชมกันไปทั่ว ทั้งในแวดวงนักวิเคราะห์ไทยและต่างประเทศ รายงานฉบับนี้ได้รับการชื่นชมว่าวิเคราะห์ได้ดีและ “ไม่มีอคติ”
ดังนั้นผมคิดว่าคงมีอะไรผิดปกติสักอย่างกับสังคมไทย หรือพูดให้เบากว่านั้นคือตลาดข้อมูลข่าวสารเมืองไทย ยังไม่ต้องการรับสินค้าที่มีการคาดการณ์ ที่ “ตรงไปตรงมาเกินไป” และการคาดการณ์เพื่อการวางแผนล่วงหน้า “ไม่จำเป็นเท่าเส้นสายและ connection” รายงานการวิเคราะห์ที่ออกมาก็เลย “อย่างนั้นๆ” และวิเคราะห์ผิด ก็วิเคราะห์ใหม่ไปเรื่อยๆ ผิดก็แล้วไป ถูกก็ค่อยออกมาคุยข่มทับชาวบ้านที
เราไม่มีสถาบันประเมิน หรือจัด rating ของรายงานการวิเคราะห์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ผมคิดว่าถ้าให้ผมเลือกระหว่างทางแรก (หาเงินจากรัฐ) และทางที่สอง (ขายภาคเอกชน) ผมคงสะดวกใจกับทางที่สองมากกว่า แต่ถ้าไม่ได้และตลาดไม่ตอบรับจริงๆ ผมก็คงต้องยอมรับว่า เราเป็นผู้มาก่อนกาล ในอนาคตอีกสัก 5-10 ปี ข้างหน้า สิ่งที่เราทำคงเป็นเรื่องธรรมดา และถึงตอนนั้นผู้คนคงพร้อมยินดีสนับสนุน (คนที่ทำเรื่องนี้ในตอนนั้น) มากกว่านี้
ผมคิดว่าขุนพลที่ดี ก็ควรรู้จักว่าเมื่อใดควรรุก แต่ขุนพลที่ยิ่งใหญ่ก็ควรจะรู้ว่าเมื่อใดควรถอย หากไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ประสบความสำเร็จ แล้วเก็บและสรุปบทเรียน
มาถึงตรงนี้ผมก็ต้องขอบอกกับทุกท่านว่า ทำมาได้ถึงตรงนี้ก็เกิดความคาดหวังของผมเยอะมากแล้วครับ
ส่วนเรื่อง astv ผมคิดว่าด้วย connection เดิม ที่คุณสุรศักดิ์ และคุณเจริญชัย เคยไปจัดรายการมาก่อนใน คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน หลังการเมืองคลี่คลายก็สามารถเข้าไปทำได้สบายมากครับ
แต่ผมคงไม่ทำด้วยนะครับ เพราะมีความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน อันนี้ก็ขอพูดตรงๆ
แต่อย่างไรก็ตามผมก็ขออวยพรให้ทั้งสองท่านประสบความสำเร็จ หากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
ถึงคุณเจริญชัย หนังสือเรื่อง จอมคนแผ่นดินเดือด นั้นนะ สุ แนะนำให้เพื่อนอ่าน เอาไปให้แค่ เล่ม 1-3 เพื่อน ทิ้งไว้ตั้ง สี่ ห้าเดือน ไม่เคยแตะ ตอนนี้โทรมา บอกว่า สนุกมาก รู้ยังงี้ อ่านตั้งนานแล้ว เค้าอ่าน วันละเล่มแนะ วางไม่ลง สุซื้อไว้ แค่ เล่ม สิบ แล้วไม่คิดจะซื้อ ต่อ เพราะว่า พระเอกชนะหมดแล้ว ไม่เหลือใครให้ต่อสู้แล้ว เพื่อนบอกจะช่วยแชร์ เห็นที ต้องอ่านให้จบ ซะแล้ว อย่างน้อย เวปนี้ ก้อมีประโยชน์นะค่ะ
คุณกานต์ครับ
ผมอ่านจดหมายข่าวแล้วผมอึ้งครับ เพราะว่ามันดีมากจริงๆ ทำขายเป็นหนังสือได้เลยครับ
ถ้าคิดว่าผมจะช่วยอะไรได้ก็ไม่ต้องเกรงใจะครับ ผมยินดีช่วย ถ้าทำได้ผมก็เต็มที่อยู่แล้ว
เมื่อวานผมนอนไม่หลับ เพราะคิดเรื่องคุณกานต์นี่แหละ
ตื่นเช้ามาผมเล่าให้แม่ฟัง แม่ผมก็ด่า ผมหลายประเด็น
แต่เมื่อมาอ่านข้อความที่คุณกานต์โพสต์จริงๆ กลับไม่แรงอย่างที่คิด
ผมก็สบายใจ
เรื่อง astv นั้น ผมพูดจริงๆว่า ไม่ได้คิดอย่างจริงจังเลย แต่แฟนรายการเสนอมา ผมก็ต้องตอบเอาใจเสียหน่อย
แต่อย่างไรผมก็พร้อมสนับสนุนอุดมการณ์ของคุณกานต์ เพราะมันก็ใกล้เคียงกับผม
คือ คลื่นลูกที่ 3
เพียงแต่ “วิธีการ” อาจจะต่างกัน ผมเน้นใช้กลยุทธ์ ไม่ปะทะโดยตรง
ส่วนเรื่อง “จดหมายข่าว” ยังไม่เป็นที่ยอมรับนั้น
ก็อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ
แต่อย่างหนึ่งที่ผมคิดได้ และคิดว่าสำคัญ คือ
“การบ่มเพาะบารมี”
หมายความว่า เราต้องค่อยๆสร้างความรับรู้ สร้างความยอมรับ ไปเรื่อยๆ
แล้วสักวันหนึ่งมันจะจุดระเบิด
555 แต่คุณ ink ก็เข้ามาตอบว่า ทำขายเป็นหนังสือได้เลย
ผมเห็นด้วย และบอกคุณกานต์ไปตั้งแต่ตอนทำเสร็จใหม่ๆแล้ว
ถ้าเป็นจดหมายข่าว 2 ผมยังไม่ซื้อ แต่ถ้าเป็น 3 ผมจะซื้ออุดหนุน 1 เล่ม
บางที ถ้าทำขาย อาจมีคนฮือฮากว่านี้ แต่พอเป็นของฟรี คนเลยไม่ค่อยยอมรับ
ส่วนที่คุณ สุวรรณี บอกมานั้น ผมว่าน่าสนใจ
“เอาไปให้แค่ เล่ม 1-3 เพื่อน ทิ้งไว้ตั้ง สี่ ห้าเดือน ไม่เคยแตะ ตอนนี้โทรมา บอกว่า สนุกมาก รู้ยังงี้ อ่านตั้งนานแล้ว”
งานของคุณกานต์ก็คงเหมือนกัน คงต้องรอเวลา ความผิดพลาดระหว่างผู้รับสารกับผู้ส่งสาร มีตลอดเวลา
นี่จึงทำให้ “กลยุทธ์” เป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรให้ “ของดี” ได้รับการรับรู้ กลายเป็นกระแสขึ้นมาได้ ซึ่งมีปัจจัยมากมาย
ผมยินดีช่วยคุณกานต์ และผมคิดว่า ทีมงาน SIU ทุกคนก็ยินดีครับ
ผมเข้าใจจุดยืนของคุณกานต์นะครับเรื่อง ASTV คนเราต้องมีแนวทางเป็นของตัวเอง จะอ่อนลู่ลมไปก็ไม่ดี คงจะสร้างบารมีไม่ได้ ยังไงก็จะสนับสนุนทีมงานต่อไปครับ
ถ้าให้ผมวิจารณ์จดหมายข่าว
1. คุณภาพดีมาก
2. ประชาสัมพันธ์เป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข เพราะเข้าไม่ถึงกลุ่มลูกค้าเลยครับ มีแต่แฟนประจำ ซึ่งจริงๆ แล้วเว็บ SIU ก็มีปัญหานี้นะครับ ผมไม่เห็นเว็บ SIU มีการโปรโมตที่ไหนเลย น่าจะมีการขอความช่วยเหลือเว็บที่อยู่ในแนวเดียวกันเช่น วิชาการ.com แต่อันนี้ต้องแล้วแต่แนวทางของเว็บด้วยนะครับ
3. ชื่อเสียง และบารมีของทีมงานนั้นมีผลต่อความนิยมของจดหมายข่าว และเว็บไซด์ครับ ในระยะสั้นมันมีผลมากกว่าคุณภาพเสียอีกครับ ต้องใช้เวลาสร้างสมตรงนี้ครับ
จดหมายข่าวเป็นสิ่งที่ดี แต่อาจจะยังไม่เหมาะกับสถานภาพปัจจุบันของเว็บนะครับ แล้วมันกินแรงมาก ผลที่ได้อาจจะไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับการทำสื่อรูปแบบอื่น
ส่วนรายการ PU นั้นน่าติดตาม เพราะรูปแบบเป็นวีดีโอเข้าถึงได้ง่าย แต่ถ้าต้นทุนมันสูงจนเกินไป และจะเปลี่ยนมาเป็นเสียงอย่างเดียว อย่างเศรษฐศาสตร์ตลาดสด หรือลดคุณภาพการผลิตลง (ผมหมายถึงถ้าจำเป็นนะครับ) โดยส่วนตัวผมๆ ก็ยังจะติดตามนะครับ ผมสนใจเนื้อหามากกว่าครับ
คุณกานต์พูดถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ผมเลยนึกได้ว่าเว็บของวิชาการ.com นั้นอยู่ได้เพราะมีสปอนเซอร์หลักเป็นปตท. แต่อันนี้มันก็แล้วแต่แนวทาง และอุดมการณ์ของทีมงานด้วยหนะครับ ทีมงานน่าจะได้ทำงานด้วยแนวทางของตนเอง ถึงจะมีความสุข และผลิตผลงานดีๆ ออกมาได้
ส่วนอันนี้นอกเรื่องสุดๆ ครับ คุณเจริญชัยพูดถึงการวิจารณ์หนัง และเพลง ไม่ทราบว่ามีแนวทางจะทำยังไงบ้างครับเพื่อให้มันเป็นเกรด A ไม่ใช่เกรด B หนังนี่อาจจะง่ายหน่อย ส่วนเพลงนี่หนะเป็นปัญหา ผมเคยทำอยู่พักหนึ่ง แต่ก็เลิกไปเพราะไม่พอใจในคุณภาพ คิดไม่ออกว่าควรจะทำยัง ให้ผู้อ่านได้อะไรไป ขอความคิดเห็นหน่อยสิครับ
ตอนแรก ผมกังวลใจร่วมกับคุณสุรศักดิ์ ว่าจะปลอบประโลมใจคุณกานต์อย่างไรดี
ผมคิดหัวแทบแตก ก็ยังรู้สึกว่า ไม่ดีพอ
เหตุผลที่ยกมาของผมอาจจะดี แต่ผมคิดว่ายังไม่ทำให้คุณกานต์พอใจ
แต่พออ่านความเห็นคุณ ink แล้ว ผมรู้สึกว่า เป็นคำตอบที่ดีมาก
อธิบายได้หมด ทั้งเรื่องจังหวะเวลาที่ยังไม่เหมาะสม การต้องบ่มเพาะชื่อเสียงก่อน อาจต้องพึ่งการโปรโมตจากที่อื่น ฯลฯ
ผมคิดว่า ความคิดเห็นค่อนข้างมีลักษณะกลยุทธ์ โดยเฉพาะข้อ 3 รวมถึงเมื่อวิจารณ์โดยเปรียบเทียบกับ PU
อ่านแล้วก็ทำให้ผมเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของเราได้คมชัดขึ้น ทำให้มีกำลังใจและเกิดแนวทางในการปรับปรุงต่อไป
ส่วนเรื่องวิจารณ์เพลงนั้น ผมพูดไปอย่างนั้น คิดว่าคงเน้น หนังสือ และภาพยนตร์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ผมเคยคิดจะทำวิจารณ์เพลงเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะที่ผมชอบๆ แต่สุดท้ายก็คิดว่ายากมาก
ที่พอจะทำได้คือ เพลงคลาสสิคมากกว่า ผมว่าเพลงที่มีเนื้อร้อง วิจารณ์ยากมาก
ถ้าวิจารณ์ต้องทำอิงกับบริบท
เช่น Norwegian Wood ของ Beatles ผมคงเอามาอิงกับบรรยากาศในเรื่อง Norwegian Wood ของ Murakami ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเพลงนี้ ผมคิดว่ามาเปรียบเทียบกัน ก็จะทำให้เพลงมีคุณค่าเพิ่มขึ้น เห็นภาพชัดขึ้น
Hotel California ผมก็จะวิจารณ์ท่อนขึ้นต้นด้วยเสียงกีตาร์ ซึ่งนิ่มละมุน เหมือนเดินอยู่บนมือของเทพเจ้า เสียงเพลงลื่นคอเหมือนเหล้าชั้นดี บรรยากาศสบายๆ เหมาะกับฟังผ่อนคลายมากๆ
Take it easy ฟังแล้วเหมือนนั่งอยู่บนรถสปอร์ต เปิดประทุน สัมผัสกับสายลมแสงแดด เข้ากับบรรยากาศความเป็นอเมริกันยุคคลาสสิค ซึ่งมีท้องทุ่งยาวเหยียด ท้องถนนยาวไกล ฟังแล้วสมบุกสมบันลูกท่งกว่า HC
Bee Gees แว่วหวานแต่ไม่เลียน ความหมายเรียบแต่ลึก โดยเฉพาะ Word ชอบท่อนแรกมาก พูดถึงรอยยิ้มที่กินใจติดตรึง
เพลงไทย ผมชอบอยู่วงเดียวตอนนี้ BodySlam
“ความเชื่อ”
ให้ความรู้สึก เหมือนเราเป็นศิลปินคนหนึ่ง แม้ว่าความฝันของเราจะเป็นวิศวกรก็ตาม ที่ทำงาน กลับบ้าน กลับบ้าน ทำงาน ด้วยความเหนื่อยอ่อน ตกดึกอาจแวะจิบเบียร์เย็นๆ สักแก้ว เพื่อดื่มด่ำในสุนทรียรสของยามค่ำคืน เพลงมีทำนองประมาณนั้น แต่แล้วเมื่อถึงเวลางาน ผมก็บุกบั่น สร้างสรรค์ ดุจดั่งประกอบกิจกรรมศิลปะ แม้ว่าจะเป็นงานเชิงการเมืองก็ตาม
แต่สุดท้ายก็ถึงยามที่ต้องดิ้นรน ผมก็พยายามจุดประกายความฝันให้สวยงาม เพื่อให้ผ่านโลกโหดร้ายไปได้
เนื้อเพลงสวยมาก มีทั้งความดีใจ ความท้อใจ ความอดทน แรงบันดาลใจ ผสานกันจนกลมกล่อม
ส่วนอีกเพลงที่อยากวิจารณ์ คือ “อกหัก” และ “ยาพิษ” ซึ่งอยู่ในอัลบั้มใหม่ ตอนแรกผมชอบน้อยกว่าอัลบั้มเดิม แต่ตอนนี้ชอบมากกว่า
ผมคิดว่า ศิลปะ Theme ของอัลบั้มนี้ ฉีกไปอีกแนวหนึ่งเลย ลดความหวานนุ่ม เพิ่มความหวานแหลม ฟังแล้วกระตุ้นเร้ามากกว่า ลีลาเร่าร้อนแต่เนียนสลวย
ดนตรีมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ละเพลงมีความแตกต่าง แต่ทั้งหมดหลอมกลืนกันด้วย Theme เดียว
สะท้อนชีวิตของคนปัจจุบัน ซึ่งกำลังแตกต่าง ขัดแย้ง แต่มีความงามในตัวอง
ความงามของสังคมเมือง ซึ่งอาจหรูหราฉูดฉาด รีบเร่ง
แต่ศิลปะก็สามารถจัดระเบียบให้เกิดเป็นความ “หวานแหลม” ที่พอเหมาะ
ผมชอบท่อนสุดท้ายมาก
“ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ”
ปล. ไม่รู้คำตอบจะถูกใจคุณ ink หรือเปล่า
ผมว่าคุณเจริญชัยเป็นนักวิจารณ์เพลงได้แล้วหละครับ
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วขอโปรโมตวงเพื่อนผมหน่อยแล้วกันนะครับ พึ่งออกเทปมา มีให้ฟังสองเพลง พร้อมกับคลิปแสดงสดครับ
http://chatdo.hi5.com
ผมได้โทรคุยกับเพื่อนของผมที่พึ่งออกเทปคนนี้ เค้าก็มีปัญหาคล้ายๆ กับ SIU เรื่องที่ว่ามีผลงาน แต่ว่ายังไม่ติดตลาด ยังไม่มีคนรู้จัก ยังไม่สร้างยอดขายที่ทำให้ร่ำรวย ยิ่งสถานการณ์เทปผีซีดีเถื่อนระบาดหนักอย่างนี้
ผมก็บอกเค้าไปว่าให้คิดถึงวง Guns ‘n’ Roses วงร๊อคดังๆ ระดับโลกอย่างนี้ หรือแม้แต่ The Beatles, Black Sabbath พวกนี้ก็เริ่มจาก Garage Band ทั้งนั้นครับ เริ่มจากใจรักในสิ่งที่ทำ ได้เงินจากการตะเวนเล่นดนตรีตามผับ หรือเป็นวงเปิดในคอนเสิร์ตให้ศิลปินดังๆ มาก่อนทั้งนั้น จนกระทั่งผลงานไปโดนใจแมวมองระดับท้องถิ่น เพลงก็จะได้ออกในวิทยุท้องถิ่น จากนั้นก็จะไปโดนใจแมวมองระดับชาติ เพลงก็จะได้ไปเปิดทั่วประเทศ และระดับโลกต่อไป ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลาทั้งนั้นครับ ไม่มีวงร๊อคที่ยิ่งใหญ่วงไหนหรอกครับที่เริ่มมาจากลูกเศรษฐี มารวมตัวกัน แล้วก็ทำจนดังไปทั่วโลก เค้าก็เริ่มจากศูนย์ และสภาพที่ได้รับผลตอบแทนน้อยนิดนั้นเป็นเรื่องทีต้องเจอครับ แต่พอเค้า make it big เมื่อไหร่คราวนี้เรื่องรายได้มันก็มหาศาล มีช่องทางเยอะไปหมด ผมว่าทีม SIU แค่ปีเดียวเองนะครับ ปีนี้ถึงจะมีผลงานดีแต่ก็น่าจะได้เห็นว่ามีข้อต้องปรับปรุงคือ การตลาด น่าจะถือว่าปีนี้เป็นการเรียนรู้มากกว่า
คุณ zneb ครับ จะรังเกียจไหมครับ ถ้าผมจะขอ email ไว้ เผื่อจะขอคำปรึกษาหนะครับ ส่วนมากก็จะเป็นแนวทางว่า ถ้าผมจะศึกษาด้วยตนเองควรจะอ่านเรื่องไหนดี เล่มไหนดี ผมเคยเข้าไปนั่ง sit in วิชา macroeconomics ได้อยู่ 3 ครั้ง รู้สึกชอบมากๆ แต่ว่าทนความขี้เกียจกับ workload ไม่ไหว เลยเลิกไป ซื้อหนังสือมาอ่านเองดีกว่า แต่ว่าถ้ามีแนวทางผมจะไปได้เร็วขึ้นหนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ink อีกสักครั้ง
ผมว่า ถ้าทีมงานอ่านทุกความเห็นที่แฟนให้กำลังใจและคำแนะนำ
ผมว่า ยืนหยัดสู้ต่อแน่นอนครับ
ส่วนที่คุณ ink พูดถึงว่า มันต้องใช้เวลานั้น ผมเข้าใจครับ
แต่ทีนี้เวลาทำจริงมันมีปัญหายิ่งกว่านั้น
ข้อได้เปรียบของพวกเราคือ การเล่นเป็นทีม
โต้เถียง ปรับจูนแนวคิด ทำให้ตกผลึกที่ซับซ้อน
แต่ข้อเสียคือ มีจุดยืนและมุมมองที่แม้จะคล้ายกัน แต่ก็มีความต่างในบางระดับ
จึงทำให้มีปัญหาย่อยๆเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งก็ลุกลาม
1. ตัวผมเอง เน้นในเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมจะปรับตัวและยืดหยุ่น สมัยก่อนเน้นระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ตอนนี้ให้ความสำคัญพอๆกัน ขาดความรู้เรื่อง IT แต่ก็มาเสริมเรื่อง ศิลปะให้ทีมแทน
2. มาร์ค ข้อเด่น คือ รู้จักจับกระแส Trend และสร้างฐานมวลชน แต่ก็มักจะโน้มน้าวทีมไม่ค่อยได้ เพราะผมเน้นสร้างคุณค่าเชิงสังเคราะห์ ซึ่งอาจไม่ตาม Trend แต่เก็บได้นาน ส่วนคุณกานต์เน้น “คุณค่าที่เป็นวิทยาศาสตร์” คือ ของดีจริง แต่ไม่เอาใจผู้เสพ ก็เลยอาจได้ฐานน้อย ส่วนสุรศักดิ์เน้นตรงประเด็น อะไรที่ไม่เกี่ยวก็พยายามตัดทิ้ง ก็ดี ทำให้ใช้ทรัพยากรเปลืองน้อยลง แต่ข้อเสียคือ บางอย่างที่ดูเผินๆไม่เกี่ยวก็อาจจำเป็น
ดังนั้น จึงขัดแย้งกันพอสมควร แต่ล่าสุด ผมเริ่มเห็นด้วยกับคุณมาร์ค เน้นผู้ฟังระดับ B มากขึ้น แต่เผอิญทีมท้อแท้กันก่อน
3. กานต์ จุดเด่น คือ การเก็บข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย ทำงานหนัก แต่จุดที่มีปัญหาคือ ไม่เน้นการตลาด ไม่เน้นยุทธศาสตร์ ยอมประนีประนอมได้บ้างระดับหนึ่ง แต่ยังเชื่อว่า “ของดี” ขายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็ขัดกับ คุณมาร์คอีก ที่ต้องการตาม Trend ขัดกับผมที่เน้นยืดหยุ่น ขัดกับสุรศักดิ์ที่เน้น Core ไม่ต้องการสร้าง Ecology และเน้นขายได้ทันที
เลยมีความไม่ลงตัวอยู่ในนั้น ต้องใช้เวลาปรับตัวกันครับ
โชคร้าย ที่เราไม่มีผู้ใหญ่ ที่เป็นคนกลางคอยไกล่เกลี่ย รวมถึงทรัพยากรจำกัด จึงยิ่งซ้ำเติมวิกฤต
นี่ขนาดไม่ได้ขัดกันแบบผลประโยชน์หรือนิสัยนะ เพียงแค่มุมมองและวิสัยทัศน์แตกต่างกันในรายละเอียด (ใหญ่ๆคงเหมือนกัน) ยังยุ่งขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงทีมอื่น
ปล. นี่เป็นมุมมองส่วนตัวผมว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร จะผิดถูกอย่างไรก็ขออภัยด้วย
ขออภัยทุกท่านจริงๆ ที่ไม่สามารถปลีกเวลามาตอบเรื่องเศรษฐกิจอะไรได้เลย และต้องขอบคุณ คุณ zneb เป็นอย่างสูงที่ตอบแทนผมได้อย่างมีคุณภาพและเหนือกว่ามืออาชีพหลายคนในตลาด ที่ผมเขียนเช่นนี้เพราะผมมีอาชีพเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง จึงพอจะทราบว่างานแบบมืออาชีพเป็นอย่างไร ซึ่งข้อเขียนของคุณ zneb เหนือกว่ามาตรฐานมืออาชีพครับ
ตอนนี้ ปัญหาเศรษฐกิจมันซับซ้อนและเพิ่มจำนวนปัญหาใหม่ๆมาก ผมเองแทบจะไม่มีเวลามาตอบอะไรพวกท่านได้เลย ครั้งก่อน คุยกับคุณเจริญชัย ถ้ามีรายการวิทยุ ผมอาจจะบอกเล่าเรื่องวิกฤติการเงินครั้งนี้ เพราะพูดมันง่ายกว่าเขียน
ขออภัยและขอบคุณทุกท่าน
อยากเชิญชวน ทุกท่าน มาเล่นสนุก ลับสมองกัน
“บ้านเมืองมืด Lehman ล่ม Politics แย่ มาผ่อนคล้ายด้วย “หนังสือชั้นเลิศ” กันดีกว่า”
http://www.siamintelligence.com/smf/index.php?topic=10.0
ผมพึ่งเข้าไปโพสต์ในเวปบอร์ด มาช่วยอุดหนุนกันเยอะๆนะ
อย่าปล่อยให้ผมเหงาเศร้าเพียงลำพัง
ส่งเสียงหน่อยครับ
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000110661
อ่าน Link นี้ ดีกว่า เข้าใจง่ายดี
[...] ตอนที่ 3 – สัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ [...]
[...] ตอนที่ 3 – สัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ [...]
[...] ตอนที่ 3 – สัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ [...]
“แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการเมือง ย่อมรู้สึกดี ที่อธิบายให้ดูง่าย” จากความเห็นของคุณเจริญชัย on September 4th, 2008 10:33
ก่อนอื่นต้องขอบคุณคณะผู้จัดและทีมงานที่จัดทำสื่อที่ดีนี้น๊ะค่ะ (ปกติตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มคนที่ดู ฟัง คิดแต่ไม่ได้ทำอะไร) จนกระทั่งปัญหาบ้านเมืองช่วงสงกรานต์ที่เกิดขึ้นนี้น่ากลัวมาก ด้วยความที่ตัวเองเป็นมนุษย์เงินเดือนระดับล่างๆ จึงไม่ค่อยเข้าใจศัพท์หลายคำที่นักการเมือง, นักวิชาการ, พิธีกร ในหลายๆ สื่อ ที่พูดกัน เลยคิดว่ามันต้องมีสื่อที่ให้ความรู้เราได้อย่างถูกต้องซิ…จึงเริ่มท่องเน็ตไปเรื่อย (พอดีวันหยุดยาว)..จนกระทั่งเจอเว็ปนี้ และอยากให้กำลังใจทีมงานและผู้ดำเนินรายการน๊ะค่ะ เพราะส่วนตัวหลังจากฟังที่ อ.ณรงค์ สอนคิดว่าเข้าใจมากขึ้นค่ะ ในฐานะคนไม่รู้เรื่องการเมืองเลย โดยเฉพาะคำที่อ.ณรงค์ อธิบาย “ประชานิยม” อาจารย์บอกมี 2 ระบบ แบบนิยมประชาชน กับ ประชาชนนิยมตัวเอง
อืมม….ไม่เคยหยุดคิดคำนี้เลยอ่ะค่ะ…ขอบคุณค่ะ ^^