Practical Utopia Practical Utopia ตอนพิเศษ สัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ



โครงการ Challenge Thailand 2010 เป็นการสัมภาษณ์ผู้นำความคิด ผู้บริหารนโยบายสาธารณะ นักวิชาการอาวุโส ผู้นำภาคประชาชนที่มีมุมมองต่อความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยบริบทการสัมภาษณ์เป็นการใช้ความเป็นไปได้ของประเทศไทยในอนาคต ที่ถูกกำหนดโดยสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

Challenge Thailand 2010 ตอนที่สามเป็นการสัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้ได้พูดถึงสถานการณ์การเมืองหลังพันธมิตรฯ บุกทำเนียบรัฐบาล, ความแตกต่างระหว่างทุนนิยมชนิดต่างๆ, เศรษฐศาสตร์การเมืองคืออะไร และอนาคตของประเทศไทยจากมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ แนะนำให้ผู้ชมรายการ Practical Utopia อ่านหนังสือ Encyclopedia of Political Economy ของ Phillip Anthony O’Hara เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง

บทความของ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (คัดมาเป็นบางส่วน)


โครงการ Challenge Thailand 2010 ครั้งที่ผ่านมา

 

  • chanwit

    บอกได้คำเดียวครับ cool มาก

    ผมชอบสุดตอน
    1. “ทุนเหมือนแมว”
    2. คุณเจริญชัย หาว

    เนื้อหาที่เป็นทฤษฎีของอาจารย์แน่นมาก ๆ ครับ ตอนนี้ต้องโหลดเก็บไว้ดูเป็นความรู้

  • Jobb

    เป็นบทที่ให้ความรู้อย่างมากครับ ดูแล้วหายเครียดไปเลย น่าจะมีรายการโทรทัศน์เชิญอาจารย์ไปให้สัมภาษณ์บ้างนะครับ เพราะชักเบื่อนักวิชาการขาประจำที่มานั่งวิเคราะห์แต่ประเด็นปลีกย่อยที่ประดัังมาในแต่ละวัน ชวนให้ชาวบ้านหมกมุ่น ไม่ค่อยมีความรู้ ไม่ค่อยสอนให้คิดเองเลย ถ้าได้ฟังอาจารย์อธิบาย คงมีทางออกให้ความคิดของตัวเอง

  • SI FC

    ฟัง อ.ณรงค์ แล้วอยากฟัง อ.พิชิต กับ คุณสฤณี ครับ ในคำถามเดียวกัน
    ใครเป็นคนต่อไปครับเนี่ย? อดใจรอแทบไม่ไหว
    อยากฝากพิธิกรให้ถามแย้งสักหน่อยครับหรือพิธีกรแสดงความเห็นแย้งบ้างสักนิดก็ได้ครับ เหมือนปล่อยให้แกเลคเชอร์เลย เป็นกำลังใจให้ทีมงานนะครับ

  • jomkwan

    ยังเป็นหนึ่งเหมือนเดิม

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    อาจารย์ท่านบอกว่า
    “ความขัดแย้งทางสังคม” ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง มันคือ
    การปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มชนและชนชั้นในการจัดสรร แบ่งปัน ช่วงชิง ผลประโยชน์
    ที่เรากำลังประสบอยู่ ณ ขณะนี้ มันเป็น
    ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนสามานย์กับชนชั้นกลาง
    ทุนนิยมสามานย์ คือ ทุนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง ไม่โปร่งใส ไม่สมดุล
    และไม่อยู่ในระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม
    ชนชั้นกลาง คือ ๑. พวก โอลด์ โมเดล ได้แก่ นักธุรกิจ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง
    ๒. พวก นิว โมเดล ได้แก่ คนปกขาว มนุษย์เงินเดือน นักวิชาชีพ

    โดยอาศัยกรอบวิเคราะห์มุมมองเดียวกันนี้ เราทั้งหลายมีทัศนะอย่างไร?
    ถ้าความสามารถในการฟัง และการคิดวิเคราะห์ของผมไม่ย่ำแย่จนเกินไป ผมเห็นดังนี้ครับ

    อาจารย์ท่านบอกว่า ทุนสามานย์ หมายถึง ระบบ ไม่ใช่แค่หมายถึงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
    แต่จะหมายถึงระบบทุนทั้งหมดที่เรามีอยู่ในสังคมขณะนี้หรือไม่
    หรือมีตัวอย่างของกลุ่มทุนที่ไม่สามานย์ในสังคมนี้หรือไม่
    น่าเสียดายที่ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้สัมภาษณ์
    แต่จากความหมายของทุนสามานย์ที่อาจารย์ท่านให้ไว้ ผมเข้าใจว่า
    แม้ระบบทุนในสังคมเราขณะนี้จะไม่ใช่ทุนนิยมสามานย์เสียทั้งหมด
    แต่ก็คงไม่ใช่มีเพียงกลุ่มซึ่งขัดแย้งกับชนชั้นกลาง
    ดังที่อาจารย์ท่านว่าเท่านั้นที่เป็นทุนนิยมสามานย์
    แม้อาจารย์ท่านจะไม่ได้ระบุว่ากลุ่มทุนใดเป็นกลุ่มทุนสามานย์
    หากเมื่อท่านยืนยันว่าความขัดแย้งทางสังคมที่เรากำลังประสบอยู่นี้
    เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนสามานย์กับชนชั้นกลาง
    นั่นก็มีความหมายเท่ากับว่ากลุ่มทุนสามานย์คือกลุ่มทุนทักษิณและพรรคพวกนั่นเอง
    เพราะความขัดแย้งที่เรากำลังประสบอยู่
    เป็นความขัดแย้งอันมีทักษิณและพรรคพวกเป็นแกนหลักหนึ่ง
    เมื่อทักษิณและพรรคพวกไม่ใช่ชนชั้นกลางในความหมายที่กำลังพูดกันอยู่นี้
    ก็ต้องเป็นอีกฝ่ายของคู่ขัดแย้งนี้ ซึ่งก็คือกลุ่มทุนสามานย์
    เมื่อพูดอย่างนี้ชวนให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่ามีเพียงทักษิณและพรรคพวกเท่านั้นเป็นกลุ่มทุนสามานย์
    อื่นๆ นอกจากนี้ไม่ใช่ ที่ยืนอยู่ข้างหรืออยู่หลังชนชั้นกลางนั้นไม่ใช่
    แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักคือ
    ทำไมชนชั้นกลางจึงมุ่งขัดแย้งเฉพาะกับกลุ่มทุนสามานย์หนึ่ง
    โดยไม่เพียงไม่ขัดแย้งกับทุนสามานย์กลุ่มอื่นๆ หากแต่กลับเอามาเป็นพวกด้วยซ้ำ
    ชนชั้นกลางไม่เข้าใจความหมายของ “ทุนนิยมสามานย์” อย่างที่เราพูดกันอยู่นี้อย่างนั้นหรือ?
    ว่าไปทำไมมี แม้แต่ตัวอาจารย์ท่านเอง ซึ่งถือกันว่าเป็นปรมาจารย์หนึ่งในสำนักนี้
    ก็พูดถึงทุนนิยมสามานย์จำกัดเพียงแค่ที่ขัดแย้งกับชนชั้นกลางขณะนี้เท่านั้น
    เมื่อชนชั้นกลาง ขัดแย้งกับกลุ่มทุนสามานย์หนึ่ง โดยเอากลุ่มทุนสามานย์อื่นนอกจากนี้เป็นพวก
    นั่นมีค่าเท่ากับว่ากลุ่มทุนสามานย์อื่นซึ่งเป็นพวกกับชนชั้นกลาง
    ก็ต้องขัดแย้งกับกลุ่มทุนสามานย์ที่ขัดแย้งกับชนชั้นกลางด้วย

    และไม่เพียงชนชั้นกลางที่ไปเอากลุ่มทุนสามานย์อื่นมาเป็นพวก
    หรือกลุ่มทุนสามานย์อื่นใช้ชนชั้นกลางเป็นเครื่องมือในทางกลับกันเท่านั้น
    แม้กระทั่งกลุ่มทุนสามานย์ที่ขัดแย้งกับชนชั้นกลางเอง ก็ไปเอาชนชั้นล่างมาเป็นพวก
    หรือชนชั้นล่างหวังพึ่งพิงกลุ่มทุนสามานย์หนึ่งในการยกระดับตนเองในทางกลับกันก็ตาม
    ตกลงที่บอกว่าความขัดแย้งดังกล่าว เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนสามานย์กับชนชั้นกลางนั้น
    เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้รวบรัดง่ายดายอย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะมันเกี่ยวโยงไขว้กันไปมาอยู่
    ด้วยเหตุนั้นเองมันจึงทำให้มีความขัดแย้งในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
    ความขัดแย้งในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกชนชั้นหนึ่งด้วย
    และในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับชนชั้นหนึ่งด้วย และในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
    สรุปง่ายๆ ว่าความขัดแย้งดังกล่าว ก็ไม่พ้นที่จะนำไปสู่ลักษณะ “พวกใครพวกมัน”

    ดังนั้นอย่าได้แปลกใจไปที่ความขัดแย้งครั้งนี้มันจะยุ่งยากกว่าที่เคยมีมา
    กลุ่มทุนสามานย์หนึ่งไปสร้างความนิยมชมชอบในหมู่ชนชั้นล่าง
    แต่ในขณะเดียวกันก็ไปก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชนชั้นกลางกับกลุ่มทุนสามานย์อื่นขึ้น
    กลุ่มทุนสามานย์อื่นก็เลยต้องรวมเป็นพวกกับชนชั้นกลางโดยอัตโนมัติ
    มิพักต้องพูดถึงเรื่องอำนาจทางการเมืองควบรวมเข้าไปอีก ซึ่งก็ทำนองเดียวกัน
    และเป็นตัวกระตุ้นเร่งเร้าสำคัญให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงรวดเร็วยิ่งขึ้นตามลำดับ

    เมื่อทุกฝ่ายทุกส่วนเลือกข้างสังกัดโดยสมัครใจกันไปหมดแล้ว
    ไม่เป็นพวกหนึ่ง ก็เป็นอีกพวกหนึ่งไปหมดแล้ว
    ไม่มีใครเชื่อฟังใครได้ในฐานะคนกลางอีกแล้ว
    ไม่มีใครยอมรับใครได้ในฐานะคนพิเศษอีกแล้ว
    ปัญหาก็จะไม่สามารถแก้ไขเยียวยาด้วยวิธีการเดิมๆ อีกแล้ว
    หรือว่าหนทางในการแก้ไขปัญหาจะหมดสิ้นไปแล้ว
    หรืออนาคตของเราร่วมกันจะดับวูบลงแล้ว…

  • เจริญชัย

    เยี่ยมเลยครับ สำหรับความเห็นนี้ 555

    “ดังนั้นอย่าได้แปลกใจไปที่ความขัดแย้งครั้งนี้มันจะยุ่งยากกว่าที่เคยมีมา”

    ผมคิดว่า ความขัดแย้งในประวัติศาสตร์มนุษย์หลายพันปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรมที่ซับซ้อน (น่าจะไม่เกิน 3000 ปี ก่อนหน้านี้ อาจยังไม่ซับซ้อนเพียงพอ)
    ความขัดแย้งก็มักจะมีหลายกลุ่มหลายเหล่า ไม่มีการขีดเส้นแบ่งชัดเจน
    มิตรเป็นศัตรู ศัตรกลับกลายเป็นมิตร สถานการณ์พลิกแพลงสุดจะหยั่ง (พิจารณาเหตุการณ์ใกล้ๆนี้ ก็จะเห็นการพลิกไปมา)
    เพียงแต่ว่า เมื่อเราอ่านประวัติศาสตร์ย้อนหลัง ทุกสิ่งถูกจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะยังซับซ้อน แต่เนื่องจากเหตการณ์คลี่คลายไปหมดสิ้นแล้ว ดังนั้น จึงเห็นระเบียบบางอย่างดำรงอยู่ แต่ผมว่า คนร่วมสมัยในยุคนั้น ก็คงมองเห็น “ความขัดแย้งที่ยุ่งยาก” ไม่ต่างจากเรา

    ผมคิดว่า คุณ จักร สรุปได้ดี

    เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้รวบรัดง่ายดายอย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะมันเกี่ยวโยงไขว้กันไปมาอยู่ ด้วยเหตุนั้นเองมันจึงทำให้มีความขัดแย้งในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
    ความขัดแย้งในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกชนชั้นหนึ่งด้วย
    และในระหว่างกลุ่มทุนหนึ่งกับชนชั้นหนึ่งด้วย และในระหว่างชนชั้นหนึ่งกับอีกกลุ่มทุนหนึ่งด้วย
    สรุปง่ายๆ ว่าความขัดแย้งดังกล่าว ก็ไม่พ้นที่จะนำไปสู่ลักษณะ “พวกใครพวกมัน”

    โดยเฉพาะ ประโยคสุดท้าย

    “พวกใครพวกมัน”

    ผมคิดว่า มันเป็นสัจธรรม หรืออย่างน้อยก็ 80 % ของความขัดแย้งเกือบทุกครั้ง

    มันไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น มันเกิดมานานแล้ว นานจนบางคนก็ลืมไปแล้ว บางคนแกล้งลืม แต่บางคนก็ขี้เกียจจะจำ

  • Jazzy the kid

    กรอบที่ใหญ่กว่า ….. ผมว่าคุณณรงค์เลือกที่จะพูดกรอบนั้นมากกว่านะครับ
    Baron robbery มันแปลว่าขุนนางฉ้อราษฎร์ไม่ใช่หรอครับถ้าเราแปลอย่างตรงไปตรงมา

    ทำอะไรให้มัน Dispassionate แล้วคุณจะพบความจริงของปัญหาที่ซ่อนอยู่จากประเด็นนี้ผม
    เห้นชัดว่าคุณณรงค์พันธงไปแล้วว่าพันธมิตรมีความชอบธรรมในการบุกยึดทำเนียบและ NBT

    โดยอ้างการมองกรอบที่ใหญ่กว่าของคุณ

    แล้วผลพวงจากตลาดหุ้น คุณไม่พูด
    การถอนการลงทุน
    ผลกระทบการท่องเที่ยว
    คุณไม่พูด คุณเลือกที่จะมองกรอบนี่ครับ

    นี่ผมยังไม่กล่าวถึงกรอบที่คลุม THEME ของเรื่องไว้ทั้งหมด
    คดี ปรส. จะหมดอายุความแล้วนะครับ อีก 2 สัปดาห์ คุณว่าเรื่องนี้มันบังเอิญหรืออย่างไร
    สนธิกับกลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง เล่นตลกอะไรกับเราอยู่หรือเปล่า ชนชั้นกลางที่หลงนึกว่าคุณตรึกตรองด้วยสติปัญญา คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังตกเป็นเครื่องมือของใคร
    6 แสนล้านบาท กับการส่งตัวตลกมาหน้าฉาก คุ้มแสนคุ้มนะครับ
    ปาหี่เรื่องนี้จะจบใน 2 สัปดาห์โดยที่ สังคมไทยไม่รู้เรื่องราวจริงๆที่เกิดขึ้น
    น่าตลกแถมน่าตกใจ

    ถัดจากนี้ไปผมยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบอบการเมืองที่ทุกคนใฝ่หา 70/30 ว่าด้วยการครอบครองผลประโยชน์ ของกลุ่มนายทุนฝั่งตรงข้ามทุนสามานณ์ของคุณณรงค์นั่นแหละ สนุกดีไหมครับคุณๆ
    เศรษฐศาสตร์การเมืองของแท้

    ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดหรอกครับ รออีก 10 ปี 10 ปีที่แสนจะมืดมนนั้นหล่ะ คุณจะงงๆ คุณจะมึนๆ ว่าสิ่งรอบกายของคุณมันคืออะไร ประวัติศาสตร์มีไว้ดูมีไว้ศึกษา

    หลังจากนั้นกระแสหลักที่ปะทุซ่อนอยู่ใต้เงาชนชั้นกลางและคนชั้นสูงดัดจริต จะก่อหวอดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง หากไม่มากเกินไปเตรียมตัวขอวิซ่าไปเพชรบูรณ์ได้เลยนะครับ

    ผมหวังว่าในช่วงเวลานั้นคงมีหลีซื่อหมินปรากฏตัวขึ้น ผมอดทนได้ถ้าผมจะพบกับศักราช
    “เจินกวน” จริงๆ แล้วผมมองไปถึงเวลานั้นแล้ว

  • Jeerasak

    อ่านที่คุณจักรเขียน ผมก็ชอบครับ

    อำนาจใดถ้าเอียงไปด้านใดด้านนึง ก็จะต้องถูกอำนาจเล็กอื่นๆ รวมกันและปรับสู่สมดุล

    คล้ายๆ กับธรรมชาติเลย เมื่อโลกร้อน ธรรมชาติก็ปรับสมดุลโดยการทำลายสิ่งมีชีวิตบนโลกทิ้งบ้าง

    และจะได้ลดการทำลายโลกลง โลกก็มีเวลาฟื้นตัว

    ผมกำลังคิดว่า รูปแบบการเมืองหลังจากนี้น่าจะมีการพัฒนา ไม่มีประชาชนคนไหนยอมเสียประโยชน์อีก กลุ่มทุนสามานย์อื่นๆ ต่อให้เกิดใหม่ได้ ก็จะเจอเหตุการณ์แบบนี้แน่นอนในอนาคต

  • Paganini

    นานๆมาที เวปพัฒนาไปเยอะ ยินดีด้วยครับ

    มาฟังเทปนี้ของ ดร ณรงค์
    ต้องขอขอบคุณทีมงานอย่างยิ่งที่มีเทปนี้ และก่อนนี้ที่มีคุณสุริยะใส และคุณจักรภพ (ยังไม่ได้ฟัง) เรียกได้ว่าทำหน้าที่สื่อได้ดีทีเดียว

    ดร ณรงค์ แจกแจงได้ชัดเจนหมดจดมากๆ โดยเฉพาะตอนท้ายๆ
    ผมชื่นชอบท่านมากๆจริงๆ จากการติดตาม อจ. มาหลายครั้ง ฟังทีไร ได้แนวคิดดีๆทุกครั้ง
    หรือไม่ก็ แนวคิดที่มีอยู่ในใจแล้ว กลับ ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ด้วยการยกตัวอย่าง และ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีของ อาจารย์ (พูดอีกนัยหนึ่งความเห็นของ อจ ถูกใจผมนั่นเอง 555)

    เสียอยู่อย่างเดียวที่ให้คุณเจริญชัย ซึ่งทราบมาว่าเป็นลูกศิษย์ของ อจ.ณรงค์ ดังนั้นรายการจึงออกในแนว ครูสอนศิษย์ คุณเจริญชัยโดนหมัดฮุคหลายรอบเลย 5555 (สมๆ)
    น่าจะเป็นคุณสุรศักดิ์คู่กับคุณกานต์มากกว่า จะได้ตั้งคำถามที่แหลมคม จุ่โจมอาจารย์ท่านได้มากกว่านี้

  • งง

    ต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ขออภัยล่วงหน้า ถ้าผมวิจารณ์ (ในมุมมองของผม) ตรง ๆ

    เทปตอนนี้ผมกลับเห็นต่างนะ ว่าทั้งไม่แหลม และไม่คม แล้วก็เข้ากับธีมหลักของโครงการนี้ น้อยที่สุด (ทั้ง ๆ ที่ น่าจะมันส์ที่สุด เนื่องจาก เป็นการสัมภาษณ์ในช่วงที่ เกิดความวุ่นวาย ปะทะขัดแย้ง ระหว่างคู่ทุนพอดี)

    เทปตอนนี้มันดูเป็นการสอน “กลยุทธ์ ตลาด ๆ” มากเกินไป (คิดไง มีแนวโน้มไง เราควรอยู่กันยังไง ระบบสหกรณ์ บลาๆๆ) ซึ่งเป็นไปได้ว่า คนถามหลัก ตอนนี้ กลายเป็น คุณเจริญชัย ยิงคำถามตื้นเขินมาก (ขออภัยพูดกันตรง ๆ) กินเวลาไปเยอะ จะมีที่ได้อะไรลึก ๆ หน่อยก็คือ ตอนคุณกาณต์ ถาม อันนี้ผมมองที่ปัญหาของ “คำถาม” และการ “โต้ตอบ” เมื่อได้คำตอบกลับมา ก่อน

    ปัญหาในแง่ของ คนตอบ ก็คือ ทราบล่ะครับว่า อ. แก่เก๋าจริงเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง เรื่องชนชั้น (แต่ครั้งนี้พูดนิดเดียวก่อนจบ) เรื่องทุน แต่ เหตุใดเทปนี้ ถึง ได้แต่คำตอบวกไปวนมา อธิบายแล้วอธิบายอีก นั่นประเด็นหนึ่ง

    อีกประเด็นหนึ่ง คือ ถามปั๊บ จะมีการถามกลับว่า “ที่ถามนั้น ในความหมายไหน” คือ ถามกลับไม่เป็นไรนะครับ ผมไม่มีปัญหา แต่ในที่สุดแล้ว การคุยกันที่ดี ก็ต้องอธิบายต่อ แล้วพยายามตอบคำถามที่ถูกถาม (มากน้อย ไม่สำคัญ) แต่ที่เกิดในเทปนี้ คือ “เอ้า จะให้ผมตอบ คุณต้องบอกมาว่า ไอ้ที่คุณพูด มองในความหมายไหน” …..จบ….เงียบ….แล้วก็ เปลี่ยนไปยิงคำถาม “กลยุทธ์” แทน คุยกันไปไกลโพ้น คำถามน่าสนใจนั้นก็หายต๋อม สุดท้าย มีประเด็นที่เกี่ยวโยง และวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน โดยอาศัยหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง เพียงกระพีก นอกนั้นก็เป็นเรื่อง กลยุทธ์ กับ เล็คเชอร์วิชาจำแนกทุน

    คือ เจอคำถามกลับแล้วเงียบไม่มีอะไรต่อแบบนี้ นึกถึง ตอนสมัยเรียน ที่ไปถามคำถามอาจารย์หลังเรียนเสร็จ แล้วอาจารย์ตอบไม่ได้ หรือไม่ได้เตรียมตัวมา แต่กลัวเสียหน้า ก็เลยไล่ให้เราไปหาคำตอบมาก่อน แกถึงจะตอบ…พอเราไปค้นมา ตอบแกเสร็จ แกก็จะเอา คำตอบที่เราไปค้นมานั่นแหละ ตอบกลับมา…ใครบางคนอาจบอกว่า อ้าวไม่ดีหรือ ได้ค้นคำตอบเอง…ก็ถูก….

    แต่ นี่มันการสัมภาษณ์ตอนเดียวให้คนเปิดดูนะครับ…ถ้างั้น คุณกาณต์ก็ต้องไปค้น “ความหมาย” ต่าง ๆ มา แล้วมาขอสัมภาษณ์ อาจารย์ใหม่ ทำเป็นเทปอีกตอน ถึงจะถูก (ที่แซว คุณกาณต์ เพราะ ผมเห็นคุณกาณต์ โดนตีกลับแบบนี้ตลอดเทป)

    จริง ๆ ชอบตอนเดียวสำหรับเทปนี้ คือ ตอนท้ายสุด ที่อาจารย์บอกว่า ปัญหาบ้านเมืองความวุ่นวาย ไร้ประโยชน์ แก้อะไรไม่ได้ตอนนี้ ก็คือ คนชอบไปให้ความสำคัญกับประเด็นย่อย จน ละเลยประเด็นใหญ่ ….ถูก…

    แล้วสัมภาษณ์ตอนนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของ ปัญหาที่ว่านั่น :P

  • Paganini

    ขอบอกว่าผมรู้สึกเหมือนคุณ งง แหละ แต่ผมเข้าใจไงครับว่าคุณเจริญชัยแกคงเกรงใจ อจ ของตัวเองพอสมควร แหม อจ.ที่เราเคารพรักนะ ใครจะไปกล้าหือ แล้วคุณกานต์เองก็คงเกรงใจไปด้วย เลยบอกไงครับว่าน่าจะเป็นคุณสุรศํกดิ์มากกว่า

    แต่ความแหลมคม ผมขอแย้งกับคุณงง ว่า แม้ว่าเวลาจำกัด แต่สำหรับผม อจ.ณรงค์ท่านทำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทีเดียวเลยครับ ที่คุณงงว่าไม่แหลมคม เพราะคงไม่ตรงกับใจของตัวเองมาก กว่ามั๊งครับ สำหรับผม เพราะตรงกับใจผมไงครับเลยแหลมคม 555555555

  • AI

    เหมือนกันครับ ผมรู้สึกเหมือนคุณ งง ขออภัยไว้กก่อนถ้าวิจารย์แรงไป คล้าย ๆ ว่ามันตื้นเกินไป ผมมองว่า ถ้าจะถามกลับก็ควรตอบคำถามนั้นก่อน ค่อยถามอีกคำถาม เพราะถามกลับแล้วประเด็นมันเคลื่อนไปจากคำถามเดิม เหมือนบรรยายมากกว่าสนทนา พูดคนเดียวซะก็สิ้นเรื่อง หรือไม่ท่านอาจารย์อาจไม่ถนัดในการมานั่งตอบปัญหา อาจต้องใช้เวลาคิดไตร่ตรองนานสักหน่อย ก็ไม่ว่ากันครับ งั้นถ้าผมมีคำถามเกี่ยวกับคำว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง พอจะให้ความกระจ่างได้ใหมครับ คือ ถ้าผมตั้งคำใหม่ขึ้นมาว่า ธุรกิจการเมือง ล่ะครับ มันจะต่างกับ เศรษฐศาสตร์การเมือง ไหม แล้ว รัฐบาล ทรท ใช้การบริหารแบบ เศรษฐศาสตร์การเมือง หรือ ธุรกิจการเมืองกันแน่ ผมหวังว่าพอจะช่วยสร้างสีสรรค์ให้ บอร์ด ได้ ไม่มากก็น้อยครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบ

  • กานต์

    พูดตามตรงนะครับ ผมโดนตรึงด้วยเขตสะกดเวทย์ครับ เลยพูดอะไรออกไปอย่างใจนึกมากไม่ได้ 555

    ผมมี debate กับ อ. ณรงค์, และมิตรสหายอีกหลายท่าน ในวงปิด เมื่อเร็วๆนี้ ผมพูดประเด็นต้องห้ามหลายๆประเด็น เต็มที่มากกว่านี้ (หลายๆท่านคงเดาออกว่าผมพูดเรื่องอะไร) คือสุดท้ายแล้วผมพบว่ามันจะมาจบที่ประเด็น “การวิเคราะห์สังคมไทย”

    ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะครับว่า debate เรื่อง “การวิเคราะห์สังคมไทย” ตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้วยังไม่ตกผลึกลงตัวสำหรับสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน (ดู ธิกานต์ ศรีนารา, จาก “กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา” ถึง “ทุนนิยม” : วิวาทะว่าด้วย “ลักษณะสังคมไทย” ใน พคท., ฟ้าเดียวกัน 4:4)

    ผมเชื่อว่าถ้าสังคมไทยเปิดกว้างให้ถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมคิดว่าต้องมีการยอมรับข้อสรุปที่ชัดเจนอย่างแน่นอน แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นผมก็คิดว่าหลายๆคนก็ยังจะเลือกข้างแบบปัจจุบันต่อไป โดยมีเหตุผลว่า สิงโตเฒ่าอันตรายน้อยกว่าหมาป่าหนุ่ม ประมาณนี้น่ะครับ

    สรุปคือผมคิดว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองก็มี honestly บางอย่าง ที่อย่างน้อยก็ยอมรับว่า “มันเป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มคน และชนชั้น” (ที่มากกว่าหลักการบางอย่าง) และในลักษณะที่เป็นการต่อสู้แบบสงครามแบบนี้ ต้องดึงมวลชนเข้าร่วมมากที่สุด และเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้

    และการต่อสู้ก็มีกติกาและขอบเขตบางอย่าง ที่ผมคิดว่าฝ่าย พธม. เข้าใจตรงนี้ และนำเอามาใช้ได้เป็นอย่างดี (แบบที่ผมโดนตรึงไงครับ)

    การสนทนากับ อ. ณรงค์ ทำให้ผมเริ่มมองภาพในกรอบที่กว้างกว่านั้น (จากการอ่านหนังสือบางเล่มเมื่อเร็วๆนี้ — คิดถึง rule sets และ uncertainty) จะว่าไปผมก็ต้องยอมรับความจริงบางอย่างในทำนองที่ว่า “เสรีภาพไม่ได้มาด้วยการร้องขอ แต่มาด้วยการต่อสู้” ทำนองนั้นน่ะครับ และการลุกขึ้นสู้กับชนชั้นที่ครอบครองอำนาจนำ (ในที่นี้มองตามภาพของแต่ละคนก็อาจจะต่างกันไป) จะนำมาสู่เสรีภาพที่ดีขึ้นเสมอ (แต่ไม่ได้การันตีว่า สู้ครั้งนี้ชนะแล้วจบ หรือเป็นสงครามครั้งสุดท้ายในทำนองนั้น)

    อ้อ ผมเพิ่งทราบว่า อ. ณรงค์ทำธีซิสเรื่องชนชั้นกลางกับ คนงานคอปกขาว ซึ่ง อ. มองว่าเป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่มี ภาค service ที่ใหญ่กว่าภาคหัตถกรรม ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพนำด้วยคนงานคอปกขาว ซึ่งแตกต่างจากประเทศต.ตก อื่นๆน่ะครับ

    หลายๆเรื่องก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาผมเยอะครับ

  • กานต์

    ขอเพิ่มอีกเรื่องนะครับ

    คือถ้ายืมการวิเคราะห์เรื่องวัตถุนิยมวิภาษ ของมาร์กซ์มา ต่อให้พธม. หรือ รัฐบาลชนะในสงครามครั้งนี้ มันก็จะไม่จบลงอย่างที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคาดหวังหรอกครับ ด้วยปัจจัยภววิสัยมันจะทำให้มีการโต้กลับของแต่ละฝ่ายอย่างแน่นอน เหมือนกับที่กลุ่มชนชั้นนำมองว่า การยึดอำนาจ เมื่อ 19 กันยา จะจบความขัดแย้งในสังคมไทยได้ แม้จะต่อด้วยการร่าง รธน. 2550 ขึ้นมาสะกดเอาไว้อีกชั้น ก็ไม่จบอยู่ดี

    ซึ่งผมก็มองว่าแทบไม่ต่างอะไรกับเรื่อง 6 ตุลา ซึ่งเป็น peak ของความขัดแย้งระยะยาวระหว่าง ขบวนการฝ่ายซ้าย และขบวนการฝ่ายขวา อ. สมศักดิ์ มองในลักษณะคล้ายกัน ตามลิงค์นี้ครับ (แต่ละเอียดกว่าที่ผมพูด) มันไม่ได้จบด้วยเหตุการณ์สั้นๆ แต่ความขัดแย้งจะดำเนินไปจนกระทั่ง เงื่อนไขความขัดแย้งเปลี่ยนแปลงจนไม่ได้เป็นปัจจัยหลักๆอีกต่อไป

    ถ้าเชื่อการวิเคราะห์แบบนี้ มองให้ลึกไปอีกชั้น (ในฐานที่เราทำอะไรไม่ได้มาก ด้วยฐานะปัจเจกตอนนี้) การเลือกข้างก็เพียงไปเพิ่มจำนวนให้แต่ละฝ่ายเท่านั้น ในสภาวะที่มีดุลย์อำนาจในเวลานี้ ผมอยากให้ทุกท่านลองอ่านบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ในจดหมายข่าว ฉบับที่ 2 และ 3 กันอีกครั้งแล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดกันดูครับ.

  • nutjubjub

    รวมๆผมก็เห็นด้วยกับคุณงงครับ
    คิดว่าคุณเจริญชัยไม่ได้ตั้งคำถามแย่ เพียงแค่คนสัมภาษณ์ไม่น่าเป็นคุณเจริญชัย
    ฟังตอนนี้ แล้วนึกไปถึงสามก๊กเลยครับ
    ตอนที่เล่าปี่ไปขอให้สุมาเต็กโชช่วยบ้านเมือง(ถ้าจำไม่ผิด)
    แล้วก็ไปขอให้เพื่อนขงเบ้งมาช่วยบ้านเมือง และขอความเห็นเรื่องบ้านเมืองด้วย
    แล้วได้คำแนะนำประมาณ มีสงบ มีรบ, มีต่ำ มีสูง ,ไม่ต้องทำไรเดี๋ยวก็ดีเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่ง เดี๋ยวก็แก้ปัญหาของมันได้ อะไรแบบนี้คล้ายๆกันเลย

    เหมือนคำพูดแบบนี้ ยังไงก็ถูก (แต่ก็ไม่คิดว่าใครๆก็พูดได้)
    สำหรับอาจารย์ ผมคิดว่าคงตกผลึกแล้วจริงๆ (ผมเชื่อ)

    ผมนึกไปถึง เรื่องราวตอนหนึ่ง
    ผมเคยไปถามคนรวยๆคนหนึ่งเรื่องหุ้น อยากรู้แนวคิดการลงทุน
    เค้าบอกว่า
    “ถ้าผมไม่มีเวลาศึกษา อย่าเล่น และเอาเวลาไปทำธุรกิจให้ดีก่อนดีกว่า”
    ตอนนั้นผมก็งงๆ
    ผมคิดว่าเค้าอ่านขาดนะ และเป็นคำแนะนำที่ดีสำหรับผมจริงๆ
    แต่แอบเคืองอยู่นิดๆว่า
    สรุปแล้วผมไม่ได้คำตอบที่ถามเลยหนิหว่า
    :)
    แต่ถ้ามีใครถามผมเรื่องการเมือง
    ผมก็อาจจะอยากตอบปัญหาเค้า แบบประโยคข้างบนนั้นเหมือนกัน
    และก็อาจจะโดนคนถามด่าในใจ

  • เจริญชัย

    ขอบคุณ สำหรับ คำติชม น้อมรับไว้ทั้งหมด
    ตอนแรก ผมรู้สึกว่า ทำได้ไม่ค่อยดี แต่ทำไมคนยังชมกัน
    พอมาฟังคำติ ก็รู้สึกว่า พูดได้ถูกต้องเลย
    แต่พอมาฟัง Paganini บวกกับที่ผมได้ยินเพื่อนผมวิจารณ์ ก็เลยกระจ่างแจ้งเลย

    1. สำหรับแฟนรายการ อาจรู้สึกว่า มันตื่นเขินเกินไป แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการเมือง ย่อมรู้สึกดี ที่อธิบายให้ดูง่าย และที่สำคัญสุด จุดเด็นของอาจารย์คือ มองกว้าง มองไกล ซึ่งคนที่ไม่ชอบจะติว่า ไม่ลงรายละเอียด แต่คนที่ชอบจะมองว่า ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากมุมมองอันคับแคบ

    2. แต่สิ่งที่ดูตื้นนั้น จริงๆแล้ว มันแฝงผลึกบางอย่างอยู่ ซึ่งเป็นอย่างที่ nutjubjub กล่าวไว้ ผมอยากบอกว่า ถ้าเป็นเด็กอ่อนหัดธรรมดามาแบบอาจารย์ ก็คงต้องมองว่า ไอ้นี่ไม่รู้จริง แกล้งพูดสัจธรรม คำใหญ่โต นามธรรม ซึ่งยังไงก็ถูก
    แต่ผมเห็นด้วยกับ nutjubjub ว่า อาจารย์น่าจะตกผลึกจริงๆ ไม่ใช่พูดคำใหญ่โตตามคนอื่น แต่เป็นการเข้าถึงที่สุดแห่งภูมิปัญญา แน่นอนว่า อาจารย์ย่อมมีข้อบกพร่อง แต่ก็เข้าถึงสัจจะขั้นสูงในระดับหนึ่ง
    ผมจึงไม่แปลกใจที่ Paganini ชื่นชอบในหลายๆประเด็น

    3. เรื่องเวลาก็สำคัญ เวลาจำกัด ทำให้ผมต้องข้ามๆหลายๆตอนไป เรื่อง คำนิยามนั้น ผมก็กลัวว่า ถ้าเถียงต่อไปก็จะยืดเยื้อ ทำให้ไม่มีเวลาถามให้ครบตามที่เตรียมมา
    ครั้นจะให้ยืดเวลาเป็น 1-2 ชั่วโมง ผมก็ทำได้ไม่มีปัญหา อาจารย์ก็พร้อมจะตอบ แต่ปัญหาคือ Mass จะไม่ชอบในจุดนี้ บางทีเราก็ต้องประนีประนอมระหว่าง Niche และ Mass

    พูดตรงๆ คือ การพูดง่ายๆของอาจารย์ครั้งนี้ ถูกใจ Mass หลายคน โดยเฉพาะคนที่ไม่มีความรู้เชิงลึกทางการเมือง ไปอ่านหนังสือพิมพ์แม้จะเข้าใจง่าย แต่ก็น่าเบื่อ ไม่หลากหลายหลุดพ้นเท่ากับอาจารย์
    แม้ผมจะโดนด่าจาก แฟนรายการที่เป็น Niche แต่ผมก็ได้ล้างบาปจากทีมงานและพันธมิตรหลายคน ที่ประณามผมว่า “ชอบทำแต่เรื่องลึกซึ้ง ไม่ยอมทำเรื่องง่ายๆ เพื่อดึงดูด Mass ยังมีอีกหลายคนที่ขาดความเข้าใจพื้นฐานทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม”
    คราวนี้ ผมทำชดใช้ให้แล้วครับ Mass ทั้งหลาย
    ขณะเดียวกัน พวกที่เรียกร้องให้ผมตามใจ Mass ก็จะต้องยอมรับความอึดอัดใจของผม เพราะ Niche ไม่ยอมให้ผมทำอะไรง่ายๆ จะต้อง “เข้มข้นลึกซึ้ง” สะใจ

    4. ผมรู้สึกมานานแล้วว่า อาจมีแฟนรายการ หมั่นไส้ผม 555 หรือหลายคนรู้สึกว่า ไอ้นี่มันรู้ทุกเรื่อง หรือบางทีแนวคิดผมก็ดูสุดโต่งและรุนแรงเกินไป แม้จะเปิดกว้างต่อแนวคิดใหม่ แต่ก็มีหลายอย่างที่ดูโหดร้ายเกินไป
    ดังนั้น การที่ผมโดนอาจารย์สั่งสอน แม้ว่าในแง่มุมหนึ่ง ทำให้ความน่าเชื่อถือของผมลดลง แต่ผมจะได้ความรักเอ็นดูจากแฟนรายการเพิ่มขึ้น
    ผมยอมแลกความเก่ง และหน้าตาของผม เพื่อมิตรภาพและความสนิทสนมกับแฟนรายการ

    “ดังนั้นรายการจึงออกในแนว ครูสอนศิษย์ คุณเจริญชัยโดนหมัดฮุคหลายรอบเลย 5555 (สมๆ)”

    ผมพูดจากใจจริงว่า การที่คุณ Paganini เขียนอย่างนี้ โดนใจผมมาก ต้องขอบคุณ ถือเป็นการชะล้าง ความตึงเครียดของรายการผม และเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผมเองก็เป็นคนธรรมดา ย่อมมีอ่อนแอ มีช่วงเวลาที่ย่ำแย่
    เหมือนกับทุกๆคน

    5. สิ่งที่ผมเน้นย้ำมาตลอดตั้งแต่จัดรายการ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” คือ ทุกอย่างต้องดูบริบท ปรกติแล้ว เวลาถกเถียงกันในห้องพักอาจารย์ ผมก็ยิงคำถามแย้งอาจารย์เป็นชุดเหมือนกัน แม้จะอยู่ในรูปครูกับศิษย์ แต่รับรองว่า แฟนรายการของเราต้องชอบแน่นอน เพราะอาจารย์ก็โต้กลับไม่ยั้ง ผมก็ยังรัวเป็นชุด จนเกิดผลึกความคิดที่เข้มข้นจัดจ้าน
    แต่ในวันที่สัมภาษณ์นั้น อาจารย์ดูค่อนข้างเครียด อาจเนื่องจากสถานการณ์ ประกอบกับมีคนมาสัมภาษณ์ตลอดวัน
    ผมจึงต้องใช้กลยุทธ์ “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” โดยการถกเถียงขัดแย้งให้น้อยลง

    6. ดูเผินๆ มันเป็นข้อเสียที่ไม่โต้แย้ง เพื่อรีดเร้นศักยภาพสูงสุดของผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ก็กลับแลกมาซึ่งข้อดีดังที่ได้กล่าวไป โดยเฉพาะแฟนรายการบางส่วนก็ชื่นชอบในหลายประเด็น

    จริงๆแล้ว ลองทำอะไรที่แตกต่างบ้างก็ดีเหมือนกัน แม้ครั้งนี้คุณภาพอาจตกลดลงบ้าง แต่แกแลกมาด้วย รายการที่ different แตกต่างจากตอนอื่น มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

    7. ขอบคุณทุกคน ที่กรุณาติดตามเรามาถึงวันนี้ จนเกือบจะครบ 1 ปี ที่ก่อตั้ง SIU ซึ่งอาจมีการฉลองชัยสังสรรค์กัน

    ที่น่ายินดีคือ คนในเวปนี้มีคุณภาพสูง ดังที่ท่านอาจารย์ภุชงค์ได้กล่าวชมไว้ หลายประเด็น ผมไม่ต้องแก้ตัวหรือเพิ่มเติมเลย เพราะมีคนมาตอบให้เสร็จสรรพ ทำให้ผมมุ่ง Focus ไปที่ประเด็นสำคัญได้เลย

    ได้ผู้ชมแบบนี้ ผมก็เหนื่อยน้อยลง แต่สุขใจมากขึ้น

  • งง

    - คุณ Paganini

    เป็นไปได้กระมังครับ ว่า ต้องตรงใจก่อนถึงจะดูแหลมคม…แต่แปลกอย่าง คือ เวลาผมไปนั่งฟังการสนทนา อ่านบทสัมภาษณ์ หรือข้อเขียนบทความต่าง ๆ บางอัน แม้ผมจะไม่ได้เห็นด้วย หรือตรงใจตัวเองทั้งหมด แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันแสนจะแหลมคม ทิ้งตรงสถานการณ์ กระจ่างใจไปหมด…แล้วแบบนี้ จะใช้ทฤษฏี “ตรงใจตัวเอง” มาอ้างอิงได้หรือเปล่า ? เอ๊..หรือว่า เราจำเป็นต้องให้นิยามคำนี้ให้ชัดกันเสียก่อน ที่จะนำมาใช้จนมัน “ทื่อ” ไปหมด

    - คุณ เจริญชัย

    เป็นไปได้ว่า ผมอาจใช้คำในการสื่อสารไม่ชัดเองจริง ๆ ต้องขออภัย เพราะหามิได้ ที่ผมวิจารณ์ไปนั้น ไม่ได้บอกว่าผมต้องการอะไร “ลึกซึ้ง” แบบฮาร์ดคอร์ ชนิดที่ว่าต้องไปอ่านปรัชญามาร์กมาสักเจ็ดแปดเล่มก่อนถึงจะเข้าใจได้ แต่ผมหมายความว่า น่าจะมีการยิงคำถาม เพื่อให้อาจารย์ได้ใช้ความรู้ความสามารถอันมากมายของท่าน วิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นไปในเวลานี้ ให้มากกว่านี้อีกหน่อย ตรงกว่านี้อีกหน่อย ไม่ใช่แค่เพียงการเล็กเชอร์กว้าง ๆ (คำว่า “อีกหน่อย” หมายความว่า ที่สัมภาษณ์มา ก็ตรงบ้าง ไม่ใช่ไม่ตรงเลย อย่างน้อยก็มี ประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างชนชั้น เป็นปัญหาหลักของความขัดแย้งในตอนนี้ ซึ่งน่าจะมีคนจำนวนมากอาจยังไม่ทราบ) หรืออย่างน้อยก็กล้าหาญที่จะเจาะอะไรลงไปให้ชัดกว่านี้ (คำว่า ชัด ไม่ได้หมายความว่า ลึก)

    จริง ๆ ไม่อยากจะพูดเลยครับว่า แนวการวิเคราะห์ แบบที่คุณกานต์เขียนตอบในสองความเห็นข้างบนนั่นน่ะ แค่นั้น ถ้าได้นำไปถามอาจารย์ และจี้ให้อาจารย์ตอบให้ได้ ขยายความเพิ่มอีกสักหน่อย มันก็แหลม เอ้ย แจ่มแล้วครับ (เว้นแต่ ถ้าโดนเวทมนต์ (ดำ) สะกดจริง ก็คงว่าอะไรไม่ได้ แต่มันก็ น่าเสียดาย อย่างยิ่ง)

    สุดท้ายถือว่าติชมกันฉันท์มิตรนะครับ โปรดอย่าถือสา ใจผมน่ะนึกชื่นชมรายการอยู่แล้ว (ไม่งั้นก็คงไม่ตามดู) ปกติผมชอบคำติ มากกว่าคำชม ชอบการ “ยัน” มากกว่า การ “ตบหลัง ตบไหล่” เพราะ เราจะได้เห็นข้อบกพร่อง แล้วเอากลับไปแก้ไขได้

    ปล. ผมว่า รายการสัมภาษณ์ให้วิเคราะห์สถานการณ์แบบกว้าง ๆ ไม่ตรง หรือเลี่ยง ๆ มันมีจำนวนมากอยู่แล้วนะครับ โดยเฉพาะในสื่อกระแสหลักทั่ว ๆ ไป ถ้า SIU ให้ความรู้สึกพิเศษ หรือต่างออกไปกับคนดู ยังไง ๆ ก็รุ่ง ….หรือเปล่า ??

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    จะใช้สื่อ…คุมสื่อ…ต้องซื้อสื่อ
    เมื่อสื่อ…คือผู้ค้า…ก็ต้องว่า…ไปตามนั้น
    อันใด…จักสำคัญ…กว่าลูกค้า…เป็นไม่มี
    กาลก่อน…ที่ผ่านมา…เข้าใจว่า…เป็นคนดี
    พิทักษ์…ประชาชี…จากเงื้อมมือ…เผด็จการ
    และเข้าใจ…ว่าก้าวหน้า…นำปัญญา…ปรีชาญาณ
    หมายมุ่ง…จะสืบสาน…พัฒนา…ประเทศไทย
    แท้จริง…กลายเป็นว่า…เมื่อลูกค้า…ประสบภัย
    ตนเอง…ไม่ต่างใด…โดยน้ำมือ…เผด็จการ
    จึงร่วม…กับลูกค้า…เผชิญหน้า…กับทหาร
    สุดท้าย…ก็เบิกบาน…ได้เสพสุข…ร่วมกันมา
    แต่บัดนี้…สิคนจน…ผู้ทุกข์ทน…กันทั่วหน้า
    ขัดแย้ง…กับลูกค้า…จะคิดอ่าน…ประการใด
    จะยืนยัน…ความเป็นธรรม…หรือจะกำ…ซึ่งกำไร
    ความจริง…วันนี้ไซร้…มันโจ่งแจ้ง…เกินกล่าวคำ
    ก็เข้าใจ…ว่าการค้า…ธรรมดา…ต้องเก็บกำ
    แต่ที่…ต้องชี้นำ…ก็เพราะเรื่อง…แต่ก่อนมา
    ด้วยเคยเชื่อ…กันว่าสื่อ…นั่นก็คือ…ภูมิปัญญา
    พวกสื่อ…ล้วนก้าวหน้า…แต่วันนี้…ก็เข้าใจ
    จะก้าวหน้า…จะก้าวหลัง…ภูมิพลัง…ปัญญาใด
    ต้องลูกค้า…ผู้พาไป…จึงสื่อนั้น…จะเดินตาม
    ถ้าลูกค้า…จะก้าวหลัง…สื่อหรือยัง…จะตรงข้าม
    เมื่อลูกค้า…พยายาม…สื่อก็พร้อม…จะจำนน
    จะโทษสื่อ…ได้อย่างไร…ต้องโทษใคร…ที่ยังจน
    ไม่อาจ…จะยกตน…เป็นลูกค้า…ผู้แสนดี
    จะใช้สื่อ…ต้องซื้อสื่อ…คนละมือ…จึงเข้าที
    ดังนั้น…ประชาชี…ผู้ทุกข์ยาก…จงช่วยกันฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๒ ก.ย. ๕๑/๑๒-๑๓ น.

  • เจริญชัย

    ถ้าเป็นวันปกติ ผมอาจจะจี้สักนิด แต่วันนั้นอาจารย์ดูเครียดจริงๆ 555

    อีกอย่าง ผมก็พยายามจะจี้แล้ว แต่ท่านอาจารย์อาจไม่เข้าใจ ผมอาจสื่อสารไม่ดี หรือท่านอาจต้องการเลี่ยงก็สุดจะเดา
    ครั้นผมจะลงลึกยิ่งขึ้น หรืออ้อมค่ายเพื่อเข้าตี ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์อยากตอบหรือไม่

    ที่สำคัญ เวลามีจำกัด ทรัพยากรมีจำกัด ผมก็เลยต้องแก้ไขโดยเปลี่ยนไปถามคำถามอื่น
    พออาจารย์ตอบไม่ตรงอีก ผมก็ต้องไปถามคำถามอื่น
    เรียกว่า ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ในเมื่อไม่อยากตอบ ก็ควรไปถามเรื่องอื่น
    แต่รู้สึกวันนั้นถูกบลอกเกือบหมด

    บางที อาจารย์ท่านอาจต้องการให้ทุกคนเลิกสนใจ ควรสนใจอะไรที่กว้างกว่านั้น อย่างที่ท่านตอบในตอนท้าย ก็เป็นได้

    แต่ยังไงก็ถือว่า ผมผิดพลาดที่ไม่สามารถตอบสนองทั้งหมดได้

    เอาเป็นว่า จะพยายามปรับปรุงในครั้งต่อๆไป

    ที่สำคัญ อยากเรียนถามว่า รายการควรจะยืดออกไปกว่านี้ได้ไหม เช่น 1 ชั่วโมง ในกรณีที่ถามไม่จบ หรือตอบไม่ตรง และต้องเปลี่ยนคำถาม ทำให้เสียเวลาไป

    หรืออยากลงลึกแคะไค้กว่านั้น ติดลม กำลังมันส์ เราควรจะยืดออกไปดีไหม อย่างไร

    “ผู้ชมคือ พระเจ้า”

  • เปลวไต้

    ใครเป็นทุนย์สามานย์บ้าง ?

    ทุนไดสามานย์มากกว่า ?

    รอสังคมเปลี่ยนแปลง หรือมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคม ?

    ผมคงต้องเรียนรู้อีกมาก ?

  • Paganini

    ผมชอบที่คุณกานต์ยกมาจริงๆ

    ——— สิงโตเฒ่าอันตรายน้อยกว่าหมาป่าหนุ่ม ————-

    นั่นแหละครับ คือสิ่งที่เราต้องเลือก

    ลองไตร่ตรองดู ประวัติศาสตร์ในหลายปีมานี้

    ประชาชนไทย suffer จากคนกลุ่มไหนมากกว่ากัน

    ถ้าจะมองว่าไม่มีขาวปลอดไม่มีดำสนิท เราก็ต้องเลือกที่เทาน้อยกว่า

  • vajiraฺ

    ผมเองมาได้ฟังที่อ.ณรงค์พูดนั้นก็เรียกว่าหลายคนได้ถกเถียงกันไปยกใหญ่แล้ว 555 (ก็คนไม่มีค.รู้เรื่องการเมืองอย่างผม คงจากยากที่เมื่อได้ฟังแล้วจะตกผลึกและแสดงความเห็นแบบเฉียบคมได้)

    อันดับแรกผมขอวิจารณ์คุยเจริญชัยหน่อยนะครับตามประสาคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ คือ ผมคิดว่าคุณเจริญชัยใช้ศัพท์เฉพาะจนเกินไปจนตามไม่ทัน 555 แต่ผมคิดว่าถูกอย่างที่เจริญชัยว่าครับและยิ่งมาเจออ.ณรงค์ด้วยแล้วยิ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีค.รู้เรื่องการเมืองเช่นผมในการเรียก Mass จริง ๆ เพราะการที่เจออ.ณรงค์สวนด้วยการถามว่าศัพท์ของคุณเจริญชัยนั้นหมายความว่าอย่างไรนั้น เป็นการดีครับ เพราะคนที่ไม่มีค.รู้เรื่องการเมืองเจอศัพท์เฉพาะเข้าไปแล้ว พอตีความตามความเข้าใจตัวเองไปทีนี้ล่ะมั่วเลยครับ

    สำหรับอ.ณรงค์นั้นผมฟัง ๆ ดูแล้วผมว่าเป็นการให้ค.รู้ที่เรียกว่าเคลียร์อยู่พอสมควร และเรียกว่าเป็นการมองนอกกรอบจริง ๆ สำหรับคนที่เปิดใจรับนั้นไม่ว่าจะถือหางฝ่ายไหนจัด ๆ PAD หรือระบอบทักษิณ ก็จะปล่อยวางลงแล้วมองในกรอบใหญ่ หรือโจทย์ใหญ่ได้เช่นที่อาจารย์ย้ำในตอนสุดท้าย

    จากที่ผมฟังมาทั้งหมดผมไม่คิดว่าอ.ณรงค์สวนกับด้วยคำถามประมาณว่า “แล้วนิยามของคุณคืออะไร??” จะเป็นการเลี่ยงบาลีเช่นที่หลาย ๆ คนโจมตีนะครับ ผมเข้าใจนะว่าคนที่ฟังแล้วอาจจะหงุดหงิดเพราะไม่ได้คำตอบเป็นรูปธรรม แต่ว่าในทำนองเดียวกันมันก็ต้องมองคนพูดด้วยว่าเป็นใคร จากที่เคยอ่านบทความของอ.ณรงค์มาผมก็สัมผัสได้ว่าอาจารย์เป็นคนที่ตกผลึกทางความคิดในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองอยู่พอสมควรผมจึงคิดว่าที่อาจารย์สวนมานั้นไม่ใช่เพราะอาจารย์ตอบคำถามไม่ได้ บวกกับเงื่อนไขเรื่องของเวลาในการจัดรายการด้วย และอาจารย์เองก็ได้อธิบายเพิ่มเติมในเชิงระบบ มากกว่ามองในเชิงปัจเจกซึ่งก็ทำให้เห็นภาพหลุดจากกรอบที่เป็นอยู่ไปได้

    สุดท้ายนี้ผมไม่เข้าใจที่คุณกานต์พูดครับ

    ——— สิงโตเฒ่าอันตรายน้อยกว่าหมาป่าหนุ่ม ————-

    หมายความว่าอย่างไร คุณ Paganini ก็ได้นะครับ อธิบายความเพิ่มให้หน่อยครับ

  • vajiraฺ

    โครงการ Challenge Thailand 2010 ของ SIU ถ้าได้ลองไปสัมภาษณ์ อ. สุวินัย ภรณวลัย ก็ดีนะครับ ถึงแม้ว่าอาจจะดูเป็นฝั่งพันธมิตรไปบ้าง

    แต่ผมคิดว่าเราอาจจะได้มุมแปลก ๆ (ไม่ว่าจะสัมภาษณ์ประเด็นใดก็ตาม) แต่น่าสนใจก็ได้นะครับ
    ผมคิดว่าแกเป็นคนที่น่าสนใจดีครับ

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    การศึกษา…กะลาครอบ
    แด่กระบวน…การศึกษา…ยุคโลกา-…ภิวัตน์ไกล
    ชาวโลก…มาโยงใย…เป็นหมู่บ้าน…หมู่บ้านเดียว
    ประเทศนี้…ประเทศหนึ่ง…ก็ควรซึ่ง…จะกลมเกลียว
    เรียนรู้…เพื่อเก็บเกี่ยว…และจ่ายแจก…แลกเปลี่ยนกัน
    แต่ศึกษา…กะลาครอบ…มันมีกรอบ…ของตัวมัน
    มั่นคง…อยู่อย่างนั้น…ยากจะเปลี่ยน…จะแปรไป
    ใครใด…ที่ศึกษา…จนก้าวหน้า…เกินกว่าใคร
    สูงส่ง…สักเพียงใด…ก็ในกรอบ…ที่ครอบนั้น
    คนในกรอบ…ก็ยกย่อง…เขาก็พอง…ขึ้นตามกัน
    และเขาเอง…จึงมุ่งมั่น…จะชี้นำ…ทิศทางชน
    ฉันมี…การศึกษา…เขาอ้างมา…ประกาศตน
    อหังการ์…ประสาคน…อยู่ในกรอบ…ที่ครอบมา
    การศึกษา…ประดานี้…คนยิ่งมี…การศึกษา
    เขานั้น…ก็ยิ่งบ้า…เกินกว่าคน…ทุกคนไป
    ศึกษา…ยิ่งศึกษา…ก็ยิ่งบ้า…กันไปใหญ่
    ฉันเก่ง…เกินกว่าใคร…ในโลกนี้…มีใครเกิน
    สมเพช…การศึกษา…ภูมิปัญญา…อันตื้นเขิน
    เมื่อจัก…ต้องเผชิญ…กับโลกกว้าง…จะอย่างไร
    เก่งกัน…แต่ในกรอบ…กะลาครอบ…ทุกวันไป
    แข่งขัน…ซึ่งอันใด…ถ้าท่องจำ…ก็พอทน
    ใครใด…มีส่วนสร้าง…ใครเล่าวาง…ซึ่งไกกล
    สร้างกรอบ…มาครอบคน…ให้คลั่งบ้า…อย่างน่าอาย
    เป็นอาช-…ญากรรม…อันกระทำ…เพื่อทำลาย
    จากต้น…จนสุดสาย…อนาถแท้…เผ่าพันธุ์ไทย
    เรียนเถิด…พ่อจงเรียน…และจงเพียร…กันต่อไป
    แต่ตราบใด…และตราบใด…มีกะลา…ก็บ้าเอยฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๕ ก.ย. ๕๑/ ๖-๗ น.

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    เราก็…ผู้กำหนด
    เมื่อเกิดเรื่อง…การเมืองนั้น…คนก็หวั่น…กังวลใจ
    จะจบลง…ที่ตรงไหน…จบเมื่อไร…อยากรู้จัง
    และเมื่อจบ…จบอย่างไร…เกิดผลใด…มาประดัง
    คนต่าง…ก็คาดหวัง…รอคำตอบ…จากปากคน
    จึงคน…ที่ชอบจ้อ…ต่างสอพลอ…ประจานตน
    ให้เห็น…กระทั่งจน…เกินลิ้นไก่…ถึงไส้ติ่ง
    บ้านเมือง…ของทุกคน…จะมี-จน…ต้องอ้างอิง
    ตามหลัก…แห่งความจริง…และตามกฎ…กติกา
    หลักเกณฑ์…ก็มีอยู่…กลับไม่ดู…ไม่เบิ่งตา
    ทำตน…อหังการ์…มาจ้อแทน…ทุกผู้คน
    และคน…ผู้อ่อนแอ…ก็ย่ำแย่…ไร้เหตุผล
    มัวหวั่น…มัวกังวล…จนเปิดช่อง…ให้ช่วงชิง
    จงเชื่อมั่น…ในตัวตน…เราก็คน…นั่นความจริง
    เราอยาก…จะอ้างอิง…อยากยืนยัน…ซึ่งอันใด
    อย่าอาย…ที่จะแจ้ง…จะสำแดง…แถลงไข
    บ่งบอก…ความในใจ…อันจริงแท้…แก่ผู้คน
    คิดเห็น…เป็นอย่างไร…บอกออกไป…อย่ากังวล
    ผิด-ถูก…ก็เป็นผล…สำหรับเพื่อ…จะต่อไป
    อย่ารอใคร…มากำหนด…มาโป้ปด…กันตาใส
    แล้วเรา…ก็เชื่อใจ…แล้วก็บ้า…ว่าตามกัน
    ใครเป็น…สัพพัญญู…มาอวดรู้…อะไรนั้น
    ขอเรา…จงสำคัญ…นั่นก็เพียง…หนึ่งเสียงเดียว
    เสียงเดียว…พึงรับฟัง…แต่ก็ยัง…อีกหลายเที่ยว
    หลายหนึ่ง…มากลมเกลียว…มาเรียนรู้…อยู่ร่วมกัน
    จงกล้า…เถิดผองเรา…จงปัดเป่า…ความหวาดหวั่น
    จงยืนหยัด…และยืนยัน…เสียงแห่งคน…ของตนเองฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๕ ก.ย. ๕๑/๑๓-๑๔ น.

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    แค่ยืนยัน…ความเป็นคน
    หากเรา…จักสามารถ…กล้าประกาศ…ความเป็น “ไท”
    พวกเรา…จักก้าวไกล…เกินกว่าคาด…กว่าคิดกัน
    ปลดเปลื้องพัน-…ธนาการ…ทุกสถาน…เป็นสำคัญ
    อันใด…ที่ขวางกั้น…เจตจำนง…อันแท้จริง
    จงปลด…จงสลัด…จงขจัด…ทำลายทิ้ง
    จงล้าง…แล้วอ้างอิง…ให้มันตรง…กับจิตใจ
    อย่ากลัว…อย่ากังวล…อย่าจำนน…ต่อสิ่งใด
    จะใคร…รึว่าใคร…เขาก็คน…อยู่เช่นกัน
    จะยืนยัน…ความเป็นคน…ยังกังวล…ไอ้นี่-นั่น
    ยังสับสน…สารพัน…จะเป็นคน…ได้อย่างไร
    เป็นคน…คือเป็นคน…จะสับสน…ไปทำไม
    จะกังวล…กันไปไย…แค่เป็นคน…ก็คือคน
    อื่นๆ …ก็อีกเรื่อง…ค่อยยักเยื้อง-…แต่เบื้องต้น
    ต้องยืนยัน…กันอยู่บน…หลักและฐาน…ประมาณนี้
    จงยึดมั่น…ความเป็นคน…ไว้กับตน…ให้คงที่
    ตราบใด…ที่เรามี…จักไม่พ่าย…ไม่แพ้ภัย
    อย่าให้ใคร…มากำหนด…มาสะกด…ซึ่งจิตใจ
    ให้คลาด…ให้พลาดไป…จากพื้นฐาน…ความเป็นคน
    ต่อให้ใคร…มาข่มขู่…มาโจมจู่…มาประจญ
    มาอวดอ้าง…กำลังพล…ก็อย่าตื่น…อย่าตกใจ
    จะอ้างใด…ก็จงอ้าง…เพื่อจะวาง…ตนเหนือใคร
    จะได้เห็น…ซึ่งเนื้อใน…แห่งธาตุแท้…สันดานจริง
    จะได้เห็น…ความกะล่อน…อันปลิ้นปล้อน…ประดุจลิง
    สารพัด…จะอ้างอิง…เพื่อทำลาย…ความเป็นคน
    พวกเลือดเย็น…อำมหิต…มีจริต…อันสับสน
    เพียงอยาก…จะยกตน…ถึงกับย่ำ…ทำลายใคร
    เพียงหวัง….ปกป้องตน…ถึงกับย่ำ…ทำลายอะไรฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๕ ก.ย. ๕๑/๑๙-๒๐ น.

  • เหลียง

    สำหรับผม วิธีดูง่ายๆก็คือ

    .. ใครได้เงินไปเยอะสุด คนนั้นแหละเป็นโจร

  • เจริญชัย

    อย่างนั้น ผมขอเป็นโจรได้ไหมครับ จะได้มีเงินเยอะกว่าตำรวจ 555

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    เชื่อผู้นำ…ชาติเสี่ยงภัย
    ธรรมดา…ของปวงสัตว์…อันแออัด…ในโลกา
    ตัวใด…ที่เหนือกว่า…ก็จะได้…เป็นผู้นำ
    เหนือกว่า…ก็สามารถ…จะตวาด…จะครอบงำ
    สัตว์อื่น…ให้กระทำ…ไม่กระทำ…ได้ตามใจ
    ชะตากรรม…ของหมู่สัตว์…ก็ถูกซัด…ให้เป็นไป
    สุดแต่…ผู้นำไซร้…จะควบคุม…จะบงการ
    จะสุข…จะสบาย…จะฉิบหาย…ชีพมลาญ
    ก็เพียง…แต่รับทาน…ชะตากรรม…อันพึงมี
    จึงมนุษย์…ผู้สามารถ…ชาญฉลาด…ปัญญาดี
    ค้นคิด…ซึ่งวิธี…อันแตกต่าง…จากสัตว์ไป
    ให้ทุกคน…นั้นสามารถ…มีอำนาจ…อธิปไตย
    ทุกคน…นั้นยิ่งใหญ่…ในฐานมี…ความเป็นคน
    แล้วให้คน…ผู้ยิ่งใหญ่…เลือกคน (รับ) ใช้…ไปแทนตน
    จัดการ…ตามไกกล…กติกา…อันพึงมี
    ผู้แทน…คือคน (รับ) ใช้…จะทำใด…ดีไม่ดี
    ต้องฟัง…ประชาชี…ผู้เป็นใหญ่…ที่ใช้ตน
    หากวันใด…เขาตรงข้าม…ไม่ทำตาม…ประชาชน
    หรือบ่ายเบี่ยง…สาละวน…ก็ต้องถอด…ต้องถอนกัน
    หรือถึงคราว…ต้องเลือกใหม่…อันคนใช้…เช่นฉะนั้น
    ควรลง…ประชาทัณฑ์…ไม่ต้องเลือก…เขาขึ้นมา
    ระบอบ…ของหมู่คน…อันเป็นผล…จากปัญญา
    ป้องกัน…ซึ่งปัญหา…จากความบ้า…ของผู้นำ
    แล้วผองเรา…ขณะนี้…เรานั้นมี…ชะตากรรม
    ตกอยู่…ในเงื้อมงำ…ของระบบ…ระบอบใด
    จะรอฟัง…เสียงนกหวีด…ที่เป่าปรี๊ด…แล้วลุกไป
    จะก่อกรรม…ทำอะไร…สุดแต่ท่าน…อย่างนั้นหรือ?ฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๗ ก.ย. ๕๑/๑๕-๑๖ น.

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    ธุรกิจขาย…ใบไถ่บาป
    ธรรมดา…ของหมู่คน…ผู้ทุกข์ทน…ในโลกา
    ย่อมจัก…แสวงหา…สวรรค์เบื้อง…วิมานบน
    ทั้งๆ รู้…ว่าไม่อาจ…จะสามารถ…พิสูจน์ผล
    แต่ด้วย…ความกังวล…ก็ต้องเชื่อ…ตามๆ กัน
    จะมีจริง…หรือไม่จริง…ก็ยากยิ่ง…จะยืนยัน
    หนทาง…ล้วนตีบตัน…เพื่อพิสูจน์…ให้ชัดเจน
    จึงเกิด…เป็นโอกาส…ผู้สามารถ…ในการเล่น
    สอดส่อง…ก็มองเห็น…ซึ่งช่องทาง…ทำกำไร
    และก็ด้วย…ความสามารถ…จึงประกาศ…กันยกใหญ่
    ใครผู้…ประสงค์ไป…สวรรค์นั้น…หนทางมี
    ก็ด้วยซื้อ…ใบไถ่บาป…คุณภาพ…ที่อย่างดี
    จากหน่วย…ของเรานี้…ก็พอที่…จะสมใจ
    แม้บาปหนา…อันสาโหด…ครุโทษ…สักเพียงใด
    ขอเพียง…ท่านซื้อไป…ก็ล้างได้…ในเร็วพลัน
    จากนั้น…ก็มุ่งหน้า…สู่มัคคา…แห่งสวรรค์
    มาเถิด…มาร่วมกัน…สู่โลกอัน…ศรีวิไล
    ผู้คน…ที่พื้นฐาน…ก็ต้องการ…อยู่ภายใน
    คนขาย…ก็รู้ใจ…จึงเกิดผล…มหึมา
    ธุรกิจ…จึงอำนวย…ให้เขารวย…อย่างอื้อซ่า
    ก็สมตาม…กติกา…อุปสงค์…อุปทาน
    แต่มัน…มีปัญหา…กับการค้า…ที่เบ่งบาน
    เมื่อว่า…ถึงต้นธาร…แล้วก็ยาก…จะทำใจ
    สินค้า…ชวนสงกา…ทั้งที่มา…และที่ไป
    แต่โกยกำ…ทำกำไร…ควรปล่อยไป…หรือไงดี
    ส.ค.บ….ต้องตรวจสอบ…ให้รอบคอบ…กันอีกที
    การค้า…ประดานี้…ท่านจะเห็น…เป็นอย่างไรฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๗ ก.ย. ๕๑/๒๐-๒๑ น.

  • Mr J

    วันที่ 9 เดือน 9 นี่วันดีจริงๆ 555

  • เจริญชัย

    วันดีจริงๆ ด้วย เนอะ
    วันจองแฟลตปลาทอง

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    ความฝัน…อันสูงสุด
    เกิดมา…ในชาติหนึ่ง…ก็ลึกซึ้ง…กับชีวา
    ของคน…ธรรมดา…อันดาษดื่น…อยู่ทั่วไทย
    ทั้งถูกเหยียบ…และถูกย่ำ…ถูกกระทำ…อยู่ร่ำไป
    เป็นใคร…รึว่าใคร…ก็ไม่อยาก…จะทานทน
    จึงสู้…จะตะกาย…จะปีนป่าย…ไปข้างบน
    ไปอยู่…บนหัวคน…เพื่อเหยียบย่ำ…ใครต่อใคร
    เป็นความฝัน…อันสูงสุด…ของมนุษย์…ทั่วๆ ไป
    ในสังคม…ประเทศไทย…อันร่มเย็น…เป็นสุขนี้
    เมื่อสู้…ตะเกียกตะกาย…จนปีนป่าย…ได้ดิบดี
    ก็ลืมสิ้น…ประดามี…ในกำพืด…กำเนิดตน
    จึงทำตน…เป็นอีกอย่าง…อันแตกต่าง…จากผองคน
    ที่ยัง…ต้องทุกข์ทน…ต้องปีนป่าย…ตะกายไป
    เป็นกฎเกณฑ์…แห่งสังคม…พิมพ์นิยม…ประเทศไทย
    ยินยอม…และพร้อมใจ…เป็นธรรมดา…ไม่ว่ากัน
    ศิลปะ…การตะกาย…เป็นลวดลาย…พิลึกลั่น
    เป็นศาสตร์…อันสำคัญ…ยากจะเรียน…ให้รู้จริง
    บางคนเอา…ประชาชน…ผู้ทุกข์ทน…มาอ้างอิง
    เผลอไผล…ก็ช่วงชิง…มาเหยียบย่ำ…ประชาชน
    บางคนอ้าง…ความเป็นธรรม…เป็นธงนำ…แห่งผองคน
    เผลอหน่อย…ก็นั่งบน…แล้วเหยียบย่ำ…ความเป็นธรรม
    บางคนอ้าง…ประชาธิปไตย…เป็นธงชัย…เป็นธงนำ
    เผลอนิด…ก็ขย้ำ…ขยี้ธง…ประชาธิปไตย
    มันเหมือนมี…ในสันดาน…สืบมานาน…จนฝังใจ
    ครอบงำ…มาแต่ไร…เลยเผลอไผล…ไม่รู้ตัว
    เลยหวังใด…ก็ไม่ได้…อะไรๆ …ก็มัวซัว
    ถูกใช้…กันไปทั่ว…เพื่อได้นั่ง…บนหัวคนฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๘ ก.ย. ๕๑/๒๑-๒๒ น.

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ขอบคุณนะครับที่เลือกอ.ณรงค์ ผมไม่รู้จักท่านมาก่อนเลย แต่พอฟังท่านพูดแล้ว ผมรู้สึกตาสว่างเลยครับ ทำให้ผมหลุดออกจากหล่มที่ติดอยู่ แล้วรู้สึกมีหวัง

    จากที่ผมฟังอ.แล้วผมมีความคิดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วความขัดแย้งขณะนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่มันเป็นอาการของปัญหาต่างหากครับ คือสังคมไทยมีปัญหาสะสมมานาน และในที่สุดปัญหานั้นก็ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งครั้งนี้ ปัญหานั้นมันฝังลึกมาก ความขัดแย้งถึงรุนแรงขนาดนี้ เช่นการทำงานของข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจที่ไม่ยุติธรรม รับใช้นักการเมือง ระบบยุติธรรมและการบังคับใช้กฏหมายที่ล่าช้า ความไม่รับผิดชอบของนักการเืมือง การที่ประชาชนปล่อยให้นักการเมืองไม่ดีมาทำงานอยู่ได้ การที่ประชาชนไม่เห็นความสำคัญในเรื่องสิทธิของตน การที่ประชาชนมาอ้างสิทธิที่ตนมี แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองมีสิทธิ มีหน้าที่อะไรบ้าง และใช้สิทธิของตนเกินเลยไปจนเบียดเบียนสิทธิของผู้อื่น ฯลฯ

    ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งความขัดแย้งครั้งนี้คือทางออก และเป็นโอกาสดีที่เราจะแก้ปัญหาที่มีนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับการเืมืองใหม่ที่พันธมิตรพูดถึงนะครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และไม่ได้ให้เครดิตอะไรเลย สำหรับขณะนี้ผมมองว่ามันเป็นแค่นามธรรมเท่านั้น แต่ที่เราต้องการคือคนในสังคมไทยทั้งหมดต้องร่วมกันหาทางออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเิกิดขึ้นแน่ๆ แต่อาจจะไม่ชัดเจนขนาดมานั่งโต๊ะคุยกัน แต่อาจจะเกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ผมคิดว่านี่คือผลพลอยได้ของการชุมนุมของพันธมิตรครับ การประท้วงของพันธมิตรทำให้สังคมไทยที่หลับไหลมานาน ได้ตื่นตัวขึ้น และหลังจากนี้ไป เราจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม นักการเมือง และตำรวจจะไม่สามารถรังแกประชาชนได้ง่ายๆ อีก เพราะประชาชนมีความรู้มากขึ้น ผมหวังว่าสิ่งที่ผมคาดจะถูกนะครับ และทิศทางนี้จะดำเนินต่อไป ในอนาคตการเมืองของประเทศเราจะขึ้นไปเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วได้

    แต่ก่อนผมก็มองความขัดแย้งนี้ด้วยความเครียด โกรธ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกสบายขึ้น ถึงแม้ความขัดแย้งครั้งนี้จะทำให้ประเทศเราเสียหายมหาศาลในระยะสั้น แต่ถ้าความขัดแย้งครั้งนี้ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เรามีมา ผลดีที่เราจะได้ในระยะยาวน่าจะคุ้มแสนคุ้มนะครับ

    ผมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนความคิดของผมนะครับ คุณเจริญชัยพูดย้ำหลายรอบมาว่าประชาธิปไตยนั้นต้องใช้เวลาพัฒนา ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วมันจะทำงานได้ผมร้อยเปอร์เซ็นทันที ผมเห็นด้วยอย่างมาก
    1. คุณคิดว่าประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยพัฒนามากๆ แล้วอย่างอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน นี่ไม่เคยมีปัญหาแบบประเทศไทยเหรอครับ? กว่าที่เราจะมาถึงตอนนี้ได้ สถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ขณะนี้ (ก่อนหน้านี้หน่อยแล้วกัน เอาเป็นว่าสมัยรัฐบาลทักษิณ) เหมือนกับประเทศเยอรมันสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่มีผิด (ลองหาหนังสือ A New Illustrated History of the Nazis มาอ่านดูนะครับ) แต่ท้ายที่สุดเค้าก็พัฒนามาถึงทุกวันนี้ได้ ประเทศเหล่านี้ผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าประเทศไทยมากมายนักกว่าจะมาถึงจุดนี้ (อันนี้ต้องขอบคุณที่ประเทศเรามีพระเจ้าอยู่หัวนะครับ อย่างน้อยเราก็เชื่อมั่นได้ว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดแล้ว พระองค์จะเป็นที่ึพึ่งได้เหมือนสมัยพฤษภาทมิฬ)

    การพัฒนาประชาธิปไตยนั้นเป็นการสร้าง Paradigm ใหม่ให้ผู้คนในสังคม ไม่ใช่แค่การให้สิทธิเค้าเลือกตั้ง โดยที่ไม่มีความรู้นะครับ และการสร้าง Paradigm ใหม่เป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องใช้เวลา อาจจะไม่สำเร็จภายในชั่วอายุคนเดียว ดูจาก French Revolution สิครับ กว่าจะมาเป็น The fifth Republic อย่างในปัจจุบันใช้เวลากี่ปี หรือแม้แต่ในอเมริกาหลังจากที่ประกาศเอกราช ทั้งๆ ที่เขียนในคำประกาศเอกราชแท้ๆ ว่าคนเราเกิดมาเท่ากัน ต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะมีการเลิกทาส กว่าผู้หญิงจะมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย ซึ่งถ้าไม่มีสงครามโลกครั้งที่สองสิ่งนี้ก็จะไม่เกิด

    2. ถ้าเรามองย้อนไปในอดีต ตั้งแต่ 2475 มา การนองเลือดใหญ่ๆ สามครั้ง แต่ประเทศเราก็พัฒนาขึ้นมาเยอะ หลังจากเหตุการนองเลือดนั้น นะครับ

    หลังจาก 14 ตุลา กับ 6 ตุลา (ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ พ่อค้า ชนชั้นกลางกับกลุ่มอำนาจเ่ก่า ทหาร ขุนนาง) ทหารออกมายึดอำนาจปกครองประเทศแบบเผด็จการได้ยากขึ้น สังเกตได้ว่าความพยายามของรสช.ถูกต่อต้านอย่างหนักทันที และฉับไว

    และหลังจากพฤษภาทมิฬ บทบาทของทหารในด้านการเมืองก็แทบจะหมดไปเลย สังเกตุได้ว่าเราไม่มีนายกที่ชื่อขึ้นต้นด้วยพล.อ อีกต่อไป ไม่เหมือนสมัยก่อนพฤษภา และทหารก็เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในกลม และพูดว่าทหารไม่ยุ่งกับการเมือง ประเทศเราก็ปลอดจากการรัฐประหารมาเกือบยี่สิบปี สังเกตว่าต้องแต่ 2475 ถึงพฤษภาทมิฬ นี่มีทั้งรัฐประหาร และความพยายามจะก่อรัฐประหาร สามสิบกว่าครั้งนะครับ

    สรุปแล้วคือเลือดวีรชนที่หลั่งรินบนถนนราชดำเนิน นั้นไม่ได้เสียเปล่าเลย มันได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อสังคมไทยครับ ดังนั้นความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ปัญหาครับ แต่น่าจะเป็นโอกาสในการแก้ปัญหามากกว่า

    ผมไม่เห็นด้วยกับหลายๆ ท่านที่วิจารณ์อ. ว่าไม่คม หลีกเลี่ยงการตอบปัญหาด้วยการถามย้อน เรากำลังถกประเด็นที่เป็น แนวคิดครับ การที่ใช้ศัพท์วิชาการนี่ต้องแน่ใจก่อนว่าคำนิยามของมันคืออะไร เข้าใจตรงกันไหม ไม่ใช่เถียงกันหน้าดำคล้ำเครียด สุดท้ายมาร้องอ๋อว่าเราคิดไม่ตรงกัน เพราะพูดกันคนละเืรื่อง คนมีความรู้อย่างคุณกานต์ คุณเจริญชัย คุณสุรศักดิ์ อาจจะเข้าใจตรงกับอ. แต่คนธรรมดาที่ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างผมอาจจะเข้าใจผิดได้นะครับ ดังนั้นอ.จึงต้องการความชัดเจน

    สุดท้ายนี้ ผมเดาว่าคุณสมัครไม่ได้เป็นนายกหรอกครับ ตำแหน่งนี้ใครๆ ก็อยากเป็น น่าจะมีผู้ท้าชิงรายใหม่มากกว่า แต่ใครจะได้นั้นคงตอบได้ยาก :)

  • เจริญชัย

    ผมฟังคุณ Ink แล้ว ต้องบอกคำเดียวว่า “ซี้ด”

    แต่เดิม ผมยกย่องคุณ Ink อยู่แล้วว่า คือ “แฟนรายการที่มีคุณภาพสูง”
    อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นล่าสุด ทำให้ผมยกระดับคุณ Ink จากปัญญาชนผู้ลุ่มลึกไม่ติดกรอบ
    กลายมาเป็น “ผู้เข้าสู่วิถีนักกลยุทธ์” ซึ่งเอาชนะหล่มปักในใจได้ โดยเฉพาะการยึดติดกับตรรกะ หรือสถานการณ์เฉพาะหน้า

    ข้อความที่ผมชอบมากๆๆๆๆๆ คือ

    “ผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับการเืมืองใหม่ที่พันธมิตรพูดถึงนะครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร และไม่ได้ให้เครดิตอะไรเลย สำหรับขณะนี้ผมมองว่ามันเป็นแค่นามธรรมเท่านั้น แต่ที่เราต้องการคือคนในสังคมไทยทั้งหมดต้องร่วมกันหาทางออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเิกิดขึ้นแน่ๆ แต่อาจจะไม่ชัดเจนขนาดมานั่งโต๊ะคุยกัน แต่อาจจะเกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ผมคิดว่านี่คือผลพลอยได้ของการชุมนุมของพันธมิตรครับ การประท้วงของพันธมิตรทำให้สังคมไทยที่หลับไหลมานาน ได้ตื่นตัวขึ้น และหลังจากนี้ไป เราจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม นักการเมือง และตำรวจจะไม่สามารถรังแกประชาชนได้ง่ายๆ อีก เพราะประชาชนมีความรู้มากขึ้น”

    คล้ายกับที่ผมคิดไว้มาก แต่คุณ Ink อธิบายได้ดีกว่า

    อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ไม่ง่ายขนาดนั้นครับ
    ผมกำลังอ่านหนังสือ “ทรรปณะ ประวัติศาสตร์ยุโรป คริสตศตวรรษที่ 19″ ซึ่งพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส และการเปลี่ยนแปลงในประเทศยุโรปอื่นๆ (Synchronize กันพอดีนะครับ คุณ Ink)ผมได้ข้อสรุปว่า

    การเปลี่ยนแปลงจะต้องผ่านการกลับไปมา แต่สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองหนึ่งๆ แม้จะล้มเหลว ผิดพลาด แต่ผลของมันจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ จนย้อนกลับไปไม่ได้ การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปจะสะสมประสบการณ์ความเจนจัด รวมถึง “อุดมการณ์” ที่นักปฏิวัติรุ่นก่อนได้ประกาศไว้ ผนวกเข้าไป
    ทำให้การต่อสู้ยกระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าพูดตามที่อาจารย์ ณรงค์ บอกก็คือ ระยะยาวแล้ว สังคมจะดีขึ้น

    ส่วนอีกประโยคที่ผมชอบรองลงมาคือ

    “การที่ใช้ศัพท์วิชาการนี่ต้องแน่ใจก่อนว่าคำนิยามของมันคืออะไร เข้าใจตรงกันไหม ไม่ใช่เถียงกันหน้าดำคล้ำเครียด สุดท้ายมาร้องอ๋อว่าเราคิดไม่ตรงกัน เพราะพูดกันคนละเืรื่อง”

    ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในกลุ่ม SIU เวลาทำงาน เช่น จดหมายข่าว หรือถกเถียงทางความคิด ผมพบว่า หลายครั้ง เกิดจากการใช้ศัพท์ที่นิยามไม่ตรงกัน การใช้ภาษาหรือจุดเน้นที่ต่างกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและลุกลามใหญ่โต

    นี่ขนาดแต่ละคน ก็เป็นนักคิด นักปฏิบัติที่เจนจัด ยังขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงกรณีอื่นๆ

  • zneb

    7 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก นี่ตอนสามทุ่มจะครบรอบ 7 ปี เหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์โลก 9/11 แล้ว แต่ละท่านคิดอย่างไรบ้างกับโลกและเมืองไทยหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001

  • http://g41act.multiply.com Ink

    คุณเจริญชัยพูดอย่างนี้ผมก็เิขินแย่สิครับ แต่ขอบคุณนะครับ โดยเฉพาะการเสริมในประเด็นที่ผมไม่สมบูรณ์ ผมเห็นด้วยเลยครับว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ว่าจะเดินไปในทางที่เดียว อาจจะกลับไปกลับมาได้ เช่นการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นต้น มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาระหว่างระบอบกษัิตริย์กับสาธารณรัฐ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่เปลี่ยนไปสู่ระบอบแบบเดิมที่มีสามฐานันดร โดยที่สองฐานันดรชั้นบน ขูดรีบฐานันดรชั้นล่างอีกต่อไป หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม เรามีความคิดกลับไปกลับมาระหว่างนายกรัฐมนตรีควรจะมาจากส.ส. หรือไม่ (ตอนนี้ยังแค่คิดอยู่)

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ผมเรียบเรียงความคิดใหม่ แล้วเอาไปใส่ในเว็บของผมเองนะครับ อยู่ที่นี่ครรับ http://g41act.multiply.com/journal/item/109/109 ขอเชิญติชมกันได้เลยนะครับ

  • Suwannee Wattananakorn

    เวปสวยดี ตัวหนังสือเล็กอีกแล้ว ทนอ่านไม่ไหว ไม่มีตังค์ซื้อจอ 19 นิ้วด้วย

  • เจริญชัย

    ผมเข้าไปอ่านแล้วครับ คุณ ink
    ปกติ ถ้าเวปไหน ต้อง login ผมจะไม่ตอบ
    สำหรับคุณ ink ผมยกเว้น

    แต่เนื่องจาก มันดันถาม mail ของ multiply ซึ่งผมไม่มี
    ผมจึงจนปัญญา

    เอาเป็นว่า ผมมาตอบในนี้ละกัน

    ประโยคที่คุณ ink เขียนมา ผมชอบตรงนี้

    “ในสถานการณ์ปัจจุบันเราต้องการ แนวทางใหม่เพื่อมาใช้แก้ปัญหาวิกฤตในปัจจุบันครับ เพราะวิธีการที่มีอยู่มันไม่ Work ซึ่งเป็นสาเหตุที่เรามีวิกฤตอย่างที่เป็นอยู่ในเบื้องต้น ระบบที่มีอยู่ไม่สามารถจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่ามีปัญหาเรื่องจริยธรรม และการคอรัปชั่น ระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถจัดการกับผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิของตนเกินขอบเขต แนวทางในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึง “การเมืองใหม่” ทีพันธมิตรพยายามจะนำเสนอนะครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือะไร และไม่ให้เครดิตใดๆ ทั้งสิ้น ผมมองว่ามันเป็นแค่รูปธรรม ผมไม่คิดว่าแนวทางใหม่นี้จะมาจากการที่คนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งมานั่งประชุมกันแล้วได้ข้อสรุป หรือทางออก ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นในฉับพลัน แต่วิธีการแก้ปัญหาจะมาจากทางอ้อม นั่นคือตัวประชาชนเองมากกว่า และจะเกิดขึ้นอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปครับ ส่วนการชุมนุมประท้วงจะจบยังไง ผมไม่รู้จริงๆ ครับ แต่ิจบเร็วจะยิ่งดีต่อประเทศชาติครับ”

    ผมชอบนะครับ โดยเฉพาะในส่วนที่บอกว่า ประชาชนต้องเข้ามา แต่ไม่ได้หมายถึงเข้าร่วมกับกลุ่มใด แต่เขามากดดัน ส่งเสริม ประเด็นต่างๆที่เป็นปัญหา เช่น ถ้าพันธมิตร เสนออะไรดี ก็แสดงพลังออกมาสนับสนุน รัฐบาลทำถูกเรื่องไหนก็สนับสนุน

    เรียกว่าเป็น สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือ รัฐบาล พันธมิตร และประชาชน หรือประชาสังคม ต้องทำปฏิสัมพันธ์กัน

    โชคดีที่ผลโพลออกมาว่า รัฐบาล 20 พันธมิตร 20 กลาง 60 ผมถือเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะยังเหลือฝ่ายเป็นกลางที่จะช่วย Synthesis

    จุดนี้เหมาะสมมาก เพราะส่วนใหญ่ ประชาชนมัก frre rider ดังนั้นจึงต้องมีถึง 60 และกว่าที่คนเหล่านี้จะรวมกันก็สูญเสียไประหว่างทาง เหลือเพียง 20

    ประชาชนควรทำงาน เพื่อจ่ายภาษี แล้วค่อยให้พันธมิตรและรัฐบาลทำงานไป ประชาชนเป็นเพียง บรรณาธิการ ที่คอยขัดเกลางานของนักเขียนทั้งสองฝ่าย

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ขอบคุณนะครับคุณเจริญชัย เป็นมุมมองที่ดีมากเลยครับ เพราะจริงๆ แล้วประชาชนเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ไม่ใช่รัฐบาล หรือพันธมิตร

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ขอบคุณคุณ Suwannee ที่แวะไปเยี่ยมนะครับ คงต้องใช้วิีธีขยายตัวอักษรเอาหนะครับ ด้วยการกด Ctrl++ หรือเลือก Font Size ใหม่จากเมนูครับ

    สำหรับประเด็นที่คุณ zneb เปิดขึ้นมาเรื่อง 9/11 ผมยังไม่ตกผลึกเรื่องนี้เลยครับ ผมได้แต่แชร์ประสบการที่ผมประสบแล้วกันนะครับ ซึ่งไม่ค่อยจะเรียบเีรียงเท่าไรนัก ผมมาอเมริกาครั้งแรกปี 2000 ส่วน 9/11 เกิดปี 2001 และผมกลับมาอยู่ยาวตั้งแต่ปี 2002-ปัจจุบัน 2008 สิ่งที่ผมเห็นก็คือทัศนคติของชาวอเมริกันที่เปลี่ยนไปหนะครับ สนามบินนี่ชัดเจนมาก เมื่อปี 2000 ผมเดินออกมาเดินใน Detroit แล้วผมยังไม่เชื่อเลยว่านี่อเมริกาแล้ว เพราะมันผ่านเข้ามาง่ายเหลือเกิน ปัจจุบันผมรู้สึกหวั่นทุกครั้งที่มาหยุดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองครับ

    ผมคิดว่าสงครามอิรักนั้นเป็นจุดตกต่ำของอเมริกาอย่างแท้จริง เพราะทำให้ประเทศขาดดุลบัญชีิเงินเดินสะพัดมหาศาล ทำให้ค่าเงินตกต่ำ เศรษฐกิจตกต่ำ เงินดอลล่าห์ในปัจจุบันก็แข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ว่ากันว่ามันควรแค่ครึ่งเดียวของราคาปัจจุบันด้วยซ้ำ (Richard Duncan, The Dollar Crisis, 2003)

    ปัจจุบันอิรักเป็นสนามรบของอเมริกากับอิหร่าน โดยอิหร่านสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ ให้รบกับกองทัพสหรัฐ นั่นเป็นเหตุผลทำให้สหรัฐถึงขู่จะรบอิหร่าน แต่คงไม่ได้ทำหรอกครับ ปัจจุบันคนอเมริกันเห็นแล้วว่าสงครามอิรักสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจประเทศมหาศาล และก็กังวลกับวิกฤตซับไพล์มในประเทศมากกว่า ยังไงก็ไม่สนับสนุนสงครามแน่ๆ

  • จักร ภูมิสิทธิ์

    ฟังนิทาน…เถิดชื่นใจ
    เป็นเรื่องเก่า…เล่ากันมา…ภูมิปัญญา…ปรีชาญาณ
    แต่เบื้อง…บรรพกาล…ที่เล่าขาน…สืบๆ มา
    ครั้งหนึ่ง…นางยักษิณี…ซึ่งถือดี…มีวิชา
    แปลงเป็น…คนธรรมดา…มาอาสา…เลี้ยงลูกคน
    แม่เด็ก…ก็ไว้ใจ…ไม่สงสัย…ในเล่ห์กล
    ผ่านไป…กระทั่งจน…ยักข์ลักเอา…จึงเข้าใจ
    จึงร้อง…ให้คนช่วย…จับไว้ด้วย…คนจัญไร
    ลักลูก…ของฉันไป…ใครก็ได้…ช่วยจับที
    จึงชาวบ้าน…ก็ช่วยจับ…ได้เสร็จสรรพ…นางยักษิณี
    กำลัง…พาเด็กหนี…ตรงตามที่…พรรณนา
    ผู้ต้องหา…ปฏิเสธ…และอ้างเหตุ…ฟ้องข้อหา
    นางนี่…แหละมารยา…หวังจะเอา…ลูกเขาไป
    ต่างฝ่าย…ต่างยืนยัน…อย่างคงมั่น…ต่อใครๆ
    จนยาก…ตัดสินใจ…ว่าใครเท็จ…และใครจริง
    จึงมี…คนชี้ช่อง…เรื่องนี้ต้อง…ไปพึ่งพิง
    หลักวาง…เพื่ออ้างอิง…จากบัณฑิต…ทรงปัญญา
    จึงไปหา…มโหสถ…ให้เปลื้องปลด…ซึ่งปัญหา
    มโหสถ…ก็เห็นว่า…ควรจักต้อง…แบ่งครึ่งกัน
    จึงให้ดึง…คนละข้าง…เพื่อให้ร่าง…ของเด็กนั้น
    ฉีกแล่ง…เพื่อแบ่งปัน…คนละครึ่ง…สมตามคำ
    จึงต่างฝ่าย…ต่างดึงมา…เด็กร้องจ้า…ชะตากรรม
    นางหนึ่ง…ไม่อาจทำ…จึงปล่อยให้…อีกฝ่ายไป
    ท่านบัณฑิต…จึงตัดสิน…ให้คนยิน…ว่าลูกใคร
    อันแม่…มาแต่ไร…ย่อมรักลูก…กว่าชีพตน
    นิทาน…คือนิทาน…อันสืบผ่าน…มานานดล
    มีไว้…เพื่อให้คน…ผู้รู้คิด…พินิจเอยฯ
    จักร ภูมิสิทธิ์ ๑๑ ก.ย. ๕๑/๑๑-๑๒ น.

  • nutjubjub

    กลายเป็นเว๊ปกลอนไปซะแล้ว :)
    แต่ผมว่าเป็นโคลง4สุภาพ หรือกลอน4 กลอน8 จะอ่านง่ายกว่านะครับ อันนี้เสนอคุณจักรเฉยๆ แฮะๆ
    เมื่อวาน เข้า web manager
    พอผมฟัง อ ณรงค์ พูดตอนขึ้นเวทีพธมกับคุณเจิมศักดิ์ เลยเข้าใจในบทสัมภาษณ์อาจารย์อันนี้มากขึ้น
    ตอนคุณกานต์และคุณเจริญชัย สัมภาษณ์
    อาจารย์พยายามพูดเป็นกลางแต่ใจคงมีคำตอบอยู่แล้ว เลยเหมือนพยายามไม่ฟังธง ให้ไปเดาเอาเอง จึงดูกั๊กๆขัดใจ
    เพิ่งรู้ว่าอาจารย์เคยร่วมกับ พรรคไทยรักไทยด้วย อาจารย์น่าจะซ้ายจัดอ่ะเปล่าผมไม่แน่ใจ
    แต่ความคิดอาจารย์เท่าที่ฟัง ผมก็ชอบนะ
    สรุปคือ ผมยังคงคิดว่า อาจารย์ตกผลึกแล้ว ตอนแรกคิดว่าอาจารย์อัตตาสูงเลยไม่ค่อยสนใจความคิดคนอื่นและความต้องการคนอื่น
    แต่ตอนนี้คิดว่า ที่อาจารย์สัมภาษณ์กั๊กๆ เพราะอาจารย์ยังไม่อยากฟันธงมากแม้จะตกผลึกแล้วก็ตาม

    สำหรับ รายการ ความจริงวันนี้
    ผมว่ามาผิดทางนะ ไม่รู้เหมือนกัน อย่างการมาดิสเครดิต อ จรัล
    ผมว่าทางนี้ไม่น่าใช่ทางที่ถูกอ่ะ แฟนผมเคยเรียนกับ อ จรัล ก็ไม่รู้ว่าอคติไหม
    แต่แฟนผมชอบ อ จรัลมากเค้าบอกเป็นคนดี ผมก็เลยชอบไปด้วย
    ผมเห็นว่า การวิพากษ์ ศาลแบบนี้ ผมว่าทรามอ่ะ
    คำตัดสินค่อนข้างเคลียร์มีเหตุผลดี แต่การทำแบบนี้
    ถ้ามาอยู่ข้างถนนก็ไม่เป็นไร แต่รัฐเล่นเองแบบนี้
    ก็พอๆกับการยึดทำเนียบและnbtของพธม แต่ไม่รู้สิ ผมว่าการทำแบบนี้ของรัฐมันทรามกว่า
    เพราะพธม ยังไงก็อยู่ข้างถนนไม่ใช่อยู่ในอำนาจรัฐ

    ผมวิเคราะห์ตอนที่สมัคร ให้ใช้ พรบ ฉุกเฉิน ผมฟันธงเลย สงครามย่อย พันธมิตรชนะแล้ว
    สงครามย่อยคือ พธม กับ รัฐบาล
    สงครามใหญ่คือ ทุนสามานกับศักดินา(ล้าหลัง)
    สงครามใหญ่ยังสูสี พธม เป็นต่อเล็กน้อย แต่กลับมาเสมอกัน ตอนพธม บุก nbt
    ต่อมา กลับมาเสมออีก เมื่อแกนนำไม่ยอมมอบตัว และ สมัคร เสียฟอร์มกับ พลเอก อนุพงษ์

    มาถึงช่วงนี้ พธม เป็นต่อ เมื่อศาล รัฐธรรมนูธ พิพากษา ให้คุณสมัคร ผิด
    และตอนสำคัญที่ผมคิดเหมือนอาจารย์ ณรงค์ ก็คือ
    คือ ถ้าสมัครกลับมา
    สงครามใหญ่ พธม จะได้เปรียบสุดๆ โอกาสชนะรำไรแล้ว
    และผมฟันธงต่อเลยว่า ถ้าพรรคร่วมยังคงสนับสนุน สมัครและพธม ไม่ทำอะไรเพ้อเจ้ออีก
    พธมจะชนะขาด และการเมืองใหม่(ซึ่งอาจจะไม่ใช่modelจาก พธม จะได้เห็นกันแน่)
    ส่วนสงครามที่ใหญ่ที่สุด ยังไงทุนก็ชนะอยู่ดี แต่อยู่ที่ทุนจะปรับตัวเป็นอย่างไง
    อันนี้ สติปัญญาผมวิเคราะห์ไม่ถึง
    อาจจะต้องให้ทางทีมงานหรืออาจารย์ ณรงค์ ไขต่อครับ :)

  • เจริญชัย

    น่าสนใจนะครับ ที่บอกว่า “ทุนชนะอยู่ดี”
    อยากให้ช่วยขยายความ

    เพราะใครหลายคนแถวนี้ เชียร์ฝ่ายทุน 555

    ผมก็เชียร์ทุนเหมือนกัน ผมชอบทุน
    เพียงแต่ว่า
    ผมเชื่อว่า ทุน ไม่ได้ตัดสินง่ายๆ ทั้งสองฝ่ายก็ล้วนแต่เป็นทุน

    ส่วนความก้าวหน้า ผมไม่กล้าตัดสินแล้ว ให้ผมตัดสินก็คือ ห่วยพอๆกัน

    แต่ในเมื่อต้องเลือกว่าใครดีกว่า

    ผมว่า “กลไกตลาด” ตัดสินเอง

    ตอนแรก รัฐบาลดีกว่า แต่ทำไปทำมา พันธมิตรดีกว่า ไม่ใช่เพราะพันธมิตรรุกเก่งนะ
    แต่เพราะรัฐบาลพลาดติดต่อกันหลายครั้งมากกว่า

    อย่างไรก้ตาม ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลกลับมาไม่ได้
    ผมว่า เขาต้องแก้ไขความผิดพลาด เช่น ยกเลิก พรก. เปลี่ยนตัวนายก หรือไม่ก็ยุบสภา

    แล้วก็พยายามพูดกับสื่อดีๆ โดดเดี่ยวพันธมิตร ฯลฯ

    ที่สำคัญ อย่าเดินหมากพลาดอีก

  • เจริญชัย

    ส่วนการหวังพลังจากรากหญ้านั้น ผมว่ายาก
    เพราะ นปช. ไม่ยอมทำการจัดตั้ง
    ลงทุนเสียเวลาพูดคุยกับผุ้คนมากมายเหมือนพันธมิตร
    หาเรื่องอะไรมาก็ได้ สร้าง Story สร้างอุดมการณ์ร่วมกัน

    การใช้เงินหว่าน หรืออ้างแต่เรื่องนโยบาย ทำเพื่อประชาชน
    ยังไม่พอ ต้องพูดกรอกหู ปลุกเร้า อุดมการณ์ ปรับความเข้าใจ
    ซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    จนมวลชนมี “ความรู้ อุดมการณ์” เดียวกัน
    มันจะมีแรงเชื่อมโยงเหนียวกว่า

    เพราะการทำสงครามจริงๆ วินัยสำคัญมาก
    อาจมีช่วงตกต่ำ อาจมีช่วงที่ต้องเสี่ยง

    ซึ่งเอาเข้าจริงทัพอาจแตกได้ง่าย ถ้าไม่มีการกล่อมเกลามานานพอ

    แน่นอนว่า กลุ่มพันธมิตรที่มีชนชั้นกลางมากอาจกลัวเจ็บตาย

    แต่ข้อได้เปรียบคือ ผ่านการกล่อมเกลา รวมตัวมายาวนาน

    ซึ่งทำให้กองทัพมีความเหนียวแน่นกว่า

    อีกอย่าง ตอนนี้ ฝ่ายเป็นกลาง กลายเป็นแนวร่วมด้านกลับของ พธม.
    เพราะไม่พอใจ
    1. พรก. ฉุกเฉิน
    2. การยืนยันให้คุณสมัครกลับมา

    ถ้าอยากใช้มวลชนจัดการ
    พลังประชาชน ต้องคลายเงื่อนไขนี้ก่อน
    แล้วจึงค่อยๆทำการจัดตั้งประชาชนรอบนอก
    ให้เหนียวแน่น

    แล้วเมื่อนั้นค่อยแตกหักกับพันธมิตร

    แต่อีกนั่นแหละ ถ้าทำตาม 2 ข้อข้างบน
    ก็อาจเสียมวลชนไปอีก

    ดังนั้น ขึ้นก็เสียลงก็เสีย
    อาจเป็นผลของการจัดตั้งไม่เหนียวแน่นแต่ทีแรก

    แต่ผมก็ยังคิดว่า การยกเลิก 2 ข้อข้างบน จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์

    แล้วค่อยหาจังหวะรุกกลับ

  • Paganini

    555555555
    คุณเจริญชัย จากวิเคราะห์กลายเป็นถือหางแล้ว ไม่เป็นไร แล้วแต่รสนิยม เหอๆ

    แต่รายการที่ อจ ณรงค์ไปออกที่ เวที พธม ต้องถือว่าเยี่ยมมาก สำหรับคนที่ไม่ชอบระบอบทักสิน แต่อาจจะแสลงใจสำหรับคนรักทักสิน

    ลองฟังดูตามลิ้งนี้นะครับ

    mms://tv.manager.co.th/videoclip/radio/1032/1032-1359.wma

    ผมเองยังงงเลยนะครับ ที่คุณเจริญชัยบอกว่าเป็นศิษย์ของ อจ ณรงค์

  • Anonymous

    แสดงว่า คุณ Paganini ไม่เข้าใจ

    ผมมีเพื่อนที่เชียร์ทั้งสองฝ่าย
    ผมไม่สบายใจมาก เพราะโดนด่าเป็นประจำ
    หาว่าผมเข้าข้างอีกฝ่าย

    ผมเป็นกลาง
    แต่ถ้าเอาจริงๆ ไม่เชียร์ทั้งสองฝ่าย
    แต่พอด่าฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งฟังก็โดนด่า
    หรือชมฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งฟังก็จะโดนด่า

    ถ้าผมเชียร์หรือชมฝ่ายใด จะเน้นเป็นประเด็นๆมากกว่า
    เพราะยุคนี้เป็นยุคของความหลากหลาย

    อย่างไรก็ตาม ผมอยากขอชมจากใจจริงตรงนี้ว่า

    FM 97.75 แน่นอนว่าเป็น “สื่อเลือกข้าง”
    แต่ตลอดเวลาที่ผมจัดรายการให้
    พวกเขามีน้ำใจต่อผมมาก
    และไม่เคยบังคับกดดันผมและคุณสุรศักดิ์ให้ต้องจัดรายการด่ารัฐบาลเลย

    ผมเชื่อว่าการจัดรายการของพวกผม อย่างเป็นกลางนั้น
    ย่อมสร้างคุณูปการและประโยชน์ให้สังคมโดยตรง
    และอย่างน้อยย่อมสร้างความรู้สึกที่ดีกับผู้ฟังส่วนหนึ่ง
    ที่เปิดมาฟังพันธมิตร
    อย่างน้อยความเป็นกลางก็ขายได้โดยตัวเอง

    ส่วนที่บอกว่า ผมเชียร์ทุนนั้น เพราะมันเป็นระบบที่ผ่านการพิสูจน์มานานแล้วว่าเหนือกว่าสังคมนิยม หรือระบบอื่น
    แต่ในอนาคตถ้ามีระบบอื่นที่ดีกว่าก็ต้องปรับเปลี่ยน

    ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายเป็นทุนเหมือนกัน
    แม้จะเป็นทุนที่ยังก้าวหน้าไม่พอทั้งคู่
    แต่ถ้าให้เลือกก็ต้องบอกว่า
    เลือกผู้ชนะ
    (และผมมีความรู้สึกลึกๆว่า สุดท้ายก็จะไม่มีแพ้ชนะแบบชัดเจน
    อาจเป็นการค่อยๆปรับตัวกัน จนอยู่ร่วมกันได้
    แพ้ชนะอาจเป็นเพียงแค่โดยสัมพัทธ์ ไม่ใช่โดยสมบูรณ์แบบพินาศล้มตาย)

    ผู้ชนะแสดงว่าก้าวหน้ากว่า
    โดยเฉพาะในระยะยาว
    (แต่คนที่เชียร์ทักษิณ ก็จะมองว่าเป็นทุนก้าวหน้ากว่า ส่วนอีกฝ่ายทุนล้าหลัง
    ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมว่าตัดสินง่ายๆแบบนั้นไม่ได้
    ให้กลไกตลาดในระยะยาวตัดสินดีกว่า เพราะในระยะสั้นทุนล้าหลังกว่าอาจชนะได้)

    ส่วนที่คุณบอกว่า งงว่าทำไมผมเป็นศิษย์อาจารย์

    แสดงว่าคุณไม่เข้าใจอาจารย์อย่างถ่องแท้

    แต่ผมไม่อยากขยายความมากเกินกว่านี้
    (ไม่อยากพาดพิงถึงอาจารย์ และนำข้อมูลเชิงลึกของอาจารย์มาเล่าโดยไม่จำเป็น แม้ว่าผมจะเห็นด้วยและชื่นชมกับการต่อสู้ในชีวิตของท่าน เกือบทั้งหมด แต่ท่านก็มักจะโดนโจมตีจากคนกลุ่มต่างๆมากมาย ดังนั้น การนำเรื่องของท่านมาเล่า ส่วนใหญ่ผมจะทำอย่างจำกัด นำเฉพาะสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าดีแน่นอนมาเล่า ส่วนเรื่องอื่นและความเห็นที่อาจขัดแย้ง ก็อยากให้เป็นการศึกษาค้นคว้าในมุมของปัจเจกแต่ละคนดีกว่า)

    เอาเป็นว่า ผมกับอาจารย์ก็แนวทางเดียวกัน เพียงแต่ว่าอาจแตกต่างในรายละเอียดและวิธีการ

    หรือต่อให้แตกต่างกัน ก็ไม่เป็นไร อาจารย์ก็เปิดกว้างต่อคนที่แตกต่าง ส่วนผมก็เปิดกว้างต่อคนที่แตกต่างกัน

    ถ้าผมไม่เปิดกว้าง คงต้องแตกหักกับคนต่างๆไปหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และการที่อาจารย์มี Connection และคนนับถือขนาดนี้ ก็เพราะอาจารย์เปิดกว้างมากๆๆ

    นึกถึงอาจารย์แล้ว ก็ทำให้หวนถึงความหลัง แม้ภายนอกอาจารย์ดูดุ แต่ใจดี และเป็นกันเองมากๆ
    แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นรอยยิ้มและอารมณ์ขันของอาจารย์น้อยลง

    ผมต้องไปแซวอาจารย์เสียหน่อยแล้ว 555

  • Paganini

    ครับผม คุณเจริญชัย ก็แล๊วแต๊ว่ะ 5555

    ไม่เป็นไรครับ แค่แซวๆกัน ผมเชื่อว่ามาถึงขั้นนี้ อายุเท่านี้แล้ว เรียนมาเท่านี้แล้ว ความเชื่อและอุดมการณ์ของแต่ละคน มันไม่เหมือนกัน ความเข้าใจของแต่ละคน ย่อมเป็นไปตาม paradigm ของแต่ละคน ซึ่งก็ไม่ได้ผิด ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกครับ

    ส่วนคลื่น managerradio นั้น ผมเองก็ชื่นชมเขานะ ตอนที่พวกคุณพูดถึง “ชนชั้นสูงกาฝาก” แล้วคุณทั้งสองยังจัดต่อไปได้ หรือว่าเขาประเมินว่ารายการคุณคงมีคนฟังไม่มากก็ไม่ทราบเหมือนกัน 5555 ( หมายถึงช่วงเวลาไม่อำนวยนะ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใด)

    อ้อ แต่คุณเจริญชัย มี psychological effect อะไรบางอย่างรึเปล่า ถึงกับลืมลงชื่อเลยเหรอ

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ถกกันเครียดมาเยอะแล้ว ผมขอนอกเรื่องการเมืองหน่อยนะครับ มาคุยเรื่องเบาๆ กันบ้าง ช่วงที่การเมืองแรงจัดๆ ผมตามติด ASTV สิ่งที่ผมได้เห็นก็คือ การแสดงบนเวทีพันธมิตร มีนักดนตรีที่มีฝีมือดีๆ มากมายจริงๆ ครับ เค้าแต่งเพลง ประพันธ์ดนตรีได้เก่งมาก ยกเว้นเนื้อหาที่ออกจะไม่เหมาะสมสำหรับการฟังเพื่อความบันเทิง หลังจากการเมืองสงบลง ผมอยากเห็นสังคมไทยเปิดกว้างกว่านี้ ผู้บริโภคให้โอกาสคนเหล่านี้ และเสพศิลปที่มันหลากหลายกว่านี้ ผมว่าความหลากหลายในการเสพงานศิลป์นี่ก็เป็นเครื่องบ่งบอกถึงคุณภาพของคนเหมือนกันนะครับ มีำคนเคยพูดว่าประเทศที่เค้าเจริญแล้ว ดูได้จากว่าดนตรีของเค้าก็จะเจริญด้วยครับ

    เพลงค่ายใหญ่ในปัจจุบันนี่ก็เหมือนๆ กันหมด คือมีเพลงอยู่แนวเดียว หรือสองแนว อกหักทั้งปีทั้งชาติ แค่เปลี่ยนตัวนักร้อง คนซื้อก็น้อย ไปซื้อเทปฝีดีกว่า พอศิลปินดีๆ จะออกเทป ค่ายใหญ่ๆ ก็ไม่ลงทุนให้ เพราะว่าคิดว่าไม่คุ้ม ไม่ใช่แนวตลาด ผมอยากเห็นปัญหานี้ถูกแก้ไข ไม่งั้นเราคงไม่มีศิลปินฝีมือดีๆ แน่เลยครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อซีดีลิขสิทธิ์ของศิลปินทุกชุดที่ผมชอบ แม้ว่าผมจะมี mp3 แล้วก็ตาม เพราะผมอยากสนับสนุนงานศิลป ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่าปัญหานี้เกิดขึ้นกับเพลงมากกว่าหนัง