สำหรับบทความที่ผ่านมา ดูได้จากที่นี่ ผมได้หยิบยกทฤษฎีการรวมตัว (Integration Theory) ที่คนส่วนใหญ่มักจะหยิบ ของ เบลา บาลาซซา มาอธิบายกัน ซึ่งก็มีส่วนที่อาเซียนน่าพิจารณานำมาประยุกต์ใช้บ้าง และไม่ได้หมายความว่าตัวทฤษฎีจะเป็นแม่แบบให้เราต้องนำมาใช้ได้ทั้งหมด เพราะมันยังมีบริบทด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอีกหลายมิติที่หล่อหลอมรวมกันเป็นชาติได้ ทีนี้ เรามาดูกันต่อถึงกระบวนการสร้างชาติ หรือการปลูกฝังความเป็นชาติที่น่าสนใจ 2 ประเด็นที่ทำกันมา
การสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน และ การมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน
(หลักรัฐศาสตร์ หน้า 43 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์)
การสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน
เป็นขั้นตอนแรกที่จะสร้างความเป็นพวกเดียวกัน อย่างกรณียุโรปประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ก็มักจะเอา นักบุญ (SAINT) เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน ต่อจากนั้นก็มีการสร้างสัญลักษณ์ร่วมกันเรื่อยๆ เช่น มีการใช้ธงชาติ ตราประจำแผ่นดิน สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติ นอกจากนั้นอาจจะใช้ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ สำหรับประเทศไทยนั้นสัญลักษณ์ร่วมกันของในการสร้างรัฐชาติก็คือ พระสยามเทวาธิราช
โดยแนวคิดนี้ได้รับการสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 4 นี่จึงเป็นจุดเริ่มของการสร้างรัฐชาติในประเทศไทย เป็นความที่จะสร้างความเป็นพวกเดียวกัน โดยเริ่มจากความเชื่อที่ว่าพระสยามเทวาธิราชจะปกป้องคุ้มครองคนไทยทุกคนไม่มีการแบ่งว่าจะคุ้มครองเฉพาะเมืองหรือภาคใดภาคหนึ่ง

การมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน
การมีประวัติศาสตร์ร่วมกันเปรียบเสมือนการมีบรรพบุรุษร่วมกันของผู้ที่อยู่ในชาติเดียวกัน ซึ่งการมีประวัติศาตร์ร่วมกันนั้นต้องมีประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต กล่าวคือ มีจุดเริ่มต้นและสามารถนับไล่จากจุดเริ่มต้นไปปัจจุบันได้ เช่นตัวอย่างของไทยเรามักจะนับจุดเริ่มต้นของประเทศไทยมาจากอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์ลายสือไทยอันใช้สืบเนื่องมาจนปัจจุบัน การนับไล่จากอาณาจักรสุโขทัยสืบต่อจากอาณาจักรอยุธยาที่มีเชื้อสายมากจากกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย
ต่อมาอาณาจักรธนบุรีซึ่งมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นขุนนางของกรุงศรีอยุธยามาก่อน จนกระทั่งมาถึงอาณาจักรสยามในยุคของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีราชวงศ์จักรีเป็นผู้ปกครอง ซึ่งราชวงศ์จักรีก็สืบเชื้อสายมาจากขุนนางแห่งกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 700 ปี
การเริ่มต้นของรัฐชาติเป็นเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่เรื่องที่เกิดมาปุปปับ แต่เพื่อวัตถุประสงค์ในการจำหรือเพื่อให้มีหลักตั้งแต่ต้นนั้น ในทางวิชาการมักจะกำหนดว่ารัฐชาติเกิดขึ้นในยุโรปครั้งแรกที่ประเทศยุโรป อันเป็นผลพวงมากจากการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส (The Great Revolution of 1789)
วาทกรรมของรัฐชาติ ”อุปสรรคในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน”
สิ่งหนึ่งในกระบวนการสร้างความเป็นชาติที่แต่ละรัฐทำ คือการสร้างวาทกรรมเพื่อที่จะมัดใจประชาชน เช่นการสร้างให้แต่ละรัฐดูเป็นพระเอกในสายตาของประชาชนในรัฐนั้น โดยยกเรื่องความขัดแย้งที่ผ่านมานานจากการสู้รบกันของชาติเรากับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ เล่าแต่ด้านที่เราถูกกระทำ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการเรียนในระบบการศึกษาจากรัฐโดยที่รัฐให้ข้อมูลเชิงลักษณะไม่จริงบ้าง หรือถ้าจริงแต่ก็เป็นการให้ข้อมูลแบบประวัติศาตร์ตัดตอน
การตัดตอน คือการเล่าแค่เฉพาะบางตอน เช่นเขามาตีบ้านเมืองเรา แต่ไม่ได้เล่าย้อนไปกว่านั้นว่าก่อนหน้านั้นมีอะไรเกิดขึ้น หลายกรณีที่เล่าในส่วนที่เหนือกว่าก็เพื่อสร้างความภาคภูมิใจแก่ชาติตนเองว่าเราดี เราเก่ง เราไม่ตกเป็นเมืองขึ้น บ้างก็เล่าด้านที่เราถูกกระทำ ก็เพื่อสร้างความเกลียดชังชาติอื่น สร้างศัตรูร่วมกันเพื่อจะสามารถรวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ

สิ่งเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำ เล่าต่อ สร้างเป็นวาทกรรมทำให้ทัศนคติการมองเพื่อนบ้านของไทยค่อนข้างแย่ และจากการที่ประเทศเพื่อนบ้านเรายังมีการเมืองไม่สงบ ก็เพราะเจออะไรมามากตกเป็นเมืองขึ้นชาติมหาอำนาจ ทำให้ประสบความลำบากสมควร ก็ทำให้ท่าทีของเราคนไทยเกิดความรู้สึกภูมิใจ ที่นักประนักติศาสตร์บางท่านยกว่าบ้านเราเมืองเรามีความศิวิไลซ์บ้างความรู้สึกที่ยกตัวเราแบบนี้ได้ส่งผลไปถึงการแสดงความ รังเกียจเดียดฉันท์ดูถูกดูแคลนประเทศเพื่อนบ้าน เราจึงมักเอาประเทศเพื่อนบ้านมาล้อเลียนเสมอ
ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเขาก็ได้รับข้อมูลเหล่านี้เช่นกันเพราะเขาก็รับสัญญาณโทรทัศน์จากบ้านเราและเขาก็ทราบว่าคนไทยมองพวกเขาอย่างไรกันบ้าง เช่น การที่คนที่อยู่ในสถานะต่ำกว่าเช่นคนรับใช้ในบ้านมักต้องพูดภาษาลาวหรือไม่ก็อีสานในละครไทย หรือละครเรื่องล่าสุดที่กำลังถ่ายทำของช่อง 7 ได้ตั้งชื่อควายใน “ละครเรื่องกระบือบาล” ว่า “บุเรงนอง” ซึ่ง “บุเรงนอง” เป็นชื่อบรรพกษัตริย์ของพม่า ซึ่งก็ได้มีชาวเน็ตจำนวนมากออกมาท้วงติงว่าเป็นเรื่องไม่ควร และสุดท้ายทางทีมผู้จัดละครก็ได้มีดำเนินการแก้ไขชื่อควายตัวนั้นเรียบร้อยแล้ว
กรณีกัมพูชา คนไทยเรามักถูกฝังหัวกับเรื่องที่ว่า ขณะที่ไทยรบกับพม่า เขมรก็จะชิงตีเราเสมอ วาทกรรมเรื่องสันดานเขมรว่าเป็นพวกลิ้นสองแฉกบ้าง ด้านกัมพูชาก็เช่นกันก็คงปลูกฝังตอกย้ำเรื่องทัศนคติของไทยต่อประชาชนเขมรพอสมควรเช่นกัน เพียงเพราะผลประโยชน์ทางการเมืองของนายกฮุนเซ็นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ถูกสั่งสมในหัวประชาชนกัมพูชาอยู่มาก
ทั้งที่กัมพูชาถูกกระทำจากฝรั่งเศษ เวียดนาม เขมรแดง และการสู้รบกันเองในประเทศ แต่กรณีไทย-กัมพูชา ได้สู้รบกันมานานมากคนยุคนั้นก็คงตายไปหมดคงเหลือแต่คำบอกเล่า อีกทั้งชาวกัมพูชาเองก็ถูกข่มเหงจากหลายกลุ่ม แต่ทำไมมาจดจำกรณีไทยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติคนเราน่าจะจดจำอะไรที่เกิดขึ้นที่ใกล้ตัวและพึ่งเกิดได้ง่ายกว่ารึเปล่า เหตุใดความทรงจำกรณี ไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนกัมพูชา
ถ้าไม่มีคนปลุกมันขึ้นมา เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยมีคำว่า “เพื่อชาติ” นำหน้า
เห็นได้จาก กรณีการเผาสถานฑูตไทยเกือบสิบปีที่ผ่านมาโดยมีสาเหตุตามที่อ้างกันคือเกิดจากการที่ดาราสาวไทยท่านหนึ่งไปพูดว่า “จะไม่ไปเขมรอีกจนกว่าไทยจะได้เขาพระวิหารคืน” และจากการประโคมข่าวของสื่อทำให้เลือดชาตินิยมของประชาชนชาวกัมพูชาขึ้นหน้าทำการเผาสถานฑูตไทย

เรื่องนี้มันก็บ่งบอกความคิดของคนทั้งสองประเทศนี้เป็นอย่างดี ว่าดาราไทยที่พูดมีทัศนคติอย่างไรถูกปลูกฝังให้มองกัมพูชาแบบไหน และอีกด้านประชาชนกัมพูชาที่ไปเผาสถานฑูตก็ย่อมบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อไทยมากมายขนาดไหน พอมีคนมาจุดประเด็นอย่างดาราไทยมันก็ง่ายที่จะประทุออกมา ส่วนหนึ่งแน่นอนย่อมมาจากการรับวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ที่ถูกตัดตอนโดยไม่ต้องสงสัย
ส่วนอีกเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชาคือปรากฏการณ์ปราสาทพระวิหารที่ทั้งคนไทยบางกลุ่มและรัฐบาลกัมพูชาหยิบเรื่องความเป็นชาตินิยมมาเล่นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง
ฉะนั้นการสร้างความชอบธรรมในลักษณะกดทับผู้อื่นเพื่อให้ตนเองดูดี ซึ่งผู้เขียนคิดว่าวาทกรรมเหล่านี้ก็คงไม่ได้เกิดที่รัฐไทยเท่านั้น รัฐต่างๆก็ปฏิบัติไม่แตกต่างกัน ถึงเวลาหรือยัง? ที่เราต้องพุดคุยเรื่องนี้สักทีว่าจะเลิกสร้างวาทกรรมแบบนี้ ลดอคติลงหากเรามีความตั้งใจจริงที่จะเป็นประชาคมอาเซียนตามที่ได้ทำสัญญากันไว้
จากรัฐชาติสู่ประชาคมอาเซียนเรื่องที่ต้องก้าวข้ามผ่าน (สิ่งที่ต้องทำ)
ในปัจจุบันยุคโลกกาภิวัตน์ (Globalization) มีเทคโนโลยีโทรคมนาคมและการสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของรัฐชาติในปี 1991 ของสหภาพโซเวียตทำให้รัฐเดียวแยกออกจากกันเป็น 15 รัฐ การแตกสลายของยูโกสลาเวียไม่ต่ำกว่า 5 ชาติ ทั้งๆที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวสลาฟใต้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ขณะเดียวกันปี 1995 ประเทศในยุโรป 15 ประเทศ ได้ตกลงรวมกันภายใต้ชื่อสหภาพยุโรป และมีการขยายสมาชิกจนถึงปัจจุบัน
แน่นอนทิศทางความเป็นชาติน่าจะลดสถานภาพลงเป็นเพียงมลรัฐเท่านั้น คล้ายๆกับมลรัฐของอเมริกานั่นเอง โดยที่จะใช้ระบบตลาดเดียวและมีการใช้สกุลเงินยูโรในหลายประเทศบ้างแล้ว ซึ่งปลายทางของอาเซียนก็คงไม่ถึงขนาดนั้นในเร็วๆนี้แต่ก็คงใกล้เคียง

ภาพจาก Forbes
ความคิดเห็นของผู้เขียนคือ ในเมื่อทิศทางของอาเซียนจะต้องดำเนินต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำให้สุด ไม่ใช่ทำแบบครึ่งๆกลางๆคืออย่างเช่นเราจะเป็น ตลาดร่วม (Common Market) ในปี 2015 เราอยากค้าขายกันในกลุ่มประเทศสมาชิก เราอยากให้มีแรงงานโยกย้ายไปทำงานในอาเซียน แต่ เรายังรังเกลียดกันแบบลึกๆ เรายังดูถูกกันด้วยสายตา ยังหวาดกลัวแรงงานจากพม่า กัมพูชา
เรายังมองคนในประเทศเพื่อนบ้านไม่เป็นคนเหมือนกับเรา หรือประเทศเพื่อนบ้านเองที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยก็หวังแต่เพียงเรื่องเงินเท่านั้น ไม่มีทัศนคติที่ดีกับประเทศไทยกับคนไทยเลย สิ่งต่างๆเหล่านี้มันมีที่มาทั้งนั้นว่าทำไม “เราจึงรู้สึก” ”เขาจึงรู้สึก” แล้วแบบนี้เราจะทำมาหากินกันแบบสนิทใจได้อย่างไรในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดในปี 2015 หรือในปัจจุบันนี้เองก็ตาม
สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดรับกับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดในปี 2015
ในอาเซียนปี 2015 ผลประโยชน์ที่เราจะได้มีมากมาย แต่หากเรายังมีทัศนคติแบบเดิมๆอาเซียนก็ไม่ต่างจากกระดาษแผ่นเดียว
การก้าวให้พ้นวาทกรรมรัฐชาติของตนเอง (ซึ่งทุกชาติสมาชิกต้องเริ่มได้แล้ว)
หากจะทำให้อาเซียนไปต่อได้หรือประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง คือต้องให้ความสำคัญกับความเป็นรัฐชาติให้น้อยลง ซึ่งจะทำให้คนในประเทศสมาชิกอาเซียนเกิดความรู้สึกเป็นชาติอาเซียนไม่ใช่ชาติใดชาติหนึ่ง และควรจะมีการทำเป็นนโยบายร่วมกันในการประชุมของผู้นำอาเซียน
สิ่งที่ผู้เขียนเสนอและควรจะทำเป็นขั้นต้นก่อนคือ การสร้างประวัติศาสตร์ดีๆร่วมกัน
ต้องขอย้ำว่าประวัติศาสตร์ดีๆร่วมกัน หากย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าในอาเซียนประเทศต่างๆก็มีความขัดแย้ง เกิดทัศนคติในแง่ลบ ในระดับรัฐอยู่บ้างและสิ่งเหล่านี้ก็ถูกส่งต่อสู่ระดับประชาชน
กรณีสหภาพยุโรป (EU) ก็ไม่ต่างกันเขาก็ทำสงครามกันมามาก แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ก้าวผ่านมาได้พอสมควร คือเมื่อก่อนเขาก็มีการดูถูกกันระหว่างชนชาติพอสมควรแต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเป็นชาตินิยมได้ลดลงไป ถึงขั้นปรับบทเรียนประวัติศาสตร์ลบสิ่งที่เป็นอคติออกไป แล้วเล่าอย่างเป็นธรรมว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร อย่างไร
กรณีอาเซียนสิ่งที่ควรจะทำคือ สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันทางวิชาการในอาเซียน จัดการชำระประวัติศาสตร์สักครั้ง เพื่อสรุปทำหนังสือในกรณีเหตุการณ์ต่างๆที่พาดพิงกัน และนำมาใช้เป็นบทเรียนในระบบการศึกษากระแสหลักของภาครัฐในประเทศอาเซียน ซึ่งก็อาจจะยุ่งยากในส่วนการสรุปเนื้อหาออกมาแต่ก็ควรเริ่มได้แล้ว
หรือถ้าไม่กล้าที่จะปรับปรุงประวัติศาสตร์แบบ EU ก็ควรมีทางเลือกให้กับประชาชน เช่น มีการแปลหนังสือประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติให้คนแต่ละประเทศได้อ่านมากขึ้น เพื่อจะได้เห็นว่ากรณีเดียวกันของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละประเทศเขียนถึงเหตุการณ์นี้อย่างไรบ้าง เพื่อให้คนได้เปรียบเทียบข้อมูลกัน และจะได้ฝึกการวิเคราะห์ด้วย

การเปิดให้ประชาชนในประเทศต่างๆมีส่วนได้พบปะกันมากขึ้น
เป็นที่ทราบกันพอสมควรว่าอาเซียนนั้นไม่ได้เกิดจากความต้องการของประชาชนในการลงนามตั้งแต่แรกหากแต่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐมากกว่า ดังนั้นทางรัฐเองควรจะสนับสนุนให้มีการจัดเวที จัดแคมป์ ระหว่างประชาชนในอาเซียนทุกระดับชั้นไม่ใช่เพียงแต่กลุ่ม ธุรกิจ หรือทางวิชาการอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาก็พอมีอยู่บ้างที่เป็นเวทีที่ภาคประชาชนได้พบปะกันได้แก่ เวที ASEAN Civil Society Conference (ACSC) ซึ่งเป็นเวทีที่ภาคประชาชนจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ โดยมีการจัดต่อเนื่องมาแล้ว 7 ปี
หรือกระทั่งต่อไปหากมีข้อตกลงทางการค้าหรือมีการจัดทำนโยบายอื่นๆก็ควรมีการรับฟังเสียงของประชาชนซึ่งประเทศใน EU เวลาจะตกลงอะไรเรื่องสำคัญบางเรืองที่อ่อนไหวเขาจะเรียกร้องให้รัฐทำประชามติ ขณะที่รัฐในอาเซียนไม่สนใจสิ่งนี้ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้จะทำให้คนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของอาเซียนร่วมกัน มิได้มองว่าอาเซียนเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐเท่านั้น
ข้อเสนอดังที่กล่าวมาผู้เขียนเชื่อว่าจะลดความรู้สึกเป็นชาติลงไปได้บ้าง ที่เสนอเช่นนี้ก็เพื่อความร่วมมือในส่วนของอาเซียนที่จะได้ดำเนินไปอย่างประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ เพราะหากเรายังยึดผลประโยชน์ของแต่ละชาติอยู่ ยังยึดติดเรื่องชาติมาก การรวมกลุ่มของอาเซียนก็ไม่ต่างจากการที่เรา “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”
นั่นก็คือเราไม่อยากจะเข้าร่วมอาเซียน ไม่ชอบคนไม่ชอบประเทศในอาเซียน แต่เราก็ยังร่วมวงกับเขา เพราะคิดว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากอาเซียน
หรือจริงๆหลายท่านอาจจะไม่อยากให้ไทยเข้าร่วมอาเซียนด้วยซ้ำและ ไม่อยากได้ประโยชน์อะไรจากประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ผู้เขียนก็คงต้องขอบอกว่าเราคงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ อีกทั้งโลกในปัจจุบันก็มีทิศทางในลักษณะการรวมกลุ่มของประเทศเล็กประเทศน้อยเพื่อสร้างการต่อรองกับมหาอำนาจ เพื่อกันไม่ให้ประเทศอย่างเราๆ ถูกรังแก อีกทั้งตัวเราอยู่คนเดียวไม่ได้ในโลก
สิ่งที่ทำได้คือเดินหน้าต่อไป และในเมื่อเราเดินแล้วก็ควรทำให้ดีที่สุดอย่าปล่อยให้วาทกรรมที่มาจากการสร้างชาติบดบังโอกาสดีๆในประชาคมอาเซียน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เราควรจะทำมากที่สุดมิใช่หรือ?
