นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ หนุ่มไฟแรงแห่งวงการหนังสั้น ผู้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จเบื้องหลังละคร “บันทึกกรรม” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
ติดตามบล็อกของเขาได้ที่ visuallyyours2.exteen.com

พื้นฐานการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำให้นวพลเข้าใจถึง “ความเป็นมนุษย์” ที่ละเอียดอ่อนหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการผลิตหนังสั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคสื่อในยุคนี้เรียกร้องคุณภาพและความเข้มข้นยิ่งกว่าในอดีตที่ผ่านมา
การรู้จักประนีประนอมระหว่าง “ศิลปะ” และการแสวงหา “กำไร” จึงปลดปล่อยนวพลจากการหมกมุ่นในความเท่ของการผลิตหนังอาร์ตที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ มาเป็นการผลิตหนังคุณภาพที่คนส่วนใหญ่รู้สึกร่วม ขณะที่คนส่วนน้อยก็ดื่มด่ำในคุณค่าทางศิลปะ จึงทำให้นวพลสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเจ็บปวดไส้แห้งจากการเป็นศิลปินพันธุ์แท้
โลกนี้ไม่ได้มีเพียงสีขาวและดำ ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแดงและเหลือง หากยังมีเสน่ห์สีสันแห่งความเป็นมนุษย์มากมายที่รอให้เราไปเสพรับ นี่คือ ปรัชญาการสร้างสรรค์ที่นวพล คนรุ่นใหม่ไฟแรงฝากทิ้งท้ายไว้
ผลงานบางส่วนของนวพล
- หนังสือ: ที่โรงภาพยนต์ใกล้บ้านคุณ
- หนังสือ: ฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป
- ทีวี: บันทึกกรรม ตอน มั่นใจว่าคนไทยฯ เกลียดเมธาวี
บทสัมภาษณ์ในสื่ออื่นๆ
- Fuse Radio 03 : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ บุกบ้านผู้ให้กำเนิดกลุ่ม Third Class Citizen พูดคุยถึงกิจกรรมที่เคยทำ เรื่องที่หลายคนยังไม่เคยรู้ พร้อมจัดอันดับเกมในดวงใจ
- สัมภาษณ์ : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ (เต๋อ) นิตยสาร Front Mini
- กลแสงสนทนา: สยามสวนสัตว์ กับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
บทถอดเทป
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
ความคิดที่ไวกว่า 27เฟรม ต่อวินาที
(ติดตามผลงานเพิ่มเติมได้ที่ http://visuallyyours2.exteen.com/)
ครั้งแรกที่สองพี่น้องลูมิแยร์ ได้คิดค้นกล้องสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นหน้าที่หลักๆของมันก็คือ “การบันทึกหน้าประวัติศาสตร์” ไม่มีใครคาดคิดว่าธุรกิจภาพยนตร์จะขยายใหญ่โตขนาดนี้มาก่อนแม้แต่พี่น้องลูมิแยร์ เราได้เห็นปรากฏการณ์ระดับหนังร้อยล้านหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ “รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ” ซึ่งมีเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์ดังกล่าวด้วย
“จริงแล้วผมไม่ได้จบภาพยนตร์ เรียนมาทางด้านภาษาจีนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ลังเลระหว่างนิเทศศาสตร์กับอักษรศาสตร์ แต่ด้วยความกลัวตกงานจึงเลือกอักษรฯ” ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องตลกแต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับวัยรุ่นไทยที่ไม่กล้าเสี่ยงในชีวิตตัวเองแบบที่เต๋อเป็นในตอนนั้น
เมื่อเต๋อเลือกสวมบทเด็กอักษรฯ แล้ว สิ่งต่อไปที่เขาจะต้องทำก็คือเขาจะเล่นตามบทที่ได้รับให้ดีได้อย่างไร? “แต่สิ่งหนึ่งที่ท้าทายในตอนนั้นก็คือเราได้ดูหนังของพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ก็พบว่าเขาจบทางด้าน สถาปัตย์ฯ แล้วหนังของเขาก็มีเอกลักษณ์มีกลิ่นอายเฉพาะตัว นี่คือข้อดีของการไม่ทำอะไรตามสูตร เมื่อเลือกมา เรียนอักษรฯ เราก็จะได้อ่านหนังสือเยอะขึ้น ได้เขียนมากขึ้น ซึ่งตรงนี้สุดท้ายมันก็เป็นพื้นฐานของการเขียนบทภาพยนตร์”
“ผมมองว่าเนื้อหาสำคัญกว่าโปรดักชั่น ช่วงมัธยมได้ดูหนังอินดี้เยอะเราเห็นหว่าหนังที่ดีไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคล้ำยุค มีไดโนเสาร์ มีจานบิน บทมันเรียบง่ายถ่ายทอดชีวิตประจำวันของคนทั่วๆ ไปที่เราจับต้องได้ง่ายกว่า มันก็คือศาสตร์ในการเข้าใจมนุษย์อย่างหนึ่ง” เขาเล่าถึงเสน่ห์ของหนังอิสระที่เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในวงสังคม
เต๋อพูดถึงองค์ประกอบของหนังได้น่าสนใจว่า “หนังเป็นงานที่ค่อนข้างประหลาดเพราะไม่ว่าคุณจะจบสาขาใดก็สามารถทำได้ มันไม่เหมือนเวลาคุณจะสร้างตึกคุณต้องพึ่งแค่วิศวกรหรือสถาปนิกเท่านั้น หนังมันเป็นการผสานในหลายๆ ศาสตร์เข้าด้วยกัน บางทีคนไทยติดความเป็นหนังฮอลลีวู้ดที่ว่าด้วยหนังสูตรสำเร็จต้องดูด้วยความเร้าใจและดูสนุก แต่หนังบางทีมันอาจไม่ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนเหมือนกับตึก หนังอิสระบางทีอาจจะไม่ต้องมีองค์ประกอบครบ แต่เราต้องเรียนรู้อะไรที่หลากหลาย ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ”
สิ่งที่อยากรู้คือเต๋อวางตัวอย่างไร? เพราะเขาเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างกึ่งกลางระหว่าง โลกของหนังกระแสหลักและโลกของหนังอิสระ “การเรียนด้านสาขามนุษยศาสตร์มันทำให้เราเข้าใจว่าโลกนี้มันเป็นสีเทา ไม่มีอะไรที่ดำหรือขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งต่างๆ นั้น เราต้องทำความเข้าใจ ตอนเราจบมาใหม่ๆ เราก็อยากทำหนังอิสระ ไม่อยากมีใครจำกัด แต่พอจบมาเราก็ไปทำกับค่ายใหญ่ เลยได้เรียนรู้ว่าวิธีการทำงานเขาเป็นแบบไหน และสามารถพัฒนากับวงการหนังอิสระ ทุกอย่างมันมีข้อดี-ข้อเสียของมัน มันก็จะเกิดสิ่งใหม่ๆ เสมอ” สิ่งใหม่ๆ ที่เต๋อกำลังพูดถึง บางคนเรียกมันว่า “นวัตกรรม”
เต๋อ ยกตัวอย่างอย่างนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกภาพยนตร์ “ปัจจุบันเราจะเห็นว่าในต่างประเทศมีคนระดมทุนสร้างหนังผ่าน YouTube มีการโปรโมตหนังผ่าน social network ผมว่าคนที่อยู่ได้ก็คือคนที่ปรับตัวได้ เราไม่ได้เป็นคนต่อต้านเทคโนโลยี เพียงแต่ว่าเราเลือกให้เหมาะกับแต่ละงานของเรา โลกยุคใหม่ต้องเปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน”
กับปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น เต๋อ พยายามบอกว่าการหาทางออกยังพอมีอยู่ “ถ้าเราใช้หลักเดียวกันคือการเชื่อมโยง ผมเข้าใจว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไร ถ้าเราเชื่อมโยงกันดีๆ บางทีอาจจะแก้ปัญหาบางเรื่องได้ อย่างที่บอกโลกมันไม่มีขาวและดำ ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการพูดคุยกัน”
ตอนนี้ผลงานของเต๋อ นอกจากภาพยนตร์สั้นและงานเขียนบทยังมี คอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร aday และมีพ็อกเก็ตบุ๊กส์เกี่ยวกับบันทึกการเดินทางไปเทศกาลภาพยนตร์ ซึ่งดูแล้วเหมือนจะเป็นคนที่อยู่นอกกระแสนิดๆ “ผมคิดว่าคำว่า “อินดี้”มันไม่ใช่การแหกมันทุกกฎ ไม่ยอมรับอะไรเลย แต่มันคือการเข้าใจตัวเองมากกว่า ทำอะไรแล้วสบายใจ อย่าไปยึดติดที่สไตล์ว่าอินดี้ต้องจน หนังของเราต้องดูไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ว่าคุณชอบหนังพี่เจ้ยก็เลยทำหนังในแบบของพี่เจ้ย แบบนั้นคุณก็กำลังลอกเลียนแบบเขาแล้ว ถ้าแบบนั้นคุณสูญเสียความเป็นตัวเองไปแล้ว”เขาไขข้อข้องใจ
เต๋อให้ทัศนะเรื่องการสร้างพื้นที่ และการแบ่งพื้นที่ก็เป็นเรื่องสำคัญทั้งในโลกภาพยนตร์และชีวิตจริงว่า “มันเหมือนกันครับ บางทีเราต้องมีพื้นที่ส่วนตัวเพื่อต้องการแสดงตัวตนของเรา แต่ในบางครั้งเราเข้าไปในพื้นที่สาธารณะ เราก็ต้องรู้จักประนีประนอม ต้องวางตัวให้ถูก” ในเรื่องของการเคลื่อนไหวทางสังคมเขาให้ความเห็นว่า“วิธีการที่แสดงออกมาต่างๆ ต้องเข้ากับบริบท พื้นที่ และเวลา ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมมันต้องสอดคล้องกัน บางทีเราต้องมองอะไรรอบด้าน หยุดคิด ใจเย็นลงก็เป็นทางเลือกที่ดี”
“ผมว่าข้อดีของคนไทยคือเราเป็นคนที่พอใจกับสิ่งที่มี มีความสุข ใช้ชีวิตแบบสนุกๆปรับตัวได้ แต่ข้อเสียของเราก็คือ พอเราคิดว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี เราก็มักจะขี้เกียจ บางทีก็ละเลยและไม่ใส่ใจว่าจะต้องแก้ไขปัญหาอะไร ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างน่ากลัว”เต๋อสะท้อนบริบท “คนไทย”ในมุมของนักมนุษยศาสตร์
เต๋อ มองทางออกของประเทศในอนาคตว่า “ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจตัวเอง สมมุติถ้าเราปิดประเทศเราก็จะเรียนรู้สังคมในแบบของเรา ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หายความว่าจะให้เราปิดประเทศนะครับ แต่เมื่อเรารู้จักตัวเองดีแล้วคราวนี้เราก็เปิดรับวิวัฒนาการจากต่างประเทศ เราต้องนำมาปรับใช้กับสังคมไทยให้ได้ ที่มันมีปัญหาเพราะว่าบางทีเราเปิดรับอะไรมามากเกินไป จนขาดความเข้าใจในตัวเองซึ่งเป็นปัญหาใหญ่”
“สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก็คือ ทำในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเพ้อเจ้อหรือเพ้อฝันให้เป็นไปได้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามขอให้มุ่งมั่นทำให้สำเร็จ” เต๋อทิ้งท้ายเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบสร้างแรงบันดาลใจและความหวังให้กับทุกคนในสังคม
ที่มา: transform
Podcast: Play in new window | Download
