Practical Report บทเรียนการแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วย “เมกะโปรเจคต์” ของเนเธอร์แลนด์

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการให้ความรู้เรื่องการจัดการน้ำจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถึงแม้จะมีบริบทต่างจากประเทศไทยอยู่มาก และอาจนำมาปฏิบัติจริงในไทยได้ไม่ทั้งหมด แต่แนวคิดเหล่านี้น่าจะช่วย “จุดประกาย” ความคิดใหม่ๆ ในการบริหารจัดการน้ำในอนาคตได้

ประเทศเนเธอร์แลนด์ (หรือ “ฮอลแลนด์”) ถือเป็นประเทศในยุโรปที่คนไทยรู้จักกันดี คำว่า “เนเธอร์แลนด์” (Netherlands) มีรากมาจากภาษาดัทช์ว่า “neder” ที่แปลว่า “ต่ำ” ซึ่งก็หมายถึงแผ่นดินของประเทศประมาณ 25% ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลนั่นเอง

เหตุผลที่ประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมาจาก เนเธอร์แลนด์เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำใหญ่ของยุโรป 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำไรน์ (Rhine) แม่น้ำวาล (Waal) และแม่น้ำเมิส (Meuse) ทำให้ที่ดินบริเวณนั้นมีสภาพเป็นปากแม่น้ำ (delta) เป็นที่ราบลุ่มที่เกิดจากการสะสมโคลนตมจากแม่น้ำ ลักษณะแบบเดียวกับกรุงเทพมหานครที่อยู่บนปากแม่น้ำเจ้าพระยา

Netherlands Map

แผนที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ สังเกตทะเลสาบทางภาคเหนือ และปากแม่น้ำตอนใต้ (ภาพจาก Wikipedia)

ภาพถ่ายดาวเทียมของเนเธอร์แลนด์

ภาพถ่ายดาวเทียมของเนเธอร์แลนด์ (ภาพจาก NASA ที่มา Wikipedia)

แต่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ทะเลเหนือ (North Sea) ที่อยู่หน้าชายฝั่งเนเธอร์แลนด์ ยังมีปรากฎการณ์ที่เรียกว่า storm tide หรือคลื่นชายฝั่งยกตัวสูงจากพายุ ซึ่งระดับน้ำอาจมีความสูงถึง 5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปกติ มิหนำซ้ำ น้ำทะเลจากปรากฏการณ์ storm tide ยังซัดเข้ามายังแม่น้ำที่อยู่ภายในพื้นทวีป จนเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

วิดีโอแสดงคลื่นจาก storm tide ซัดเข้าชายฝั่งเมื่อปี 2003

ประวัติศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์จึงต้องเผชิญกับปัญหาเรื่อง “น้ำ” อยู่เสมอมา และมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่นับครั้งไม่ถ้วน คร่าชีวิตและทรัพย์สินของประชากรไปมาก

ความโหดร้ายของธรรมชาติกลับทำให้ชาวดัทช์ต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ในสมัยโบราณ (สหัสวรรษแรกหลังคริสตกาล) ชาวดัทช์สร้างเนินเขาขนาดเล็กๆ ที่เรียกว่า “เทิร์พ” (terp) ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นการสร้างคันดิน เขื่อน ประตูกั้นน้ำ และการใช้กังหันลมวิดน้ำออกจากบริเวณที่ท่วมขัง ซึ่งภายหลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

เนเธอร์แลนด์มีแนวคิดสร้างกำแพงกั้นน้ำขนาดใหญ่มานาน และโครงการเพิ่งมาเป็นจริงได้ในศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมานี้เอง

สภาพภูมิศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์ ทำให้บริเวณภาคเหนือกับภาคใต้มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โครงการแก้ปัญหาอุทกภัยจึงต้องแบ่งแยกกันตามสภาพพื้นที่ โดยโครงการของภาคเหนือมีชื่อว่า Zuiderzee Works ส่วนโครงการของภาคใต้ชื่อ Delta Works

Zuiderzee Works – กั้นทะเลสาบภาคเหนือ สูบน้ำออกเป็นแผ่นดิน

พื้นที่ทางภาคเหนือของเนเธอร์แลนด์มีสภาพเป็นทะเลสาบเปิดขนาดใหญ่ชื่อ Zuiderzee พื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางกิโลเมตร เดิมทีเป็นทะเลสาบปิดขนาดเล็ก แต่เนื่องจากพื้นดินบริเวณนั้นบางแห่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เมื่อเกิดปรากฏการณ์ storm tide ทำให้น้ำไหลเข้ามายังพื้นทวีป และขังอยู่ไม่ไปไหน เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทะเลสาบ Zuiderzee จึงขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายเชื่อมต่อกับทะเลเหนือในที่สุด กลายเป็นทะเลสาบเปิดที่อยู่ภายในทวีป

ภาพแสดงการขยายตัวของ Zuiderzee ระหว่างศตวรรษที่ 1-10 (จาก Wikipedia)

แนวคิดของการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือคือสร้างเขื่อนปิดไม่ให้น้ำทะเลไหลเข้ามาได้ เปลี่ยน Zuiderzee ให้กลับกลายเป็นทะเลสาบปิดอีกครั้ง จากนั้นค่อยๆ วิดน้ำจากทะเลสาบออกไปยังทะเลทีละน้อย เพื่อให้แผ่นดินกลับมาใช้งานได้อีก

โครงการ Zuiderzee Works มีแนวคิดจะสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แต่เทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นยังไม่พร้อม โครงการเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจมากขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างเป็นระบบโดย Cornelis Lely วิศวกรชาวดัทช์ (ซึ่งภายหลังก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงก่อสร้างและคมนาคมของประเทศในปี 1913) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุพายุและอุทกภัยใหญ่ปี 1916 ทำให้เขื่อนกั้น Zuiderzee บางส่วนพังทลาย สร้างความเสียหายมากมาย โครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จึงได้รับการอนุมัติในปี 1918

ตัวเขื่อนหลักที่ชื่อ Afsluitdijk มีหน้าที่กั้นครึ่งล่างของ Zuiderzee ไม่ให้น้ำไหลเข้ามายังใจกลางประเทศได้อย่างอิสระ  แบ่งทะเลสาบ Zuiderzee ออกเป็นส่วนนอกและส่วนใน

เขื่อนนี้สร้างเสร็จในปี 1932 และเปิดใช้งานปี 1933 ตัวเขื่อนมีความยาว 32 กิโลเมตร มีความกว้าง 90 เมตร อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 7.25 เมตร ใช้ทรายจำนวนมหาศาล 23 ล้านลูกบาศก์เมตร และดินตะกอนจากธารน้ำแข็งอีก 13.5 ล้านลูกบาศก์เมตร มูลค่าการก่อสร้างคิดตามค่าเงินในปี 2004 อยู่ที่ 700 ล้านยูโร

Afsluitdijk

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงเขื่อน Afsluitdijk แบ่งครึ่งทะเลสาบ (ภาพ NASA ที่มา Wikipedia)

เมื่อสร้างเขื่อนหลักกั้นแบ่งทะเลสาบได้สำเร็จ ทะเลสาบปิดส่วนในถูกตั้งชื่อว่า IJsselmeer ชาวดัทช์ก็เริ่มวิดน้ำจากทะเลสาบส่วนในออก เพื่อพัฒนาเป็นที่ดินอยู่อาศัย พื้นที่บางจุดภายใน IJsselmeer ถูกกั้นเขื่อนอีกครั้ง และค่อยๆ วิดน้ำออกอย่างช้าๆ โดยใช้เวลานับสิบปีกว่าจะวิดน้ำหมด และต้องรอแผ่นดินแห้งพออยู่อาศัยได้อีกสิบปีหลังจากนั้น

ชาวดัทช์วางแผนคืนพื้นที่ดินอยู่อาศัยจำนวน 5 แผ่นดิน (polders) ปัจจุบันทำสำเร็จแล้ว 4 แผ่น ส่วนแผ่นสุดท้ายยังไม่ได้ข้อยุติ เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและเหตุผลด้านงบประมาณ

ภาพแสดงแผ่นดินใหม่ใน Zuiderzee Works (ภาพจาก Wikipedia)

จากภาพจะแผ่นดินใหม่ทั้ง 4 ส่วน แสดงด้วยสีเขียว ได้แก่ Weiringermeer ทางตะวันตกเฉียงเหนือ, Noordoostpolder ทางตะวันออก, Flevoland ทางใต้ซึ่งแบ่งออกเป็นอีกสองแผ่นย่อย ส่วนแผ่นสุดท้ายคือ Markermeer ทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

เมื่อแผ่นดินใหม่มีสภาพพร้อมอาศัย ชาวดัทช์จึงเริ่มเข้าไปตั้งเมืองบนแผ่นดินเหล่านี้ และตั้ง “จังหวัด” ใหม่ที่เกิดจากแผ่นดินมนุษย์สร้างขึ้น โดยรวมแผ่นดิน 3 แผ่นล่าง (Flovoland สองชิ้น และ Noordoostpolder) เข้าด้วยกันเป็นจังหวัด Flevoland

ผืนดินที่สร้างจากการสูบน้ำทะเลมีเนื้อหาที่รวมประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร ส่วนมากใช้ทำเกษตรกรรม ตามด้วยที่อยู่อาศัย ปัจจุบันจังหวัด Flevoland มีประชากรประมาณ 400,000 คน

Delta Works – ประตูกั้นปากแม่น้ำแห่งภาคใต้

พื้นที่ทางใต้ของเนเธอร์แลนด์ต่างออกไปจากภาคเหนือ เพราะเป็นปากแม่น้ำที่มีแม่น้ำสายย่อยๆ จำนวนมาก แนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมของภาคใต้จึงเป็นการสร้างเขื่อน ประตูน้ำ กำแพงกั้นคลื่นหลายแห่ง เพื่อป้องกันป้องกันคลื่นน้ำทะเลหนุนสูงจากภาวะ storm tide ซึ่งจะต่างไปจากโครงการ Zuiderzee Works ตรงที่เป็นการสร้างเขื่อนขนาดเล็กๆ แต่จำนวนมากแทน

โครงการนี้มีชื่อว่า Delta Works เริ่มก่อสร้างทีหลังโครงการ Zuiderzee Works ทางภาคเหนือ เนื่องจากความล่าช้าในการตัดสินใจ และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เหตุการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงในปี 1953 ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,500 ราย และทำลายพื้นที่เกษตรกรรม 9% ของประเทศ ทำให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจเดินหน้าโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่โครงการนี้ เพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคต

แผนที่แสดงเขื่อนต่างๆ ในโครงการ Delta Works (ภาพจาก Wikipedia)

โครงการ Delta Works จะสร้างเขื่อน-คันดิน-ประตูกั้นน้ำจำนวนทั้งสิ้น 16 เขื่อน เขื่อนแรกสร้างเสร็จในปี 1950 แต่ก็ต้องรอเวลาอีกกว่า 50 ปีกว่าโครงการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น โดยกำแพงกั้นคลื่นแห่งสุดท้ายสร้างเสร็จในปี 1997 และเปิดใช้งานจริงเมื่อปี 2010 นี้เอง

ประเด็นที่น่าสนใจคือการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ โดยใช้โมเดลทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สิน ในกรณีที่พื้นที่แต่ละจุดเกิดน้ำท่วม แล้วคำนวณเทียบกับค่าก่อสร้างที่ต้องใช้

ในอดีตเนเธอร์แลนด์เคยประสบปัญหา “เขื่อนแตก” เนื่องจากคลื่นลมรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง การสร้าง Delta Works จึงต้องพิจารณาเรื่องความเสี่ยงที่เขื่อนจะพังด้วย โดยทางการดัทช์ได้กำหนดว่าโอกาสที่เขื่อนจะแตกอยู่ระหว่าง 1 ครั้งในรอบ 10,000 ปีสำหรับพื้นที่บางส่วนของประเทศ ถือเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ต้องใช้

ภาพเขื่อนกั้นพายุ Eastern Scheldt Storm Surge Barrier (จาก Wikipedia)

ทั้งสองโครงการคือ Zuiderzee Works ทางเหนือ และ Delta Works ทางภาคใต้ ได้รับการยกย่องจากสมาคมวิศวกรโยธาแห่งอเมริกา (American Society of Civil Engineers) ให้เป็น 1 ใน 7 “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่” ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของโลก ที่ช่วยป้องกันประชาชนจำนวนมากจากภัยธรรมชาติ

ถึงแม้โครงการทั้งสองจะสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ใช่ว่าชาวดัทช์จะปลอดภัยจากอุทกภัย 100% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น (ตัวเลขประเมินคือเพิ่มอีก 65-130 ซม. ในปี 2100) ตอนนี้เนเธอร์แลนด์ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อหาแนวทางที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาแล้ว

โครงการวิศวกรรมทั้งสองไม่ได้มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติย่อมก่อให้เกิดผลกระทบทางนิเวศวิทยาไม่น้อย เมืองบางแห่งที่เคยอยู่ติดชายฝั่งทะเลสาบ Zuiderzee กลับกลายเป็นเมืองบนบกแทน สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรก็ต้องเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของชาวดัทช์แล้ว การป้องกันภัยธรรมชาติอาจเป็นเรื่องสำคัญกว่า และต้องยอมแลกกับทรัพยากรธรรมชาติบางส่วน

นอกจากนี้ ในสายตาของชาวโลกแล้ว Zuiderzee Works และ Delta Works ยังแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมขนาดใหญ่เพื่อปกป้องคนในประเทศนั้นทำได้จริง เพียงแต่ต้องอาศัยเวลา งบประมาณ และความร่วมมือของคนในชาติอย่างมาก จึงจะทำได้สำเร็จ

วิดีโอแสดงเขื่อนกั้นน้ำ Eastern Scheldt Storm Surge Barrier ช่วยป้องกันคลื่น

  • http://twitter.com/tudut tudut

    ชื่อชมครับ… 

  • http://twitter.com/papawin Paween

    ตอนแรกนี่นึกว่าบ้านเราจะทำได้บ้าง แต่พอดูของเนเธอร์แลนด์แล้ว ทำให้รู้สึกว่าถ้าจะทำแบบนี้ในบ้านเราบ้างคงจะเป็นไปได้ยากจริง ๆ

  • มาช้าแต่มาแล้ว

    ประเทศเราสร้างเขื่อนกันน้ำทะเลรุกกทม.ไม่ได้ครับ เดี๋ยวชาบ้านริมทะเลหาอยไม่ได้ 555+ 

    อยากทราบว่าโครงการเหล่านี้ของเนเธอแลนด์มีกลุ่มต่อต้านไหมครับ (จริงๆจะถามว่ามี NGO ไหมครับ แต่กลัวจะเจาะจงมากเกิน)

  • รพีพัฒน์

    สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเขื่อนที่เนเธอร์แลนด์สร้างขึ้นแตกต่างจาก Project ถมทะเลของไทยอย่างสิ้นเชิง

    คือผลกระทบที่เนเธอแลนด์ได้รับจากการเกิดน้ำท่วมนั้นรุนแรงและต่อเนื่อง ในขณะที่บ้านเรายังมีหลายปัญหาที่รุนแรงกว่านี้

    อีกอย่างคือเค้าคิดมาเกือบ 30 ปี ส่วนตัวแล้วคิดว่ายังเร็วเกินไปครับ

  • รพีพัฒน์

    ผมขอตอบนะครับ เนื่องจากไปศึกษามาจากบทความภาษาอังกฤษ

    โครงการดังกล่าวของประเทศเนเธอร์แลนด์มีการต่อต้านที่ Nieuwe Waterweg เนื่องจากเขื่อนที่สร้างขึ้น

    จะไปทำลายโบราณสถานและระบบนิเวศทางทะเล รวมทั้งวิถีชีวิตชาวประมง ทางรัฐบาลเลยเปลี่ยนแผน

    จากการสร้างเขื่อนเป็นการสร้างกำแพงป้องกัน Storm Surge แทนครับ

    อ้างอิงจาก Alterations to the plan during the execution of the Workshttp://en.wikipedia.org/wiki/Delta_Works

  • http://www.facebook.com/thainayu Thaina Yu

    เหตุผลที่มีบอกในการหาเสียงของโปรเจคต์ถมทะเลคือป้องกันน้ำท่วมครับไม่ใช่คลื่นซัด

    มันเมคเซนส์รึเปล่าไม่รู้นะครับ แต่ผมไม่เห็นบ้านเรามีภัยธรรมชาติอะไรใหญ่ไปกว่าน้ำท่วมอีกแล้วครับ

    และปัญหาก็ไม่ใช่แค่เรื่องโปรเจคต์ถมทะเล ปัญหาคือในขณะที่บ้านเมืองอื่น
    รัฐบาลเขามีอำนาจที่จะสร้างเมกะโปรเจคต์เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่สำคัญ
    บ้านเรากลับมีแต่พวก NGOๆ
    ที่คอยต่อต้านความเจริญทุกสิ่งทุกอย่างถ้าหากไม่ใช่โครงการพระราชดำริ พวก
    NGOๆ ในบ้านเราทำเป็นแต่การต่อต้านเขื่อน
    แต่ไม่เคยช่วยเหลือช่วยคิดว่าจะให้รัฐบาลไปสร้างเขื่อนที่ไหน
    ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีฝาย ยังไม่มีแก้มลิง
    และแทนที่จะช่วยเหลือช่วยคิดก็ต่อต้านเป็นอย่างเดียว โครงการอะไรก็โดนต่อต้านทุกสิ่งอย่าง

    และชนชั้นกลางถึงชนชั้นสูงในประเทศไทยที่สุขสบายดีในเมืองหลวงก็สนับสนุนกัน
    หูหนวกตาบอดและไม่ช่วยคิดอะไรทั้งนั้น
    น้ำท่วมน้ำแล้งอะไรก็ช่างเกษตรกรชั้นล่างมันไป
    จนวันนี้น้ำก็ท่วมถึงกรุงเทพแล้ว
    แต่เชื่อเถอะว่าถ้ามีโครงการสร้างเขื่อนอะไรก็ตามแต่ พวก NGOๆ
    ก็จะออกมาค้านเป็นอย่างเดียว อย่างมากก็เสนอทางแก้ประเภทฝายกับแก้มลิง
    ที่ไม่รู้จะให้ไปสร้างที่ไหน

    ลมๆแล้งๆ

    ปตทก็ช่วยสร้างฝายไว้บ้างแล้ว แต่ฝายมันก็คือฝาย
    มันก็มีประสิทธิภาพในระดับของมัน ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้น้ำท่วมได้แน่นอน
    ถึงวันนี้น้ำมันก็ท่วมเห็นๆ
    ประเทศไทยเป็นประเทศที่น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ
    ตั้งแต่สมัยที่ป่าอุดมสมบูรณ์กว่านี้น้ำก็ท่วม
    เราถึงได้มีวัฒนธรรมสร้างบ้านยกสูง

    ถ้าเราคิดจะอยู่กับธรรมชาติก็ต้องให้น้ำมันท่วม ถ้าไม่ให้น้ำท่วมเราก็ต้องทำสิ่งที่ผิดธรรมชาติ

    กรณีของเนเธอแลนด์ก็คือกรณีศึกษา ว่าพวก NGOๆ ไม่ควรจะถ่วงความเจริญให้มากเกินไปครับ ไม่ใช่แค่เรื่องแคบๆอย่างเมกะโปรเจคต์ถมทะเลหรอก

  • http://www.facebook.com/thainayu Thaina Yu

    เหตุผลที่มีบอกในการหาเสียงของโปรเจคต์ถมทะเลคือป้องกันน้ำท่วมครับไม่ใช่คลื่นซัด

    มันเมคเซนส์รึเปล่าไม่รู้นะครับ แต่ผมไม่เห็นบ้านเรามีภัยธรรมชาติอะไรใหญ่ไปกว่าน้ำท่วมอีกแล้วครับ

    และปัญหาก็ไม่ใช่แค่เรื่องโปรเจคต์ถมทะเล ปัญหาคือในขณะที่บ้านเมืองอื่น
    รัฐบาลเขามีอำนาจที่จะสร้างเมกะโปรเจคต์เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่สำคัญ
    บ้านเรากลับมีแต่พวก NGOๆ
    ที่คอยต่อต้านความเจริญทุกสิ่งทุกอย่างถ้าหากไม่ใช่โครงการพระราชดำริ พวก
    NGOๆ ในบ้านเราทำเป็นแต่การต่อต้านเขื่อน
    แต่ไม่เคยช่วยเหลือช่วยคิดว่าจะให้รัฐบาลไปสร้างเขื่อนที่ไหน
    ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีฝาย ยังไม่มีแก้มลิง
    และแทนที่จะช่วยเหลือช่วยคิดก็ต่อต้านเป็นอย่างเดียว โครงการอะไรก็โดนต่อต้านทุกสิ่งอย่าง

    และชนชั้นกลางถึงชนชั้นสูงในประเทศไทยที่สุขสบายดีในเมืองหลวงก็สนับสนุนกัน
    หูหนวกตาบอดและไม่ช่วยคิดอะไรทั้งนั้น
    น้ำท่วมน้ำแล้งอะไรก็ช่างเกษตรกรชั้นล่างมันไป
    จนวันนี้น้ำก็ท่วมถึงกรุงเทพแล้ว
    แต่เชื่อเถอะว่าถ้ามีโครงการสร้างเขื่อนอะไรก็ตามแต่ พวก NGOๆ
    ก็จะออกมาค้านเป็นอย่างเดียว อย่างมากก็เสนอทางแก้ประเภทฝายกับแก้มลิง
    ที่ไม่รู้จะให้ไปสร้างที่ไหน

    ลมๆแล้งๆ

    ปตทก็ช่วยสร้างฝายไว้บ้างแล้ว แต่ฝายมันก็คือฝาย
    มันก็มีประสิทธิภาพในระดับของมัน ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้น้ำท่วมได้แน่นอน
    ถึงวันนี้น้ำมันก็ท่วมเห็นๆ
    ประเทศไทยเป็นประเทศที่น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ
    ตั้งแต่สมัยที่ป่าอุดมสมบูรณ์กว่านี้น้ำก็ท่วม
    เราถึงได้มีวัฒนธรรมสร้างบ้านยกสูง

    ถ้าเราคิดจะอยู่กับธรรมชาติก็ต้องให้น้ำมันท่วม ถ้าไม่ให้น้ำท่วมเราก็ต้องทำสิ่งที่ผิดธรรมชาติ

    กรณีของเนเธอแลนด์ก็คือกรณีศึกษา ว่าพวก NGOๆ ไม่ควรจะถ่วงความเจริญให้มากเกินไปครับ ไม่ใช่แค่เรื่องแคบๆอย่างเมกะโปรเจคต์ถมทะเลหรอก

  • http://www.facebook.com/people/คุณนายน้ำว้า-ไม่บอก/100002313496449 คุณนายน้ำว้า ไม่บอก

    เยี่ยมคร่ะ เคยลองหาข้อมูลครั้งนึง แต่ได้ไม่ถึง 10% ของบทความนี้เลยคร่ะ

  • สิตา การย์เกรียงไกร

    หากจะปรับใช้กับประเทศไย  มีความเป็นไปได้มาก  ปากอ่าวไทย รูป ก ไก่ มีความกว้างจากชลบุรีถึงหัวหิน ประมาณ 80 กม. จากแหลมฉบัง ถึงประจวบ ประมาณ 100 กม. หากเราทำคันกั้นน้ำ 2 แนวนี้  เราได้ทะเล(เรียกแก้วลิงก็ได้  2 อ่างใหญ่ ๆ ประมาณ อ่างละ 50000 ตร.กม.  เราสามารถพล่องน้ำ ควบคุมระดับน้ำ ไม่ให้ท่วม จังหวัด 3 สมุทร  และกรุงเททได้  ควบคุมไม่ไห้น้ำทะเลหนุนสูง ช่วงที่เราต้องการระบายน้ำ  ตามลำน้ำ ลงทะเล
    ปริมาณน้ำ 5,000 ลบ.ม. ต่อวินาที  ที่เป็นจุดวิกฤตของกทม. มีผล ทำให้น้ำที่อ่างตัวบน นี้ สูงขึ้น 5 มม. ในเวลา 12 ชั่วโมง(รอบน้ำขึ้น-ลง 1รอบ ประมาณ 11 ชั่วโมง) ซึ่งเราสามารถระบายน้ำออกได้ในช่วงที่น้ำทะเลลดต่ำลง
    ด้วยวิธีการทำเขื่อนกั้นทะเลอ่าวไทยนี้  เรายังสามารถติดตั้งกังหันลม  เครื่องกำเนินไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ ความเร็วต่ำ จากความต่างของการขึ้นลงของน้ำทะเลได้ด้วย
    แน่นอน  ปลาทูในอ่าวไทย อาจน้อยลง  ประชาชนที่มีอาชีพประมงน้ำเค็ม ต้องเปลี่ยนอาชีพ นาเกลือบริเวณสมุทรสงคราม-ชลบุรี ต้องย้ายไปทำที่อื่น
    ปัญหาที่ต้องคิดคือ  จะเอาใหม  เพื่อแลกกับปัญหาน้ำท่วมถาวร(เรียกว่าถาวร เพราะจะเกิดถี่ขึ้น และถี่ขึ้นเรื่อยๆ)
    เราจะหวาดผวาเมื่อได้ยินคำว่า  น้ำทะเลหนุนสูง  เพราะมันหมายถึง น้ำอาจท่วมกรุงเทพ  ปทุม นนท์ สมุทรปราการ  สมุทรสาครและสมุทรสงคราม

    หากเราทำเขื่อนตัวที่ว่ามานี้  เราจะลืมคำว่า  น้ำทะเทหนุนสูงไปได้เลย  เพราะเราสามารถควบคุมมันได้

  • สิตา การย์เกรียงไกร

    ถมทะเล สร้างเมืองใหม่นะลืมได้เลย 
    หากทำคันกั้นน้ำ แล้วปรับถมพื้นที่บางส่วน เป็นสนามบิน เป็นศูนย์ราชการ สวนสาธารณะ  พอเห็นทางว่าเป็นไปได้  ไม่ต้องไปกลัว NGO หรอก  พวกเขาอยู่ไม่นานก็ตาย  โครงนี้นี้ ระยะยาว  อย่างไร ก็ตาม ได้สร้างแน่  เพราะมันเป็นประโยชน์ส่วนรวม  ไม่ใช่เชิงธุรกิจ

  • สิตา การย์เกรียงไกร

    ผลพลอยได้อีกคือ เราจะมีทะลาสาบน้ำจืดที่ใหญ่มาก ขนาด 5000 ตร.กม. หรือขนาด 3 ล้านไร่  (ตัวเลขข้างล่างในความเห็นก่อนหน้านี้ พิมพ์ผิด) ปริมาณกักเก็บน้ำ กว่า 250,000 ล้านลบ.ม. 
    หน้าแล้ง เราสามารถสูบกลับไปใช้ประโยชน์ โดยการสูบกลับผ่านเจ้าพระยา 2 ไปจังหวัดนครสวรรค์ ปล่อยกลับลงมาเพื่อการเกษตร และขับไล่น้ำเสียตามแม่น้ำลำคลอง 

  • EBEN

    คนละเรื่องเดียวกันไม่น่าจะเทียบกันได้ เป็นการโยนหินถามทางหรือจุดประเด็นให้มีผู้สนับสนุนด้วยการอ้างความทุกข์ร้อนของชาวบ้านหรือเปล่า?

    ในยุโรปไม่มีพายุเหมือนในเขตร้อน น้ำจะหลากเฉพาะหน้าร้อนเนื่องจากน้ำแข็งละลาย จึงคาดการณ์ปริมาณน้ำได้ค่อนข้างแน่นอน แถมปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนี้มาจากทะเลหนุนมากกว่าน้ำท่วม
    ขณะที่บ้านเราน้ำท่วมเพราะพายุหมุนเขตร้อนจึงคำนวณปริมาณน้ำเอาแน่เอานอนไม่ได้ แถมยังไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับที่ราบอันเป็นที่รับน้ำและสร้างถนนปิดกั้นทางไหลของน้ำด้วยซ้ำ ปัญหาจึงเกิดจากตัวเราและผู้มีส่วนในการพัฒนาเองมากกว่าที่จะเกิดจากธรรมชาติแต่เพียงฝ่ายเดียวนะครับ

    ถ้ายังค้นหาสาเหตุเหล่านี้ไม่ได้ จะสร้างเขื่อนในภาคเหนือหรือเขื่อนปากอ่าวอีกเป็นสิบๆ แห่ง ก็ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะคิดแต่จะเอาชนะธรรมชาติ แต่ไม่เคยคิดจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ทำไปก็มีแต่จะสร้างปัญหาใหม่ทับถมปัญหาเก่าๆ อยู่เรื่อยไป

    ถ้าเริ่มทำจากง่ายไปยาก ตั้งแต่แก้มลิง คลองระบายน้ำจากเจ้าพระยาลัดลงอ่าวไทยหรือบางปะกง แล้วกลับไปดูผังคูคลองสมัยโบราณในอยุธยา กทม.เพื่อรื้อผังเมืองแล้วสร้างใหม่ให้ดีไปเลย แต่ถ้ายังไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปสร้างทางระบายน้ำและระบบระบายน้ำใต้ดินแบบในโตเกียว ไม่ใช่อะไรๆ ก็จะเอาแต่สร้างเขื่อนๆ แบบเทคโนแครตทั้งหลาย

    เวรกรรมประเทศไทยที่คอยเอาแต่ตามก้นชาวโลกเพราะวิธีคิดแบบอาณานิคมแท้ๆ เชียว…..

    ปล.SIU เขาได้งบจากไหนเี่นี่ย ถ้าได้จากภาษีก็นับว่าน่าเสียดายที่เขียนข่าวได้แค่นี้ เหมือนค้นจากเน็ตเอามาลงอย่างนี้ให้เด็กป.4 ก็ทำได้ครับ
    (ความเห็นนี้เอามาจากที่เคยเม้นต์ใน fb ครับ)

  • Bussaka

    เอามาประยุกต์กับสิ่งที่เรามีดิครับอย่ายึดติดว่าเป็นของชาวไหนซิครับผมว่าเอามาประยุกต์ระบบการจัดการน้ำทางภูมิศาสตร์บ้านเราได้ครับคนไทยหัวดีอยู่แล้วถ้าช่วยกัน

  • wanna ruangprat

    น่าทึ่ง น่าชื่นชม ความพร้อม เอาจริงเอาจัง มองประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ทำอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้รู้จริง ทำให้ Netherland อยู่มาได้จนทุกวันนี้ ……..ฟังคำบอกเล่าถึงการใช้ชีวิตของพลเมืองของเขา จากปากของ คุณน้าพยุง รื่นเริง วัย 84 ปี (ปัจจุบันมาอยู่ประเทศไทยที่บ้าน นนทบุรี ) ซึ่งไปใช้ชีวิตอยู่ที่ Netherland เกือบ 50 ปี แล้วทึ่งมาก …..ระเบียบ วินัย ความร่วมมือร่วมใจทำให้คนและประเทศของเขาเจริญ และอยู่ได้อย่าง สุข สันติ จนทุกวันนี้ …..เราน่านำสิ่งที่ดีของเขามาประยุกต์ใช้ในบ้านเรานะคะ…อยู่กับธรรมชาติ ไม่รบกวนหรือทำลายเขา เราและเขาก็สุขค่ะ

  • Vanidainterplast

    รัฐบาลไทยควรศึกษาแบบอย่างการจัดการน้ำฃองประเทศอื่นบ้าง

  • tweeruch

    รัฐฯต้องมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาแล้วให้ทุกฝ่ายยอมรับ

    มีการศึกษาข้อมูลโดยละเอียดทุกด้าน
    ชี้แจงชาวบ้านหรือใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในพื้นที่เป็นเจ้าของประเทศ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ทำประชาพิจารณ์และขอความคิดเห็นทุกฝ่าย นั่งคุยกันด้วยจริงใจมีการออกแบบที่ดีเอื้อประโยชน์หลายด้าน
    ประมูลก่อสร้างอย่าให้มีการเอื้อต่อการรับเงินส่วนต่างจากราคาก่อสร้างจริงเอาแค่นี้รัฐฯทำได้ไหม??เดี๋ยวชาบ้านริมทะเลหาอยไม่ได้ 555+  // สนุกปากไปเฉยๆ

  • CO-NL

    ที่เนเธอร์เเลนด์รัฐจะทำอะไรโดยพละการไม่ได้ เพราะเขาถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ถ้ารัฐโดนประชาชนฟ้องส่วนใหญ่เเล้วประชาชนคนธรรมดาจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะฉะนั้นการที่รัฐจะทำอะไรเขาจะมีคนไปติดต่อกับคนที่ประสบปัญหา ไปเสนอข้อเสนอที่ดีกว่าเเก่คนที่ประสบปัญหา ดีกว่าจะต้องมาโดนฟ้องเเละต้องจ่ายค่าทนายคืนให้กับคนฟ้องอีก เเละที่นี่รัฐจะทำอะไรก็ต้องชี้เเจงทางสื่อก่อนเพราะต้องการให้ทุกฝ่ายยอมรับ เเต่ถ้าฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย เขาก็จะมาคุยกันเพื่อหาทางออก เมื่อวันก่อนรัฐอยากประหยัดงบประมาณ 180,000 ล้านบาท เพราะต้องการป้องกันรายจ่ายมากเกินไปของรัฐ เเละกลัวเรื่องวิกฤษการเงินของยุโรป เเต่ฝ่ายค้านไม่อยากให้ตัดงบประมาณ เพราะเกรงปัญหาจะก่อให้เกิดการเลิกจ้างงานมากเกินไป ท้ายที่สุดรัฐอาจจะต้องหาเงินมาช่วยเหลือคนตกงานมากกว่าก็ได้ เพราะที่นีเราเป็นรัฐสวัสดิการณ์ ด้วยนโยบายทุกคนเท่าเทียมกัน เเละอยู่ได้ ส่วนโครงการเดลต้าเขาทำมานานเเล้ว เพราะเคยเกิดเรื่องเขื่อนกั้นทะเลที่เป็นดินเเตกทำให้น้ำทะเลไหลเข้ามา ในประเทศคนตายเยอะมาก เลยเกิดโครงการเขื่อนกั้นทะเลขนาดใหญ่ ผลพลอยได้คือเกิดพื้นที่ดินเพิ่ม เเละมีระบบคลองส่งน้ำเพื่อการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญโครงการไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งเเวดล้อมมาก เทคโนโลยีก็คือการกระจายน้ำไปกักไว้ในคลองที่มีอยู่เดิมเเละขุดขึ้นใหม่ เเละลำเลียงน้ำไปรวมในทางน้ำสายหลัก เเละสูบออกนอกเขือน สมัยก่อนจะใช้กังหันลม ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นระบบเครื่องสูบน้ำหมดเเล้ว