วันนี้ (14 ส.ค.) ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. การประชุมวุฒิสภานัดพิเศษ โดยมีวาระเลือกประธานวุฒิสภา แทน พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ส.ว.สรรหา ที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา เหตุศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก แต่รอลงอาญา 2 ปี ฐานขึ้นเงินเดือนตนเองสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งนี้ สำหรับขั้นตอนการเลือกประธานวุฒิสภานั้น สมาชิกมีสิทธิ์เสนอชื่อผู้สมควรได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาได้คนละ1 ชื่อ และต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 10 คน โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ จะต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมคนละไม่เกิน 10 นาที จากนั้นจะใช้วิธีการลงคะแนนลับ ในกรณีที่มีการเสนอชื่อ 2 ชื่อให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก แต่หากได้คะแนนเท่ากันให้เลือกใหม่อีกครั้ง โดยผู้ได้รับเลือกจะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือ 73 เสียง แต่หากมีการเสนอชื่อเพียงผู้เดียว ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาทันที

นิคม ไวยรัชพานิช สว.เลือกตั้งจากฉะเชิงเทรา
ต่อมาเมื่อเวลา 10.55 น. ที่ประชุมเปิดโอกาสให้มีการเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นประธานวุฒิสภา โดยนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เสนอชื่อ นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา, นางเกศินี แจวัฒนะ ส.ว.อยุธยา เสนอชื่อน.ส.สุนันท์ สิงห์สมบูรณ์ ส.ว.สรรหา, นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา เสนอชื่อของนายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหา และนายพรพจน์ กังวาร ส.ว.ระนอง เสนอชื่อนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี
นายนิคม กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ว่าตลอดเวลา 4 ปีที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 พิสูจน์ให้เห็นแล้วได้ทำให้องค์กรวุฒิสภาเป็นที่พึ่งของประชาชน ปราศจากการครอบงำทางการเมือง ซึ่งตนมีวิสัยทัศน์ที่จะเสนอ 4 ประการ คือ 1.จะทำหน้าหน้าที่อย่างเป็นกลาง ยึดหลักกฎหมาย นิติรัฐ และนิติธรรม ซึ่งบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้ ต้องรอบรู้ ชัดเจนในระเบียบข้อบังคับการประชุมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นแล้วจะไม่ทำหน้าที่ตามการกดดันของพรรคการเมืองหรือตามกระแสสังคม 2.ส่งเสริมการทำงานของกรรมาธิการให้มีความเข้มแข็ง ทำงานอย่างมีอิสระ ซึ่งที่ผ่านมาผลการทำงานของกรรมาธิการไม่ได้นำไปสู่ภาคปฏิบัติ ดังนั้นตนจะผลักดันให้รายงานผลการศึกษาของกรรมาธิการนำไปสู่การปฏิบัติ แก้ไข 3.สร้างความเข้มแข็งในการสรรหา คัดกรอง บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ นอกจากนั้นจะสนับสนุนการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ และ 4.จะทำให้ ส.ว. เป็นองค์กรหลักในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ผมจะเพิ่มงบประมาณในส่วนของกรรมาธิการให้มากขึ้น โดยจะนำงบประมาณส่วนของประธานวุฒิสภา ไปสนับสนุนให้เกิดการทำงานที่เข้มแข็ง นอกจากนั้นผมมีจุดแข็ง คือ ทำงานมาทุกตำแหน่ง ทั้ง บริหารการคลัง แพทย์ สาธารณสุข และผมเป็นคนความจำดี ผมขอโอกาสให้ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา เพราะขณะนี้เหลือการดำรงตำแหน่งอีก 1 ปีครึ่งเท่านั้น” นายนิคม กล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาได้ลงคะแนนเลือก โดยเป็นการลงคะแนนลับ อย่างไรก็ตามก่อนการลงคะแนน ได้มีส.ว.หารือถึงประเด็นการนับองค์ประชุมว่าจะใช้จำนวนผู้มาลงชื่อเข้าประชุม หรือจำนวนผู้มาแสดงตน ทั้งนี้จากการหารือกันนานเกือบ 1ชั่วโมงที่ประชุมสรุปให้ยึดจำนวนผู้ที่มาลงชื่อเข้าประชุม คือ 146 คน
โดยผลการลงคะแนนลับครั้งแรก ปรากฏว่า นายพิเชต ได้ 63 คะแนน นายนิคม ได้ 46 คะแนน นายเกชา ได้ 35 คะแนน และน.ส.สุนันท์ ได้ 2 คะแนน ซึ่งผลปรากฏว่า นายพิเชต ที่ได้คะแนนสูงสุดแต่กลับไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก คือ 73 คะแนน จึงต้องลงคะแนนเลือกกันใหม่อีกครั้งหนึ่งกับผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 คือ นายนิคม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการลงคะแนนอีกครั้งหนึ่ง
ล่าสุดมีรายงานว่า หลังจากลงคะแนนลับเสร็จสิ้นแล้ว พบว่า นายนิคม ได้ 77 คะแนน ขณะที่นายพิเชต ได้ 69 คะแนน ทำให้นายนิคม ได้เป็นประธานวุฒิสภาคนต่อไป
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์
