บุพเพสันนิวาส คือ เรื่องราวที่ไม่อาจกำหนดด้วยตรรกะและเหตุผล หนุ่มสาวที่ควรคู่กันอย่างถึงที่สุด หากทว่ากลับต้องลงเอยด้วยความปวดร้าว ขณะที่บางคู่ทะเลาะเกี่ยงงอนมิได้ขาด แต่สุดท้ายกลับครองรักกันยืนยาวยิ่ง
มหากาพย์ภูผามหานที คือ นวนิยายกำลังภายในจีน ที่เต็มไปด้วยความรักความแค้น อำนาจผลประโยชน์ การวางกลยุทธ์ชิงไหวชิงพริบ โดยดำเนินเรื่องราวตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ประมาณปี ค.ศ. 1258 ไปสิ้นสุดที่กลางสมัยราชวงศ์หมิงในราวปี ค.ศ. 1567 ที่กินเวลายาวนาน 300 ปี ผูกผันบุญคุณความแค้นของคนหลายรุ่น ครอบคลุมดินแดนจากเอเชียจรดยุโรป จนกระทั่งถึงการเดินทางรอบโลกภายหลังสิ้นสุดภารกิจอันยิ่งใหญ่
ท่ามกลางการพลิกแพลงหลักคณิตศาสตร์โบราณของจีนมาประยุกต์ใช้เป็นวิชาการต่อสู้ที่สุดซับซ้อนพิสดาร แต่ลึกลงไปตัวละครชายหญิงก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องราวความรักที่ปวดร้าวสุขสม ซึ่งวิชาพิสดารล้ำเลิศใดๆก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ พระเอกนางเอกในแต่ละรุ่นก็ต่างต้องดิ้นรนค้นหาความรักในแบบฉบับของตน ที่บางครั้งก็ไม่ได้จบลงด้วยความสุขสมหวังเสมอไป
ภายใต้ภาพลักษณ์การต่อสู้ที่เข้มข้นจริงจังของนิยายกำลังภายในจีน ก็กลับแฝงไว้ด้วยเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวที่แสนโรแมนติคเพริศพริ้ง จึงชี้ชวนให้หวนระลึกถึง “นิยายน้ำเน่า” ของคนไทยที่ข้ามไม่พ้นเรื่องตบจูบไปได้เลย
เหยาฉิง คือ นางเอกในภาคสุดท้ายของ “มหากาพย์ภูผามหานที” ที่ปิดฉากตำนานความรักความแค้นของวีรบุรุษวีรสตรีตลอด 300 ปีที่ผ่านมา โดยความพิเศษโดดเด่นของนางเอกคนนี้ก็คือ อารมณ์เหลือร้ายที่คอยทิ่มแทงพระเอกอยู่เสมอ แถมด้วยนิสัยที่เอาแต่ใจตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งกว่านั้น เธอยังมีคู่แข่งความรักที่ชื่อ “หนิงหนิง” หญิงสาวที่งามเพียบพร้อมและหลงรักพระเอกอย่างหมดหัวใจ จึงไม่น่าประหลาดใจที่ผู้อ่านทั้งหลายจะแอบปันใจไปเชียร์หนิงหนิงมิได้ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายหญิงสาวแสนดีคนนี้คงต้องผิดหวังชอกช้ำ
นี่ไยไม่ต่างจาก “ชีวิตจริง” ที่หนุ่มสาวแสนดีมักต้องหลั่งน้ำตาให้กับเกมความรักอยู่ร่ำไป
การทะเลาะขัดแย้งระหว่างเหยาฉิงและลู่เจี้ยน อาจมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับ “พ่อแง่แม่งอน” ตามสูตรสำเร็จของนิยายน้ำเน่าไทย แต่หากมองให้ลึกซึ้งลงไป ย่อมมีที่มาจากนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน ความสัตย์ซื่อเรียบง่ายของลู่เจี้ยน ย่อมไม่เป็นที่สบอารมณ์ของเหยาฉิงที่ชาญฉลาดและโหยกระหายความสำเร็จ แต่เกมความรักก็มีเส้นทางที่มนุษย์มิอาจหยั่งวัด จึงทำให้ความแตกต่างแห่งเหตุผลและจุดยืนในชีวิต ไม่อาจขัดขวางพลังปรารถนาแห่งหัวใจที่แน่วแน่ได้เลย
“เหยาฉิงบังเกิดความเศร้าโศกศัลย์ ครุ่นคิดขึ้น ‘กระทั่งกระโดดทะเลฆ่าตัวตายก็ทำไม่ได้หรือ?’ นางคิดลุกขึ้นยืน แต่ปราศจากเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย ต้องครุ่นคิด ‘เราจะตายในลักษณะนี้หรือ? ตายเสียก็ดี มันจะได้ไม่ต้องห่วงพะวง โอ ช่างเป็นดาวข่มของชีวิตจริงๆ เราอยู่ดีๆ ไฉนชมชอบมัน? กล่าวไปประหลาดแท้ พอเห็นหน้ามัน ทั้งขุ่นเคืองทั้งแค้นมัน แต่เมื่อไม่พบกับมัน กลับเฝ้าฝันถึง เช่นนี้ก็ดี คนตายแล้วความรักดับสูญ ไม่ต้องถูกเคี่ยวกรำทรมานอีก เราเหยาฉิงเป็นวีรสตรี ไม่ควรพิรี้พิไร ถึงแม้ช่วยมันไม่ได้ แต่ก็อย่าได้เป็นเครื่องถ่วงมัน…’”
(ปาฏิหาริย์แห่งผู้กล่า เล่ม 8: 28)
หากมองด้วยสายตาแห่งเหตุผล “ลู่เจี้ยน” ย่อมเป็นคนดีที่ไปหลงรักนางมารร้าย แต่หากประเมินด้วยความเป็นธรรมแห่งความรักแล้ว ลู่เจี้ยนก็ต้องร่วมรับผิดชอบในการประคับประคองความรักให้ยั่งยืนยาวด้วย เพราะความรักไม่ใช่เพียงถูกผิดของเหตุผล แต่คือ การรู้จักปรับตัวเข้าหากัน แน่นอนว่า ลู่เจี้ยนเป็นเด็กดีที่ว่าง่าย จึงเป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้าง แต่กระนั้น การปรารถนาความสำเร็จของเหยาฉิงก็เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน ลู่เจี้ยนจึงไม่อาจปฏิเสธการปรับตัวให้เป็นที่พึงพอใจของเหยาฉิง เช่นเดียวกับที่เหยาฉิงก็ต้องปรับตัวเข้าหาความเรียบง่ายของลู่เจี้ยนด้วย
หากสังเกตให้ดีจะพบว่า การที่ลู่เจี้ยนเป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้าง ก็เพราะนิสัยเรียบง่ายที่ยอมให้คนอื่นได้มากกว่าตน แต่ครั้นจะให้ปรับนิสัยที่ตนเองเคยชินเพื่อคนรักแล้ว ลู่เจี้ยนก็กลับมีความเห็นแก่ตัวและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ยิ่งได้รับการให้ท้ายจากคนอื่นว่า ความไม่ทะเยอทะยานเป็นเรื่องดีงามแล้ว ลู่เจี้ยนก็ยิ่งดื้อรั้นหนักข้อขึ้น แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว การที่เหยาฉิงต้องการให้สามีในอนาคตประสบความสำเร็จในชีวิต ย่อมเป็นความรักแบบหนึ่งที่มีต่อลู่เจี้ยน ที่คิดคำนึงทุกอย่างเพื่อลู่เจี้ยน ในขณะที่คนรอบข้างนั้น เพียงแต่คิดคำนึงเพื่อตัวเอง จึงยินดีเพียงการที่ลู่เจี้ยนเป็นสุภาพบุรุษที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนรอบข้างเท่านั้น
ความขัดแย้งที่เกิดจาก “โลกทัศน์” ที่แตกต่างและการไม่ยอมปรับตัวเข้าหากันนี้ ได้กลายเป็นช่องว่างใหญ่ที่ขวางกั้นความรักของทั้งคู่ไว้ จนกระทั่งฟ้าดินได้ประทานวิกฤตความเป็นตายของชีวิต เพื่อทดสอบความรักอันยิ่งใหญ่ และในที่สุดทั้งคู่ก็ได้เรียนรู้ที่จะละทิ้งความเคยชินเดิมของตน เพื่อปรับตัวเข้าหากัน และเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตคู่ในอนาคตที่ต้องอาศัยความอดทนยืดหยุ่นเป็นพื้นฐานสำคัญในการประคับประคองความรัก
ลู่เจี้ยนกล่าวอย่างหดหู่ว่า “อาฉิง ท่านไฉนเอ่ยถึงคำตาย หากท่านตายไป ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร…”
เหยาฉิงส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าพยายามอย่างเต็มที่แล้ว วันเวลาที่ผ่านมามีชีวิตอย่างยากเย็นนัก ท่านจำได้หรือไม่ว่า วันที่อยู่ข้างบ่อน้ำนั้น จิ้งจอกโสโครกกระซิบบอกต่อข้าพเจ้า เพราะคำพูดนั้น ข้าพเจ้าค่อยมีชีวิตถึงบัดนี้”
ลู่เจี้ยนถามว่ามันกระซิบบอกอันใด เหยาฉิงหอบหายใจคำหนึ่งกล่าวว่า “มันบอกว่าข้าพเจ้าสารรูปขัดตาถึงเพียงนี้ หากแม้นตายไป ในใจท่านจะจดจำแต่สารรูปของข้าพเจ้านี้”
…อันว่าขี้ริ้วหรืองดงาม ข้าพเจ้าความจริงไม่นำพา ไม่เช่นนั้นเหตุใดปลอมเป็นโฉวหนูเอ๋อ แต่ตอนนี้ผิดแผกแตกต่าง อันว่าสตรีประทินโฉมเพื่อผู้รู้ใจ ข้าพเจ้ามีชายคนรัก ต้องการให้มันเห็นรูปโฉมที่น่าดูที่สุดของข้าพเจ้า
(ปาฏิหาริย์แห่งผู้กล้า เล่ม 8: 234-235)
หากวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดแล้ว นิสัยเอาแต่ใจและน่ารำคาญของเหยาฉิงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นนิสัยที่ติดตัวมาจากการเป็นคุณหนูในบ้านเศรษฐีใหญ่ แต่อีกส่วนหนึ่งนั้น ก็เป็นเพราะความอึดอัดขัดใจที่ลู่เจี้ยนเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่มุ่งมั่นแสวงหาความสำเร็จให้ชีวิต ที่เจ็บช้ำยิ่งกว่า คือ การที่ตัวเองกลับพาลไม่อาจตัดใจจากลู่เจี้ยนได้ ความเก็บกดที่ไม่อาจแก้ปัญหาปมความรักนี้ จึงทำให้เหยาฉิงต้องระบายออกต่อคนรอบข้างและแม้กระทั่งลู่เจี้ยน แต่ในท้ายที่สุด เมื่อเธอได้พบความรักที่ลู่เจี้ยนมีให้เธอ ความรักที่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนที่รัก ลู่เจี้ยนที่มีความทะเยอะทะยานในการพิชิตชัยว่านกุยฉัง เพื่อช่วยชีวิตและตอบแทนความรักของเธอ ก็ย่อมทำให้จิตใจที่แข็งกร้าวของเหยาฉิงที่ต้องเผชิญการสูญเสียและเคี่ยวกรำไม่หยุดหย่อนได้รับการปลดปล่อย
เมื่อความรักผลิบาน แม้แต่ยาขมฝาดก็ยังหวานละมุน
การสร้างสรรค์ตัวละคร “เหยาฉิง” ย่อมนับเป็นความหาญกล้ายิ่งใหญ่ของเฟิ่งเกอ ที่จะแหวกกรอบประเพณีคุ้นชินของนิยายกำลังภายใน ที่นิยมบูชาความรักหนุ่มสาวที่เปี่ยมล้นคุณธรรม หากทว่าชีวิตจริงของปุถุชนนั้น ย่อมเต็มไปด้วยเรื่องราวของความรักที่ไม่สมบูรณ์พร้อม ความรักที่หนุ่มสาวต้องเติบโตและเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากัน
แน่นอนว่า อัจฉริยภาพของเฟิ่งเกอยังไม่อาจเทียบชั้นยอดปรมาจารย์กิมย้ง จึงทำให้รายละเอียดและบุคลิกภาพของเหยาฉิงมีตำหนิที่รุนแรงเกินไป การเอาชนะคะคานกับกู่เจินอย่างเกินพอดี ทำให้ขาดเสน่ห์น่ารักแห่งอิสตรีแรกรุ่น การหยอกเย้าลู่เจี้ยนก็ยังน้อยเกินควร ทำให้กลายเป็นผู้หญิงจู้จี้ขี้บ่น แต่กระนั้น ความรักร้อนแรงที่คุกรุ่นอยู่ภายใน ก็ได้เผยแสดงออกมาในห้วงยามวิกฤต ทำให้ความคั่งแค้นใจในความไม่เอาถ่านได้ผสมกลมกลืนกับความรักในความโง่งมของลู่เจี้ยน จนกลายเป็นรสชาติใหม่ในนิยายกำลังภายใน ที่เชิญชวนให้ลิ้มลองยิ่ง
พัฒนาการของตัวละครเหยาฉิง ได้เริ่มต้นจากคุณหนูสูงศักดิ์ที่ชอบกลั่นแกล้งชายหนุ่มโง่งม กลายมาเป็นเด็กกำพร้าที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานถือดี หากในท้ายที่สุดก็บรรลุวุฒิภาวะทั้งในเชิงลักษณะนิสัยและความรัก ที่รู้จักโอนอ่อนปรับตัวในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีสันติสุข นี่คือ เสน่ห์ในตัวละครของเฟิ่งเกอ ที่นางเอกแสนสวยก็มีนิสัยดีบ้างเลวบ้างเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป หากทว่าด้วยความรักงดงามลึกซึ้งที่ค่อยๆเผยตัวคลี่คลายออกมาในห้วงวิกฤตและอุปสรรคที่หนักหน่วง ได้ช่วยหล่อหลอมให้ “เธอ” กลายเป็นหญิงสาวที่ดีงามคู่ควรจะใช้ชีวิตร่วมกับพระเอกสัตย์ซื่อ ตราบชั่วกัลปาวสาน
“เหยาฉิง” ย่อมเป็นตัวละครที่เข้าถึงจิตใจของอิสตรีในยุคนี้ ที่อาจไม่ได้เรียบร้อยและเป็นคนดีทุกกระเบียดนิ้ว ขณะเดียวกัน เรื่องราวความรักก็ไม่ได้หวานซึ้งและเข้าอกเข้าใจกันตั้งแต่เริ่มต้น หากทว่ายังมีนิสัยใจคอและความปรารถนาในชีวิตที่แตกต่างกับชายคนรักมากมาย แต่ด้วยหัวใจแห่งรักที่ค่อยๆเผยตัวออกมาท่ามกลางอุปสรรคและความยากลำบากของชีวิต ก็ย่อมเป็นความรักที่หวานซึ้งตรึงตรา โดยไม่ต้องหลอกตัวเองอยู่ในโลกนิยายเจ้าชายเจ้าหญิงที่ไม่เคยมีวันเป็นจริงอีกต่อไป

