New Media Demands a New Kind of Media Company บทความโดย Joshua Auerbach พูดถึงโครงสร้างเชิงเศรษฐกิจของสื่อออนไลน์ (และสื่อใหม่แขนงอื่นๆ) ซึ่งมีโครงสร้างของต้นทุน และโมเดลธุรกิจที่ต่างไปจากสื่อแบบเก่า (เช่น ไม่ต้องลงทุนสร้างห้องส่ง หรือแท่นพิมพ์) จึงทำให้บริษัทสื่อใหม่เกิดขึ้นได้ง่าย (เพราะใช้ต้นทุนน้อย) และออกจากธุรกิจได้ง่าย (เพราะทุนไม่จมไปกับค่าอุปกรณ์) มีการลองผิดลองถูกได้ง่ายขึ้น
ธุรกิจสื่อแบบเก่ากำลังถูกสื่อใหม่อัด โมเดลธุรกิจแบบเดิมๆ เหล่านี้ใช้ไม่ได้แล้ว
- ยอดขายตั๋วหนังแกว่ง บางปีโต บางปีหด
- ยอดขาย DVD ไม่โต
- Blu-ray ไม่กลายเป็นกระแสหลักเสียที
- วิธีคิดค่าโฆษณาทีวีแบบเดิม เริ่มไม่เป็นที่ยอมรับ
- แบนเนอร์ออนไลน์ก็ไม่ค่อยโต
แต่โมเดลธุรกิจแบบใหม่ก็ยังไม่มั่นคงนัก เช่น
- Text link ของกูเกิล
- การกระจายข่าวด้วย Social Media (Facebook/Twitter)
โครงสร้างสื่อแบบเดิม มีผลให้เกิดการควบรวมกิจการเป็นสื่อขนาดยักษ์ เพราะผูกภาคการผลิต (สตูดิโอ) กับภาคการบริโภค (สถานีทีวี) เข้าไว้ด้วยกัน ตอนนี้สตูดิโอที่เคยเป็นอิสระ จึงเข้าไปอยู่ในเครือสื่อขนาดยักษ์ (media conglomerate) เกือบหมด
แต่พอเป็นสื่อออนไลน์ซึ่งมีธรรมชาติต่างกัน การควบรวมกิจการกลับไม่เกิดประโยชน์ (เช่น กูเกิลมี YouTube คงไม่อยากไปซื้อเว็บวิดีโออื่น แถมยังปิด Google Video ด้วยซ้ำ) สาเหตุเป็นเพราะเว็บมีการกระจายตัวที่ต่างจากสื่อเก่ามาก วิธีการเชื่อมโยงก็ไม่ผูกติดกัน (แค่ลิงก์ ไม่ใช่ว่าเว็บนี้จะต้องมีข่าวจากที่นี่เท่านั้น)
ผู้เขียนบทความมองว่า บริษัทสื่อใหม่ในอนาคตจะมีขนาดเล็กลง แต่ละรายโฟกัสงานเฉพาะด้าน ไม่เป็นเครือสื่อยักษ์ที่มีทุกอย่างแบบเดิม แต่ก็ควรรวมตัวกันเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ ด้วยการเปิด API ให้เนื้อหาในแต่ละเว็บสามารถผสมหรือรวมเข้าด้วยกันได้
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมสื่อจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แม้ว่าสื่อใหญ่แบบเก่าเริ่มจะได้รับผลกระทบจากสื่อใหม่ แต่ว่าสื่อเก่าก็ยังทรงอิทธิพลกว่าสื่อแบบใหม่มาก อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้คือ “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่สำคัญ
