<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
	>
<channel>
	<title>Comments on: จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 2 &#8211; มิถุนายน 51</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 02:43:28 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
	<item>
		<title>By: เจริญชัย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-587</link>
		<dc:creator>เจริญชัย</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Jul 2008 04:01:37 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-587</guid>
		<description>ใครมีข้อเสนออะไรเด็ดก็เขียนเข้ามาได้ครับ
จะได้นำไปปรับปรุง
เพราะเราได้แต่ทำตามที่เราคิดว่าดี

แต่การตัดสินว่าดีไม่ดี ต้องเป็นผู้อ่าน
ถ้ามีความเห็นมากๆๆ ย่อมช่วยในการปรับปรุงได้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณมากครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ใครมีข้อเสนออะไรเด็ดก็เขียนเข้ามาได้ครับ<br />
จะได้นำไปปรับปรุง<br />
เพราะเราได้แต่ทำตามที่เราคิดว่าดี</p>
<p>แต่การตัดสินว่าดีไม่ดี ต้องเป็นผู้อ่าน<br />
ถ้ามีความเห็นมากๆๆ ย่อมช่วยในการปรับปรุงได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>ขอบคุณมากครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: JJKung</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-585</link>
		<dc:creator>JJKung</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Jul 2008 03:52:01 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-585</guid>
		<description>ขอ comment ด้วยคนนะครับ จุดหลักๆที่ผมเห็นมีสองเรื่อง

1. ยาวไป มากกกกกกกกกกกกกกกกๆ เลยครับ เนื้อหาจดหมายข่าวนี้เยอะกว่าข่าวไทยรัฐเสียอีก ยกตัวอย่างไทยรัฐยังมีหลายๆรสชาติ มีคอลัมน์เบาๆหนักๆปนกันไป มีดาราบันเทิง มีโฆษณาด้วย ทำให้อ่านจบเล่มได้อย่างเพลิดเพลิน แต่ จม.ข่าวอันนี้มีแต่เรื่องหนักๆ และขยายเนื้อความเรื่องหนักๆยาวไป มากกกกกกกกกกกกกกกกก ถ้าสามารถสรุปให้เหลือ 1 หน้าแบบระดับ executives สามารถ digest ได้ในเวลานั่งรถหรือกินกาแฟตอนเช้า จะดีมากๆเลยครับ

2. การวิเคราะห์การเมืองยังไม่ค่อยคมเท่าไหร่ครับ ซึ่งผมอ่านแล้วอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสำนวนการเขียน ฝีมือการวิเคราะห์ หรือเป็นด้านความลึกของข้อมูล ขอยกตัวอย่าง หน้าการเมืองไทยรัฐ ก็แล้วกัน (เพราะผมอ่านทุกเช้าเลย) ทางด้านความลึกของข้อมูลผมว่ากลางๆ ฝีมือการวิเคราะห์ก็กลางๆ แต่ที่เยี่ยมคือลีลาการเล่า อ่านแล้วเพลินดีครับ เลยพลอยทำให้ดูลีลาการวิคราะห์ลึกซึ้งตามไปด้วย แล้วก็ทั้งๆที่อ่านดูก็รู้ว่า เลีย แต่ผมก็ยังชอบอ่าน มันเพลิดเพลินอย่างบอกไม่ถูก

ผมมองว่าต้องหาจุดขายของตัวเองครับ อย่างหน้าการเมืองไทยรัฐจุดขายเขาคือลีลาการเล่า อย่างของ siu นี้ ก็คงต้องเลือกว่าจะขายอะไร 1. ความลึกหรือข้อมูลวงใน (ตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จสุดในการใช้จุดนี้คือ ซ้อเจ็ด)  2. การวิเคราะห์ (ซึ่งผมยังมองว่าเวบนี้ยังตามหลังฟ้าเดียวกันหรือประชาไทอยู่มาก) 3. ลีลาการเขียน (ตรงนี้น่าจะทำได้)</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอ comment ด้วยคนนะครับ จุดหลักๆที่ผมเห็นมีสองเรื่อง</p>
<p>1. ยาวไป มากกกกกกกกกกกกกกกกๆ เลยครับ เนื้อหาจดหมายข่าวนี้เยอะกว่าข่าวไทยรัฐเสียอีก ยกตัวอย่างไทยรัฐยังมีหลายๆรสชาติ มีคอลัมน์เบาๆหนักๆปนกันไป มีดาราบันเทิง มีโฆษณาด้วย ทำให้อ่านจบเล่มได้อย่างเพลิดเพลิน แต่ จม.ข่าวอันนี้มีแต่เรื่องหนักๆ และขยายเนื้อความเรื่องหนักๆยาวไป มากกกกกกกกกกกกกกกกก ถ้าสามารถสรุปให้เหลือ 1 หน้าแบบระดับ executives สามารถ digest ได้ในเวลานั่งรถหรือกินกาแฟตอนเช้า จะดีมากๆเลยครับ</p>
<p>2. การวิเคราะห์การเมืองยังไม่ค่อยคมเท่าไหร่ครับ ซึ่งผมอ่านแล้วอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสำนวนการเขียน ฝีมือการวิเคราะห์ หรือเป็นด้านความลึกของข้อมูล ขอยกตัวอย่าง หน้าการเมืองไทยรัฐ ก็แล้วกัน (เพราะผมอ่านทุกเช้าเลย) ทางด้านความลึกของข้อมูลผมว่ากลางๆ ฝีมือการวิเคราะห์ก็กลางๆ แต่ที่เยี่ยมคือลีลาการเล่า อ่านแล้วเพลินดีครับ เลยพลอยทำให้ดูลีลาการวิคราะห์ลึกซึ้งตามไปด้วย แล้วก็ทั้งๆที่อ่านดูก็รู้ว่า เลีย แต่ผมก็ยังชอบอ่าน มันเพลิดเพลินอย่างบอกไม่ถูก</p>
<p>ผมมองว่าต้องหาจุดขายของตัวเองครับ อย่างหน้าการเมืองไทยรัฐจุดขายเขาคือลีลาการเล่า อย่างของ siu นี้ ก็คงต้องเลือกว่าจะขายอะไร 1. ความลึกหรือข้อมูลวงใน (ตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จสุดในการใช้จุดนี้คือ ซ้อเจ็ด)  2. การวิเคราะห์ (ซึ่งผมยังมองว่าเวบนี้ยังตามหลังฟ้าเดียวกันหรือประชาไทอยู่มาก) 3. ลีลาการเขียน (ตรงนี้น่าจะทำได้)</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: เจริญชัย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-501</link>
		<dc:creator>เจริญชัย</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2008 04:45:01 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-501</guid>
		<description>เห็นใจคุณนัท เช่นกันครับ
เราจะพยายามเสนอสิ่งใหม่ๆที่สร้างสรรค์
เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

จริงๆเรื่องวิจารณ์ผมไม่ค่อยมีปัญหา
พวกเราอัดกันหนักกว่านี้หลายเท่า
ดังนั้นแค่นี้สบายมากครับ

ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า
การวิจารณ์ที่มีค่าสร้างสรรค์
ทำให้เราเก่งกาจขึ้นอีกมากมาย

นี่คือสิ่งที่หนังสือให้ไม่ได้
เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว

แต่การอ่านหนังสือ ทำงาน และหาทีมงานคนเก่งวิพากษ์วิจารณ์
เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก
แต่ในเมืองไทยหาคนวิจารณ์เก่งๆได้ยาก นี่คือเรื่องน่าเศร้า
ที่แย่ยิ่งกว่าคือ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบให้วิจารณ์

แต่ทีม SIU ของเรารับได้สบายมากครับ

ขอบคุณแฟนรายการทุกคน
และขอโทษที่ช่วงนี้ไม่มีรายการ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>เห็นใจคุณนัท เช่นกันครับ<br />
เราจะพยายามเสนอสิ่งใหม่ๆที่สร้างสรรค์<br />
เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้</p>
<p>จริงๆเรื่องวิจารณ์ผมไม่ค่อยมีปัญหา<br />
พวกเราอัดกันหนักกว่านี้หลายเท่า<br />
ดังนั้นแค่นี้สบายมากครับ</p>
<p>ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า<br />
การวิจารณ์ที่มีค่าสร้างสรรค์<br />
ทำให้เราเก่งกาจขึ้นอีกมากมาย</p>
<p>นี่คือสิ่งที่หนังสือให้ไม่ได้<br />
เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียว</p>
<p>แต่การอ่านหนังสือ ทำงาน และหาทีมงานคนเก่งวิพากษ์วิจารณ์<br />
เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก<br />
แต่ในเมืองไทยหาคนวิจารณ์เก่งๆได้ยาก นี่คือเรื่องน่าเศร้า<br />
ที่แย่ยิ่งกว่าคือ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบให้วิจารณ์</p>
<p>แต่ทีม SIU ของเรารับได้สบายมากครับ</p>
<p>ขอบคุณแฟนรายการทุกคน<br />
และขอโทษที่ช่วงนี้ไม่มีรายการ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: สุรศักดิ์  ธรรมโม</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-499</link>
		<dc:creator>สุรศักดิ์  ธรรมโม</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Jun 2008 09:26:19 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-499</guid>
		<description>พวกเราไม่มีปัญหากับคำวิจารณ์ครับ โดยเฉพาะคำวิจารณ์จากแฟนๆรายการที่สังสรรค์ทางปัญญามา  จนรู้ว่าแต่ละท่านไม่ได้มีเบื้องหลังอะไร 

ผมเห็นใจคุณ nut ที่เครียดกับเรื่องธุรกิจ และเชื่อว่าขณะที่นักธุรกิจและคนทำงานก็กังวลกับปัญหานี้อยุ่ 

ในจดหมายข่าว Pract เดือนหน้า ในส่วนของเศรษฐกิจจะเขียนเรื่อง &quot;เตรียมรับมือ เศรษฐกิจชะลอตัวควบเงินเฟ้อสูง &quot;</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>พวกเราไม่มีปัญหากับคำวิจารณ์ครับ โดยเฉพาะคำวิจารณ์จากแฟนๆรายการที่สังสรรค์ทางปัญญามา  จนรู้ว่าแต่ละท่านไม่ได้มีเบื้องหลังอะไร </p>
<p>ผมเห็นใจคุณ nut ที่เครียดกับเรื่องธุรกิจ และเชื่อว่าขณะที่นักธุรกิจและคนทำงานก็กังวลกับปัญหานี้อยุ่ </p>
<p>ในจดหมายข่าว Pract เดือนหน้า ในส่วนของเศรษฐกิจจะเขียนเรื่อง &#8220;เตรียมรับมือ เศรษฐกิจชะลอตัวควบเงินเฟ้อสูง &#8220;</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Suwannee  Wattananakorn</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-498</link>
		<dc:creator>Suwannee  Wattananakorn</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Jun 2008 11:21:10 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-498</guid>
		<description>อ่านแล้ว ปวดหัว   สรุปว่า ช่วงนี้ ช้อนหุ้นตัวไหนดี....... ทิ้งหุ้นตัวไหน ได้   ดีกว่าเยอะ เลย</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>อ่านแล้ว ปวดหัว   สรุปว่า ช่วงนี้ ช้อนหุ้นตัวไหนดี&#8230;&#8230;. ทิ้งหุ้นตัวไหน ได้   ดีกว่าเยอะ เลย</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: เจริญชัย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-497</link>
		<dc:creator>เจริญชัย</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Jun 2008 03:46:52 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-497</guid>
		<description>จริงๆ ผมอยากพูดคุยกับแฟนรายการทั้งหลาย
ยิ่งได้เห็นวิกฤต ยิ่งอยากปรึกษาหารือกัน
ไม่มีภาวะใดที่ให้ความรู้สึกดีๆเร่งเร้า เท่ายามวิกฤตอีกแล้ว
เราจะเห็นว่าในช่วงวิกฤต มนุษย์มักทำในสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

ผมอยากเขียนบทความดีๆสักชิ้น แต่สำนึกว่า งานการทับหัว ไม่สามารถทำได้

ดังนั้น จึงใช้ช่องทางที่มีอยู่นี้ เพื่อตอบปัญหา พูดคุยกับ แฟนรายการเท่าที่จะทำได้

เรายินดีที่ได้รับใช้ท่านเสมอ (เท่าที่จะทำได้)

หลังจากตอบคำถามเสร็จ ผมก็รู้สึกดีๆ กับวันจันทร์นี้เพิ่มขึ้น
รวมถึงบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มดีขึ้น</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>จริงๆ ผมอยากพูดคุยกับแฟนรายการทั้งหลาย<br />
ยิ่งได้เห็นวิกฤต ยิ่งอยากปรึกษาหารือกัน<br />
ไม่มีภาวะใดที่ให้ความรู้สึกดีๆเร่งเร้า เท่ายามวิกฤตอีกแล้ว<br />
เราจะเห็นว่าในช่วงวิกฤต มนุษย์มักทำในสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้</p>
<p>ผมอยากเขียนบทความดีๆสักชิ้น แต่สำนึกว่า งานการทับหัว ไม่สามารถทำได้</p>
<p>ดังนั้น จึงใช้ช่องทางที่มีอยู่นี้ เพื่อตอบปัญหา พูดคุยกับ แฟนรายการเท่าที่จะทำได้</p>
<p>เรายินดีที่ได้รับใช้ท่านเสมอ (เท่าที่จะทำได้)</p>
<p>หลังจากตอบคำถามเสร็จ ผมก็รู้สึกดีๆ กับวันจันทร์นี้เพิ่มขึ้น<br />
รวมถึงบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มดีขึ้น</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: เจริญชัย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-496</link>
		<dc:creator>เจริญชัย</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Jun 2008 03:39:23 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-496</guid>
		<description>อ่านแล้วเหนื่อยจริงๆ

ผมสรุปง่ายๆว่า เราสามารถทำบางสิ่งได้
ในห้วงวิกฤต จะมีเสี้ยวส่วนบางอย่าง ไม่โดนกระทบ หรือโดนไม่มาก

เช่น ผมเป็นนักเขียน ผมก็ยังสามารถเขียนงานดีๆได้ ตอนนี้กำลังทำเรื่องศิลปะจีน และนำออกมาให้คนไทยได้อ่านกัน อ่านจบแล้วอาจคิดอะไรดีๆก็ได้

เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ผมจึงเขียนได้เท่านั้นครับ ไม่ได้ลงรูปธรรม

&quot;จดหมายข่าว&quot; ในความเห็นผม มีบางสิ่งที่ลึกกว่าในหนังสือพิมพ์ เพียงแต่ว่า คุณนัท ต้องแกะออกมาให้ได้
แต่ช่างมันเหอะ ผมไม่ค่อยสนใจการเมือง อย่าไปรู้มันเลยว่าคืออะไร

น่าเห็นใจคนทำธุรกิจที่บางสิ่งต้องกระทบ หรือแม้แต่พวกผมเองก็กระทบ เพราะไม่ได้จัดรายการวิทยุ รวมถึงอีกหลายเรื่อง

แต่หากเรามีการกระจายความเสี่ยงเพียงพอ เราก็จะมีอย่างอื่นให้ทำ
ธุรกิจหลายอันก็กระทบไม่มาก ซึ่งพวกผมก็กำลังทำกันอยู่
เรารู้สึกโชคดีมาก ที่เราได้กระจายสินทรัพย์ของเราไว้ในหลายทาง

ที่สำคัญ วิกฤตครั้งนี้ ทำให้ผมตัดสินใจกลับมาเป็นนักเขียนอีกครั้ง
หลังจากที่เลิกล้มไปหลายที แต่คคราวนี้ไม่มีทางเลือกมาก เพราะถูกปิดกั้นโดยวิกฤตการเมือง

ยิ่งกว่านั้น ผมก็ยังเข้าร่วมกับการเมืองฝ่ายที่ 3 และ 4 ด้วย มากน้อยต่างกัน

และผมเลือกในส่วนที่ผมทำได้ และคิดว่าปลอดภัย
พวก 1 และ 2 มันไม่สนใจสนามที่ผมทำอยู่ กว่าจะรู้ตัว หรืออาจไม่รู้เลย
ประชาชนก็จะตื่นรู้ และมีคุณภาพขึ้น จนคนพวกนี้โกงกินได้ยากขึ้น
ชาติบ้านเมืองก็เจริญขึ้น

ไม่รู้ตอบแบบนี้จะกระจ่างขึ้นหรือไม่

อย่างไรผมก็ขออภัยที่ช่วงนี้ไม่มีรายการให้ชม
และต้องขอขอบคุณที่เข้ามาร่วมสนุกกัน

ปล. เช้าวันจันทร์นี่เหนื่อยจริงๆ ผมเบื่อหน่ายในหลายๆเรื่อง แต่ผมก็พยายามทำให้บรรยากาศสนุกสนาน

เรื่องลูกคลื่นนั้นน่าสนใจดี แต่ยังคิดคำตอบไม่ออก แต่ก็ขอขอบคุณที่แสดงความเห็นกันมา
ความเห็นที่หลากหลายนี้ เป็นเหมือนหยดน้ำในทะเลทรายให้พวกผมได้ชื่นใจ

อยากให้ทุกคนทำใจให้ชื่นบาน เพื่อหาหนทางเอาตัวรอดในห้วงวิกฤตนี้ อย่าพึ่งสิ้นหวัง มีร้ายย่อมมีดี มีดีย่อมมีร้าย

สรรพสิ่งถึงที่สุดย่อมเปลี่ยนพลิก</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>อ่านแล้วเหนื่อยจริงๆ</p>
<p>ผมสรุปง่ายๆว่า เราสามารถทำบางสิ่งได้<br />
ในห้วงวิกฤต จะมีเสี้ยวส่วนบางอย่าง ไม่โดนกระทบ หรือโดนไม่มาก</p>
<p>เช่น ผมเป็นนักเขียน ผมก็ยังสามารถเขียนงานดีๆได้ ตอนนี้กำลังทำเรื่องศิลปะจีน และนำออกมาให้คนไทยได้อ่านกัน อ่านจบแล้วอาจคิดอะไรดีๆก็ได้</p>
<p>เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ผมจึงเขียนได้เท่านั้นครับ ไม่ได้ลงรูปธรรม</p>
<p>&#8220;จดหมายข่าว&#8221; ในความเห็นผม มีบางสิ่งที่ลึกกว่าในหนังสือพิมพ์ เพียงแต่ว่า คุณนัท ต้องแกะออกมาให้ได้<br />
แต่ช่างมันเหอะ ผมไม่ค่อยสนใจการเมือง อย่าไปรู้มันเลยว่าคืออะไร</p>
<p>น่าเห็นใจคนทำธุรกิจที่บางสิ่งต้องกระทบ หรือแม้แต่พวกผมเองก็กระทบ เพราะไม่ได้จัดรายการวิทยุ รวมถึงอีกหลายเรื่อง</p>
<p>แต่หากเรามีการกระจายความเสี่ยงเพียงพอ เราก็จะมีอย่างอื่นให้ทำ<br />
ธุรกิจหลายอันก็กระทบไม่มาก ซึ่งพวกผมก็กำลังทำกันอยู่<br />
เรารู้สึกโชคดีมาก ที่เราได้กระจายสินทรัพย์ของเราไว้ในหลายทาง</p>
<p>ที่สำคัญ วิกฤตครั้งนี้ ทำให้ผมตัดสินใจกลับมาเป็นนักเขียนอีกครั้ง<br />
หลังจากที่เลิกล้มไปหลายที แต่คคราวนี้ไม่มีทางเลือกมาก เพราะถูกปิดกั้นโดยวิกฤตการเมือง</p>
<p>ยิ่งกว่านั้น ผมก็ยังเข้าร่วมกับการเมืองฝ่ายที่ 3 และ 4 ด้วย มากน้อยต่างกัน</p>
<p>และผมเลือกในส่วนที่ผมทำได้ และคิดว่าปลอดภัย<br />
พวก 1 และ 2 มันไม่สนใจสนามที่ผมทำอยู่ กว่าจะรู้ตัว หรืออาจไม่รู้เลย<br />
ประชาชนก็จะตื่นรู้ และมีคุณภาพขึ้น จนคนพวกนี้โกงกินได้ยากขึ้น<br />
ชาติบ้านเมืองก็เจริญขึ้น</p>
<p>ไม่รู้ตอบแบบนี้จะกระจ่างขึ้นหรือไม่</p>
<p>อย่างไรผมก็ขออภัยที่ช่วงนี้ไม่มีรายการให้ชม<br />
และต้องขอขอบคุณที่เข้ามาร่วมสนุกกัน</p>
<p>ปล. เช้าวันจันทร์นี่เหนื่อยจริงๆ ผมเบื่อหน่ายในหลายๆเรื่อง แต่ผมก็พยายามทำให้บรรยากาศสนุกสนาน</p>
<p>เรื่องลูกคลื่นนั้นน่าสนใจดี แต่ยังคิดคำตอบไม่ออก แต่ก็ขอขอบคุณที่แสดงความเห็นกันมา<br />
ความเห็นที่หลากหลายนี้ เป็นเหมือนหยดน้ำในทะเลทรายให้พวกผมได้ชื่นใจ</p>
<p>อยากให้ทุกคนทำใจให้ชื่นบาน เพื่อหาหนทางเอาตัวรอดในห้วงวิกฤตนี้ อย่าพึ่งสิ้นหวัง มีร้ายย่อมมีดี มีดีย่อมมีร้าย</p>
<p>สรรพสิ่งถึงที่สุดย่อมเปลี่ยนพลิก</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: กานต์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-495</link>
		<dc:creator>กานต์</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Jun 2008 17:35:53 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-495</guid>
		<description>&lt;b&gt;สุดท้ายเป็นความเห็นของผมต่อเรื่องยุทธศาสตร์สองไม่เอาฯ :&lt;/b&gt;

ดังที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ส่วนตัว ผมเห็นว่าเราในฐานะปัจเจกชน &lt;b&gt;ไม่ได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองในปัจจุบันได้มากนัก&lt;/b&gt; (ในขณะนี้) 

แต่จากการที่ผมแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ หลายครั้ง (แบบทะเลาะกันจะเป็นจะตาย - ฮา) ผมก็เริ่มเปลี่ยนความคิดที่ว่า แนวความคิดเรื่องกลุ่มพลังใหม่ มีพลังน้อยเกินไปจนไม่อาจทำอะไรได้เลย  มาเป็น โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ผมเริ่มคิดว่ามันทำอะไรได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทการ crosscheck เรื่องสนับสนุนแนวคิดความก้าวหน้า/และคัดค้านแนวคิดล้าหลัง ในกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ความขัดแย้งทั้งสองกลุ่มหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ยิ่งเอื้อให้การเข้าไป interact บางอย่าง &lt;b&gt;ก็อาจมีผลได้ในเชิงการเมือง&lt;/b&gt; แม้ว่าในช่วงเริ่มแรกอาจเป็นปรากฎการณ์เล็กๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น แต่จากการที่หลังๆ ผมลองทดสอบด้วยตัวเองบ้าง และได้ศึกษาเพิ่มเติม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหนังสือเรื่อง Microtrend) ทำให้ผมเริ่มเห็นอำนาจของ &lt;b&gt;แนวโน้มจุลภาค&lt;/b&gt; แบบนี้มากขึ้น

ที่ผมเห็นด้วยกับข้อเขียนยุทธศาสตร์สองไม่เอาฯ ที่เสนอในจดหมายข่าวฉบับนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ มันมองในฐานะอย่างที่มันเป็น

คนที่สองไม่เอา ต่อให้ยังไงก็คงไม่อยากเข้าร่วมกลุ่มการเมืองทั้งสองจริงๆครับ หากมองด้านเสียจากทั้งสองปีก

ซีกหนึ่งก็ปัญหาจากนักการเมืองแบบเลือกตั้ง อีกซีกหนึ่งก็เป็นปัญหาด้านแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม และการนำแบบรวมศูนย์ ที่แทบไม่ต่างจากสมัยพคท. (ใครคิดต่างไม่ได้ คิดต่างก็โดนตีหมด) 

ส่วนคนที่เลือกปีกการเมือง ก็เลือกไปแล้วโดยตั้งความหวังกับภาพเชิงบวก และยอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับภาพเชิงลบของแต่ละซีกฝ่าย เกษียร เตชะพีระ สรุปปัญหานี้เอาไว้ได้อย่างแหลมคมมากใน http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02200651&amp;day=2008-06-20&amp;sectionid=0130

ผมยังขอสงวนข้อวิจารณ์ของเกษียร ตรงที่ว่า เขาไม่ได้พูด (หรือหลีกเลี่ยง) ที่จะพูดถึงปัญหาใจกลางบางอย่าง และเอาเข้าจริงทั้งสองซีกก็มีปัญหาร่วมนี้อยู่ทั้งคู่เหมือนกัน (แต่ผมก็เข้าใจว่าเรื่องนี้ &lt;b&gt;พูดไม่ได้&lt;/b&gt;, แต่เขาพูดเรื่องนี้ในงานเขียนของเขา)

จากประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของประเทศไทยตั้งแต่หลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองมา เราก็จะพบว่ากลุ่มที่สามารถกำหนดการเปลี่ยนแปลงหลักเป็นชนชั้นนำ และอำนาจนั้นก็เริ่มถูกถ่ายเทลงมายังคนชั้นล่างๆมากขึ้นทุกทีๆ และความขัดแย้งต่างๆ จะต้องเกิดขึ้น คงอยู่ จนกระทั่งลงเอยในบทสรุปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ช่วงสงครามกลางเมือง กบฎบวรเดช, ช่วงความขัดแย้งในปีกซ้าย-ขวาในคณะราษฎร, ความขัดแย้งในขั้วนำในกองทัพ, ความขัดแย้ง 14 ตุลา/6 ตุลา, ความขัดแย้ง พคท. กับรัฐไทย เรื่อยมาจนถึงพฤษภา 35 สิ่งเหล่านี้เป็นเส้นทางที่ประเทศไทยจะต้องเดินผ่านwx

ส่วนตัวผมจึงเห็นด้วยกับบทสรุปของยุทธศาสตร์นี้ที่ว่า
1. เข้าร่วมกับสองกลุ่มการเมืองใหม่
2. สร้างแนวทางใหม่ของตนเองขึ้นมาด้วย (ซึ่งต้องเป็นงานที่พิเศษ และมีคุณภาพสูงแบบทุ่มชีวิตแลกทีเดียว)

ด้วยจุดยืนส่วนตัวที่สนับสนุนแบบก้าวหน้า ผมจึงเห็นด้วยเพราะ 1. ปรามหรือต่อต้านด้านล้าหลังจากทั้งสองปีกการเมืองเก่า 2. สนับสนุนด้านก้าวหน้าของสองปีกการเมืองเก่า และผลักดันสังคมให้เดินก้าวไปข้างหน้า 

ในเชิงธุรกิจ ก็ต้องหา หรือสร้าง หรือ positioning ธุรกิจบางกลุ่มให้ &quot;decoupling&quot; จากปัญหาทางการเมือง ลองดูเทปสัมภาษณ์ CEO 101g , รายการ practical utopia VIII ก็จะมีลักษณะเช่นนี้ด้วย

อันนี้ก็เป็นมุมมองจากจุดยืนส่วนตัวนะครับ ส่วนมุมมองแบบอื่นๆ ก็คงต้องให้ท่านอื่นๆ อย่างเช่นคุณเจริญชัย, คุณสุรศักดิ์ ช่วยมาแลกเปลี่ยน

สุดท้ายผมก็อยากเรียน คุณ nutjubjub และทุกท่านว่า ข้อวิจารณ์ต่างๆ ผมถือว่าเป็นประโยชน์และมันช่วยเราปรับปรุงให้คุณภาพการวิเคราะห์และตัวจดหมายข่าวได้ดีขึ้นจริงๆ นี่ทำให้เราตระหนักว่า เราไม่สามารถผลิตงาน &quot;พื้นๆ&quot; ออกมาให้ท่านที่ติดตามชมผลงานเราได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีครับ เพราะสุดท้ายผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถผลิตบทวิเคราะห์ที่ได้คุณภาพจริงๆ

ผมเคยฟังรายการวิทยุเศรษฐศาสตร์ตลาดสด ก็ชอบที่คุณสุรศักดิ์ และคุณเจริญชัย แลกเปลี่ยนกันในเรื่อง หัวใจการวิพากษ์ (อะไรทำนองนี้ผมจำชัดไม่ได้) ว่าการวิพากษ์เป็นบ่อเกิดของความคิดที่ก้าวหน้า เราต้องยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และปราศจากการยึดมั่นถือมั่นใน &lt;b&gt;สิ่งสูงสุด&lt;/b&gt; ครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p><b>สุดท้ายเป็นความเห็นของผมต่อเรื่องยุทธศาสตร์สองไม่เอาฯ :</b></p>
<p>ดังที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ส่วนตัว ผมเห็นว่าเราในฐานะปัจเจกชน <b>ไม่ได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองในปัจจุบันได้มากนัก</b> (ในขณะนี้) </p>
<p>แต่จากการที่ผมแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ หลายครั้ง (แบบทะเลาะกันจะเป็นจะตาย &#8211; ฮา) ผมก็เริ่มเปลี่ยนความคิดที่ว่า แนวความคิดเรื่องกลุ่มพลังใหม่ มีพลังน้อยเกินไปจนไม่อาจทำอะไรได้เลย  มาเป็น โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ผมเริ่มคิดว่ามันทำอะไรได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทการ crosscheck เรื่องสนับสนุนแนวคิดความก้าวหน้า/และคัดค้านแนวคิดล้าหลัง ในกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ความขัดแย้งทั้งสองกลุ่มหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ยิ่งเอื้อให้การเข้าไป interact บางอย่าง <b>ก็อาจมีผลได้ในเชิงการเมือง</b> แม้ว่าในช่วงเริ่มแรกอาจเป็นปรากฎการณ์เล็กๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น แต่จากการที่หลังๆ ผมลองทดสอบด้วยตัวเองบ้าง และได้ศึกษาเพิ่มเติม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหนังสือเรื่อง Microtrend) ทำให้ผมเริ่มเห็นอำนาจของ <b>แนวโน้มจุลภาค</b> แบบนี้มากขึ้น</p>
<p>ที่ผมเห็นด้วยกับข้อเขียนยุทธศาสตร์สองไม่เอาฯ ที่เสนอในจดหมายข่าวฉบับนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ มันมองในฐานะอย่างที่มันเป็น</p>
<p>คนที่สองไม่เอา ต่อให้ยังไงก็คงไม่อยากเข้าร่วมกลุ่มการเมืองทั้งสองจริงๆครับ หากมองด้านเสียจากทั้งสองปีก</p>
<p>ซีกหนึ่งก็ปัญหาจากนักการเมืองแบบเลือกตั้ง อีกซีกหนึ่งก็เป็นปัญหาด้านแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม และการนำแบบรวมศูนย์ ที่แทบไม่ต่างจากสมัยพคท. (ใครคิดต่างไม่ได้ คิดต่างก็โดนตีหมด) </p>
<p>ส่วนคนที่เลือกปีกการเมือง ก็เลือกไปแล้วโดยตั้งความหวังกับภาพเชิงบวก และยอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับภาพเชิงลบของแต่ละซีกฝ่าย เกษียร เตชะพีระ สรุปปัญหานี้เอาไว้ได้อย่างแหลมคมมากใน <a href="http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02200651&#038;day=2008-06-20&#038;sectionid=0130" rel="nofollow">http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02200651&#038;day=2008-06-20&#038;sectionid=0130</a></p>
<p>ผมยังขอสงวนข้อวิจารณ์ของเกษียร ตรงที่ว่า เขาไม่ได้พูด (หรือหลีกเลี่ยง) ที่จะพูดถึงปัญหาใจกลางบางอย่าง และเอาเข้าจริงทั้งสองซีกก็มีปัญหาร่วมนี้อยู่ทั้งคู่เหมือนกัน (แต่ผมก็เข้าใจว่าเรื่องนี้ <b>พูดไม่ได้</b>, แต่เขาพูดเรื่องนี้ในงานเขียนของเขา)</p>
<p>จากประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของประเทศไทยตั้งแต่หลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองมา เราก็จะพบว่ากลุ่มที่สามารถกำหนดการเปลี่ยนแปลงหลักเป็นชนชั้นนำ และอำนาจนั้นก็เริ่มถูกถ่ายเทลงมายังคนชั้นล่างๆมากขึ้นทุกทีๆ และความขัดแย้งต่างๆ จะต้องเกิดขึ้น คงอยู่ จนกระทั่งลงเอยในบทสรุปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ช่วงสงครามกลางเมือง กบฎบวรเดช, ช่วงความขัดแย้งในปีกซ้าย-ขวาในคณะราษฎร, ความขัดแย้งในขั้วนำในกองทัพ, ความขัดแย้ง 14 ตุลา/6 ตุลา, ความขัดแย้ง พคท. กับรัฐไทย เรื่อยมาจนถึงพฤษภา 35 สิ่งเหล่านี้เป็นเส้นทางที่ประเทศไทยจะต้องเดินผ่านwx</p>
<p>ส่วนตัวผมจึงเห็นด้วยกับบทสรุปของยุทธศาสตร์นี้ที่ว่า<br />
1. เข้าร่วมกับสองกลุ่มการเมืองใหม่<br />
2. สร้างแนวทางใหม่ของตนเองขึ้นมาด้วย (ซึ่งต้องเป็นงานที่พิเศษ และมีคุณภาพสูงแบบทุ่มชีวิตแลกทีเดียว)</p>
<p>ด้วยจุดยืนส่วนตัวที่สนับสนุนแบบก้าวหน้า ผมจึงเห็นด้วยเพราะ 1. ปรามหรือต่อต้านด้านล้าหลังจากทั้งสองปีกการเมืองเก่า 2. สนับสนุนด้านก้าวหน้าของสองปีกการเมืองเก่า และผลักดันสังคมให้เดินก้าวไปข้างหน้า </p>
<p>ในเชิงธุรกิจ ก็ต้องหา หรือสร้าง หรือ positioning ธุรกิจบางกลุ่มให้ &#8220;decoupling&#8221; จากปัญหาทางการเมือง ลองดูเทปสัมภาษณ์ CEO 101g , รายการ practical utopia VIII ก็จะมีลักษณะเช่นนี้ด้วย</p>
<p>อันนี้ก็เป็นมุมมองจากจุดยืนส่วนตัวนะครับ ส่วนมุมมองแบบอื่นๆ ก็คงต้องให้ท่านอื่นๆ อย่างเช่นคุณเจริญชัย, คุณสุรศักดิ์ ช่วยมาแลกเปลี่ยน</p>
<p>สุดท้ายผมก็อยากเรียน คุณ nutjubjub และทุกท่านว่า ข้อวิจารณ์ต่างๆ ผมถือว่าเป็นประโยชน์และมันช่วยเราปรับปรุงให้คุณภาพการวิเคราะห์และตัวจดหมายข่าวได้ดีขึ้นจริงๆ นี่ทำให้เราตระหนักว่า เราไม่สามารถผลิตงาน &#8220;พื้นๆ&#8221; ออกมาให้ท่านที่ติดตามชมผลงานเราได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีครับ เพราะสุดท้ายผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถผลิตบทวิเคราะห์ที่ได้คุณภาพจริงๆ</p>
<p>ผมเคยฟังรายการวิทยุเศรษฐศาสตร์ตลาดสด ก็ชอบที่คุณสุรศักดิ์ และคุณเจริญชัย แลกเปลี่ยนกันในเรื่อง หัวใจการวิพากษ์ (อะไรทำนองนี้ผมจำชัดไม่ได้) ว่าการวิพากษ์เป็นบ่อเกิดของความคิดที่ก้าวหน้า เราต้องยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และปราศจากการยึดมั่นถือมั่นใน <b>สิ่งสูงสุด</b> ครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: nutjubjub</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-494</link>
		<dc:creator>nutjubjub</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Jun 2008 17:06:27 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-494</guid>
		<description>ขอบคุณสำหรับคำชมของคุณpaganiniครับ
แต่อ่านแล้วผมละอายใจมากเลย ต้องขอโทษทีมงานsiuและคุณpaganiniไว้ด้วยครับ  

ขอบคุณคุณกานต์ครับที่ไม่คิดว่าผมตำหนิ และรับฟังความเห็นของผู้เยี่ยมชมเช่นผม
ช่วงนี้ผมเครียดกับเรื่องบางอย่างทางธุรกิจที่มันมีผลมาจากการเมืองตอนนี้
ประกอบกับรำคาญคนที่เลือกข้างรวมถึงพวกที่ชอบกั๊กๆเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง(คนส่วนใหญ่ที่มาออกโรงกันตอนนี้)
ผมเลยไม่อยากให้เว๊ปนี้ (ซึ่งผมเคารพในความคิด)มาทำตัวเหมือนคนที่ผมรำคาญข้างต้น 
เลยเผลอแสดงความเขลาของตัวเองออกมา
ขอประทานโทษอีกครั้งครับ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณสำหรับคำชมของคุณpaganiniครับ<br />
แต่อ่านแล้วผมละอายใจมากเลย ต้องขอโทษทีมงานsiuและคุณpaganiniไว้ด้วยครับ  </p>
<p>ขอบคุณคุณกานต์ครับที่ไม่คิดว่าผมตำหนิ และรับฟังความเห็นของผู้เยี่ยมชมเช่นผม<br />
ช่วงนี้ผมเครียดกับเรื่องบางอย่างทางธุรกิจที่มันมีผลมาจากการเมืองตอนนี้<br />
ประกอบกับรำคาญคนที่เลือกข้างรวมถึงพวกที่ชอบกั๊กๆเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง(คนส่วนใหญ่ที่มาออกโรงกันตอนนี้)<br />
ผมเลยไม่อยากให้เว๊ปนี้ (ซึ่งผมเคารพในความคิด)มาทำตัวเหมือนคนที่ผมรำคาญข้างต้น<br />
เลยเผลอแสดงความเขลาของตัวเองออกมา<br />
ขอประทานโทษอีกครั้งครับ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: กานต์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/newsletter-2/comment-page-1/#comment-493</link>
		<dc:creator>กานต์</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Jun 2008 16:50:04 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/wordpress/?p=159#comment-493</guid>
		<description>ผมขออธิบายเพิ่มในส่วนของการวิเคราะห์การเมือง :

&lt;b&gt;ผมมอง phase ของความขัดแย้งครั้งใหม่เป็น 3 phase&lt;/b&gt;

&lt;b&gt;phase แรก&lt;/b&gt; คือเริ่มจากตอนพันธมิตรออกมาจัดสัมมนาที่ธรรมศาสตร์ และมาจบที่พันธมิตรเคลื่อนไปที่สะพานชะมัยมรุเชฐในวันศุกร์ที่ผ่านมา ความเสี่ยงในการแตกหักที่ผมระบุถึงในข้อ 1 ของจดหมายข่าว ก็คือความเสี่ยงใน phase นี้ครับ ซึ่งผมมองว่าหลังจากนี้ไปจนถึง phase สองจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการใช้กำลังมากนัก (เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยตัวแปรของทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายรัฐบาล ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระวังไม่ให้เกิดความรุนแรง ความเสี่ยงตรงนี้ก็จะลดลงไป)

(วันศุกร์มีคนโทรมาหาผมหลายคน ขอให้ผมประเมินสถานการณ์ หรือแม้แต่ใน mailing list practical utopia : http://groups.google.com/group/practical-utopia?hl=en ก็มีคนมาถามเหมือนกันว่าจะมีเหตุรุนแรงไหม ผมก็ประเมินไปว่าจะไม่มี ก็จากพื้นฐานการวิเคราะห์นี้แหละครับ)

&lt;b&gt;phase ที่สอง&lt;/b&gt; (ซึ่งผมยังไม่ได้เขียน) แต่ผมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลย ว่าจะเป็นเกมส์ในสภา ซึ่งก็จะเห็นว่ารัฐบาลยอมเปิดเกมส์ในสภาจริง อันนี้ผมเดาก่อนแล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เพราะจะสังเกตเห็นว่ารัฐบาลพยายามลดความชอบธรรมของเกมส์นอกสภา ฝ่ายค้านก็ต้องรับเกมส์นี้เพื่อสร้างความชอบธรรมของตัวเอง และระดับสมัคร-เฉลิม ถือว่าภูมิคุ้มกันเรื่องพวกนี้สูงอยู่แล้ว ตอนนี้ผมยังไม่แน่ใจว่าเกมส์แบบนี้จะเดินกันไปนานสักเท่าไหร่ และเป็นอย่างไร ต้องขอสังเกตการณ์เพิ่มอีกสักนิด แต่ผมก็เห็นว่าเรื่อง &quot;ปราสาทเขาพระวิหาร&quot; เป็นประเด็นสำคัญ

เรื่อง &quot;ปราสาทเขาพระวิหาร&quot; นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่อง &quot;หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&quot; คือเป็นเรื่องที่จุดเมื่อไหร่ก็ติด และเป็นเรื่องที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ปัญหาคือเป็นเรื่องที่เล่นแล้วอันตราย ในแง่นี้อาจมีปัญหากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็ต้องจับตาดูให้ดีว่ามันจะพลิกออกไปอย่างไร แม้บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดอะไร แต่กับปีกอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าทั้งในไทยและกัมพูชา เรื่องนี้ถ้าฝ่ายการเมืองเล่นแบบต่อเนื่อง และจุดไฟอยู่เรื่อยๆ ผมเห็นว่าอาจจะมีปัญหาได้ 

เรื่องเขาพระวิหารผมเห็นว่า ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้นำเสนอบทความ &quot;ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม&quot; http://www.charnvitkasetsiri.com/PDF/PreahVihearFor20June.pdf เอาไว้ได้ดี

(ดูเพิ่มเติมเอกสารคำตัดสินจากศาลโลกที่ http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf ) 

ลองนึกถึงตอน กัมพูชาเผาสถานฑูตไทย และบริษัทชินคอร์ป ตอนสมัยรัฐบาลทักษิณ แล้วพอมีข่าวลงว่า คนกัมพูชาเหยียบรูปในหลวง คนไทยก็ระดมคนไปล้อมสถานฑูตกัมพูชาจะเผาคืน เรื่องพวกนี้อันตรายมากครับ ไม่ควรสนับสนุนให้นำมาโจมตีกันทางการเมืองเลย เผลอๆ จะเกิดสงครามแบบบ้านร่มเกล้าขึ้นได้ ซึ่งตอนนั้นถ้าใครตามข่าวก็จะเห็นว่าทหารไทยตายกันเยอะ ทั้งจากความผิดพลาดเชิงยุทธวิธี และความผิดพลาดของพวกเดียวกันเอง แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ลงท้ายบิ๊กจิ๋ว ก็ต้องไปประสานกับทางฝ่ายลาวให้ยุติศึก บริเวณบ้านร่มเกล้าก็กลายเป็น No man&#039;s land จนถึงตอนนี้

จะว่าไปแล้วเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร อาจเป็น trigger ทางการเมืองที่สำคัญก็ได้

แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้จะต้องจบลงแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งทิศทางที่ผมมองผมไม่ได้ favor กลุ่มพปช. และสนับสนุนพปช. มากนัก &lt;b&gt;ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะตัวของประเทศไทย&lt;/b&gt; รวมทั้งกรอบการวิเคราะห์จากความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่เราจะเห็นมาตั้งแต่ปี 2548  ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของฉากทัศน์การลงเอยทางการเมือง 3 แบบที่ผมเสนอเอาไว้ ซึ่งนี่ก็จะเป็น &lt;b&gt;phase จบ&lt;/b&gt;

ถามว่าเราทำอะไรได้บ้าง ในแง่ของการกำหนดเกมส์ ส่วนตัวผมมองตามความเป็นจริง &lt;b&gt;แบบน่าเศร้า&lt;/b&gt; ว่า เราทำอะไรมากไม่ได้

ก็เหมือนตอนปี 49 ผมคิดว่ามีคนที่ต่อต้านทักษิณหลายคน แต่ก็ไม่เอารัฐประหาร &lt;b&gt;แบบจริงใจ&lt;/b&gt; กันหลายคน ก็คงพอรู้ล่วงหน้า ว่ามันจะลงเอยอย่างไร แต่ก็ทำอะไรกับมันไม่ได้ อันนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า &lt;b&gt;สามัญชนทั่วไปไม่ได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองในปัจจุบันได้&lt;/b&gt; (ในขณะนี้) 

อย่าว่าแต่ สามัญชน พวกเรากันเองเลยครับ แม้กระทั่ง คมช. เอง ผมว่าเอาเข้าจริง ผมก็เห็นว่า เขาไม่ใช่คนที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ตัวจริง สักเท่าไหร่หรอก, แต่เรื่องนี้ผมก็มองแบบยืดหยุ่นมากขึ้น (ซึ่งต้องขอบคุณจากที่ผมได้ถกเถียงกันในทีมหลายครั้ง) ว่า แม้จะมี setup แต่มันก็ทำไม่ได้ง่ายๆเหมือนกัน เพราะสุดท้ายมันก็เป็น collective action จากทุกๆฝ่าย (ซึ่งปัจจัยตัวนี้แหละ ทำให้กรอบทฤษฎี hagemony สามารถอธิบายและใช้ทำนายสถานการณ์ได้)

&lt;b&gt;ในส่วนรายละเอียดของการวิเคราะห์การเมือง&lt;/b&gt; ผมจะอธิบายบางข้อที่น่าสนใจนะครับ
3. ลักษณะคนเข้าร่วม ลองดูเพิ่มใน http://www.politicalbase.in.th/index.php/พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดูครับ ผมได้พยายามประเมินเครือข่ายต่างๆ ของพันธมิตรฯไว้แล้ว ส่วนจำนวนและปริมาณหมุนเวียนผู้เข้าร่วม ซึ่งบางส่วนอาจมองว่าถ้านับรวมๆกัน (รวมทั้งคนชม ASTV) อาจมีเป็นแสนๆ แต่ผมประเมินจากระดับผู้เข้าร่วมชุมนุมในแต่ละช่วงเวลาครับ เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับการชุมนุมกลุ่มอื่นๆ (เช่น นปก. , 19 กันยา, คนวันเสาร์ฯ เป็นต้น)

5. ผมไม่ได้สรุปในข้อนี้ว่าพันธมิตรจะค่อยๆ ซาไปครับ ถ้าดูทิศทางการวิเคราะห์จะเห็นว่า ผมวิเคราะห์ไปถึง phase 3 ซึ่งก็แสดงว่าผมค่อนข้างมองว่าความขัดแย้งจะดำเนินไปจนจบครับ (และจบตามเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งใน scenario ด้วย) 

ความจริงถ้าดูกรอบการวิเคราะห์ของ นักวิเคราะห์การเมือง หรือสื่ออื่นๆ จะมองว่าความขัดแย้งหลักอยู่ที่ &quot;การแก้ไขรัฐธรรมนูญ&quot; แต่ถ้าอ่านจดหมายข่าวฯ ก็จะเห็นว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยครับ เพราะมองว่าเป็นแค่ข้ออ้างข้อหนึ่งของความขัดแย้งหลัก (เชิงอุดมการณ์สองชนิด, เชิงอำนาจสองแบบ) นี่ก็จะเห็นว่า พันธมิตรฯ จะใช้ข้ออ้างอะไรก็ได้ ที่ดูแรง และ flammable (เช่นจากเรื่องจักรภพฯ มาเป็นเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร)

6. คุณ nutjubjub list เรื่องสื่อมา ผมมีความเห็นแย้งอยู่นิดนึง คือผมมองว่า แกนหลักอุดมการณ์พันธมิตรฯ อยู่ที่ ผู้จัดการ, แนวหน้า, ไทยโพสต์ และ กรุงเทพธุรกิจ ส่วนฝ่ายรัฐบาลอยู่ที่ ประชาทรรศน์, โลกวันนี้, กรุงเทพทูเดย์

ส่วน ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, โพสต์, ฯลฯ ผมมองว่าผสมๆกันไป (คือในแต่ละค่ายก็จะมีคนที่เห็นด้วยกับแต่ละฝ่ายแยกกันไป เช่นในมติชน ก็จะมีเสถียร จันทิมาธร ที่เห็นด้วยกับรัฐบาลหน่อย)

ในส่วนของไทยโพสต์ และกรุงเทพธุรกิจ แม้ทิศทางหลักสนับสนุนพันธมิตรฯ แต่ว่าก็มีนักข่าวบางคน (ขอเอ่ยนาม) เช่นในเครือเนชั่น ก็จะมี คุณประวิตร โรจนพฤกษ์, คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ก็ถือว่าพวกนี้เป็นสองไม่เอา

แต่อย่างไรก็ตามผมมองว่า สื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือสื่อทีวี (โดยเฉพาะทีวีช่องหลัก จะครอบคลุมประชากรราว 95%) หลักๆที่เป็นคู่ตรงข้ามกันก็คือ TPBS และ NBT ในขณะที่ เครือข่ายทีวีผ่านดาวเทียมก็เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น

เครือข่ายวิทยุ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนก็สำคัญเช่นกัน แต่ในบริบทนี้ (ถ้านอกจากผู้จัดการ) ผมมองว่ายังถือเป็น media อยู่ จึงไม่ได้นับรวมเข้ามาในการวิเคราะห์ นอกจากจัดไว้ในเชิงแต่ละปีกของอุดมการณ์อยู่แล้ว และดูเหมือนปี 50-51 พลังของสื่อก็ดูจะดุลย์กำลังกันมากขึ้น</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ผมขออธิบายเพิ่มในส่วนของการวิเคราะห์การเมือง :</p>
<p><b>ผมมอง phase ของความขัดแย้งครั้งใหม่เป็น 3 phase</b></p>
<p><b>phase แรก</b> คือเริ่มจากตอนพันธมิตรออกมาจัดสัมมนาที่ธรรมศาสตร์ และมาจบที่พันธมิตรเคลื่อนไปที่สะพานชะมัยมรุเชฐในวันศุกร์ที่ผ่านมา ความเสี่ยงในการแตกหักที่ผมระบุถึงในข้อ 1 ของจดหมายข่าว ก็คือความเสี่ยงใน phase นี้ครับ ซึ่งผมมองว่าหลังจากนี้ไปจนถึง phase สองจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการใช้กำลังมากนัก (เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยตัวแปรของทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายรัฐบาล ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระวังไม่ให้เกิดความรุนแรง ความเสี่ยงตรงนี้ก็จะลดลงไป)</p>
<p>(วันศุกร์มีคนโทรมาหาผมหลายคน ขอให้ผมประเมินสถานการณ์ หรือแม้แต่ใน mailing list practical utopia : <a href="http://groups.google.com/group/practical-utopia?hl=en" rel="nofollow">http://groups.google.com/group/practical-utopia?hl=en</a> ก็มีคนมาถามเหมือนกันว่าจะมีเหตุรุนแรงไหม ผมก็ประเมินไปว่าจะไม่มี ก็จากพื้นฐานการวิเคราะห์นี้แหละครับ)</p>
<p><b>phase ที่สอง</b> (ซึ่งผมยังไม่ได้เขียน) แต่ผมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลย ว่าจะเป็นเกมส์ในสภา ซึ่งก็จะเห็นว่ารัฐบาลยอมเปิดเกมส์ในสภาจริง อันนี้ผมเดาก่อนแล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เพราะจะสังเกตเห็นว่ารัฐบาลพยายามลดความชอบธรรมของเกมส์นอกสภา ฝ่ายค้านก็ต้องรับเกมส์นี้เพื่อสร้างความชอบธรรมของตัวเอง และระดับสมัคร-เฉลิม ถือว่าภูมิคุ้มกันเรื่องพวกนี้สูงอยู่แล้ว ตอนนี้ผมยังไม่แน่ใจว่าเกมส์แบบนี้จะเดินกันไปนานสักเท่าไหร่ และเป็นอย่างไร ต้องขอสังเกตการณ์เพิ่มอีกสักนิด แต่ผมก็เห็นว่าเรื่อง &#8220;ปราสาทเขาพระวิหาร&#8221; เป็นประเด็นสำคัญ</p>
<p>เรื่อง &#8220;ปราสาทเขาพระวิหาร&#8221; นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่อง &#8220;หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&#8221; คือเป็นเรื่องที่จุดเมื่อไหร่ก็ติด และเป็นเรื่องที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ปัญหาคือเป็นเรื่องที่เล่นแล้วอันตราย ในแง่นี้อาจมีปัญหากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็ต้องจับตาดูให้ดีว่ามันจะพลิกออกไปอย่างไร แม้บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดอะไร แต่กับปีกอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าทั้งในไทยและกัมพูชา เรื่องนี้ถ้าฝ่ายการเมืองเล่นแบบต่อเนื่อง และจุดไฟอยู่เรื่อยๆ ผมเห็นว่าอาจจะมีปัญหาได้ </p>
<p>เรื่องเขาพระวิหารผมเห็นว่า ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้นำเสนอบทความ &#8220;ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม&#8221; <a href="http://www.charnvitkasetsiri.com/PDF/PreahVihearFor20June.pdf" rel="nofollow">http://www.charnvitkasetsiri.com/PDF/PreahVihearFor20June.pdf</a> เอาไว้ได้ดี</p>
<p>(ดูเพิ่มเติมเอกสารคำตัดสินจากศาลโลกที่ <a href="http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf" rel="nofollow">http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf</a> ) </p>
<p>ลองนึกถึงตอน กัมพูชาเผาสถานฑูตไทย และบริษัทชินคอร์ป ตอนสมัยรัฐบาลทักษิณ แล้วพอมีข่าวลงว่า คนกัมพูชาเหยียบรูปในหลวง คนไทยก็ระดมคนไปล้อมสถานฑูตกัมพูชาจะเผาคืน เรื่องพวกนี้อันตรายมากครับ ไม่ควรสนับสนุนให้นำมาโจมตีกันทางการเมืองเลย เผลอๆ จะเกิดสงครามแบบบ้านร่มเกล้าขึ้นได้ ซึ่งตอนนั้นถ้าใครตามข่าวก็จะเห็นว่าทหารไทยตายกันเยอะ ทั้งจากความผิดพลาดเชิงยุทธวิธี และความผิดพลาดของพวกเดียวกันเอง แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ลงท้ายบิ๊กจิ๋ว ก็ต้องไปประสานกับทางฝ่ายลาวให้ยุติศึก บริเวณบ้านร่มเกล้าก็กลายเป็น No man&#8217;s land จนถึงตอนนี้</p>
<p>จะว่าไปแล้วเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร อาจเป็น trigger ทางการเมืองที่สำคัญก็ได้</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้จะต้องจบลงแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งทิศทางที่ผมมองผมไม่ได้ favor กลุ่มพปช. และสนับสนุนพปช. มากนัก <b>ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะตัวของประเทศไทย</b> รวมทั้งกรอบการวิเคราะห์จากความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่เราจะเห็นมาตั้งแต่ปี 2548  ซึ่งนี่ก็เป็นที่มาของฉากทัศน์การลงเอยทางการเมือง 3 แบบที่ผมเสนอเอาไว้ ซึ่งนี่ก็จะเป็น <b>phase จบ</b></p>
<p>ถามว่าเราทำอะไรได้บ้าง ในแง่ของการกำหนดเกมส์ ส่วนตัวผมมองตามความเป็นจริง <b>แบบน่าเศร้า</b> ว่า เราทำอะไรมากไม่ได้</p>
<p>ก็เหมือนตอนปี 49 ผมคิดว่ามีคนที่ต่อต้านทักษิณหลายคน แต่ก็ไม่เอารัฐประหาร <b>แบบจริงใจ</b> กันหลายคน ก็คงพอรู้ล่วงหน้า ว่ามันจะลงเอยอย่างไร แต่ก็ทำอะไรกับมันไม่ได้ อันนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า <b>สามัญชนทั่วไปไม่ได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองในปัจจุบันได้</b> (ในขณะนี้) </p>
<p>อย่าว่าแต่ สามัญชน พวกเรากันเองเลยครับ แม้กระทั่ง คมช. เอง ผมว่าเอาเข้าจริง ผมก็เห็นว่า เขาไม่ใช่คนที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ตัวจริง สักเท่าไหร่หรอก, แต่เรื่องนี้ผมก็มองแบบยืดหยุ่นมากขึ้น (ซึ่งต้องขอบคุณจากที่ผมได้ถกเถียงกันในทีมหลายครั้ง) ว่า แม้จะมี setup แต่มันก็ทำไม่ได้ง่ายๆเหมือนกัน เพราะสุดท้ายมันก็เป็น collective action จากทุกๆฝ่าย (ซึ่งปัจจัยตัวนี้แหละ ทำให้กรอบทฤษฎี hagemony สามารถอธิบายและใช้ทำนายสถานการณ์ได้)</p>
<p><b>ในส่วนรายละเอียดของการวิเคราะห์การเมือง</b> ผมจะอธิบายบางข้อที่น่าสนใจนะครับ<br />
3. ลักษณะคนเข้าร่วม ลองดูเพิ่มใน <a href="http://www.politicalbase.in.th/index.php/พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" rel="nofollow">http://www.politicalbase.in.th/index.php/พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย</a> ดูครับ ผมได้พยายามประเมินเครือข่ายต่างๆ ของพันธมิตรฯไว้แล้ว ส่วนจำนวนและปริมาณหมุนเวียนผู้เข้าร่วม ซึ่งบางส่วนอาจมองว่าถ้านับรวมๆกัน (รวมทั้งคนชม ASTV) อาจมีเป็นแสนๆ แต่ผมประเมินจากระดับผู้เข้าร่วมชุมนุมในแต่ละช่วงเวลาครับ เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับการชุมนุมกลุ่มอื่นๆ (เช่น นปก. , 19 กันยา, คนวันเสาร์ฯ เป็นต้น)</p>
<p>5. ผมไม่ได้สรุปในข้อนี้ว่าพันธมิตรจะค่อยๆ ซาไปครับ ถ้าดูทิศทางการวิเคราะห์จะเห็นว่า ผมวิเคราะห์ไปถึง phase 3 ซึ่งก็แสดงว่าผมค่อนข้างมองว่าความขัดแย้งจะดำเนินไปจนจบครับ (และจบตามเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งใน scenario ด้วย) </p>
<p>ความจริงถ้าดูกรอบการวิเคราะห์ของ นักวิเคราะห์การเมือง หรือสื่ออื่นๆ จะมองว่าความขัดแย้งหลักอยู่ที่ &#8220;การแก้ไขรัฐธรรมนูญ&#8221; แต่ถ้าอ่านจดหมายข่าวฯ ก็จะเห็นว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยครับ เพราะมองว่าเป็นแค่ข้ออ้างข้อหนึ่งของความขัดแย้งหลัก (เชิงอุดมการณ์สองชนิด, เชิงอำนาจสองแบบ) นี่ก็จะเห็นว่า พันธมิตรฯ จะใช้ข้ออ้างอะไรก็ได้ ที่ดูแรง และ flammable (เช่นจากเรื่องจักรภพฯ มาเป็นเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร)</p>
<p>6. คุณ nutjubjub list เรื่องสื่อมา ผมมีความเห็นแย้งอยู่นิดนึง คือผมมองว่า แกนหลักอุดมการณ์พันธมิตรฯ อยู่ที่ ผู้จัดการ, แนวหน้า, ไทยโพสต์ และ กรุงเทพธุรกิจ ส่วนฝ่ายรัฐบาลอยู่ที่ ประชาทรรศน์, โลกวันนี้, กรุงเทพทูเดย์</p>
<p>ส่วน ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, โพสต์, ฯลฯ ผมมองว่าผสมๆกันไป (คือในแต่ละค่ายก็จะมีคนที่เห็นด้วยกับแต่ละฝ่ายแยกกันไป เช่นในมติชน ก็จะมีเสถียร จันทิมาธร ที่เห็นด้วยกับรัฐบาลหน่อย)</p>
<p>ในส่วนของไทยโพสต์ และกรุงเทพธุรกิจ แม้ทิศทางหลักสนับสนุนพันธมิตรฯ แต่ว่าก็มีนักข่าวบางคน (ขอเอ่ยนาม) เช่นในเครือเนชั่น ก็จะมี คุณประวิตร โรจนพฤกษ์, คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ก็ถือว่าพวกนี้เป็นสองไม่เอา</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตามผมมองว่า สื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือสื่อทีวี (โดยเฉพาะทีวีช่องหลัก จะครอบคลุมประชากรราว 95%) หลักๆที่เป็นคู่ตรงข้ามกันก็คือ TPBS และ NBT ในขณะที่ เครือข่ายทีวีผ่านดาวเทียมก็เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น</p>
<p>เครือข่ายวิทยุ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนก็สำคัญเช่นกัน แต่ในบริบทนี้ (ถ้านอกจากผู้จัดการ) ผมมองว่ายังถือเป็น media อยู่ จึงไม่ได้นับรวมเข้ามาในการวิเคราะห์ นอกจากจัดไว้ในเชิงแต่ละปีกของอุดมการณ์อยู่แล้ว และดูเหมือนปี 50-51 พลังของสื่อก็ดูจะดุลย์กำลังกันมากขึ้น</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>

