จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 3 ประจำเดือนสิงหาคม 2551

August 5, 2008

จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 3 ประจำเดือนสิงหาคม 2551

  • วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน โดย SIU มองว่าสถานการณ์กำลังถึงจุดแตกหัก รวมถึงรายละเอียดของปราสาทเขาพระวิหาร
  • ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจไทย Q2 และช่วงที่เหลือของปี รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  • ความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยี เรื่องแผนที่ดิจิตัล
  • วิเคราะห์ 4 กลุ่มอุดมการณ์ที่กำลังเกี่ยวพันสังสรรค์ในสังคมไทย และบทสรุปที่ทุกภาคฝ่ายต้องมุ่งสู่การปรับตัว

คลิกเข้าไปอ่านจดหมายข่าวได้ข้างใน (หรือดาวน์โหลดไฟล์โดยตรงที่นี่) โดยคลิ๊กตรง Tab Download ที่อยู่ด้านบนของเอกสาร


newsletter 3 releaseUpload a Document to Scribd
Read this document on Scribd: newsletter 3 release

Comments

48 Responses to “จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 3 ประจำเดือนสิงหาคม 2551”

  1. 1. กานต์ on August 5th, 2008 16:53

    จดหมายข่าวฉบับใหม่มาแล้วนะครับ ขอเชิญติชมกันได้ครับ :D

  2. 2. Huang on August 5th, 2008 17:32

    ผมมองว่าไม่น่าจะแตกหักนะ เพราะทักษิณไม่ใช่คนชอบแตกหัก ทักษิณรบแบบน้ำเหมือนสุมาอี้ แล้วรอแก้แค้นทีหลัง (คนที่รู้ดีที่สุดน่าจะเป็นแพคลิงค์ กับ สุทธิชัย หยุ่น) แต่ยุทธวิธีรบแบบน้ำก็ทำให้ทักษิณพลาดโอกาสทองในการเอาคืน เพราะหลังเลือกตั้งผมมองว่าทักษิณต้องรบแบบไฟคือบู๊แก้รธน.ไปเลย ไม่ใช่รอดูศัตรูว่าจะทำอะไร รอจนศัตรูรวมตัวกันได้ รอจนรู้ชัดแล้วว่าศัตรูไม่วางมือแล้วเพิ่งจะคิดแก้

    ผมเห็นคนชอบพูดกันแต่ข้อดีของการรบแบบน้ำ แต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้มองได้ว่ารบแบบน้ำก็มีข้อเสียด้วย ต้องดูที่ขวัญกำลังใจไพร่ผล (ในที่นี้คือจิตวิทยามวลชนของเหล่าประชา) จังหวะที่ชนะเลือกตั้งเหมือนได้อาณัติจากประชาชนมาแล้วให้แก้รธน.ได้ พันธมิตรขู่ฟอดๆวันนั้นไม่มีใครสนใจฟัง นักข่าวสัมภาษณ์ก็ถามว่าจะแก้เลยไหมแต่ก็ดันไม่แก้ เล่นเดินเกมส์รับทุกทาง ก็มีแต่แพ้ลูกเดียว

    ท่านอื่นมองกันยังไงบ้างครับ?

  3. 3. Huang on August 5th, 2008 17:34

    อ่า พูดเยอะจนลืม point เลย 555

    ผมมองว่าไม่แตกหัก แต่ถ้าทักษิณไม่เปลี่ยนกุนซือ จะค่อยๆ fade out ไปจากเวทีการเมืองไทย ต้องรอปัจจัยใหญ่เปลี่ยนก่อนถึงจะกลับมาได้ แต่ถ้ากลับมาได้ก็อ่วมซะแล้ว … คุณเจริญชัยกับคุณสุรศักดิ์คิดว่ายังไงครับ?

  4. 4. เจริญชัย on August 6th, 2008 10:52

    555 ท่าทาง แฟนๆ ของพวกเรา
    จะชอบฟังและดู มากกว่าอ่านนะครับ คุณกานต์
    ถ้าพนันกันนี่คุณเสียผมแล้วนะ

    เรามาเน้นจัดรายการวิทยุ TV กันดีกว่า
    อย่าทำเลย “จดหมายข่าว”
    เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ได้รับความนิยมมากกว่าจะดีกว่า

    สนุกและง่ายกว่าเยอะ เห็นไหมไม่เชื่อผม
    “จักรภพ” มาที คนเข้ามาดูและตอบ
    มากกว่า เราทำเวปมาตั้งนานแหนะ

  5. 5. เจริญชัย on August 6th, 2008 10:56

    ยังไงก็อยากให้ช่วยแสดงความเห็นกันว่า
    “รูปแบบ สาระ ที่เรานำเสนอ ควรเป็นแบบใด”
    เพราะเราไม่รู้จริงๆว่า ผู้ชมของเรานั้น
    ชอบแบบใดมากกว่า
    (พวกเราถกเถียงกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุป
    เพราะไม่มีเสียงสวรรค์จากผู้ชมว่าต้องการแบบใด)

    เราจะได้จัดสรรทรัพยากรเพื่อผลิตผลงานได้ถูกต้อง
    ตรงตามความต้องการ

    “จะมีประโยชน์อันใด ถ้าของดี แต่ไม่มีใครสนใจ”

    อย่าลืมแนะนำกันเข้ามานะครับ
    จะรอรับฟังด้วยใจระทึกพลัน

  6. 6. Huang on August 6th, 2008 12:20

    ตะกี๊แวะไปดูเวบบอร์ด น่าจะใช้ interface เหมือนของตัวเวบหลักนะครับ จะได้รู้สึกว่าเป็นอันเดียวกัน

  7. 7. zneb on August 6th, 2008 13:52

    ยาวนะ ตั้ง 35 หน้า อ่านแล้วรู้สึกล้า
    ส่วนใหญ่แฟนๆที่นี่ก็เวลาไม่เยอะ ผมว่าน่าจะลอง Split ตัวจดหมายข่าวหสักหน่อยดีกว่า
    อาจจะเปลี่ยนเป็นมาเขียนคอลัมน์วิเคราะห์กันรายสัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์ แบ่งเป็นหมวดๆ
    อาจจะแยกเป็นหมวดวิเคราะห์สังคมและการเมือง กับ หมวดเศรษฐกิจ โดยที่ความยาวไม่มากนัก
    เวลาผมอ่านผมก็ไม่ได้อ่านทั้งหมด จะอ่านเฉพาะที่สนใจเท่านั้น
    มันจะทำให้ไม่เหนื่อยทั้งคนเขีนนและคนอ่านด้วย

  8. 8. Lert_commander on August 6th, 2008 14:29

    เห็นด้วยครับ ยาวมาก ผมอ่านแค่ จม. หลักก็หมดแรงแล้ว (ไม่ได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างเลย …. )

    ผมว่าลองอัดเป็นคลิปเสียงมั๊ยครับ ทำไม่ยากด้วย สะดวกกับหลายๆ คนที่เอาไว้ฟังบนรถ เป็นต้น (ของผมจะได้เอาไว้ฟังตอนทำกับข้าว อิอิ)

    ส่วนเรื่องบทความ อย่างที่บอกครับ อ่านคร่าวๆ ก็หมดแรงแล้ว แปะเรื่องความเห็นไว้ก่อนนะครับ

  9. 9. zneb on August 6th, 2008 17:29

    เท่าที่อ่านเรื่องบทวิเคราะห์เศรษฐกิจจากจดหมายข่าวนี้ ผมคิดว่าตัวที่เราควรให้การจับตามองมากที่สุดคือ ศักยภาพการเติบโตของจีนหลังโอลิมปิกตามที่มีการทิ้งท้ายเอาไว้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯนั้นผมก้เชื่อว่ายังไงก็ต้องเข้าสู่ recession อย่างที่มีการคาดการณ์เอาไว้อันนี้ต้องเตรียมรับมือ เนื่องจากที่ผ่านมาการถีบตัวของราคาบ้านมีส่วนในการขับเคลื่อน GDP ของสหรัฐฯถึง 1% คนอเมริกันอาศัยความมั่งคั่งจากมูลค่าบ้านที่สูงขึ้นไปใช้ในการบริโภค ดังนั้นสิ่งที่น่าจับตามองต่อไปหลังจากวิกฤตในตลาดสินเชื่อ คือ การเกิด Default ในภาคการบริโภค วึ่งจะส่งผลกระทบเป็ยวงกว้างต่อผลกำไรของภาคธุรกิจในอเมริกา และการนำเข้าอาจมีการชะลอตัวรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่

    หากเกิดการล้มละลายในภาคผู้บริโภคจริงทั้งราคาหุ้นทั่วโลก และการขยายตัวของเศรษฐกิจผู้ส่งออกก็จะโดนผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน แต่ถ้าหากรัฐบาลอเมริกันมีมาตรการกอบกู้ไม่ให้เกิดการล้มละลายของผู้บริโภคสหรัฐฯได้ เศรษฐกิจโลกก็น่าจะผ่านพ้นตรงนี้ไปได้ ทุกอย่างจะไม่เลวร้ายมากนัก

    ขณะนี้เศรษฐกิจจีนเองการส่งออกถือว่าชะลอตัวพอสมควรจากการที่ความต้องการในสหรัฐฯเริ่มชะลอตัว และการแข็งค่าของเงินหยวน ดังนั้นจึงต้องพึ่งตลาดภายใน

    หากการบริโภคภายในไม่กระเตื้องตามที่ควรจะเป็น จีนจะมีปัญหากำลังการผลิตล้นเกินมหาศาล สิ่งที่จะตามมาก้คือปัญหา NPL ในระบบธนาคารจีนมหาศาล และการหดตัวลงของสินเชื่อ ฟองสบู่แตกในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อนักลงทุนกว่า 100 กว่าล้านบัญชี เศรษฐกิจจีนอาจจะโตในระดับที่ตำกว่า 8.5% ได้

    ที่นี้ปัญหาที่น่าเป็นห่วงก็จะตามมาคือ เมื่อเกิดการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ก็จะเกิดการตกตำลงของราคาโภคภัณฑ์ทั่วโลก ประเทศอย่างออสเตรเลียจะเจอผลกระทบค่อนข้างหนักกว่าเพื่อน เศรษฐกิจของบราซิล รัสเซีย แอฟริกา ตะวันออกกลางจะเกิดอาการสะดุดลงเช่นกัน รวมทั้งราคาหุ้นในกลุ่มของกลุ่มประเทศเหล่านี้และกลุ่มโภคภัณฑ์

  10. 10. zneb on August 6th, 2008 17:45

    เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ก็จะกระทบการนำเข้าจากเอเชียไปด้วยในฐานะที่เป็นเครือข่ายของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคนี้ ดังนั้นหากมีการชะลอตัวของเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯและจีนในเวลาเดียวกัน ก็จะส่งผลลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกได้

    ทั้งนี้ effect จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศสามารถใช้ตัวเล่นภายในอย่างเช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสามารถกระตุ้นอุปสงค์ขึ้นมาชดเชยได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งอย่างไรก็ตามก็ไม่น่าต้านผลกระทบจากการชะลอตัวในระดับ Global Scale ได้ และหากสถานการณ์เป็นจริงอาจเกิดการปรับฐานขนาดใหญ่ในราคาสินทรัพย์ทั่วโลกได้จากการที่ราคายังสูงกว่าศักยภาพจริง (Glabal Asset Price Deflation)

    แต่ทุกอย่างอาจจะไม่ถึงกับเลวร้ายมาก เนื่องจากแผ่นดินไหวที่เสฉวนอีกมุมหนึ่งก็ให้เกิดอุปสงค์มหาศาลต่อวัตถุดิบต่างๆ และการลงทุนเพื่อการบูรณะครั้งใหม่มาเป็นตัวช่วยพยุงกำลังการผลิตที่ล้นเกินในจีนได้ เมื่อรวมกับการที่ยังคงมีอุปสงค์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในหลายๆแห่งทั่วโลก ก็น่าจะยังรักษาระดับราคาโภคภัฌฑ์ไม่ให้ลดลงไปมากนักได้ ซึ่งย่อมมีผลต่อความสามารถของประเทศต่างๆในการรับมือการชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯได้

  11. 11. สุรศักดิ์ ธรรมโม on August 6th, 2008 17:50

    คุณ zneb วิเคราะห์ได้ดีครับ ผมเองยังต้องตามข้อมูลต่อไป ว่าแต่คุณ zneb สนใจจะรับข้อมูลบทวิเคราะห์รายวันของโบรกต่างๆ จากผมไหม

    ถ้าโอเค วันหนึ่ง คุณจะมี e-mail เข้ามาเป็นสิบๆ เลยนะ บางทีผมก็ add papers ดีๆ ที่ผมได้มาใส่ใน ชุด e-mail ของผมด้วย

  12. 12. Suwannee Wattananakorn on August 6th, 2008 19:17

    หวังว่าจะมีโอกาสได้ฟัง คุณ zneb ให้สัมภาษณ์สักครั้ง

  13. 13. Suwannee Wattananakorn on August 6th, 2008 20:09

    แยกเป็น หมวด ๆ อย่างนี้แหละ ดีแล้ว ยาวก้อ ยาวไป อ่านเฉพาะที่เราอยากรู้ก็พอ บางเรื่องก้ออ่าน link อื่นมาแล้ว ความซ้ำซ้อนมันมี อยู่มาก ทำยังไงให้เป็นเอกลักษณ์ของเราก็พอ

  14. 14. ชายแดน on August 6th, 2008 22:12

    อิ่มในสติปัญญาครับ…
    บอร์ดสร้างสรรค์แบบนี้ ควรแพร่ให้ทั่วถึง
    และชวนเชิญพี่น้องผองเพื่อนร่วมอ่าน

  15. 15. เจริญชัย on August 7th, 2008 11:03

    ขอบคุณ “ชายแดน” มากครับ
    จริงๆ เวปไซด์ของเรา ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
    ทั้งในเชิงของบทความจดหมายข่าว
    วิทยุ และโทรทัศน์

    แน่นอนว่า แต่ละอย่างย่อมมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ
    แต่ก็อยู่ร่วมกันได้
    เหมือนระบบนิเวศ
    บางคนชอบกินทุเรียน บางคนไม่ชอบแต่ชอบองุ่น
    ขณะที่บางคนอาจชอบกินแตงกวา บางคนชอบกินหมู
    แต่บางคนชอบเนื้อวัว(เช่น ตัวผม)

    เราต้องมีให้ครบ เพื่อสร้างระบบนิเวศของคนดูขึ้นมา

    แต่เนื่องจากเรายังใหม่ เพราะฉะนั้นบางอย่างก็อาจขาดตกบกพร่องไป
    ยกตัวอย่าง คือ รายการวิทยุ ซึ่งตอนนี้ต้องห่างหายไป

    แต่ในระยะยาวเราจะทำทุกอย่างให้ดี มีความต่อเนื่อง
    นี่คือ พันธกิจของเราครับ
    (ถ้าไม่ล้มหายตายจากไปก่อน)

  16. 16. Huang on August 7th, 2008 16:28

    อยากให้คุณ zneb วิเคราะห์หน่อยครับว่าจีนจัดโอลิมปิคครั้งนี้คุ้มรึเปล่า ส่วนตัวผมมองว่าแม้จะได้ชื่อเสียง แต่คนจนคงไม่ค่อยชอบซักเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเป็นช่วงเศรษฐกิจดีคงไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นกลียุคเนี่ย จัดงานแบบนี้คนจนคงปฎิวัติแน่ๆเลย ผมมองว่าฝรั่งส่วนใหญ่จะมองว่าคนจีนขี้อวดด้วยซ้ำ

  17. 17. zneb on August 7th, 2008 20:35

    เดี๋ยวจะค่อยๆทยอยตอบให้

  18. 18. zneb on August 7th, 2008 21:06

    เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องมีการวิเคราะห์กันอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นเตรียมการเสนอตัว ขั้นเตรียมตัว ช่วงเกมโอลิมปิกและหลังโอลิมปิก อันนี้ผมมองว่าเป็นกระบวนการทั้งหมดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมิน cost and benefit ของ Beijing Game 2008 นอกจากนี้บริบทโลกในช่วงที่ผ่านมาก็มีส่วนกำหนด cost and benefit ของ Beijing Game 2008 ด้วย

    ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาภูมิหลังที่พิเศษของชาติที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกบางชาติก่อน

    ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้

    ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1964 และเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพปี 1988
    ในโลกนี้มหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกมี 3 อย่าง
    1. ฟุตบอลโลก
    2.โอลิมปิก
    3. ฟุตบอลลีกยุโรป

    แต่โอลิมปิกนั้นกีฬาเกือบทุกประเภทไม่ต้องมีการคัดเลือกก่อน แบบฟุตบอลโลกทุกชาติสามารถส่งนักกีฬาได้เท่าที่ตัวเองอยากจะส่ง ทำให้ Participating Nation มีได้มาก
    ร่วมๆ 200 ประเทศ

    ในโอลิมปิกช่วงนั้นทั้ง 2 ประเทศผลักดันให้ผู้ผลิตรายใหญ่ของตัวเองเป็นสปอนเซอร์และ supplier สิ่งจำเป็นในกีฬาโอลิมปิก

    ล้วนแต่เป็นยี่ห้อดังๆในปัจจุบัน และทั้ง 2 ชาติก็ใช้ “Olympic Marketing” เป็นตัวผลักดันแบรนด์ตัวเอง
    โฆษณาไม่กี่วัน ผ่านสายตาผู้ชมเป็นพันล้าน
    ดังนั้นนอกเหนือจากปัจจัยอื่นๆในช่วงนั้น ก็ต้องยอมรับว่า Olympic Marketing มีส่วนช่วยดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศด้วย เพราะมันช่วยกรุยทางให้สินค้าทีเป็นสปอนเซอร์พวกนั้นขายได้ทั่วโลก ติดตลาดจนทุกวันนี้

    ก่อนหน้านั้น ผู้ผลิตในฝั่งสหรัฐฯและยุโรปครองตลาดผลิตภัณฑ์ในบ้าน แบรนด์ก็แกร่ง และภาพลักษณะสินค้าของญี่ปุ่นในตอนนั้นก็ไม่ต่างกับจีนเมื่อก่อนหน้านี้ ถูกและไร้คุณภาพในสายตาผู้บริโภค

    และญี่ปุ่นก็เป็นแค่ประเทศผู้รับจ้างผลิต ดังนั้นทุนที่สะสมก็ยังไม่มากนัก การที่จะสร้างแบรนด์ด้วยตัวเองก็ยากแสนยาก

    ต้องไม่ลืมว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้มันต่างกัน เทตโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ทั้งในแง่คุณภาพและต้นทุนด้อยกว่า กลยุทธ์ทางการตลาดก็ยังไม่พัฒนามากจนหลากหลายในปัจจุบัน ไม่มีอินเตอร์เน็ต การสร้างแบรนด์ในยุคนั้นจึงย่อมมีต้นทุนที่แพงกว่าและยากกว่าในยุตนี้แน่นอน

    และก้เช่นเดียวกับเกาหลีด้วย ตัวเองก็รับจ้างผลิตให้ญี่ปุ่น และแม้ว่ายุคนั้นการสื่อสารจะดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่มันก็คงต้องใช้เวลามากและลำบากไม่น้อยหากต้องสร้างตรายี่ห้อเอง

    เราจึงปฏิเสธบทบาทของ “Olympic Marketing” ไม่ได้

    จีนหวังผลตรงนี้

  19. 19. zneb on August 7th, 2008 21:20

    เรามาดูกันต่อ

    ขอให้ท่านลองพิจารณารายชื่อต่อไปนี้
    1. lenovo

    2.CNC (China Netcom)
    3.Sinopec (China Petroleum and Chemical)
    4.China Mobile
    5.Bank of China
    6.Air China
    7.State Grid
    8.PICC

    9.Haier
    10.sohu.com
    11.Yili Group
    12.Tsingtao
    13.Yanjing Beer
    14.Heng Yuan Xiang (a8888)
    15.Uni-President

    ลองถามตัวเองว่ารู้จักกี่ชื่อพวกนี้แค่ไหน เอาแค่ชื่อพวกนี้ก่อน (จริงๆผมมีชื่อแปลกๆกว่านี้อีกบาน)
    เดี๋ยวมีอีก ผมถือว่าเรื่องนี้เราต้องพูดกันให้ละเอียดและเจาะลึกให้รอบด้านที่สุด

  20. 20. zneb on August 7th, 2008 22:24

    จริงๆแล้ว ผลได้ของโอลิมปิกในจีนนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนวันประกาศผลแล้ว
    นั่นก็คือ การหักหน้าสหรัฐฯและชาติตะวันตก
    เรื่องหน้าตา เรื่องศักดิ์ศรี มันเป็นเรื่องใหญ่
    สำหรับมหาอำนาจแล้ว มันหมายถึงบารมีด้วย
    พูดในภาวิชาการเขาเรียกว่าการสร้าง “soft power” ซึ่งเป็นความสามารถในการที่เราทำให้ผู้อื่นๆทำตามดดยไม่ใช้กำลังบีบบังคับ หรือก็คือ บารมี

    อันนี้ในช่วงโอลิมปิกสื่อจีนจะทำหน้าที่ “โปรโมตแบบสุด” ภาพที่ฉายติดตาตรึงใจไปทั่วโลก จะต้องถูกนำเสนอ ภาพที่จีนคงจะนำเสนอก้ไม่แคล้วเป็นความยิ่งใหญ่ตระการตาที่แสดงให้เห็นถืง ความศิวิไลซ์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ และศักยภาพอันพึงมีอื่นๆ จีนต้องการอิมเมจตรงนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการดึงประชาคมโลกให้มาอยู่ฝ่ายตนมากขึ้น

    โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาซึ่งจะเป็นตลาดและพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของจีนในอนาคต

    แต่เรื่องนี้ เรื่องสื่อเป็นของถนัดของประเทศฝั่งตะวันตก
    ต้องยอมรับว่าปีนี้ กรณีทิเบตทำจีน “เสียรังวัด” และ ภาพลักษณ์ “ติดลบ” ไปเยอะ
    อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ถูกเขย่าขวัญหนักกว่านี้ก็คือ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม จนเกือบถูกถอดออกจากเจ้าภาพไปแล้ว

    ตอนนี้แม้พิธีเปิดยังไม่เริ่ม แต่ก็นับว่าติดลบไปไม่น้อย แต่ผมเชื่อว่า โอลิมปิกเป็นวาระแห่งชาติครั้งประวัติศาสตร์ของชนชาติจีน ช่วงที่เหลืออยู่คนจีนและสื่อจีนคง present เต็มที่การถ่ายทอดสดในช่วงพิธีเปิดและปิดคงตระการตา วิวสวยๆเพียบ อย่างน้อย “Red Cliff” ก็คงช่วยได้เยอะในการกู้และสร้างอิมเมจขึ้นมาใหม่

    แต่ต้องไม่ลืมว่าประเด็นทิเบตและความไม่เรียบร้อยริมทางวิ่งคบเพลิงมันเหมือนดาบ 2 คม
    ด้านหนึ่งพญามังกรก้เจ็บปวด เสียรังวัดไปมาก
    แต่อีกด้าน มันก็เปิดโอกาสให้จีนใช้ Relational Power ทางการค้าการผลิตตอบโต้
    หรือเป็นการแสดงบารมีอีกแบบ

    ไล่คิดบัญชีแค้น

    ตัวอย่างง่ายๆก็คือ ฝรั่งเศส ซึ่งห้างคาร์ฟูร์โดนแบนไปเต็มๆ แถมผลโพลล์ก็ระบุว่าชาวจีนไม่ต้อนรับประธานาธิบดี Nichola Sarkozy ของฝรั่งเศสเลย
    ซึ่งสุดท้ายก็ทุกคนก็ต้องมาประนีประนอมผลประโยชน์ และขอโทษขอโพยกันอยู่ดี

    สรุปหักกลบลบหนี้แล้ว ในแง่ภาพลักษณ์จีนโดนต้นทุนช่วงทิเบตไปเยอะกำไนเลยหล่นฮวบ แต่ก็ยังพอโอเค หรือจากที่คาดไว้ 100 ก็อาจได้มา 60-70

    มีต่อ

  21. 21. กานต์ on August 8th, 2008 2:22

    ทางประชาไทช่วยประชาสัมพันธ์ บทความหนึ่งในจดหมายข่าวที่
    http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=13080&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

    ในส่วนแสดงความคิดเห็น มีหลายท่านที่แสดงความคิดเห็นน่าสนใจ ผมได้ไปตอบที่นั่นด้วย ขอนำความคิดเห็นที่นั่นมาเผยแพร่ต่อที่นี่ด้วยครับ

    =======================

    ด้วยความนับถือคุณลูกชาวนาไทยนะครับ

    ผม “รู้จัก” กับคุณลูกชาวนาไทย ตั้งแต่ตอนที่โพสต์กันอยูใต้คอลัมน์เซี่ยงเส้าหลงเมื่อก่อนโน่นแล้ว ตอนนั้นผู้จัดการ (สมัยยังดีกับทักษิณ) ยังเอาข้อเขียนของคุณลูกชาวนาไทยไปตีพิมพ์ (แบบฟรีๆเลย) ผมยังตามอ่านข้อเขียนของคุณลูกชาวนาไทยอยู่เรื่อยๆ ครับ ด้วยความชื่นชม

    ผมไม่ได้เขียนบทความนี้โดยตรง แต่ผมให้ “ไอเดีย” บางส่วนกับคนที่เขาเขียนบทความนี้

    “ไอเดีย” ที่ว่าก็คือเรื่อง “อุดมการณ์”

    คือแต่ผมก็ต้องเรียนตรงๆ ว่าผมก็ยังไม่ค่อยพอใจข้อเขียนนี้เท่าไหร่ แต่อันนี้ก็แล้วแต่อิสระของคนเขียน บังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างข้อเขียนนี้ก็มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งผมก็คิดว่าในส่วนที่ดีมันก็ช่วยต่อยอดได้

    ผมจะขออธิบายในส่วนความคิดของผมก็แล้วกันนะครับ ว่าทำไมผมถึงไม่แบ่งออกเป็น “ชนชั้นกลาง” – “ชนชั้นล่าง” หรือ “อำมาตยา” – “ประชาธิปไตย” อะไรทำนองนี้ แต่มองว่าเป็น ideology battle

    ประเด็นคือ
    ถ้ามองว่าเป็นสงครามระหว่าง คนรากหญ้า กับชนชั้นกลางในเมือง อันนี้ผมไม่แน่ใจครับ จากที่ผมประสบมา คือคนชั้นกลางที่ชื่นชอบทักษิณก็มีไม่น้อยเหมือนกัน คนชั้นรากหญ้าที่ไม่ชอบทักษิณก็มี

    เหมือนกันครับ ถ้าจะแบ่งเป็น อำมาตยา – ประชาธิปไตย อะไรแบบนี้ แล้วจะอธิบายเรื่องของข้าราชการบางกลุ่มไม่ว่าในสายตำรวจ / ทหาร ที่ยังภักดีกับสายคุณทักษิณได้ยังไง

    พูดกันตามความจริง คือสงครามคราวนี้มันรวบเอา กลุ่มคนที่หลากหลาย เข้ามารวมกัน แล้วต่อสู้กันในสนามการเมืองอย่างกว้างขวางที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น, ฐานะ, หรือฝ่ายซ้าย-ขวา, อาชีพแบบไหนก็ตาม

    ในเชิงการเมือง ผมมองว่าไม่มีอะไรจะร้อยรัด คนจำนวนมาก แบบนี้ได้ดีที่สุดเท่า “อุดมการณ์” อีกแล้ว

    ตอนที่ผมเริ่มมีแนวคิดนี้ครั้งแรกๆ เพราะผมอ่านงานของ อ. พิชิต เรื่องธงสามผืนแหละครับ
    ผมลองเอามาพล็อตๆ ดูก็พบว่ามันมี spectrum ที่ต่างกันออกไปตามแต่ละอุดมการณ์
    เช่น จารีต อาจจะไม่เปิดรับโลกาภิวัฒน์เต็มที่, ประชาธิปไตยก็ไม่เต็มที่, ความเท่าเทียมไม่มี
    แต่ อุดมการณ์โลกาภิวัฒน์ (ตามภาษาของบทความนี้) เปิดโลกาภิวัฒน์เต็มที่, ประชาธิปไตยเต็มที่, ความเท่าเทียมปานกลาง
    ฯลฯ
    อะไรทำนองนี้

    เรื่องพวกนี้ทำให้ผมสนใจหาคำตอบมาอธิบายความคิดเรื่อง “อุดมการณ์” แบบนี้ ก็พอดีไปเจอแนวคิดเรื่อง Hagemony ของ กรัมชี่ ซึ่งนำเสนอได้เป็นอย่างดีจากวิทยานิพนธ์ของ ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ถ้าอ่านงานของชนิดา ชิตบัณฑิต ก็จะพูดถึงเรื่องการสร้างอุดมการณ์แบบนี้แหละครับ มันยืมมาจากความคิดของกรัมชี่อีกที งานชนิดา พูดถึงอุดมการณ์พระราชอำนาจ ที่สร้างขึ้นภายใต้การครองความเป็นใหญ่ (ในขณะนั้น) ของคณะราษฎร

    แต่งานชนิดาจะพูดสวนทางกับต้นฉบับของกรัมชี่ คือกรัมชี่เขามองว่าสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ (แบบในยุโรปตะวันตก) มันมีการครองอำนาจนำเชิงวัฒนธรรม มันไม่ได้มีการบังคับ (coerce) อย่างเดียว — แต่มีการทำให้ยินยอม (consent) ด้วย การเอาชนะของชนชั้นกรรมาชีพ (กรัมชี่เป็นมาร์กซิสต์) จึงไม่สามารถทำการตั้งพรรคแบบ บอลเชวิค แล้วก็ปลุกมวลชนให้มีการปฏิวัติเหมือนในรัสเซียได้

    แต่จะต้องมีการทำสงครามเชิงอุดมการณ์ คือค่อยๆเอาชนะกันไปทีละแนวๆ (เขาใช้คำแบบสงครามโลกครั้งที่ 1 ว่าค่อยๆยึดป้อมค่าย สนามเพลาะ) และส่วนสำคัญที่สุดก็คือการยึดกุมความคิดของปัญญาชนนี่แหละ ซึ่งปัญญาชนก็มีได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น พระ, อาจารย์, ครู, ผู้พิพากษา, สื่อมวลชน, ฯลฯ

    ลองมองดูสงครามตอนนี้สิครับ ทำไมพันธมิตรถึงต้องไปอาศัยหลวงตาบัววัดป่าบ้านตาด, ทำไมมีพระพยอมมาเขียนบทความในโลกวันนี้ ทำไมมีอาจารย์, ฑูต, ฯลฯ ขึ้นเวทีพันธมิตร

    ถ้ามองว่าอุดมการณ์แรก ถูกคุกคามจากอุดมการณ์ที่มาใหม่ ว่าจะถูกกลืนทับหรือถูกเบียดขับออกไป ก็เลยทำให้ต้องสู้กลับ อันนี้มันก็อธิบายได้เลย

    แต่ผมก็เริ่มมองถึงอุดมการณ์ใหม่ๆขึ้นมา นอกจากสองอุดมการณ์หลักเหมือนกัน จะบอกว่ามีแต่ชนชั้นกลางนี่ก็ไม่ใช่นะครับ
    คือเผอิญผมอาจจะโชคดีได้ไปสัมผัสมาบ้าง อย่างกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องสหภาพฯ นี่ก็ไม่ใช่ชนชั้นกลางแน่ๆ แต่เขาก็ไม่ได้มีความคิดเหมือน อุดมการณ์สองอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันหรอกครับ แบบนี้ก็ต้องจัดไว้เป็นอุดมการณ์ใหม่

    ทีนี้ว่าถึงจำนวน หรือการตัดสินในสนามเลือกตั้ง อันนี้แน่นอน ว่าฝ่าย (ที่บทความเขียนว่าเป็น) อุดมการณ์โลกาภิวัฒน์ได้เปรียบ แต่เผอิญมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นนี่ครับ ไม่งั้นสงครามก็จบลงง่ายๆแล้ว มันก็ยืดเยื้อมาถึงตอนนี้

    ก็แสดงว่า เสียงจากการเลือกตั้งเป็นปัจจัยหนึ่ง (จากหลายๆปัจจัย) ในสงครามครั้งนี้เท่านั้นเอง (ส่วนตัวผม neutral ไม่ได้มองว่าดีหรือไม่ดีอะไร)

    คิดว่าคงต้องมอง พัฒนาการของสังคมไทยครั้งนี้ต่อไปครับ

    ปล. ถ้าสนใจเรื่องกรัมชี่ , อ.สมศักดิ์ เขียนเรื่องนี้ไว้ในบอร์ดฟ้าเดียวกัน http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&No=4916

    (โดยเฉพาะเรื่องพระราชอำนาจนำ ที่เป็นวิทยานิพนธ์ ของ ชนิดานั่นแหละครับ)

  22. 22. mk on August 8th, 2008 4:14

    มาเสริมคุณ zneb ว่า China Mobile เป็นโอเปอเรเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกถ้านับตามจำนวน subscriber ครับ

    ส่วน China Unicom เบอร์สองของจีนเองก็ไม่ด้อยในตลาดโลกเช่นกัน

  23. 23. thon on August 8th, 2008 9:15

    ถึงคุณกานต์

    ขอแลกเปลี่ยนเรื่องแนวคิดในการวิเคราะห์สังคมเท่าที่เคยอ่านมาบ้างนะครับ

    อุดมการณ์ (ideas/ ideologies) นั้นสามารถนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์ได้ก็จริง
    แต่ต้องไม่ลืมเรื่องของ ผลประโยชน์ (interests) และสถาบัน (institutions) ด้วยนะครับ
    เพราะว่าทั้งสามองค์ประกอบนี้มีความสำคัญไม่ต่างกัน
    ในทางทฤษฎีสังคมศาสตร์ ทั้งสามอันนี้ก็ถือเป็น contending conceptions ที่ขับเคี่ยวกันมาตลอด

    ว่าด้วยเหตุการณ์การเมืองปัจจุบัน ผมคิดว่าผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มก็เป็นแรงขับดันเช่นกันและมีปัจจัยกำหนดผลลัพธ์ของเกมไม่น้อย
    สถาบัน ใช้รวมๆ ก็หมายถึง constraints of the game/ rules ก็มีบทบาทจำกัดการเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน

    การมองแต่อุดมการณ์เป็นหลักจึงอาจทำให้พลาดการมองทางเลือกที่เป็นได้ของแต่ละกลุ่มก็เป็นได้ครับ

  24. 24. SiamCollective on August 8th, 2008 9:43

    เ่อ้่อ ผมเข้ามาหนึ่งเสียงแล้วกันนะครับว่า
    ผมอยากให้มีรายการ pu มากกว่า ถ้าสมมุติว่าซัพยากรจำกัด ผมว่าผมอยากเห็น พอดแคส รวมทั้งคิดว่าเรทติ้งรายการพอดแคสน่าจะดีกว่า

    ขอบคุณครับ ช่วงหลังเว็บน่าสนใจมากขึ้นนะ

  25. 25. zneb on August 8th, 2008 10:28

    โอเคทัวร์อิตาลีกับ Antonio Gramsci มาแล้ว
    มาทัวร์ที่เมืองจีนเรื่องโอลิมปิกกันต่อ

    มาพูดเรื่องอิมเมจหรือบารมีกันต่อ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติม

    การประกาศศักดาของจีนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งแรกถ้าทุกท่านตามข่าวอย่างต่อเนื่อง
    ก่อนหน้านี้มีเหตุกาณ์ Shock บรรดาผู้นำระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมาแล้ว

    นั่นคือ การส่งคนจีนคนแรกขึ้นสู่อวกาศไปกับยาน “เสินโจว5″ โดยนักบินอวกาศคนนั้นก็คือ Yang Liwei ซึ่งกลายเป็นวีรบุรุษของชาติจีนไปเลย และก็จะเข้าร่วมพิธีเปิดโอลิมปิกด้วย

    แถมจีนก็มีโครงการที่จะสำรวจดวงจันทร์อีกด้วยซึ่งก้เป็นวาระแห่งชาติอีกเช่นกัน
    เรื่องนี้มันมีนัยสูงมาก
    หากทุกท่านดูความเจริญในปัจจุบันก็ไม่วายต้องกราบขอบพระคุณกองทัพสหรัฐฯ
    อินเตอร์เน็ตก้เกิดมาจากการทำโครงการด้านการวางระบบสื่อสารของกองทัพสหรัฐฯ “APRANET”
    เทคโนโลยีต่างๆทั้งระบบการสื่อสารโทรคมนาคม ระบบอิเล็คโทรนิค เทคโนโลยีชีวภาพล้วนมาจากการลงทุนของกองทัพสหรัฐฯทั้งสิ้น
    กองทัพสหรัฐฯเป็นผู้ลงทุนด้าน R&D รายใหญ่ที่สุดของชาติคือกว่า 25% ของงบด้านนี้ของประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมกันในแต่ละปี

    นี่คือความสำคัญของ Military Economics ซึ่งจีนก็ตระหนักตรงนี้ดีถึงผลได้มหาศาลจึงมีการพัฒนาความเป็นมหาอำนาจในอวกาศขึ้น

    และนอกจากจีนจะประกาศศํกดาตัวเองด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศแล้วและจัดโอลิมปิกแล้ว
    จีนยังมีงาน “World Expo” ในปี 2010 ที่เซี่ยงไฮ้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นอีกงานที่แสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีน เป็นโครงการใหญ่ระดับโลกอีกงานที่รอจีนอยู่
    แถมท้ายด้วยการเตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอีกด้วย

    มีต่อ

  26. 26. zneb on August 8th, 2008 11:17

    นอกจากเรื่องการสร้าง Soft Power แล้วเรามาพูดเรื่องเงินๆทองๆกันล้วนๆกันต่อ
    มีหลาย sector ที่ได้ประโยชน์จากการจัดโอลิมปิกงวดนี้ และผมมองว่าโอลิมปิกงวดนี้มันก็ได้ไปไม่น้อยนั่ก็คือ “Environmental Business”
    ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

    จีนถูกโจมตีอย่างหนักทั้งในเวทีด้าน Global Warming และ เรื่องงานโอลิมปิกเองโดยเฉพาะจากชาติ G7 และ NGOs ดังนั้นจีนต้องปรับตัวและแก้ไข เพราะงานนี้จีนปฏิเสธไม่ได้เรื่องการปล่อยมลภาวะมหาศาล

    รัฐบาลจีนได้สั่งให้ทั้ง SEPA (State Environmental Protection Administration), CSRC (China Securities Regulatory Commision) และ CSRC (China Securities Regulatory Commission) จัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

    มีการสั่งให้บริทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จัดทำระบบดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นการใหญ่
    การสั่งห้ามไม่ให้ผู้ที่ปล่อยมลภาวะจดทะเบียนในตลาดหุ้น ตลอดจนการระงับการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่ปล่อยมลภาวะ
    ทั้งหมดที่ทำไปก็เพื่อล้างภาพแย่ๆก่อนเปิดโอลิมปิก และก็เห็นๆอยู่ รับบาลจีนระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมหาศาลทำความสะอาดปักกิ่งเต็มที่
    ดังนั้นโอลิมปิกจึงเป็นปัจจัยที่จะผลักดันให้ธุรกิจด้านสิ่งแวเล้อมของจีนเติบโตในอนาคต และรัฐก็มีแผนระยะยาวด้านพลังงานทดแทนมารองรับด้วย อนาคตจึงสดใส

    นอกจากนี้อีกธุรกิจหนึ่งที่ได้ไปเต็มๆช่วงโอลิมปิกก็คือ การท่องเที่ยว
    สายการบิน โรงแรม ทัวร์ ร้านอาหาร ของที่ระลึก การขนส่ง โทรศัพท์ ล้วนได้อานิสงส์จากการที่มี Olympic Package Tour ออกมาในช่วงก่อนโอลิมปิกแล้ว และงานนี้จีนก็น่าจะได้ผลต่อเนื่องในการเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆด้วย
    โอลิมปิกทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในจีนเองและต่างประเทศ รู้จักเมืองจีนมากขึ้น และก้น่าจะมีการเที่ยวซ้ำในอนาคต

    นอกจากนี้ธุรกิจผู้รับเหมา และอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับไปดดยตรงเช่นกันจากอภิมหาโครงการก่อสร้างมากมายช่วงเตรียมโอลิมปิก มีการจ้างงาน มีการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆในการก่อสร้างและวิศวกรรม และการผ่านงานช่วงโอลิมปอกก้ยังเป็นเหมือนใบรับรองถึงคุณภาพของผู้รับเหมาได้เป็นอย่างดี สามารถไปประมูลงานทั้งในและนอกประเทศได้สบาย

    มีต่อ

  27. 27. กานต์ on August 8th, 2008 11:36

    เรียนคุณ thon

    เห็นด้วยกับที่ให้ comment มาครับ ผมคิดว่า ทั้งสามประการคือ ideology, interest, institutions เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดเกมส์ครับ

    ผมมาจากสายเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ผมถูกเทรนให้คิดในเชิง interest อยู่แล้วครับ แต่ที่ผ่านมาผมพบว่าอธิบายได้ไม่เพียงพอ (ผมเคยใช้ games theory ในการคาดการณ์สถานการณ์ปี 2549 พบว่ามันผิดพลาดมาก) ผมจึงพยายามศึกษาข้อมูลเพิ่ม ก็พบว่าแนวคิดฝ่ายซ้ายอธิบายอะไรได้มาก ยิ่งมาพบกรัมชี่ผมก็พบว่ามันอธิบายสถานการณ์ได้ดี

    ความจริงข้อเขียนเรื่อง “บทวิเคราะห์ทางการเมือง” ของจดหมายข่าวฉบับนี้ จะตั้งอยู่บนรากฐานการวิเคราะห์จากสงครามเชิงอุดมการณ์อยู่หลายชิ้นนะครับ ผมพบว่ามันยังใช้ทำนายได้ดี (ซึ่งยังคงต้องดูต่อไป)

    ส่วนเรื่อง institutions ผมไม่แน่ใจครับ อย่างกรณีของ “ตุลาการภิวัฒน์” ที่อยู่ในบทวิเคราะห์การเมืองของจดหมายข่าวฯ เนี่ย ก็จะเห็นว่า ideology แต่ละชุดมันก็ตีความแตกต่างกันแล้ว ทำให้การ exercise หรือการพิพากษาคดีมันก็แตกต่างกันออกไปด้วย (ผมเชื่อว่าถ้าเป็นยุคคณะราษฎร กระบวนตุลาการภิวัฒน์อาจจะมีการตัดสินที่แตกต่างออกไปจากแนวทางนี้)

    แต่สุดท้าย ผมให้ความสำคัญกับ “ข่าวสารวงใน” เป็นอันดับหนึ่งครับ ฮา

    ขอบคุณ คุณ thon ที่เข้ามาร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ

    ===
    คุณ SiamCollective
    ขอบคุณสำหรับข้อแนะนำ จะรับไปพิจารณาครับ
    ผมยังยืนยันว่า จะยินดียิ่งถ้าคุณมาช่วยกันครับ ;)

  28. 28. Huang on August 8th, 2008 12:41

    คุณ zneb วิเคราะห์เรื่องจีนสุดยอดมากครับ :)
    กำลังรอฟังต่อ

  29. 29. zneb on August 8th, 2008 15:03

    คุณ Huang ขอ ผมก็จัดให้
    เรามาต่อกันในเรื่องผลได้ทางเศรษฐกิจต่อ

    คำถามง่ายๆเลยเรื่องการทำธุรกิจ ทำอย่างไรให้มีกำไรเพิ่ม
    ตอบ 1.ลดต้นทุน
    2.เพิ่มรายได้
    เพิ่มรายได้ก้มี 2 แบบคือ เพิ่มปริมาณขาย หรือ เพิ่มมูลค่าของสินค้าที่จะขาย
    Trend เศรษฐกิจยุคใหม่มันเน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน
    การเพิ่มมูลค่าก็ทำได้ 2 รูปแบบ
    1. Tangible Value Added เช่น การใช้ R&D การออกแบบที่ยอดเยี่ยม การพัฒนาคุณภาพสินค้า
    แต่มันก็มีข้อเสีย เนื่งอจากในยุคโลกาภิวัตน์ที่เกิดการเคลื่อนย้ายที่รวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยการผลิต ทำได้ง่าย เงินทุนล้นโลก กระบวนการเรียนรู้ทำที่ไหนก็ได้ ต้นทุนการผลิตสินค้าโดยรวมลดลง เนื่องจากประสิทธิภาพในการบริหารห่วงโซ่อุปทานสามารถทำได้ในระดับโลก

    ดูง่ายๆ สมัยหนึ่งสินค้าคงทนพวกทีวี ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่งใช้ไฟฟ้า รถยนต์ สหรัฐฯเป็นผู้ครองตลาดมาตลอด ต่อมาญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงครามเงินทุนมีไม่มาก ดูเผินๆแล้วไม่น่าจะมีปัญญาพัฒนาด้านเทคโนโลยีมาแข่งได้ แค่ได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิต แต่สุดท้ายก็แซงหน้าสหรัฐฯ และครองตลาดโลก ต่อมาเกาหลีก็ซ้ำรอยญี่ปุ่น SONY ถูก Samsung แซงหน้าตาเฉย และมาวันนี้เราก็จะมีสินค้าจากจีนมาเจริญรอยตาม
    อันนี้จะเชื่อมกับชื่อยี่ห้อด้านบนที่ผมลองให้พวกท่านลองทายกันดู และผมจะมาพูดถึงในภายหลัง
    ดังนั้นการสร้างมูลค่าเพิ่มเช่นนี้ มันก็ยังคงเผชิญกับการแข่งขันอยู่ดี

    2. Intangible Value Added หรือพวก Cultural Product นั่นเอง ดูกันง่ายๆเลยเช่น iPod หรือว่าจะเป็น Starbucks ผลิตภัณฑ์จากยุโรปยี่ห้อดังๆอย่าง LV Hermes Gucci ภาพยนต์จาก Hollywood นักร้องดาราจากเกาหลี หรือ ผลิตภัณฑ์กีฬาและตัวนักกีฬาเอง โดยเน้นการสร้างอุปสงค์หรือความต้องการบริโภคเชิงสัญญะ ซึ่งของเหล่านี้จะเลียนแบบได้ยาก มูลค่าก็สูง

    อังกฤษเองตอนมาเมืองจีน นายกรัฐมนตรี Gordon Brown ก็ตั้งเป้าว่าจะให้คนจีนสัก 200-300 ล้านคนดูบอล Premiership
    ตอนนี้คุณรู้หรือเปล่าว่าเขาจะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา
    NBA China นี่คือเรื่องจริง โดยการร่วมทุนกันหระหว่าง ESPN, Li Ka-Shing, Bank of China, China Merchants Bank และ Legend Holdings โดยจะมีการเชิญอดีตผู้บริหาร Microsoft นายทิม เฉิน (Tim Chen) มานั่งตำแหน่ง CEO

    และตั้งแต่ Yao Ming กลายเป็น Superstar ระดับโลก ขณะนี้มีคนจีนเล่นบาสเกตบอลถึง 300 ล้านคน และเป็นกีฬาที่เยาวชนจีนนิยมเล่นมากที่สุดด้วย
    งานนี้อเมริกาเห็นโอกาส และใช่จีนก็จะสร้างโอกาสตรงนี้ด้วย แต่ต้องพึ่งอเมริกไปพลางๆก่อน

    โอลิมปิกคราวนี้ ผมเชื่อว่าจีนคงตั้งเป้าเจ้าเหรียญทองแน่นอน และความสำเร็จในครั้งนี้ย่อมหมายถึง การมีสินค้าใหม่ส่งออก “โค้ชและนักกีฬา”
    ดูเหรียญทองกีฬายกน้ำหนักในโอลิมปิกที่เอเธนส์ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่าง โค้ชจีนเห็นๆที่ทำให้ไทยคว้าเหรียญทอง แถมได้แชมป์โลกด้วย

    หรือไม่คุณก็ลองพิจารณากีฬาฟุตบอล ดูสิว่าโค้ชมาจากไหน อังกฤษ บราซิล ยุโรป ทีมชาติไทยก้เคยจ้าง Peter White มาแล้ว ดูพวกซาอุฯมันจ้างโค้ชสิ ดูทีมชาติรัสเซียและเกาหลีใต้ในช่วงบอลโลกและบอลยูโร

    นักกีฬาแต่ละคนถ้าดังมากๆ ลองดูสิค่าตัวแต่ละคนเท่าไร ดังนั้นถ้าหากจีนสามารถใช้โอลิมปิกปลูกฝังค่านิยมอยากเล่นกีฬาและชื่นชอบนักกีฬาจีนได้
    เอาแค่นักกีฬาดังในจีน ตอนนี้พวกเขามี Yao Ming เป็น Hero คุณจะทำการตลาดในจีนคุณจะเลือกคนสัญชาติอะไรมาโฆษณา มันก็ต้องสัญชาติจีนอยู่แล้ว
    อีกอย่างโอลิมปิกยังเป็นการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของนักกีฬาในระดับโลกอีกด้วย
    ถ้าคุณสามารถปั้นนักกีฬาเก่งๆไปแข่งขันรายการระดับโลกอื่นๆ แน่นอนคุณจะดังในต่างประเทศด้วย

    ดูนักเทนนิสสาวรัสเซียเป็นตัวอย่าง แฟนๆทั่วโลกมีกี่คน เป็นสิบล้าน ร้อยล้านเลย (ผมก็ด้วย)
    และสุดท้ายคนเหล่านี้ก็จะเข้าไปในจิตใจคนหลายๆคน เกิดการเลียนแบบ เกิดกลุ่มสาวก
    อาณานิคมทางความคิดและจิตวิญญาณ และเพราะเหตุนี้สหรัฐฯมันถึงโปรโมตหนัง Hollywood และพวก Hip Hop และ R&B เพราะมูลค่ามันมหาศาลและเป็นตัวกรุยทางในการยึดตลาดสำหรับสินค้าตัวอื่นๆด้วย นี่คือการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ บนพื้นฐานเศรษฐกิจและทุนทางวัฒนธรรม

    การสร้างรากฐานทางความคิดและวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งด้านหนึ่งมันก็เป็นตัวยึดเหนี่ยวและหลอมรวมคนในชาติเอาไว้ และอีกด้านหนึ่งก็ใช้ความได้เปรียบตรงนี้เปิดเกมรุกในโลกทุนนิยมได้ด้วย

    นี่คือ นัยทางการเมืองที่แฝงมากับเศรษฐกิจภาคการกีฬาของโอลิมปิก

    มีต่อ

  30. 30. zneb on August 8th, 2008 17:33

    ทีนี้ผมจะมาเฉลยปริศนา 1-15 และสังเกตดีๆผมเว้นช่วงด้วย
    1. lenovo เป็น Beijing 2008 Olympic Games Worldwide Partners คือเป็น Partners ในโอลิมปิกงวดนี้และงวดหน้าด้วย

    2-8 เป็น Beijing 2008 Olympic Games Partners จะเป็น Partners เฉพาะงวดนี้เท่านั้น
    และที่สำคัญบริษัทพวกนี้เป็น “รัฐวิสาหกิจทั้งหมดเลย” และคุณ mk ก็เฉลยบางชื่อให้ผมไปแล้ว ทีนี้บางชื่อก้คงจะพอเดากันได้ว่าทำอะไรจะเฉลยเฉพาะบางชื่อเท่านั้น
    อย่าง 7.State Grid เป็นผู้ดูแลสายส่งไฟฟ้า และ 8.PICC เป็นบริษัทประกัน

    ส่วนที่เหลือเป็น Beijing 2008 Olympic Games Sponsors อย่างที่น่าจับตาคือ Haier ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ และเบียร์ Tsingtao

    นอกจากนี้ก็ยังมี Beijing 2008 Olympic Games Exclusive Suppliers อีกด้วย และที่น่าสนใจก็คือ Yadu Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์กำจัดมลภาวะก็เป็น Suppliers ด้วย แถมมีการลงทุนในทุกทวีปทั่วโลก (ขอย้ำทุกทวีป)

    นอกจากนี้เมืองจีนยังมีแบรนด์ดังๆที่บางท่านก็คุ้นหุมาบ้างแล้ว และกำลังจะเป็นหัวหอกของทุนจีนในกระแสทุนโลก

    ICBC (Industrial and Commercial Bank of China) ธนาคารพาณิชย์อันดับ 1 ของจีน และสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้เมื่อวัดจาก Market Value
    CCB (China Construction Bank) อันนี้เบอร์ 3 ของจีนและ Bank of China ก็เป็นเบอร์ 2 และตัว BoC เองก็เป็นธนาคารที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูงที่สุดด้วย

    Huawei ZTE เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ (แถม Huawei ยังมีเจ้าของเป็นถึงอดีตนายทหารในกองทัพจีนด้วยอันนี้น่าคิด ดูที่ Military Economics) ล่าสุด ZTE ไปรับงานที่เวเนซูเอลาตอนจีนไปเซ็นสัญญาน้ำมัน

    Cherry, Geely, Great Wall, FAW Group, SAIC ก็ขยายการลงทุนด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยต่างประเทศจะอยู่ในแอฟริกา ละตินอเมริกา และในรัสเซียด้วย ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังนอกจาก Haier ก็ยังมี TCL ด้วยโดยเน้นขายทีวีกับมือถือ

    แม้แต่สำนักข่าวซินหัวก็เพิ่งตั้งสำนักงานในทวีปแอฟริกา เพื่อมาให้บริการลูกค้าในแอฟริกาเต็มที่
    และในโลกยุคการเงินทุกท่านคงรู้ดีว่าข้อมูลข่าวสารสำคัญที่สุด และเราก็จะได้ยินสำนักข่าวอย่าง CNBC, Bloomberg, Reuters, Dow Jones แต่นี่ที่จีนก็มี Xinhua Finance ขึ้นมาแข่งซึ่งในอนาคตด้วยอาศัยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นที่สุดในแอฟริกาก็อาจขยายตัวไปผูกขาดข้อมูลทางการเงินของทวีปนี้ด้วย (Interfax ของรัสเซียก็ทำแบบ Xinhua Finance เหมือนกันมีข้อมูลการเงินขายด้วย)

    สถานการณ์ไม่ต่างจากกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ครั้งหนึ่งเป็นประเทศผู้รับจ้างผลิต และสุดท้ายก็กลายเป็นผู้ส่งออกทุนรายใหญ่ของโลก และตอนนี้จีนก็กำลัง Transform ตัวเองครั้งใหญ่
    มีสัญญาณหลายอย่างบ่งบอก

    ปี 2005 เป็นปีแรกที่จีนมีดุลรายได้เกินดุล โดยมี Income Credit (รายได้ไหลเข้า ได้แก่เงินปันผล ดอกเบี้ย และค่าแรงจากการลงทุนในต่างประเทศ) เท่ากับ 38959 ล้านดอลลาร์ ปี 2006 เป็น 51240 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ปี 2001 (ซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิก WTO) อยูที่แค่ 9388 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

    ปี 2005 จีนส่งออก FDI 11306 ล้านดอลลาร์ และปี 2006 อยูที่ 17830

    และเท่าที่ผมสังเกต Step การออกไปลงทุนในระดับโลกในช่วงที่ผ่านมาของจีนมี Pattern ดังนี้
    1.อุตสาหกรรมน้ำมัน นำโดย Sinopec, CNOOC, CNPC
    2.อุตสาหกรรมเหมืองแร่และวัสดุ นำโดย Shenhua Energy, Chinalco, Baosteel Group, Sinosteel
    3.ภาคการเงินนำโดย 3 แบงก์ยักษ์ ICBC, BoC, CCB ตามด้วย China Life, Ping An, China Mingsheng Bank, China Merchant Bank โดยการไล่เปิดสาขา เข้าซื้อกิจการ และเป็นพันธมิตรในต่างประเทศทั้งในยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ แอฟริกา ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง โดยเป้าหมายหลักจะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ธุรกิจอื่นๆของจีนจะพาเหรดไปลงทุน ซึ่งน่าจะอยู่ในบรรดาผู้ส่งออกทรัพยากรรายใหญ่ของโลกเป็นหลัก
    4.ธุรกิจรถยนต์ นำโดยที่พุดถึงข้างต้น และตอนนี้ถึงขั้นจะผลิตรถยนต์ไฮบริดมาแข่งแล้ว

    และต่อไปธุรกิจที่จะตามมาก็น่าจะเป็นพวกของใช้ต่างๆ สินค้าอิเล็กโทรนิกส์ และสินค้าทางเทคโนโลยีขั้นสูง โดยสินค้าในกลุ่มนี้จะมี Olympic Marketing เป็น Spring Board ไปแข่งขันในระดับโลก และจะเป็นตัวช่วยโปรโมตสินค้าในกลุ่มอื่นๆด้วยแท้จะไม่ได้เป็นสปอนเซอร์

    แถมเทคโนโลยีก็พร้อมเพราะนอกจากกองทัพจีนจะช่วยลงทุนแล้ว จีนยังพยายามสร้างตัวเองเป็นศูนย์กลางด้าน R&D ในภาคตะวันออกด้วย และก็ย้ายอุตสาหกรรม Low Cost ทั้งหลายไปในภาคตะวันตกหรือในต่างประเทศ

    ล่าสุดรัฐบาลจีนบังคับให้บริษัทต่างชาติที่คิดค้นเทคโนโลยีหรือสิ่งใหม่ๆในจีนจดสิทธิบัตรในประเทศจีนก่อนแทนที่จะเป็นประเทศแม่

    อีกทั้งหากจะลงทุนและขายสินค้าในต่างประเทศ connection และ network ก็พร้อม “Sovereign Wealth Fund” และธุรกิจอื่นๆที่กรุยทางไปก่อนหน้านี้

    ดังนั้น การจัดโอลิมปิกจีนจึงเป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่กรุยทางให้ทุนจีนใน Sectro อื่นๆพาเหรดบุกตลาดโลกได้

    ขอให้นับแต่บัดนี้จงจับตาก้าวย่างของแบรนด์ดังๆที่ผมบอกเอาไว้หลังจากนี้ รวมทั้งความเคลื่อนไหวอื่นๆ

    นี่คือทั้งหมดที่ผมขอตอบคุณ Huang เรื่องการจัดโอลิมปิก
    โอลิมปิกเป็น Jigsaw ที่ขาดไม่ได้หากจีนต้องการแผ่อิทธิพลและเติบใหญ่
    ดังนั้นโอลิมปิกผมว่ามันคุ้มที่จะจัด

  31. 31. thon on August 8th, 2008 20:49

    ถึงคุณกานต์ (2)

    เอ แต่ว่าถ้าไม่นับปัจเจกชนที่ถูกกระตุ้นให้รักชาติมากขึ้นแล้ว
    กลุ่มผู้นำด้านหลังแต่ละกลุ่ม (ไม่ว่าจะใช้อะไรเป็นการจัดกลุ่ม) มีใครที่ยอมเสียผลประโยชน์เพื่อแลกกับอุดมการณ์บ้างเหรอครับ ? ผมไม่แน่ใจในข้อนี้

    ผมคิดว่าเวลาเรากล่าวถึง interest เราต้องมองให้ออกว่าเป็นได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และผลประโยชน์ในด้านอื่นๆ นอกจากตัวเงิน นอกจากนี้ ผู้เล่นยังต้องตัดสินใจภายใต้ทางเลือกที่มีอยู่จำกัดด้วย เท่าที่ผมเคยอ่านนักเขียนหลายคนวิเคราะห์ด้วยการใช้คำว่าทฤษฎีเกมตามหน้าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ปี 2549 จำได้ว่ามีแต่คนที่มองผลประโยชน์เฉพาะหน้าอันเป็นตัวเงินเป็นหลัก จึงย่อมคลาดเคลื่อนเป็นธรรมดา เป็นปัญหาความจำกัดของผู้วิเคราะห์เองมากกว่า

    “ส่วนเรื่อง institutions ผมไม่แน่ใจครับ อย่างกรณีของ “ตุลาการภิวัฒน์” ที่อยู่ในบทวิเคราะห์การเมืองของจดหมายข่าวฯ เนี่ย ก็จะเห็นว่า ideology แต่ละชุดมันก็ตีความแตกต่างกันแล้ว ทำให้การ exercise หรือการพิพากษาคดีมันก็แตกต่างกันออกไปด้วย (ผมเชื่อว่าถ้าเป็นยุคคณะราษฎร กระบวนตุลาการภิวัฒน์อาจจะมีการตัดสินที่แตกต่างออกไปจากแนวทางนี้)”

    ใช่ครับ ดังนั้น เราจึงต้องมอง institutions ณ ช่วงเวลานี้ไงครับ ไม่สามารถเปรียบเทียบกับอดีตได้แน่นอน เพราะเกมมันเปลี่ยนไปแล้ว ตุลาการภิวัตน์คือการพยายามสร้างให้เป็นผู้กำหนดเกมใหม่แทนทหารนั่นเอง (in other words, there has been an attempt to institutionalising this new rulers of the game for future conflicts.)

    ผมเห็นว่า อุดมการณ์ ถูกใช้เป็น “ทัพหน้าและป้ายโฆษณา” ในการดึงคน (เพราะว่าดูสวยงามและคลุมเครือกว่าผลประโยชน์ที่พูดกันโต้งๆ ไม่ได้ในเกมเช่นนี้) มากกว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนของผู้นำกลุ่มย่อยที่ขัดแย้งกัน (และยังแยกกลุ่มกันไม่เด็ดขาดเสียด้วย)

  32. 32. กานต์ on August 9th, 2008 14:34

    คุณ thon :

    เอ แต่ว่าถ้าไม่นับปัจเจกชนที่ถูกกระตุ้นให้รักชาติมากขึ้นแล้ว
    กลุ่มผู้นำด้านหลังแต่ละกลุ่ม (ไม่ว่าจะใช้อะไรเป็นการจัดกลุ่ม) มีใครที่ยอมเสียผลประโยชน์เพื่อแลกกับอุดมการณ์บ้างเหรอครับ ? ผมไม่แน่ใจในข้อนี้

    คุณลุงนวมทอง ที่ยอมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่ออุดมการณ์นี่ เค้าได้ประโยชน์ตรงไหนหรือครับ?
    คนที่ตายไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไร ในที่สุดแล้ว ต่อให้เป็นชื่อเสียงหลังความตาย มัน benefit เจ้าตัวตรงไหน?

    เอาล่ะคุณ thon อาจจะคิดว่าคุณลุงนวมทอง เป็นเพียง ปัจเจกชนที่ถูกกระตุ้นให้รักชาติมากขึ้น หรือไม่ก็ เป็น คนที่ถูกดึงดูดจากอุดมการณ์ที่ใช้เป็น “ทัพหน้าและป้ายโฆษณา” (ผมจับคำของคุณมาเรียงประโยคใหม่ แต่ได้ใจความเดิม) ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้คิดว่าคุณลุงนวมทองเป็นเช่นนั้น คุณ thon อาจจะมองระดับ “ผู้นำด้านหลังของแต่ละกลุ่ม” เอาล่ะ says สนธิ ลิ้มทองกุล ก็แล้วกัน

    คิดหรือครับว่าคุณสนธิ จะเป็นอิสระจากกระแสอุดมการณ์ที่ตนเองปลุกปั่นขึ้นมา , ผมยกตัวอย่างตอนช่วงที่เขาพยายามชู สมคิดขึ้นมา แล้วสุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะคุณหลุดกรอบอุดมการณ์ของคุณ คุณจึงถูกตีให้เข้ากลับอยู่ในแถว ไม่งั้นคุณก็เสียทุกอย่างที่สร้างมา (ตกลงใคร command ใครครับระหว่าง “ผู้นำ” กับ “อุดมการณ์”)

    หลายท่านอาจจะจำสถานการณ์ตอนนั้นไม่ได้ ผมก็ด้วยครับ แต่เผอิญมีบันทึกเอาไว้ที่นี่ http://www.palawat.org/twiki/tiki-read_article.php?articleId=248

    ลองสังเกตดูให้ดีๆ คุณจะเห็นว่า สนธิ ไม่ได้ “พลาด” ที่ไปสนับสนุน สมคิด แต่เขา “ตั้งใจ”, แต่เมื่อพอฝืน “กระแส” ไม่ได้เขาก็ต้อง “ถอยกลับเข้าแถว”

    (เผื่อคนที่จะแย้งเรื่อง “คนที่อยู่เบื้องหลังตัวจริง”, สมคิดเข้าไปเคลียร์กับ “มือที่มองไม่เห็น” ก่อนเข้าสุรยุทธ์จะประกาศให้รับตำแหน่งแล้ว)

    ผมยอมรับครับว่า ถ้าใน games theory จริงๆ ก็อาจจะคาดเดาพฤติกรรมตัวละครในเหตุการณ์ได้ แต่นั่นหมายถึงเราจะต้องเข้าใจสถานการณ์ ที่แท้จริง และรู้ว่าตัวละครที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง นั้นคือใคร ตอนนั้นผมวิเคราะห์แค่คู่ความขัดแย้งระหว่าง ทักษิณ และ พันธมิตร + ปชป ซึ่งแน่นอนครับวิเคราะห์แค่นี้มันก็ถึงพลาดไงครับ นี่แหละเป็นเหตุผลที่ผมหันมาศึกษาแนวคิดฝ่ายซ้ายและความคิดเรื่องความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์มากกว่า ซึ่งผมเชื่อว่าสำหรับคนที่ใช้ games theory ในการวิเคราะห์ และวิเคราะห์ครอบคลุมถึงตัวละครที่มีบทบาททั้งหมด ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ก็จะสามารถ predict เกมส์ได้เช่นกัน

    ผมคิดว่าคุณ thon ดูเบาคำว่าอุดมการณ์ไป พอๆกับที่ยก interest กับ institution ขึ้นมามีความสำคัญ จนบดทับบทบาทของมัน

    คุณ thon ลดทอนคำว่า อุดมการณ์ เป็นเพียง “ทัพหน้าและป้ายโฆษณา” ในการดึงคน และยก institution ขึ้นมาให้มีอิทธิพลเนื่องจาก มัน reward และ punishment คนในกรอบของ institution ได้

    ผมขอยกตัวอย่างว่า การปฏิวัติในรัสเซีย ผู้นำตั้งแต่แรกไม่ใช่เลนิน แต่เป็น ทรอตสกี้ ที่มีบทบาทมากกว่า , และก่อนทรอตสกี้ก็มีหลายคน ส่วนการปฏิวัติในจีน เหมาเจ๋อตุงก็ไม่ใช่คนแรกที่เป็นผู้นำมาตลอด ถ้าคนเหล่านี้คิดถึงแต่ interest หรือ reward (ภายใต้ instition แบบไหน? ในสภาพสงคราม?) รับรองว่าเขาจะไม่มีวันขึ้นมาเป็นผู้นำได้หรอกครับ (หากตัวอย่างนี้อาจจะมองไม่เห็นชัด เอาเป็น คานธี หรือเป็น พระเยซู ก็ได้)

    แล้วผมไม่ทราบว่า คุณ thon แน่ใจได้อย่างไรว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังตัวจริง อย่าง x, y, z เขาจะตัดสินใจโดย interest ตลอด?

    ผมไม่ได้ปฏิเสธว่า interest ไม่มีส่วนนะครับ แต่เพียงแต่ว่ามันถึงระดับไหนของมนุษย์เท่านั้นเอง

    ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า institution มีบทบาทในช่วงวาระที่ปกติ แต่ถ้าเป็นยามวิกฤติหรือสงคราม institution ไร้ความหมายมั้งครับ?

  33. 33. thon on August 9th, 2008 18:34

    ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้นำเรื่องคุณลุงนวมทองมาพิจารณาด้วย ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีคุณค่า จริงๆ แล้วเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมทบทวนอะไรหลายๆ อย่างมากต่อโลกทรรศน์ของตัวเอง เพียงแต่ตอนพิจารณาความขัดแย้งผมคิดถึงกลุ่มหลักๆ ที่มีปัญหากัน (ระดับกลุ่ม) มากกว่า

    ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่คุณกานต์เสนอมานั้นขอบคุณมากครับ ขอนำไปปรับและคิดเพิ่มเติมก่อน แล้วคงได้มาแลกเปลี่ยนอีกครั้ง ขอบคุณครับ

  34. 34. SiamCollective on August 10th, 2008 18:30

    เอ่อ ผมยินดีครับ ถ้าจะให้ทำอะไร สิหั้ยเฮ็ดหยังก็ช่วยบอกมาทางหลังไมค์เว็บโน้น หรือ เมล์มาก็ได้ แต่หลังไมค์เว็บโน้นจะง่ายกว่าเพราะผมเข้าบ่อยพอๆกับเว็บที่ทำเอง^^

  35. 35. nutjubjub on August 13th, 2008 14:45

    กัลยาณมิตรขอแนะนำครับ :) ขออภัยล่วงหน้าครับ

    ผมอ่านบทวิเคราะห์นี้แล้ว เหมือนผมอ่านบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ บล เลยครับ
    ผิดแต่ตรงที่ หลักทรัพย์ใช้ตัวเลขอ้างอิง แต่การมืองและเศรษฐกิจมหภาค ผมว่ามันคงต้องอ้างอิงจากตัวอักษร ซึ่งทั้งยากและยาวกว่า เลยทำให้บทความยาวเปื๊อยเลย
    ส่วนตัวผมว่ามันยาวเกินไป
    และถ้าเป็นคลิปเสียงก็น่าจะเข้าถึงง่ายกว่าครับ

    สิ่งที่เหมือนกันของบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ส่วนใหญ่คือ มักอิงตัวเลขจากอดีตและผลประกอบการณ์แต่ละไตรมาสมาเปรียบเทียบ รวมถึง ถ้าเป็นการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ ที่มักใช้จิตวิทยามวลชนมาวิเคราะห์หาแนวรับ แนวต้าน
    ซึ่งมักจะใช้ความรู้สึกและสถิติมาตั้ง แล้วค่อยเอาทฤษฎีมาจับใส่
    ใจจริงอยากให้บทวิเคราะห์ของsiu เป็นแบบ ฟันธงก่อนไปเลย อาจจะผิดได้ง่ายแต่ผมว่าคนทั่วไปชอบแบบนั้น มากกว่าอ่านจนจบก็ยังไม่รู้จะเอาไปใช้ยังไง

    ผมกลัวเว๊ปนี้จะเป็นเหมือนpantip.com หรือ manager.co.th เหมือนกัน
    เพราะการเมืองเริ่มจะมาเยอะ และคนให้ความเห็นก็มักจะมองแต่ว่าอยากเห็นภาพที่ตัวเองต้องการและภาพคนอื่นคือแย่

    ความเห็นทางการเมืองที่ผมอ่านแล้วไม่ชอบก็คือ

    “ใครๆก็โกงทั้งนั้น แต่ใครอยู่แล้ว ฉันได้ประโยชน์และเห็นเป็นรูปธรรมก็โอเคแล้ว”

    ผมว่าหาเหตุผลอื่นเถอะ เหมือนถ้าลูกผมจะต้องยอมรับสังคมที่ถ้ามีคนโกงข้อสอบแต่ไม่มีคนจับได้ก็ถือว่าเก่ง
    หรือ ใครรวยแต่ขี้โกงซึ่งสมัยมีเยอะมาก คือ โมเดลที่ดี และดีกว่า เป็นคนดีแต่โง่และจน
    ผมหวังสังคมในอุดมคติที่ดีกว่านี้
    ดีกว่านักการเมือง(ส่วนใหญ่)ที่เข้ามาทำเพื่อหาเงินและทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจนานๆ (การกระทำทุกอย่างมีเป้าหมายหลักที่ตัวเองไม่ใช่เพื่อคนส่วนใหญ่)
    ใครไม่ดีก็ตำหนิเถอะ ไม่ว่าจะพันธมิตรหรือรัฐบาล
    แต่อย่าลดspecของสังคมในอุดมคติกันเลยครับ
    เห็นข่าวของนายกออสเตรเลียที่ทำงานหนักเกิน จนฝ่ายค้านต้องยื่นญัตติแล้วตลก
    รวมถึงเกาหลีใต้ที่ยกเรื่องโปร่งใสมาเป็นวาระแห่งชาติแล้วเรื่องอื่นๆเป็นอันดับรองๆก็ตลก
    แต่ก็อยากตลกแบบนั้นบ้าง เผื่อบ้านเมืองจะเจริญแบบนั้น

    ในส่วนทีมงาน ผมชอบแนวทางของทุกคนนะครับ แต่ขอวิเคราะห์หน่อยอาจะผิด แต่ผมคิดว่าถ้าเรารู้แนวคิดกันไว้จะคุยกันง่ายนะครับ

    ผมคิดว่า
    คุณกานต์จะไปในแนว ประชาธิปไตยมหาชนอย่างแท้จริง ซึ่งปิดทางอมาตยาธิไตย หรือแม้แต่ศักดินาก็ไม่เปิดรับ เดาว่าคุณกานต์จะไปทาง คุณทักษิณและรัฐบาลนิดหน่อย

    คุณสุรศักดิ์ ก็น่าจะไปทางการแข่งขันเสรี ออกแนวไม่เห็นด้วยกับการมีแต้มต่อหรือระบบศักดิ์ดินา แต่ก็ไม่ชอบอะไรบางอย่างและการพยายามผูกขาดแบบคุณทักษิณ ผมเดาว่าคุณสุรศักดิ์ ครึ่งๆ

    คุณเจริญชัย ในทางการเมืองผมชอบแนวคิดของคุณเจริญชัย เพราะออกแนวอุดมคติแต่ก็เจอการต่อสู้แบบนี้เลยรู้สึกไร้สาระ ก็เลยไม่อยากยุ่งเกี่ยวการเมือง ถ้าถามผม เดาว่าคุณเจริญชัยน่าจะไม่ค่อยชอบรัฐบาลมากกว่าไม่ค่อยชอบพันธมิตร

    ขอเป็นกำลังใจให้ ความเห็นอาจจะถูกผิด หรือไม่ดี แต่เจตนาดีนะครับ

  36. 36. เจริญชัย on August 13th, 2008 16:38

    เล่นรู้ใจแบบนี้ก็เขินแย่สิครับ

    ผมชอบนะที่คุณนัท ออกมาเดาใจเล่นๆแบบนี้
    ดูสนุกดี อิอิ

    ผมชอบการอ่านใจคุณกานต์ที่สุด ขำดี
    “…ซึ่งปิดทางอมาตยาธิไตย หรือแม้แต่ศักดินาก็ไม่เปิดรับ…”

    จริงๆ แนวทางของผมคือ การเมืองแบบคลื่นลูกที่ 3 หรือประชาสังคม
    พูดง่ายๆ คือ ผมชอบรูปแบบของพันธมิตร โดยเฉพาะศิลปะการนำเสนอที่นุ่มละมุน
    เพียงแต่เนื้อหาบางส่วน ผมไม่ค่อยเห็นด้วย

    ผมอยากให้ประชาชนจับกลุ่มกันในเชิงวัฒนธรรม รสนิยม เหมือนสภากาแฟ
    กลุ่มเหล่านี้เมื่อรวมตัวเป็นเครือข่ายก็จะเคลื่อนไหวมีพลังกดดันรัฐบาล

    พูดง่ายๆ คือ การเมืองทางอ้อม(ไม่ใช่ระบบรัฐสภา) หรือการเมืองจากประชาชนโดยแท้

    ส่วนรัฐบาล ผมก็ไม่ค่อยชอบ ไม่ว่ารัฐบาลไหน แต่ถ้าให้เทียบ ผมก็คิดว่า รัฐบาลนี้ดีสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

    สิ่งที่ผมชอบคุณนัท คือ การพูดจาตรงไปตรงมา 555 ถูกผิด ขัดใจ เคืองใจ สุขใจ เห็นด้วย เห็นต่าง ก็ว่ากันอีกที

    แต่นักการเมืองไทย ทั้งแบบนักเลือกตั้ง หรือแบบอื่นๆ ล้วนแต่ไม่ค่อยพูดอะไรตรงๆ จึงทำให้ผมไม่ชอบเลยสักคน

  37. 37. เจริญชัย on August 13th, 2008 16:53

    ผมพูดผิดไปเล็กน้อย
    ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลชุดนี้ดีสุด
    แต่หมายถึงรัฐบาลทักษิณ และลูกหลานมากกว่า
    เขามักจะมีระบบบริหารที่ดีกว่า รัฐบาลอื่น
    ที่เน้นแต่กฏหมาย เป็นนักการเมืองตามแบบฉบับ

    แต่พรรคการเมืองนี้ จะเน้นความยืดหยุ่น เน้นการบริหารงานให้ได้ผลมากกว่า
    แน่นอนว่า อาจนำไปสู่การคอร์รัปชั่น แต่ผมก็เห็นว่าระบบไหนก็คอร์รัปชั่น
    ที่สำคัญ ผมมองว่า การเมืองในอนาคตต้องเป็นรูปแบบบริหารมากกว่ากฏหมาย
    แต่หากเราไม่เริ่มวันนี้ ก็ไม่รู้เมื่อไรจะพร้อม

    คนชอบโจมตีว่า คณะราษฏร์ชิงสุกก่อนห่าม แต่ผมมองว่า
    75 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองเราก็พัฒนาไปมากมาย
    แน่นอนย่อมมีความไม่ดีหลายประการ
    แต่เราก็มีความเจริญมากมาย

    ฝรั่งพัฒนาประชาธิปไตยมา 200 ปี ย่อมดีกว่าเราแน่นอน
    ทำไมเราไม่เปรียบเทียบแบบนี้
    ไปคิดแบบคนสายตาสั้นว่าที่ทำมาทั้งหมด 75 ปี มันล้มเหลว
    ฝรั่งกว่าจะสำเร็จก็คนละไม่ต่ำกว่า 100 ปี มองในแง่ดี เรายังเหลือเวลาอีก 25 ปี แล้วค่อยมาโจมตีกัน

  38. 38. กานต์ on August 14th, 2008 1:51

    ขอบคุณ คุณ nutjubjub ที่มาช่วยให้ความเห็นครับ เป็นความเห็นที่มีประโยชน์และเราจะนำไปปรับปรุงจดหมายข่าวฉบับถัดๆไปครับ ส่วนความเห็นเกี่ยวกับตัวผม

    ผมคิดว่า
    คุณกานต์จะไปในแนว ประชาธิปไตยมหาชนอย่างแท้จริง ซึ่งปิดทางอมาตยาธิไตย หรือแม้แต่ศักดินาก็ไม่เปิดรับ เดาว่าคุณกานต์จะไปทาง คุณทักษิณและรัฐบาลนิดหน่อย

    คงชี้แจงได้สั้นๆ ว่าผมขอยืนอยู่กับฝ่าย “ก้าวหน้า” ครับ

    จุดยืนเรื่องนี้จะเห็นได้ชัดยิ่งๆขึ้น จากสกู๊ปพิเศษในจดหมายข่าวฉบับถัดๆไป

    ฮา หลอกให้ติดตามอ่านซะเลย

  39. 39. Suwannee Wattananakorn on August 14th, 2008 19:26

    ต้องคำนึงถึงความรู้พื้นฐาน ของ ผู้อ่านด้วย ตอนแรก ที่ได้ฟัง รายการ ทาง manager รู้สึกชอบ แบบฟันธง ดี ฟังแล้ว ง่ายๆ สบาย ๆ สนุกๆ อยากฟังอีก รู้สึกได้ ผ่อนคลาย แต่ เมื่อ manager radio หายไป เลยไม่อยาก เข้า มา อ่าน ในที่นี้ สักเท่าไหร่ รู้สึก มันเป็น ทางการยังไง ไม่รู้ อ่านมากก็ ปวดหัว สับสน รู้สึกไม่ผ่อนคลาย มัน หนัก ๆ ยังไงไม่รู้ ตอนนี้จะเข้า มาอ่าน ก้อคือ อยากรู้จริงๆ เท่านั้น ว่า เรื่องนี้ ที่มา ที่ไป เป็นยังไง

  40. 40. เจริญชัย on August 15th, 2008 10:28

    ขอกราบงามๆ 1 ทีครับ
    ต่อไปถ้ารายการเราโด่งดังขึ้นมา
    คงต้องมอบโล่ห์ “แฟนรายการดีเด่น”
    ให้คุณสุวรรณี

    เรื่องมีสาระแต่ทำให้อ่านง่าย ฟังง่าย
    ถือเป็นปณิธานอันดับหนึ่งของเราเสมอมา
    จึงขอน้อมรับคำเสนอแนะด้วยใจยินดียิ่ง

    ในทางส่วนตัว
    ผมไม่ชอบนำเสนอเนื้อหาธรรมดา
    แต่ต้องการความลึกซึ้ง ซึ่งย่อมมีต้นทุนคือความยากเป็นธรรมดา
    ตอนจัดรายการยังกังวลว่า
    จะทำให้แฟนรายการรู้สึกว่า
    ซับซ้อนเกินไป

    แต่จากคำบอกเล่าของคุณสุวรรณี
    ผมยังงงเหมือนกันว่า
    ทำไมตอนนั้นจึงสามารถทำเรื่องยากเข้มข้นให้ง่ายได้

    แต่ทำไมตอนนี้เมื่อมาทำ website จึงไม่อาจทำให้ง่ายได้
    ทั้งที่ตัวผม การนำเสนอ ความคิด
    ก็แทบไม่ต่างจากเดิม

    อันนี้ก็ฝากให้ทีมงานช่วยกันวางแผนขบคิดทบทวน
    เพื่อปรับรูปแบบเนื้อหารายการให้เข้าสู่อุดมคติที่ว่า

    “ลึกซึ้งเรียบง่าย สนุกเบิกบาน”

    ขอบคุณแฟนๆทั้งประจำและขาจรที่เข้ามาเยี่ยมชมเราเสมอมา

  41. 41. Huang on August 15th, 2008 18:28

    ทักษิณหนีไปลอนดอนอีกแล้ว ทำไงต่อล่ะครับทีนี้?
    สงสัยทักษิณจะค่อยๆเลือนหายไป …

  42. 42. Ink on August 15th, 2008 19:45

    ผมเห็นด้วยกับคุณสุวรรณีครับ ผมชอบรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดมากกว่ามากๆ ผมรู้สึกว่าผมได้ความรู้จากรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด ทัศนคติใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับการสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

    แต่ Practical Uthopia เมื่อดูโดยรวมแล้วจะเป็นเหมือนกันวิจารณ์การเมือง จริงๆ แล้ว Practical Uthopia ก็มีประโยชน์ครับ เพราะได้วิเคราะห์เหตุการณ์ให้ฟัง จับเอากลยุทธมาใ้ช้ แต่ผมคิดว่าน่าจะปรับปรุงนะครับ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่พูดเรื่องเขาพระวิหารนี่ น่าจะมีการทำการบ้านดีกว่านี้นะครับ น่าจะมีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมา และเรื่องคดีปี 2505 การที่เขมรแดงเคยใช้เป็นฐาน เจ้าสีหนุฟ้องศาลโลก ประเด็นทางกฏหมายว่าคุณนพดลไปลงนามนั้น มีผลอะไรบ้าง ผมฟังแล้วผมรู้สึกว่าผมไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเติมหนะครับ มีประเด็นเดียวที่ผมชอบในตอนนั้นคือ ตอนที่คุณกานต์พูดว่า คุณนพดลคิดว่าเค้าทำผลงานเพื่อชาติแล้ว ก็เพราะว่าในมุมมองของเขมร เขาพระวิหารเป็นของเค้า การที่คุณนพดลลงนามนี่ เขมรถือว่าเค้าเสียดินแดนแล้ว ผมไ่ม่ได้คิดว่าคุณกานต์พูดถูก แต่ผมคิดว่าคุณกานต์ได้เปิดมุมมองใหม่ ที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่คุณนพดลคิด

    ผมรู้สึกว่าทางผู้ดำเนินรายการยังไม่ต้องการจะฟันธง หรือเลือกข้างอย่างชัดเจน พยายามจะเป็นกลางระดับหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถนำเสนอข้อมูลได้ลึกครับ

    รายการ Practical Utopia ตอนที่ผมชอบที่สุดคือตอนที่ 8 ถ้าจำไม่ผิด คือตอนที่สัมภาษณ์เจ้าของกิจการหนะครับ ผมรู้สึกว่าผมได้ประโยชน์มากๆ ได้รับรู้แนวคิดของ Entrepreneur ซึ่งผมตั้งเป้าว่าผมจะเป็น

    ที่สำคัญรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดมีอาทิตย์ละสองวัน ทำให้มีความรู้สึกต่อเนื่อง ต้องติดตามกว่า Practial Utopia ซึ่งมีช่วงว่างเยอะจนเกือบจะลึมไปหนะครับ

    สรุปคือผมคิดว่ารายการ Practical Utopia มีประโยชน์ครับ แต่ว่า Concept นั้นแตกต่างไปจาก เศรษฐศาสตร์ตลาดสด ดังนั้นจะหวังการตอบรับแบบเดียวกันไม่ได้ ผมอยากให้ความวุ่นวายทางการเมืองจบเร็วๆ พันธมิตรจะได้เลิกชุมนุม และรายการจะได้กลับมาจัดอีกครับ

    ขอบคุณทางทีมงานที่นำเสนอรายการดีๆ เช่นนี้นะครับ

  43. 43. กานต์ on August 16th, 2008 1:52

    ขอบคุณ คุณ Ink มากๆ ที่ให้ comment มา

    comment ยาวๆ และละเอียดๆ แบบนี้ ผมถือว่าเป็นการติเพื่อก่อ ซึ่งผมว่าดีนะครับ เราจะได้นำมุมมองทั้งหลายมาปรับปรุงแก้ไข

    concept แรกของ PU คือ PEST analysis ครับ (Politics, Economics, Social, Technology Analysis) ซึ่ง สำหรับเจ้าของกิจการ และผู้บริหารที่ต้องการวางแผนโครงการธุรกิจ และต้องการทราบสถานการณ์ จะต้องการมาก ใครที่กำลังเขียนแผนธุรกิจก็สามารถหยิบไปใช้ได้เลยครับ ผมเคยช่วยเพื่อนเขียนแผนธุรกิจ เพื่อขอ License สำหรับประกอบกิจการแห่งหนึ่ง ก็ได้ใช้นี่แหละครับ ยื่นครั้งเดียวผ่านเลย (แต่หมายถึงส่วนอื่น เช่น โมเดลทางธุรกิจ แผนการเงิน และส่วนอื่นๆ ก็ต้องอยู่ในขั้นดีด้วยครับ)

    ส่วนผู้บริหารนโยบายสาธารณะ ก็สามารถใช้บทวิเคราะห์แบบนี้ คาดการณ์และวางแผนเพื่อกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

    ตอนนี้ผมคิดว่า กระบวนการผลิตจดหมายข่าวค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว เราจะย้าย theme แบบนี้ ลงไปอยู่ที่ จดหมายข่าวแทนครับ

    ส่วน Practical Utopia จะหันมาเน้นหนักเรื่องการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในแวดวงต่างๆมากขึ้น ทำนองเดียวกับการสัมภาษณ์คุณ ปริวัตร 101g หรือโครงการ challange thailand 2010 ที่มีการสัมภาษณ์คุณจักรภพไปแล้ว

    ผมคิดว่าตอนใหม่ของ Practical Utopia ที่กำลังจะเผยแพร่นี้ คุณ Ink น่าจะชอบมาก ลองติดตามดูนะครับ

    ส่วนเรื่องปราสาทพระวิหาร ได้มีการนำเสนอประวัติ และเนื้อหาคดีปี 2505 อย่างละเอียดลงในจดหมายข่าวฉบับล่าสุด (เป็นตอนพิเศษเพิ่มขึ้นมา และเป็นสกู๊ปปก) มุมมองนี้ อาจจะไม่ตรงกับคุณ Ink เพราะเรามองว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยคำตัดสินของศาลโลกไปแล้ว ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งกันอยู่คือเขตพื้นที่โดยรอบตัวปราสาท ซึ่งเราก็นำเสนอไปตามบทบันทึกในประวัติศาสตร์

    ผมเดาว่า คุณ Ink คงจะชอบแนวทางการดำเนินรายการของ คุณเจริญชัย ซึ่งมีมุมมองใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ และยังมีแง่คิดเชิงกลยุทธ์ที่หลากหลายอีกด้วย ผนวกกับความคิดในเชิงวิพากษ์ และข้อมูลรอบด้านของคุณสุรศักดิ์ จึงน่าจะชอบรายการ ศศ. ตลาดสดมากกว่า Practical Utopia

    สำหรับผมอาจจะเพิ่มมาในส่วนที่เป็น realistic ซึ่งมักจะไม่ค่อยมีมุมที่สวยงามเท่าไหร่ (โลกเราก็เป็นอย่างนี้เอง) แต่ผมคิดว่า สุดท้าย นอกจากความเป็นไปได้เชิงกลยุทธ์ เราต้องการการสอบกับความจริงภาคสนามด้วย

    สุดท้ายด้วย resource ของเรา ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดอยู่ จะพยายามบริหารให้ลงตัวกว่านี้ครับ เพื่อตอบสนองความต้องการจากหลายๆท่าน ที่อาจจะมีแตกต่างกันไป แต่สัญญาว่าจะเอาข้อบกพร่องทั้งหลายที่ทุกท่านแนะนำมา เพื่อพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆนะครับ

  44. 44. เจริญชัย on August 18th, 2008 10:53

    ขอบคุณ Ink มากครับ
    เมื่อวันอาทิตย์ ผมได้คุยกับคุณสุรศักดิ์
    ซึ่งเสนอความคิดว่า พวกเรา 3 คน ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนกันคนละด้าน
    ถ้ารวมตัวกันจะได้ยอดความคิดที่ยิ่งใหญ่

    แต่สาเหตุอันใด คุณ ink จึงชอบ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” มากกว่า
    ผมคิดว่า คงไม่ใช่แค่ว่า
    “…ส่วนที่เป็น realistic ซึ่งมักจะไม่ค่อยมีมุมที่สวยงามเท่าไหร่…”
    แต่ผู้ฟังทั้งมวล ต้องการอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ ไม่เคยเห็นที่อื่น
    ไม่จำเป็นต้องเน้นแต่
    “…มุมมองใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ และยังมีแง่คิดเชิงกลยุทธ์ที่หลากหลายอีกด้วย ผนวกกับความคิดในเชิงวิพากษ์ และข้อมูลรอบด้านของคุณสุรศักดิ์…”
    ขอเพียงข้อมูล realistic ของคุณกานต์ มีความสดใหม่ แตกต่างจากสื่ออื่น ก็จะทำให้รายการของเราพุ่งทะยานถึงขีดสุด

    ข้อมูลของคุณกานต์ยอดเยี่ยมมาก แต่อาจมีปริมาณมากเกินไป และซ้ำกับสื่ออื่น
    ถ้าสามารถคัดเลือกเฉพาะส่วนที่แตกต่างจากที่อื่นมาขยายความ
    ย่อมจะทำให้ PU เหนือกว่า เศรษฐศาสตร์ตลาดสด ซึ่งขาดข้อมูล realistic ที่ลึกซึ้งไป
    ที่สำคัญ ประหยัดเวลาผู้ฟัง ไม่หลงประเด็นเพราะรับรู้แต่ข้อมูลสำคัญ

    “…ผมฟังแล้วผมรู้สึกว่าผมไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเติมหนะครับ มีประเด็นเดียวที่ผมชอบในตอนนั้นคือ ตอนที่คุณกานต์พูดว่า คุณนพดลคิดว่าเค้าทำผลงานเพื่อชาติแล้ว ก็เพราะว่าในมุมมองของเขมร เขาพระวิหารเป็นของเค้า การที่คุณนพดลลงนามนี่ เขมรถือว่าเค้าเสียดินแดนแล้ว ผมไ่ม่ได้คิดว่าคุณกานต์พูดถูก แต่ผมคิดว่าคุณกานต์ได้เปิดมุมมองใหม่ ที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่คุณนพดลคิด…”

    นี่คือ หลักฐานที่ยืนยันคำพูดของผม

    สรุป คือ
    1. ข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งของคุณกานต์ คัดมาแต่ส่วนสำคัญ สดใหม่ แตกต่างจากที่อื่น
    2. จากข้อมูลที่แม่นยำ เจริญชัยจะนำมาสังเคราะห์เป็นยอดกลยุทธ์ ที่เปี่ยมล้นด้วยวิสัยทัศน์และจินตนาการ
    3. สุรศักดิ์จะสรุปวิพากษ์เพื่อประสานความจริงเข้ากับจินตนาการ ออกมาเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ โดยเสริมกับการมองโลกตามความเป็นจริง Realistic ของคุณกานต์

    จริงๆแล้ว “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” ยังขาดความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งหาก PU สามารถแก้ไขจุดอ่อนได้สำเร็จ ก็อาจสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ให้
    SIU เป็นทางเลือกคนรุ่นใหม่ได้สำเร็จ

  45. 45. คาดการณ์สถานการณ์การเมืองหลังพันธมิตรบุกสถานที่ราชการ : Siam Intelligence Unit on August 26th, 2008 17:35

    [...] SIU ได้ประเมินไว้ใน จดหมายข่าวคาดการณ์เรื่องการเมืองร

  46. 46. เด้เด้ on September 26th, 2008 11:36

    ด้พะพร้สนีรบวรน

  47. 47. Siam Intelligence Unit » กษิต : ไม่นำประเด็นคลั่งชาติด่าทอเหมือนอดีต on January 15th, 2009 22:29

    [...] โปรดอ่านรายละเอียดจาก จดหมายข่าว Practical Utopia ฉบับที่ 3 [...]

  48. 48. Siam Intelligence Unit » ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา : เรายังอยู่ในโลกก่อนสมัยใหม่ on January 6th, 2010 11:46

    [...] ครั้งนั้น SIU เตือนให้ฝ่ายค้านในสมัยนั้นอย่านำประเด็นนี้มาใช้ประโยชน์ในทางการเมือง เพราะประเด็นนี้จุดแล้วติด แต่ถ้าติดแล้วเลิกไม่ได้ ถ้าถามรัฐบาลในปัจจุบันต้องการวางท่าทีตนเองอย่างไรกับปัญหากัมพูชา ก็คงตอบได้ว่าอยากให้เดินไปตามสภาพและไม่อยากมีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งกันและกันมากไปกว่านี้อีก ข้อกล่าวหาทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้น เมื่อผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไป [...]

Got something to say?