นิตยสาร Newsweek ฉบับล่าสุดได้จำลองสถานการณ์ถ้าหาก “เจ้าหญิงไดอาน่า” ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เธอจะมีอายุ 50 ปี และจะมีวิถีชีวิตอย่างไร ที่สำคัญคือจะมีความสัมพันธ์กับ “ลูกสะใภ้” เคต มิดเดิลตัน อย่างไร

Newsweek ประเมินว่าไดอาน่าวัย 50 ปีจะยังคงความงามตามแบบฉบับของเธอเช่นเดิม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากแม่ของเธอคือ Frances Shand Kydd ที่ยังดูสวยถึงแม้จะอายุมากแล้ว ไดอาน่าจะออกกำลังกายเพื่อให้รูปร่างดูดี และน่าจะฉีดโบท็อกซ์ (Botox) เพื่อให้คางยังแหลมเหมือนกับสาวสังคมหลายคน
ส่วนเรื่องชีวิตส่วนตัว ถ้าไดอาน่ายังมีชีวิตอยู่ ไม่น่าจะมีชีวิตสมรสที่ราบรื่นกับ Dodi Al-Fayed (คู่รักที่เสียชีวิตด้วยกันในอุบัติเหตุรถยนต์) และย้ายไปอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก เธออาจจะแต่งงานใหม่กับมหาเศรษฐีนักการเงิน หรือนักจัดรายการทีวีชื่อดัง
เรื่องงานของไดอาน่า เธอจะไปอยู่ในแวดวงผู้นำและมหาเศรษฐีของโลกจากการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ และมูลนิธิ Clinton Global Initiative ของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เธอน่าจะยังทำงานภาคสังคมที่สร้างชื่อให้เธอมาโดยตลอด เช่น อาจจะช่วยเหลือสตรีในประเทศซูดาน ซึ่งกำลังเกิดความวุ่นวายจากการลงมติแยกประเทศซูดานใต้ Princess Diana Foundation มูลนิธิของเธอเองจะมีบทบาทอย่างสูงต่อวิกฤตครั้งสำคัญๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 9/11, สึนามิ, เฮอริเคนคตรีน่า
ไดอาน่ามีแนวโน้มจะผูกสัมพันธ์กับสตรีระดับผู้นำของโลก โดยเฉพาะภรรยาของผู้นำที่โดดเด่นในสังคม เช่น ราชินีราเนียแห่งจอร์แดน หรือ คาร์ลา บรูนี ภรรยาของประธานาธิบดีซาร์โกซีแห่งฝรั่งเศส
ความสัมพันธ์ในครอบครัวของไดอาน่า เธอน่าจะปรับมุมมองที่มีต่อเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ อดีตสามี และเลิกเกลียดชังคามิลลา ปาร์คเกอร์ โบลว์ สตรีที่มาแย่งชิงสามี ไดอาน่าย่อมไม่มีปัญหากับบุตรชายทั้งสองของเธอ และมาเยี่ยมเจ้าชายทั้งสองเป็นระยะๆ
ประเด็นที่ทุกคนจับตาคือความสัมพันธ์ของเธอกับลูกสะใภ้ “เคต มิดเดิลตัน” ผู้ที่เดินตามรอยเธอเข้าสู่ราชวงศ์อังกฤษอย่างหรูหรา คำถามคือถ้าไดอาน่ายังอยู่ เธอจะเกลียดเคตและตระกูลมิดเดิลตันหรือไม่ ในฐานะผู้ที่มาแข่งรัศมี และแย่งความรักของเจ้าชายวิลเลียมไปจากเธอ
คำตอบที่เป็นไปได้คือไดอาน่าน่าจะปกป้องเคตจากเสียงวิจารณ์ต่างๆ และสร้างมิตรภาพกับมารดาของเคต ในฐานะแม่ของคู่บ่าว-สาว
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ไดอาน่าไม่มีชีวิตอยู่ในโลกแล้ว แต่เธอยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของวิลเลียม และชาวโลกทุกคนต่อไป
อ่านบทความฉบับเต็มจาก Newsweek
