Practical Report ความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า

ในช่วง 50 กว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยปรับเปลี่ยนตัวเองจากเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการเกษตร มาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรมและการผลิตเพื่อส่งออกได้สำเร็จ

ถึงแม้จะไม่ไปถึงฝั่งฝันที่อยากเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) และเกิดวิกฤตฟองสบู่เศรษฐกิจปี 2540 ขึ้น แต่ในภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยก็ปรับเปลี่ยนตัวเองจนกลายเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพิงอุตสาหกรรมเป็นหลักแล้ว

ท้องฟ้ายามเย็นของกรุงเทพมหานคร (ภาพประกอบจาก Wikipedia)

ในประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ปัจจัยกระตุ้นสำคัญในอดีตที่มีบทบาทอย่างสูงต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจล้วนมาจากภายนอกประเทศ โดยเริ่มจากสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐ ที่ส่งผลให้สหรัฐลงทุนในไทยอย่างมหาศาลในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเป็นผลให้เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มเติบโต

ถึงแม้สหรัฐจะถอนตัวออกไปในช่วงปลายสงครามเย็น ประเทศไทยก็โชคดีที่ระบบเศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังสนธิสัญญา Plaza Accord ในปี ค.ศ. 1985 ซึ่งทำให้ภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นต้องขยายตัวออกมาสร้างฐานการผลิตในประเทศอื่นๆ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากการลงทุนของญี่ปุ่นในครั้งนั้น

ณ ปัจจุบัน การลงทุนของสหรัฐและญี่ปุ่นใกล้จะหยุดเติบโตแล้ว แต่ระบบเศรษฐกิจไทยยังถูกขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมที่เป็นผลพวงจากการลงทุนทั้งสอง ซึ่งก็เริ่มแสดงให้เห็นปัญหาของการก้าวข้ามไม่พ้นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ และใช้แรงงานสูง (labor intensive)

เพราะในตลาดโลกก็เผชิญกับประเทศคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่พัฒนาตามมาทีหลัง และยังมีต้นทุนค่าแรงถูกกว่าแรงงานไทย ในอีกด้านประเทศไทยก็ยังไม่สามารถสร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูง (ไม่ว่าจะในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือความสร้างสรรค์) แข่งกับประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างทัดเทียมกัน

ในด้านหนึ่ง ประเทศไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่เริ่มล้าสมัยและแข่งขันไม่ได้ และในอีกด้าน เราก็เริ่มมองเห็น “ปัจจัยภายนอก” ชนิดใหม่ๆ ที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอีก 2 ประการ

การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจโลก

ประการแรกคือ การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก (global economic shift) จากเศรษฐกิจที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตก มาเป็น “โลกแบบหลายขั้ว” (multi-polar) ที่ประเทศเกิดใหม่อื่นๆ เริ่มมีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

ปัจจัยสนับสนุนใหญ่ๆ ที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ ความเสื่อมถอยของโลกขั้วเดี่ยวที่นำโดยสหรัฐ ทั้งในเรื่องอำนาจทางการทหารของสหรัฐและนาโต้หลังเหตุการณ์ 9/11 และสงครามในอัฟกานิสถาน-อิรัก (อ่านบทความ สิบปี 9/11 จุดสิ้นสุดของโลกขั้วเดี่ยว ประกอบ) และความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจตะวันตกที่ลุกลามจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 และตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป

ปัจจัยสนับสนุนที่สองคือการผงาดขึ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ที่นำโดยกลุ่มประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India, China) ที่สะสมความมั่งคั่งจากเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพลังการผลิตของจีน ทรัพยากรธรรมชาติของรัสเซียและบราซิล เทคโนโลยีและประชากรของอินเดีย (อ่านบทความ การทะยานขึ้นของ BRICs ประกอบ) นอกจากนี้ยังรวมไปถึงประเทศเกิดใหม่อื่นๆ เช่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี เป็นต้น

ภูมิทัศน์ด้านเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ประเทศไทยต้องเริ่มมองหาตลาดใหม่ๆ มาทดแทนตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการเงินโลก โดยต้องมองประเทศเกิดใหม่เป็นทั้งผู้รับซื้อสินค้าและผู้ผลิตสินค้าให้ แล้วขยับตัวเองไปยังจุดที่แตกต่างจากคู่แข่ง แต่ก็เหมาะสมกับบริบทของประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องมองข้ามประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ ไปถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลกว่าเป็น “ตลาดใหม่” ที่ยังสามารถบุกเบิกได้อีกมาก พ่อค้าและนักลงทุนไทยควรต้องขยายตลาดของตัวเองไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกาใต้ ดังที่หลายประเทศเริ่มออกไปแสวงหากันก่อนหน้าเรามาก่อน

ประชาคมอาเซียน

แนวโน้มในการผงาดขึ้นของเศรษฐกิจเอเชีย เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนในรอบ 4-5 ปีหลัง และจะแสดงออกให้เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป

ในระดับภูมิภาคใกล้ชิด จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือแผนการรวมประชาคมอาเซียนในปี 2015 ซึ่งจะเป็นก้าวแรกของการประสานกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้กลายเป็น “ขั้วอำนาจที่สี่” ของเอเชีย ถัดจากญี่ปุ่น จีน และอินเดีย

แน่นอนว่าการรวมประชาคมอาเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย อาเซียนยังมีปัญหาภายในอีกมากมาย ที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างสูงในการแก้ไขไปทีละเปลาะ เพื่อให้แต่ละประเทศมีความใกล้ชิดและเกี่ยวพันกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประชาคมยุโรป ซึ่งเป็นต้นแบบที่อาเซียนใฝ่ฝันถึง

ประเทศอาเซียนยังมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วทั้งในแง่ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา เชื้อชาติ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการค้าการลงทุนภายในภูมิภาคจะต้องเผชิญกำแพงเหล่านี้เสมอไป อาเซียนจะค่อยๆ ปรับตัวหากันอย่างช้าๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนสินค้า วัฒนธรรม ความร่วมมือระหว่างกัน

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้เป็นผู้นำของประชาคมอาเซียน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม แต่เดิมนั้นไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี มีขนาดตลาดที่ใหญ่พอ มีบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุน และมีทำเลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีอยู่แล้ว ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งรีบมองหาโอกาสการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนมากขึ้น

และในระยะยาว ประเทศไทยควรวางยุทธศาสตร์ให้อาเซียนเป็น “แท่นกระโดด” (springboard) ในการเข้าไปกำหนดทิศทางเศรษฐกิจเอเชีย โดยมีไทยเป็นผู้นำร่วมกับอินโดนีเซีย ในฐานะเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน

หมายเหตุ: SIU ได้นำเสนอบทความและงานสัมมนาด้านเศรษฐกิจอาเซียนมาแล้วหลายครั้ง ผู้สนใจสามารถติดตามได้จาก เทปบันทึกงานเสวนา “บนย่างก้าวสู่ประชาคมอาเซียน 2015″

  • สวัสดีความคิดเห็น

    เห็นด้วยอย่างมากๆ ครับ

  • http://www.facebook.com/suthon.hin Suthon Hin

    ผมคิดว่าความท้าทายของไทยและอีกหลาย
    ๆ ประเทศคือความเหลื่อมล้ำที่ก่อความแตกแยกในชาติ

    เพราะระบบภาษีที่สวนทางกับที่ควรเป็นมานานแล้ว
    คือแทนที่จะส่งเสริม กลับรังแกผู้ทำงานและผู้ลงทุนก่อผลผลิตและบริการเอามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน

    เช่นภาษีเงินได้ภาษีกำไรไปลดรายได้ ภาษีการผลิตการค้าทำให้ของแพง
    (เงินเฟ้อ) แข่งต่างชาติก็ยาก

    การเก็บภาษีที่ดินในอัตราต่ำ
    ทำให้มีการเก็งกำไรกักตุนที่ดินกันทั่วไป ราคา/ค่าเช่าที่ดินแพงเกินจริง
    ซึ่งไปลดผลตอบแทนส่วนที่เหลือสำหรับเจ้าของปัจจัยการผลิตอีก
    2 ปัจจัย คือ
    ผู้ใช้แรงงาน (กาย+สมอง) และผู้ลงทุน ให้ต่ำเกินจริงลงไปอีก ยิ่งเป็นการถ่วงการก่อผลผลิตและบริการ

    ซ้ำที่ดินที่กักตุนกันไว้ถึง
    70 % โดยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ทำให้เสมือนที่ดินของชาติลด
    แรงงานและทุนพลอยหางานทำไม่ค่อยจะได้ ผลผลิตของชาติจึงต่ำกว่าที่ควร
    คนว่างงานมากขึ้น ค่าแรงยิ่งต่ำ ที่สาหัสคือคนจน
    ซึ่งยิ่งเดือดร้อน อ่อนแอ กลายเป็นเหยื่อนายทุนผู้จ้าง นายทุนเงินกู้
    และผู้หลอกลวงอีกต่อหนึ่ง

    อนึ่ง การเก็งกำไรกักตุนที่ดิน ผสมกับสาเหตุทางการเงิน ยังก่อวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่
    ทำความเสียหายใหญ่หลวงซ้ำซากเป็นระยะ ๆ เรื่อยมา บริษัทล้ม
    คนว่างงาน
    ดังเช่นปี 2551 ในสหรัฐฯ และลามไปทั่วโลกจนถึงเดี๋ยวนี้
    (พ.ศ. 2554)
    ถ้าไม่มีการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ก็ไม่มีการกู้เงินอย่างกว้างขวาง
    และไม่มีวัฏจักรราคาที่ดินที่เหวี่ยงตัวรุนแรง วิกฤตการเงินที่แผ่ลามทั่วโลกก็ไม่เกิด

  • http://www.facebook.com/suthon.hin Suthon Hin

    ผมคิดว่าความท้าทายของไทยและอีกหลาย
    ๆ ประเทศคือความเหลื่อมล้ำที่ก่อความแตกแยกในชาติ

    เพราะระบบภาษีที่สวนทางกับที่ควรเป็นมานานแล้ว
    คือแทนที่จะส่งเสริม กลับรังแกผู้ทำงานและผู้ลงทุนก่อผลผลิตและบริการเอามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน

    เช่นภาษีเงินได้ภาษีกำไรไปลดรายได้ ภาษีการผลิตการค้าทำให้ของแพง
    (เงินเฟ้อ) แข่งต่างชาติก็ยาก

    การเก็บภาษีที่ดินในอัตราต่ำ
    ทำให้มีการเก็งกำไรกักตุนที่ดินกันทั่วไป ราคา/ค่าเช่าที่ดินแพงเกินจริง
    ซึ่งไปลดผลตอบแทนส่วนที่เหลือสำหรับเจ้าของปัจจัยการผลิตอีก
    2 ปัจจัย คือ
    ผู้ใช้แรงงาน (กาย+สมอง) และผู้ลงทุน ให้ต่ำเกินจริงลงไปอีก ยิ่งเป็นการถ่วงการก่อผลผลิตและบริการ

    ซ้ำที่ดินที่กักตุนกันไว้ถึง
    70 % โดยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ทำให้เสมือนที่ดินของชาติลด
    แรงงานและทุนพลอยหางานทำไม่ค่อยจะได้ ผลผลิตของชาติจึงต่ำกว่าที่ควร
    คนว่างงานมากขึ้น ค่าแรงยิ่งต่ำ ที่สาหัสคือคนจน
    ซึ่งยิ่งเดือดร้อน อ่อนแอ กลายเป็นเหยื่อนายทุนผู้จ้าง นายทุนเงินกู้
    และผู้หลอกลวงอีกต่อหนึ่ง

    อนึ่ง การเก็งกำไรกักตุนที่ดิน ผสมกับสาเหตุทางการเงิน ยังก่อวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่
    ทำความเสียหายใหญ่หลวงซ้ำซากเป็นระยะ ๆ เรื่อยมา บริษัทล้ม
    คนว่างงาน
    ดังเช่นปี 2551 ในสหรัฐฯ และลามไปทั่วโลกจนถึงเดี๋ยวนี้
    (พ.ศ. 2554)
    ถ้าไม่มีการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ก็ไม่มีการกู้เงินอย่างกว้างขวาง
    และไม่มีวัฏจักรราคาที่ดินที่เหวี่ยงตัวรุนแรง วิกฤตการเงินที่แผ่ลามทั่วโลกก็ไม่เกิด