Practical Report ก้าวต่อไปของพรรคเดโมแครต… เมื่อแซนเดอร์สยอมพ่ายแพ้คลินตัน

สรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com

 

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ได้ตัดสินใจขึ้นเวทีหาเสียงกับฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดียวกัน

แซนเดอร์สประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ของตนเองในศึกเลือกตั้งรอบแรกที่เรียกว่า Primary Election และประกาศสนับสนุนคลินตันอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่าจะทำทุกวิถีทางให้คลินตันได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนต่อไป

 

 

คำถามที่สำคัญคือ กลุ่มผู้สนับสนุนของแซนเดอร์จะยอมรับคลินตัน และตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้คลินตันหรือไม่ เป็นสิ่งที่นักวางแผนกลยุทธ์การเลือกตั้งของพรรคเดโมแครตยังกังวลอยู่ เพราะในสองสามเดือนที่ผ่านมา กลุ่มผู้สนับสนุนของแซนเดอร์สกับกลุ่มผู้สนับสนุนของคลินตันนั่นเกิดการกระทบกระทั่งกัน จนถึงขั้นมีการโทรศัพท์ขมขู่อาฆาตผู้สนับสนุนคลินตันมาแล้ว นอกจากนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้สนับสนุนแซนเดอร์สนั้นหัวซ้ายกว่ากลุ่มผู้สนับสนุนคลินตันอยู่มาก โดยเฉพาะคนที่ออกแนวซ้ายมากเท่าไร ก็ยิ่งดูจะไม่ชอบคลินตันมากเท่านั้น คนกลุ่มนี้เคยให้สัมภาษณ์กันว่า ถ้าแซนเดอร์ไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมเครต ก็จะไม่ลงคะแนนเสียงให้คลินตัน บางคนถึงขั้นบอกว่าจะเปลี่ยนไปเลือกพรรครีพับลิกันแทน ทำเอาหลายคนต้องฉงนไปกับอารมณ์ความไม่ปลื้มคลินตันในกลุ่มคนหัวซ้ายสุดของพรรคเดโมเครต

 

ความแตกร้าวระหว่างผู้สนับสนุนของคลินตันและแซนเดอร์นั้น ทางพรรครีพับลิกันก็ทราบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เองก็แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อกลุ่มผู้สนับสนุนของแซนเดอร์ที่อกหักจากผลการเลือกตั้ง Primary และความอึดอัดกับพรรคเดโมแครตที่มีนักการเมืองส่วนใหญ่อยู่ในวงกงก๊วนเดียวกับคลินตัน ทำให้ผู้สนับสนุนแซนเดอร์สหลายคนรู้สึกผิดหวังกับพรรคฯ ทรัมป์เลยพยายามชักชวนคนกลุ่มนี้ ให้เข้ามาร่วมแคมเปญหาเสียงกับเขา แทนที่จะต้องโหวตลงคะแนนเสียงให้คลินตัน ส่วนแซนเดอร์เองก็เงียบมานาน ไม่ออกมาสนับสนุนคลินตันจนสัปดาห์นี้ เขาได้ประกาศชัดเจนบนเวทีหาเสียงของคลินตันว่าอย่าโหวตให้ทรัมป์ เพราะอุดมการณ์เราช่างต่างกัน และชักชวนผู้สนับสนุนที่ติดตามตนให้เทคะแนนเสียงให้คลินตันแทน แต่มันก็มีความยากอยู่ด้วยกันสองประการ ในการจะเปลี่ยนใจกลุ่มซ้ายสุดในพรรคเดโมแครต ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไร คือ

 


1) ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่
ถ้าดูเผินๆ คลินตันและแซนเดอร์สดูจะมีการเสนอนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่ไปในทิศทางที่ไม่ไกลจากกันมาก คือการให้ความสำคัญกับบทบาทของรัฐในการสอดส่องดูแลภาคเศรษฐกิจและสังคม เช่น เพิ่มบทบาทรัฐในการควบคุมตลาดการเงิน เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และเพิ่มงบประมาณในโครงการสวัสดิการพื้นฐานทางสังคมและสาธารณูปโภค เป็นต้น

 
แต่ถ้าพิจารณาดูจากการลงคะแนนเสียงของทั้งสองในอดีตแล้ว คลินตันกับแซนเดอร์เห็นไม่ตรงกันอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่การลงคะแนนเสียงในสภาเรื่องการเปิดสงครามบุกอิรักหลังโศกนาฎกรรม 9/11 ที่แซนเดอร์สโหวตไม่เห็นด้วย แต่คลินตันโหวตเห็นด้วย ไปจนถึงเรื่องเขตการค้าเสรี ฮิลลารี (ขณะนั้นยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง) สนับสนุนสามีบิล คลินตันที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเปิดเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้ากับแคนาดาและเม็กซิโก ส่วนแซนเดอร์ไม่เห็นด้วยกับนาฟต้า เพราะเห็นว่านาฟต้าทำให้แรงงานอเมริกันตกงานมากมาย จากการที่เม็กซิโกสามารถส่งสินค้าอุตสาหกรรมที่มีค่าแรงถูกเข้ามาขายในอเมริกาได้โดยไม่มีกำแพงภาษี
นอกจากนั้น ฮิลลารียังให้การสนับสนุนภาคีเขตการค้าเสรีทรานส์แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership) แต่แซนเดอร์สไม่เห็นด้วย ซึ่งในปัจจุบัน นโยบายเขตการค้าเสรีไม่ได้รับความนิยมจากคนอเมริกันภายในประเทศสักเท่าไร เพราะเกิดความเคลือบแคลงผลกระทบทางลบจากการลดกำแพงภาษี เช่นการที่คนอเมริกันตกงานเพิ่มขึ้น บรรษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันย้ายไปตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ โรงงานในท้องถิ่นต้องปิดกิจการเพราะแข่งขันกับต่างประเทศที่มีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าไม่ไหว หรือสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ไม่ได้คุณภาพและมีมาตรฐานความปลอดภัยต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคนในประเทศ

 
แม้ว่าสหรัฐฯจะยังเป็นพี่ใหญ่ในลัทธิเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่มีแนวคิดมาจากสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เช่นการลดภาษีแก่บรรษัทใหญ่ การสนับสนุนเงินลงทุนจากต่างชาติ การขายกิจการรัฐวิสาหกิจมาเป็นของเอกชน เป็นต้น จนถูกเขียนมาเป็นระเบียบ “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus) ที่สหรัฐฯเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์การค้าและการเงินโลกผ่านสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่างไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก

 

 

ต่อมา ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้ผสมผสานแนวคิดเสรีนิยมใหม่เข้ากับกระแสโลกาภิวัฒน์ หรือการหลอมโลกเป็นหนึ่งเดียวด้วยตลาดการค้าและการเงินระหว่างประเทศ ในช่วงทศวรรษ 1990 (อย่างไรก็ตาม บิล คลินตันยังคงบทบาทของรัฐในโครงการสวัสดิการสังคม แต่ได้มีการปรับใช้วิธีการบริหารแบบเอกชนเข้าไปในระบบราชการ)

 

 

ที่เกริ่นเรื่องลัทธิเสรีนิยมใหม่ก็เพราะว่า ขณะนี้ ในสหรัฐฯ กระแสต่อต้านแนวคิด “เสรีนิยมจ๋า” นั้นมีมากขึ้น โดยคนกลุ่มนี้ต้องการเห็นรัฐบาลสนับสนุนเศรษฐกิจระดับชุมชน เพิ่มค่าจ้างแรงงาน และเน้นการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ สำหรับคนกลุ่มนี้ คลินตันมีแนวคิด “เศรษฐกิจเสรีนิยมจ๋า” เกินไป (แม้ว่าในอดีตพวกเขาอาจเคยลงคะแนนเสียงเลือกบิล คลินตันมาก่อนก็ตาม) ส่วนแซนเดอร์สผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขตการค้าเสรีและไม่ Pro-globalization มาจนเกินไป ดูจะเป็นตัวแทนที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา ฉะนั้น แม้ว่าทั้งคู่จะเห็นว่ารัฐควรมีบทบาทเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจและสังคม แต่ความแตกต่างระหว่างคลินตันและแซนเดอร์สอยู่ที่ระดับความเข้มข้นของบทบาทของรัฐบาลในการเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น คงเป็นการยากที่กลุ่มหัวซ้ายผู้สนับสนุนแซนเดอร์สจะหันมาสนับสนุนคลินตันในทันทีทันใด

 

 

image

 

2) ประเด็นเรื่องความไว้วางใจ
ปัญหาสำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคลินตันในทางลบคือ ปัญหาเรื่องการไว้วางใจ จากผลสำรวจของหลายสำนัก คนอเมริกันเห็นว่าทรัมป์มีความน่าไว้วางใจและตรงไปตรงมามากกว่าคลินตันเสียอีก นั่นเป็นเพราะคลินตันมีปัญหาความไม่โปร่งใส ตั้งแต่เรื่องการจัดการความขัดแย้งในเบงกาซีที่ทำให้เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำลิเบียเสียชีวิตจากการจราจลเผาสถานทูต และปัญหาล่าสุดเกี่ยวกับการใช้อีเมลล์ส่วนตัว ที่เธอใช้รับส่งเอกสารลับของทางราชการในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย

 

ก่อนหน้านี้เธอปฎิเสธว่าไม่เคยทำเช่นนั้น แต่สัปดาห์ที่แล้วเอฟบีไอ สรุปว่าเธอเคยละเมิดจริงแต่ไม่มีเจตนาที่จะทำลายชาติ เอฟบีไอจึงไม่ส่งฟ้องเอาผิดทางกฎหมาย เรื่องนี้มีผลกระทบต่อเธอโดยตรง โดยเฉพาะคนที่ไม่ปลื้มคลินตันเป็นทุนอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้น คลินตันดูจะด่างพร้อยและมีความไม่โปร่งใส จากเรื่องเงินรายได้ที่ออกเดินสายพูดเปิดงานหรือสัมมนาให้กับบรรษัทการเงินใน Wall Street หลังจากพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งแต่ละงานอาจได้เงินถึงหลักแสนเหรียญ

 

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาเธอก็ได้รับเงินบริจาคจากบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่ไม่น้อย ตรงข้ามกับแซนเดอร์สที่ได้รับเงินบริจาคหาเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้สนับสนุนแซนเดอร์ที่ไม่ชอบพวกบรรษัทเงินทุนใน Wall Street และบรรษัทข้ามชาติยิ่งไม่ไว้วางใจคลินตัน เพราะกลัวว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างคลินตันกับพวกบริษัทการเงินและการทุนลงใน Wall Street จะทำให้เกิดการตอบแทนกันทางนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจนี้

 

 

หลังจากแซนเดอร์สยอมรับความพ่ายแพ้แก่คลินตัน ทรัมป์ส่งข้อความในทวิตเตอร์แหย่ว่า “ฉันตกใจที่เบอร์นีทรยศตัวเองและผู้สนับสนุน พวกเขากำลังรู้สึกแย่ที่เบอร์นีหักหลัง” ข้อความของทรัมป์สะท้อนความไม่พอใจของกลุ่มคนหัวซ้ายที่สนับสนุนแซนเดอร์สได้อย่างชัดเจน

 

ฉะนั้น สิ่งที่นักวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเดโมเครตจะต้องทำขณะนี้คือ ต้องหาวิธีผสานความแตกร้าวในกลุ่มผู้สนับสนุนของพรรคเดโมแครต ทีมงานหาเสียงของคลินตันจะเปลี่ยนทัศนคติความเชื่อของกลุ่มหัวซ้ายในพรรคเดโมแครตให้วางใจในตัวคลินตันได้หรือไม่ และจะปรับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในตัวคลินตันให้กับคนกลุ่มนี้และกลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่พรรคใด (Independent Voters) ได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขหลังจบการเลือกตั้ง Primary เพื่อที่จะเตรียมตัวสู้ศึกหนักกับโดนัลด์ ทรัมป์ในเดือนหน้า.