Practical Utopia สัมภาษณ์ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร “ประเทศไทยไม่ยอมปรับตัวจากค่าจ้างต่ำ-ค่าเงินต่ำ”

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คลังสมองหลักที่ให้คำแนะนำด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศไทยมาโดยตลอด

ดร.นิพนธ์ จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาวาย มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรและชนบท เศรษฐศาสตร์แรงงานและทรัพยากรมนุษย์ นโยบายการค้าและอุตสาหกรรม

ในโอกาสที่ให้สัมภาษณ์กับ SIU ดร.นิพนธ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจหลายเรื่องต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบจากการรวมประชาคมอาเซียนในปี 2015

บทถอดเทปคำสัมภาษณ์

SIU: เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานที่จะตามมาหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015 อาจารย์มองอย่างไรครับ?

ดร.นิพนธ์ : เวลาเราพูดเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานนั้นเราไปพูดถึงแต่แรงงานมีฝีมือ แต่เราไม่เคยพูดถึงแรงงานไร้ฝีมือที่เคลื่อนย้ายกันในอาเซียนซึ่งมีการเคลื่อนย้ายจำนวนมากเรื่องนี้ไม่ค่อยพูดกัน  สิงคโปร์กับมาเลเซียเขาพยายามโปรโมทเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือบางประเภท พอเป็นแบบนี้ประเทศอื่นๆ เขาก็ไม่อยากเปิด เพราะจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคงและเรื่องสวัสดิการตามมา

เราไม่เคยคุยกันว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไร ส่วนเรื่องแรงงานมีฝีมือที่น่าจะเปิดก็ไม่ได้คุยรายละเอียด ส่วนภาคที่มันเปิดอยู่แล้วมันก็เปิดเท่าเดิม เช่น ภาคบริการ ประเภทอื่นๆ ไม่อยากเปิดรับ แต่ในอาเซียนเองไม่เคยคุยร่วมกันว่ากับแรงงานไร้ฝีมือเราจะทำอย่างไร? ผมว่าดี-ไม่ดี อยู่ที่ผู้นำอาเซียนแต่ก็ไม่มีใครกล้าทำ

SIU: เห็นหลายๆ คนพยายามจะนำอาเซียนไปเรียบเทียบกับสหภาพยุโรปนั้น เป็นไปได้หรือไม่ครับ

ดร.นิพนธ์: ยุโรปเขามีมาตรการที่ชัดเจนในการให้คุณ-ให้โทษ มีขั้นตอนการพัฒนาที่ชัดเจน หากประเทศสมาชิกไม่ยอมปฏิบัติตาม  ส่วนอาเซียนเราใช้สิ่งที่เรียกว่า “ASEAN way – วิถีอาเซียน” เรามักจะเซ็นสัญญากันก่อนแล้วค่อยมาตกลงกันทีหลัง อย่าง AFTA เลยกลายเป็น Agree First Talk After เป็นต้น

ทีนี้มันเป็นเรื่องสำคัญว่า ตอนเริ่มต้นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยความคิดของสิงคโปร์ เกิดจากการมองว่าในประเทศสมาชิกต่างคนต่างอยู่ไม่ได้แล้ว ก่อนหน้านี้เงินลงทุนมักจะไหลเข้ามายังอาเซียน แต่เมื่อมหาอำนาจในเอเชียเกิดขึ้น จีนเริ่มเปิดประเทศ อินเดียเริ่มขึ้นมาเงินลงทุนเริ่มไหลไปทางนั้น เราก็เริ่มตระหนักว่าเราจำเป็นต้องร่วมมือการแข่งขัน

ตอนที่เปิดประตูเรื่องการค้านั้นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จก็เพราะผู้นำไทยสมัยนั้น คือ คุณ อานันท์ ปันยารชุน มีวิสัยทัศน์ว่าจำเป็นต้องเปิดเสรีการค้า ปัจจัยสำคัญที่หลายคนไม่ทราบก็คือญี่ปุ่นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันให้เกิด เพราะนักลงทุนญี่ปุ่นนั้นลงทุนในอาเซียนจำนวนมากสาเหตุจากค่าแรงการผลิตในญี่ปุ่นแพงมากจึงย้ายฐานการผลิต จริงๆ ถึงไม่มีการเปิดเสรีระบบการค้ามันก็มีอยู่แล้วเพราะญี่ปุ่นได้มาวางฐานการผลิตในหมู่ประเทศอาเซียน เช่น เรื่องการวางฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ตามประเทศต่างๆ ตอนนั้นก็เริ่มไต่เต้ามาจากเขตการค้าเสรี AFTA

แต่หลังจากนั้นนักลงทุนบางส่วนก็ย้ายฐานการผลิตไปยังจีนและอินเดีย เลยทำให้เราต้องยิ่งผนึกกันแน่น ต้องสร้างตลาดขนาดใหญ่และรวมกลุ่มกัน จนกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแบบที่เราเห็น เช่น จะมีตลาดเดียว จะต้องมีนโยบายในการพัฒนาประเทศที่มีความแตกต่างกันให้เท่าเทียมกัน จะมีการเปิดการค้าเสรี จะต้องมีข้อตกลงด้านการลงทุน วิสัยทัศน์แบบนี้ถูกต้อง จำเป็นต้องเคลื่อนไป

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

SIU: ฟังดูโดยรวมแล้วเหมือนทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทำไมเราถึงยังรู้สึกว่ามันมีปัญหาอยู่?

ดร.นิพนธ์:  ปัญหาก็คือพอกลับมาสู่โต๊ะเจรจาชาติสมาชิกไปติดกรอบแนวคิดแบบพาณิชย์นิยม เรื่องการคุ้มครองธุรกิจของภายในชาตินั้นๆ ชาตินิยม ยึดถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก สะท้อนออกมาอย่างที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ จะเห็นว่าทุกคนรักษาผลประโยชน์กันเอง ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของอาเซียนเลย แต่ละชาติก็มีมาตรการคุ้มครองตัวเองตลอดเวลา

ทุกชาติคิดว่าเราต้องการจะส่งออกแต่เราไม่อยากนำเข้า เราชอบคิดว่านำเข้าเป็นเรื่องเลวร้าย-การส่งออกเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เป็นความคิดผิดๆ ที่ส่งต่อกันมา ประเทศคู่ค้าที่ไหนจะเอาเงินมาซื้อสินค้าเรา หากเขาขายสินค้าให้เราไม่ได้

SIU: ธุรกิจภาคไหนที่อาจารย์รู้สึกว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด?

ดร.นิพนธ์: ภาคบริการ เป็นภาคที่อ่อนแอมาก ที่ผมพูดว่าอ่อนแอนี้ ผมยกกรณีประเทศไทยโดยเทียบกับภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

ผมยกกรณีประเทศไทย สองภาคนี้เป็นภาคที่เราออกไปแข่งในตลาดโลก ซึ่งผู้ผลิตของเราได้ปรับตัวรองรับการแข่งขันได้ตลอดเวลา เกษตรกรไทยปรับตัวเก่งมาก อย่างเกษตรนี่เรามีการส่งออกตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริง บริษัทที่ทำการส่งออกสินค้าเกษตรจึงปรับตัวได้ เช่น ตลาดโลกต้องการอะไรเราสามารถส่งออกได้หมด จะเห็นว่าสินค้าจากภาคเกษตร เช่น ยางพารารา มันลำปะหลัง กุ้ง ฯลฯ เราติดอันดับผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก  กุ้งกุลาดำเราเคยเป็นอันดับที่หนึ่งของโลก แต่พอประสบปัญหาโรคระบาดก็ลดความสำคัญ เราก็หันมาเลี้ยงกุ้งขาวแทน ซึ่งก็สามารถติดอันดับโลกได้อีก ภาคอุตสาหกรรมที่ส่งออกก็เช่นกัน

แต่ภาคบริการ เราลองไปดูผลิตภาพทางการผลิตเท่าเดิมไม่เคยเพิ่มขึ้นเลย ทั้งที่เป็นภาคที่มีการจ้างงานมากที่สุด ทั้งธนาคาร คมนาคม การเงิน บริการส่วนตัว การท่องเที่ยว เป็น 40% ของแรงงานทั้งหมด แรงงานส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาแค่มัธยม อัตราเพิ่มของรายได้ต่ำ เป็นการใช้แรงงานเข้มข้นมาก ทำงานนานและไม่คุ้ม อย่างภาคก่อสร้างเขาเราก็มีประสิทธิภาพต่ำ สาเหตุหนึ่งคือมันไม่มีการแข่งขันเราก็เลยไม่ต้องพัฒนาตัวเอง

ภาคที่เด่นชัดที่สุดคือภาคการให้บริการของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน คนกลุ่มนี้แข่งขันไม่เป็น เน้นผูกขาด และคอยคัดค้านการเปิดประตู หรือทางวิชาชีพเฉพาะ เช่น การแพทย์ ถ้าหมอต่างประเทศจะมาประเทศไทยจะต้องสอบใบประกาศเป็นภาษาไทย นี่คือลักษณะการกีดกันที่ชัดเจน วิศวกรก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้อาจจะดีขึ้นคือมีให้สอบเป็นภาษาอังกฤษ พอเราไม่แข่งประสิทธิภาพเราก็ไม่ดีขึ้น หลายอย่างเราดีแล้วแต่เราไม่แข่ง

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

SIU: แล้วถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ ผู้นำของไทยจะต้องมีส่วนในการแก้ปัญหาในภาคการบริการได้อย่างไร?

ดร. นิพนธ์: ผู้นำไทยต้องมีความกล้าหาญ เวลาไปเจรจาระดับภูมิภาคก็ต้องพร้อมที่จะเปิดการแข่งขันภาคนี้ และทำการสื่อสารกับผู้ที่อยู่ในภาคบริการต่างๆ ว่าจะต้องรับมือกับการแข่งขัน ไม่ใช่ให้กลุ่มวิชาชีพต่างๆ หมอ ทนาย พยาบาล รวมตัวกันเป็นสมาคมโดยมีเป้าหมายเพื่อกีดกันการแข่งขัน เพราะจริงๆ แล้วคนไทยมีความสามารถมาก เช่น มีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของไทยมีระบบคอมพิวเตอร์ในการตรวจรักษาที่ดีมากจนบริษัท ไมโครซอฟท์ ต้องมาขอซื้อลิขสิทธิ์

ตอนหน่วยงานราชการไปเจรจากันก็บอกว่าจะเปิด แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้เปิดซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ ผู้นำไทยต้องมีความกล้าหาญ ถ้าจะเปิดก็ต้องเปิดจริงๆ ถ้าเรื่องไหนไม่พร้อม อาจจะเปิดทีหลัง ค่อยๆ พัฒนาตัวเองก่อน ไม่ใช่แบบปากว่าตาขยิบในปัจจุบัน ดีกว่าให้เกิดการคอร์รัปชั่นหรือนอมินีซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

อีกเรื่องหนึ่งก็ต้องทำให้โปร่งใส เช่น พวกมาเฟียต่างๆ ใช้คนไทยเป็นนอมินีในภาคการท่องเที่ยวในการถือครองที่ดิน กลายเป็นระบบอิทธิพลเป็นทุจริตไป ลองไปดูร้านอาหาร เราจะเห็นคนจีนเข้ามาทำงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ เต็มไปหมดเลย ของแบบนี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาเลย

เราต้องยอมรับว่าอันไหนเราไม่เก่งเราอาจต้องซื้อจากต่างประเทศ  และต้องการบังคับใช้กฏหมายต้องมีความชัดเจนและอำนวยความสะดวกให้เต็มที่ ตัวอย่างเรื่องของการปากว่าตาขยิบก็เช่น เรื่องของที่ดินป่าวังน้ำเขียว เราบอกว่าเป็นป่าอนุรักษ์ แต่ก็มีคนไปซื้อที่ทำรีสอร์ท แล้ววันดีคืนดีเกิดน้ำท่วม เรื่องมันแดงจึงหันมาเอาจริงเอาจังแบบนี้เป็นต้น ผู้นำต้องกล้าหาญไปเจรจากับผู้นำอาเซียนว่า ต่อไปนี้ถ้าจะเจรจาอะไรก็ขอให้เปิดจริงๆ แล้วนะเหมือนกับตอนเปิดเสรีภาคการค้าเป็นหลักการเดียวกัน

SIU: แล้วภาคบริการการธนาคาร ที่ตอนนี้เราเห็นธนาคารต่างชาติเข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทย หรือควบรวมกิจการในประเทศไทย นี่ถือว่าเราเปิดเสรีแล้วหรือเปล่าครับ?

ดร.นิพนธ์:  สำหรับธนาคารนั้นเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตอนนั้นเราบอกว่าเปิดชั่วคราว แต่ก็ไม่ถือว่าเราเปิดจริงๆ ตอนนั้นเป็นการถอยห่างของรัฐบาลไทย แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง

การเปิดเสรีไม่ได้แปลว่าจะให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนก่อน อาจเปิดให้นักลงทุนไทยเข้าถือครองกิจการของรัฐก่อนก็ได้ ในส่วนภาคโทรคมนาคมไทยที่เป็นปัญหาอยู่ นี่คือปัญหาของความนิยามของการเป็นเจ้าของ ก่อนอื่นต้องย้อนกลับมาถามว่าเราควรจะเปิดเสรีภาคโทรคมนาคมไหม? ถ้าต่างชาติเขาทำได้ดีกว่าเราอาจจะเปิดให้เขาเข้ามาลงทุนได้ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องมีความชัดเจนในแต่ละภาคบริการว่าจะเปิดภาคใด หรือบางสาขาเราขอพัฒนาศักยภาพแล้วค่อยทยอยๆ เปิดก็ไม่เสียหาย

ถ้าพูดเทียบกับประวัติศาสตร์ก็เหมือนตอนที่เราเปิดเสรีภาคเกษตรสมัยสนธิสัญญาบาวริ่ง เราเตรียมโครงสร้างต่างๆ มีการขุดคลองเพื่อเตรียมพร้อม ฉะนั้นเราต้องรู้ให้เท่าทันว่าเราเปิดอันไหนแล้วเราจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์

SIU: ในสมัยก่อนประเทศเรามักจะบอกว่าตัวเองเป็นผู้นำอาเซียน แต่หลังๆ เราจะเห็นสิงคโปร์มีบทบาทที่เด่นมากขึ้น ตอนนี้ไทยยังเป็นผู้นำอาเซียนอยู่หรือเปล่าครับ?

ดร.นิพนธ์: ประเทศไทยมีโอกาสเป็นผู้นำอาเซียน คือจริงๆ สิงคโปร์ต้องยอมรับว่าเขาก้าวไปไกลมาก เขาพร้อมจะเปิดเสรีในทุกภาคธุรกิจ แต่ปัญหาก็คือประเทศในอาเซียนเขาไม่เชื่อสิงคโปร์

ประเทศที่มีอำนาจมากในอาเซียนจริงควรๆ จะเป็นอินโดนีเซียเพราะมีประชากรมากที่สุด แต่รายได้เฉลี่ยเขาน้อย แต่ถ้าหากย้อนไปดูประเทศที่มีรายได้อันดับสองของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ก็คือไทย และไทยมีประชากรมากพอสมควรในเรื่องฐานะการเป็นผู้นำเราต้องจับมือกับอินโดนีเซียเราจะเป็นผู้นำอาเซียน เราก็ฝากความหวังกับรัฐบาลว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

SIU: โดยตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีประเทศไทยเน้นเรื่องของการผลิตเพื่อส่งออกมาโดยตลอด อาจารย์มองว่าต่อจากนี้ทิศทางของมันจะเป็นอย่างไรบ้างครับ?

ดร.นิพนธ์: การส่งออกไม่ใช่เรื่องผิด นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ในการยืนบนเวทีโลกและสามารถปรับตัวได้ เพียงแต่กลยุทธ์ที่ผิดพลาดในการส่งออกอาจเป็นสาเหตุของการเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การส่งออกเราทำได้ดี มีตลาดที่ใหญ่เมื่อผลิตได้จำนวนมากๆ ก็จะเกิด “การประหยัดจากขนาดการผลิต”  (economy of scale)  ทำให้เราสามารถแข่งขันได้  แต่กลยุทธ์ที่ผิดพลาดมาจาก 2 สิ่งซึ่งใช้มา 40 ปีไม่ยอมปรับตัว คือ กดค่าจ้างให้มันต่ำ ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะใช้ได้แต่ไม่สามารถทำได้ตลอดชาติอื่นที่เขาเคยแข่งเรื่องค่าจ้างเขาไปแข่งเรื่องประสิทธิภาพกันหมดแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็ยังสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลไทยช่วยกดค่าจ้างให้มันต่ำลงไปอีก ต้องอาศัยรัฐเข้ามาแทรกแซง

อีกปัญหาคือเรื่องการกดค่าเงินให้ต่ำ ซึ่งมันทำให้เราขายของราคาถูกแต่ขายด้วยจำนวนมาก พอเราจะขายของถูกเราก็ต้องไปกดค่าแรงให้ต่ำ ซึ่งสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำคือสินค้าใช้แรงงานไม่ใช่ความรู้และเทคโนโลยี พอแรงงานไทยอยู่ไม่ได้นายจ้างก็ไปกดดันให้ไปเอาแรงงานต่างด้าว  มันก็เลยกลายเป็นวงจรแบบนี้

ตอนนี้ต้องดูว่าอัตราการเกิดของประเทศไทยต่ำมากแล้วเราจะเอาแรงงานที่ไหนมาทำงาน ถ้าไม่มีการนำเข้าแรงงานจากต่างด้าวมาป่านนี้ค่าจ้างคนไทยขึ้นไปถึง 300-400 บาทแล้วเพราะเราขาดแคลนแรงงาน นี่คือปัญหาที่เอกชนเข้ามากดดันรัฐบาลอยู่เสมอ

SIU: แต่พอสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับเรื่องค่าจ้าง

ดร.นิพนธ์: คุณยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์เรื่องอยากจะปรับค่าเงินให้แข็งขึ้น และจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ 300บาท จริงๆ ก่อนหน้านั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเสนอแนวทางแบบนี้เช่นกัน มันอาจจะเกิดการช็อกทางการตลาด

ในระยะสั้นมันจะเพิ่มอำนาจในการซื้อให้กับแรงงาน สิ่งที่ตามมาก็คือเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และถ้าทำแบบรวดเดียวหากผลิตภาพแรงงานไม่เพิ่มตาม ต้นทุนการผลิตก็จะถีบตัวสูงขึ้น ถึงแม้เราจะมีอำนาจซื้อในระยะสั้นแต่ก็ไม่ยั่งยืน

ดังนั้นเราต้องปรับให้ประสิทธิภาพแรงงานให้สอดคล้องกับความจ้าง ด้านนายจ้างก็ต้องเปลี่ยนสินค้าที่เป็นสินค้าราคาถูก ไม่ใช่ไปแข่งเรื่องค่าแรงกับเวียดนามและลาว ภาคการผลิตเราต้องไปแข่งกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิ่งที่จะมาเสริมตรงนี้คือเรื่องของการวิจัยพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีทางการผลิต เราต้องผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ ถ้าแบบนี้ต่อให้ค่าเงินแข็งขึ้น เราก็ไม่ต้องกลัวเพราะเราขายสินค้าที่มีราคาแพง

ของแบบนี้ต้องทำทั้งระบบ เราจะยกระดับจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเราต้องสลัดกับดักผลิตสินค้าราคาถูกและแรงงานราคาถูก ซึ่งแก้ได้โดยต้องเพิ่มคุณภาพคน ประชากรต้องมีความรู้ และเพิ่มคุณภาพของสินค้า

SIU: ถ้าอาจารย์เสนอแผนในการปรับโครงสร้างการผลิตและการจ้างงานทั้งระบบอย่างเป็นขั้นตอน อาจารย์คิดว่ารัฐบาลควรจะทำอย่างไรครับ?

ดร.นิพนธ์: ตอนนี้เหมือนมาถูกทาง การปรับค่าแรงนั้นเป็นบันไดขั้นที่ 1 เลย แต่อาจจะมีปัญหาตามมาเรื่องเงินเฟ้อ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำต่อไปก็คือการลดค่าครองชีพแล้วก็ทำค่าเงินให้ค่อยๆ แข็งขึ้น สินค้านำเข้าจะมีราคาถูกลง วัตถุดิบก็จะถูกลงจะสามารถบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อในระยะสั้น

ก้าวต่อไปที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพแรงงานสูงขึ้น ส่วนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งรัฐบาลและเอกชน รัฐบาลอาจจะเกี่ยวข้องกับการจัดระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ พอเข้าสู่ตลาดแรงงานภาคเอกชนก็จะต้องมีการฝึกทักษะต่างๆ หากติดขัดอะไรรัฐบาลก็จะต้องเข้ามาช่วยให้ทุกอย่างมันราบรื่นขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือเราจะต้องส่งเสริมให้นายจ้างกับลูกจ้าง เกิดความร่วมมือกันให้เป็นหุ้นส่วนกัน เหมือนเป็นคนที่อยู่ครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่ว่าตั้งป้อมจะให้สหภาพมากดดันนายจ้างโดยไม่เพิ่มผลิตภาพ  รัฐบาลก็ต้องไปดูนโยบายด้านแรงงานสัมพันธ์ให้มีความสอดคล้องกับเรื่องดังกล่าว

ผมยกตัวอย่างในญี่ปุ่นนายจ้างและลูกจ้างร่วมมือกันเต็มที่ ค่าจ้างระหว่างผู้บริหารกับแรงงานนั้นต่างกันประมาณแค่ 10 เท่า แต่ของไทยนี่ห่างกัน 100  เท่า แบบนี้ก็ยิ่งเหลื่อมล้ำ

สิ่งที่ญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญก็คือเงินโบนัสตรงนี้จะได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งเงินโบนัสที่มากก็เกิดจากการที่ทุกฝ่ายตั้งใจกันทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ  กำไรที่ได้แบ่งเฉลี่ยอย่างยุติธรรม คุณต้องทำความเข้าใจว่าบริษัทจะก้าวหน้าได้ แรงงานมีส่วนสำคัญมาก ญี่ปุ่นเขาเปิดโอกาสให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มเพื่อรวมตัวถกเถียงกันเพื่อหาวิธีการเพิ่มผลผลิต เช่น พอเลิกงานแรงงานมานั่งคุยกันว่าจะผลิตอย่างไรให้เหลือเศษที่จะทิ้งน้อยที่สุด เมื่อบริษัทประหยัดได้ก็จะแบ่งส่วนนี้คืนกลับให้แรงงาน ไม่ใช่ส่วนใหญ่เอาไปให้ผู้บริหาร ถ้าทำแบบนั้นมันก็จะเหลื่อมล้ำ นี่คือรูปแบบของสังคมแรงงานแบบสมานฉันท์และมีความเหลื่อมล้ำน้อยลง ร่วมกันสร้างรายได้และกำไร เราต้องสร้างระบบแบบนี้

ดังนั้นรัฐบาลต้องอย่าลืมหน้าที่พัฒนาคุณภาพแรงงงาน ส่งเสริมการลงทุนของนายจ้าง และการที่จะทำให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมมือกัน ซึ่งมันจะทำให้ความเหลื่อมล้ำลดมาในระดับที่เหมาะสม

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

SIU: คนมักจะพูดว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือ “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ในฐานะที่ TDRI ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำมาค่อนข้างมาก อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรครับ?

ดร.นิพนธ์: ความเหลื่อมล้ำมันมีทุกที่ เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มันเหลื่อมล้ำมาก ไม่มีสังคมไหนเท่ากันร้อยเปอร์เซนต์ เราเห็นชัดเจนว่าเมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำมาก ปัญหาทางสังคมก็จะรุนแรงตามมา

ในละตินอเมริกาเราเห็นชัดเจนทั้งปัญหาทางสังคม ปัญหาการเมืองรุนแรง นักการเมืองที่เข้ามาจึงอัดฉีดนโยบายประชานิยมเข้าสู่คนยากคนจน โดยหวังคะแนนเสียงในระยะสั้น ก่อปัญหาทางการเมืองและการคลังตามมา ประชาชนก็จะออกมาประท้วงเมื่อรัฐออกมาตรการรัดเข็มขัด ประชาชนเดือดร้อนก็ออกมาประท้วง ซึ่งจะทำให้การเมืองก็ไม่มีเสถียรภาพเข้าไปสู่วงจรการปฏิวัติรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้

ถ้าลองไปดูประเทศตะวันตกญี่ปุ่นหรือสแกนดิเนเวีย ประเทศเหล่านี้จะมีความเหลื่อมล้ำที่ต่ำ แต่ตอนนี้อาจไม่จริงเสมอไป เราได้เห็นเหตุจลาจลในอังกฤษ สิ่งหนึ่งก็เกิดจากคนตกงานเกิดความเหลื่อมล้ำ อังกฤษเป็นประเทศที่มีการพัฒนาแล้วที่มีความเหลื่อมล้ำสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าไทย ผมเชื่อว่าเขาจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ปัญหาแบบนี้ต้องคอยดูและปรับไป

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่ามองแต่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เรื่องค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 15,000 บาทหรือประชานิยมอื่นๆ อย่างที่บอกมันต้องคิดเป็นระบบทั้งเรื่องยกระดับคุณภาพของคนและการร่วมกันวางแผนสร้างรายได้ ร่วมกันแบ่งปัน เพราะถ้าทำเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเราอาจจะเข้าสู่วงจรเดียวกับละตินอเมริกา

  • http://profiles.google.com/m.taweechai Taweechai Maklay

    ค่าแรงญี่ปุ่นแพง ในปัจจุบันผมเห็นมีคนญี่ปุ่นมาตั้งบริษัทในไทยแล้วนำพนักงานในไทยไปทำงาน Outsource ที่ญี่ปุ่นแต่เป็นแรงงานระดับมีฝีมือนะคืองานประเภท Software Engineering ในอนาคตไม่รู้ว่าจะมีมากขึ้นหรือเปล่า