“สันติวิธี”: รอยยิ้มแห่งการเปิดใจ
March 19, 2010
“สันติวิธี” เป็นคำที่แพร่ระบาดไปทั่ว โดยเฉพาะในแวดวงชนชั้นกลางไทย หรือแม้กระทั่งคนเสื้อแดงที่กำลังชุมนุมขับไล่รัฐบาลท่ามกลางเปลวแดดเดือดระอุในกลางเดือนมีนาคม 2553 ก็ยังยืนยันแนวทางสันติวิธี ในขณะที่รัฐบาลก็ปลอบประโลมว่าจะใช้สันติวิธีอย่างถึงที่สุด จนดูเหมือนว่าสันติวิธีได้กลายเป็นคำที่พูดกันอย่างติดปาก แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายลึกซึ้งของถ้อยคำนี้ด้วยหัวใจอันเปี่ยมล้น
ผมเองก็เคยเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจคำว่า “สันติวิธี” โดยใช้มันสมองมากกว่าหัวใจที่เปิดกว้าง จึงอดไม่ได้ที่จะตีความสันติวิธีว่ามีความหมายเท่ากับ “การไม่ใช้ความรุนแรง” แต่มันช่างเป็นคำนิยามที่ตรงตัวและขาดชีวิตชีวายิ่งนัก จึงไม่น่าแปลกใจที่สันติวิธีที่แท้จึงไม่เคยเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ โลกที่ผู้คนต้องการสงครามที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะมากกว่าสันติภาพที่เย็นชาเย็นชืด
“รถไฟฟ้ามาหาสติ” เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต ที่ทำให้ผมเริ่มซาบซึ้งในวิถีแห่งสันติ โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของเครือข่ายสันติวิธีจากหลากหลายกลุ่ม ที่ระดมอาสาสมัคร 99 คนมาร่วมกันใส่เสื้อขาวซึ่งประดับคำว่า “สันติ” ที่ด้านหน้า และประทับตามด้วย “สติ” ที่ด้านหลัง โดยพวกเราได้อาศัยทำเลเงินทำเลทองบนรถไฟฟ้ามาเป็นแหล่งในการเผยแพร่ความหวานล้ำแห่งสันติ
ท่ามกลางชีวิตมหานครที่เร่งรีบ แม้จะเป็นเวลา 11 นาฬิกาแล้ว แต่ผู้คนทั้งหลายก็ยังคงมีสมาธิอย่างล้ำลึกในเรื่องราวของตน โดยมิพักต้องสนใจว่าโลกภายนอกจะถล่มลงมาอย่างไร ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มคนประหลาดๆกลุ่มหนึ่งที่ใส่เสื้อยืดสีขาวประทับตรา “สันติและสติ” จะแทบไม่มีตัวตนอยู่ในโลกของชาวรถไฟฟ้าเลย ถึงแม้ว่าจะมีชาวรถไฟฟ้ากลุ่มเล็กๆ ที่เผอิญมีเวลาว่างมากพอจะสนใจเหลือบแลพวกเรา ได้เข้ามาทักทาย สอบถาม หรือบางคนก็แอบยิ้มอยู่ไกลๆ ตามประสาคนไทยขี้อาย
ผมเองซึ่งเชื่อว่าตนเองเป็นคนเปิดกว้างและมนุษยสัมพันธ์ดี ก็ยังรู้สึกอายๆ ที่ตนเองต้องมายืนประหลาดอยู่ที่ลานรถไฟฟ้าแห่งหนึ่ง แม้จะเริ่มเป็นกันเองและผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อได้รับรอยยิ้มและคำทักทายจากชาวรถไฟฟ้ามาบ้างอย่างประปราย
แต่จุดเปลี่ยนของผมมาเกิดขึ้นเมื่ออาสาสมัครหนุ่มรูปหล่อที่ยืนใกล้ๆผมนั้น ได้โชว์ความสามารถในฐานะนักกิจกรรมเพื่อสังคมขนานแท้ เขาเอ่ยปากเข้าไปทักทายชาวรถไฟฟ้าที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมา แต่เป็นเหมือนเพื่อนทักเพื่อน ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับประมาณนั้น แล้วเขาก็ได้รับ “มิตรภาพ” กลับคืนมามากล้น ทั้งที่มีคนอีกมากที่เดินผ่านไปอย่างเฉยชา
ที่ผมทึ่งที่สุดก็คือ ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้เพิ่มระดับการยิ้มทักทายให้มากกว่าเดิมเพื่อทำให้คนสนใจ หรือปิดตัวเองมากขึ้น เมื่อมีคนปฏิเสธหรือไม่ใส่ใจไยดี เขาได้สร้างสันติภาพโดยทำให้มันเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาของชีวิต เรื่องง่ายๆที่ออกมาจากความเป็นมนุษย์ในตัวเรา ไม่มีคำว่าแปลกหน้า ไม่มีคำว่าแปลกแยก
หากเชื่อในทฤษฎีที่ว่า “มนุษย์เป็นผลผลิตของสภาพแวดล้อม” ก็คงไม่ต้องแปลกใจที่คนเปี่ยมมนุษย์สัมพันธ์อย่างผมจะเกิดอาการเลียนแบบอย่างฉับพลัน ผมเริ่มปลดปล่อยตัวเองออกจากกรงขังของความแปลกแยก ที่คอยแบ่งแย่งมนุษย์ออกเป็น “มิตรและคนแปลกหน้า” ผมเริ่มรู้สึกกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันใด ต่อมาจึงเริ่มรู้สึกว่าเลือดลมในกายไหลเวียนอย่างดียิ่ง จึงอดแปลกใจมิได้ว่า ความคิดที่มองเห็นผู้อื่นเป็นคนแปลกหน้านั้น จะส่งผลต่อปฏิกิริยาในร่างกายเราให้เครียดตึงโดยมิรู้ตัว บางทีนี่อาจเป็นสัญชาตญาณป้องกันตัวที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษลิงของเราพึ่งเดินออกจากถ้ำอันมืดมิด
ที่น่าตื่นเต้นก็คือ ผมไม่ใส่ใจอีกแล้วว่าจะมีคน “ยิ้มตอบ” มากน้อยเพียงใด ผมรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งรอบตัว ผมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติที่สุด เป็นรอยยิ้มเหมือนกับที่เรายิ้มให้เพื่อนของเรา เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจ เป็นรอยยิ้มที่เปิดกว้าง
นาทีนั้นผมได้ตระหนักว่า มันไม่ใช่หน้าที่อีกต่อไปที่เราต้องมาทำเพื่อสันติ เพราะหากเรายังติดในกรอบของการปฏิบัติหน้าที่ เราก็จะไม่อาจเปิดหัวใจและความเป็นมนุษย์ของเราออกมาให้โลกได้รับรู้ เราจะเป็นได้แค่เพียง “เครื่องจักร” ที่คอยพ่นถ้อยคำว่า “สันติภาพ” ให้กับคนแปลกหน้าที่สลอนอยู่ทั่วประเทศฟัง ไม่ว่าเราจะมีเสียงที่ดังแค่ไหน ไม่ว่าเราจะมีเงินซื้อสื่อโฆษณามหาศาลเพียงไหน เสียงแห่งสันติก็จะไม่มีวันผ่านชั้นกรองของหูคนแปลกหน้าเข้าไปได้เลย
ผมรู้สึกสบายกายสบายใจ ที่สามารถเคลื่อนไหวสรีระร่างกายได้อย่างอิสระเสรี ผมอยากจะยิ้มก็ยิ้มได้เต็มที่ ผมอยากจะโบกมือทักทายคนแปลกหน้า ผมก็ทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอายว่าใครจะมองอย่างไร มันต่างจากความกล้าบนเวทีคอนเสิรต์ที่ทุกคนต้องทุ่มเทเต็มที่ ทุกคนต้องแสดงให้ดีที่สุด จนทุกสิ่งดูเหมือนเป็นการแกล้งดัดและล้นเกิน แต่รอยยิ้มและการโบกมือทักทายในตอนนี้ของผมนั้น มันเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด มันอาจไม่เต็มที่เหมือนที่เรายิ้มให้เพื่อนของเรา แต่มันก็เป็นรอยยิ้มที่มนุษย์คนหนึ่งมอบให้กับมนุษย์อีกคนหนึ่งแม้ว่าจะไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
หลังจากความเปลี่ยนแปลงในรอยยิ้มที่เปิดกว้างจริงใจของผม ก็พบว่ามีผู้คนยิ้มตอบรับมามากกว่าเดิม และทันใดนั้นผมก็ฉุกคิดได้ว่า หากมีใครสักคนในกลุ่มเสื้อแดงที่ยังชุมนุมกันอย่างสันตินั้น จะหันมายิ้มให้กับรัฐบาลก่อน โดยไม่จำเป็นต้องมองว่ารัฐบาลเป็นมิตรของประชาชน เพียงแค่เปิดใจยอมรับว่ารัฐบาลก็เป็นคนที่มีเลือดเนื้อ แน่นอนว่ารัฐบาลก็ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนั่งลงเจรจากันอย่างที่มนุษย์พึงกระทำต่อมนุษย์ไม่ได้
มันคงไม่สำคัญว่า รัฐบาลหรือคนเสื้อแดงจะเป็นฝ่ายเริ่ม “ยิ้ม” ออกมาก่อนกัน เพราะหากใจเปิดกว้างที่จะมองฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่คนแปลกหน้าแล้ว ก็ย่อมยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไม่ต้องสนใจลำดับอาวุโส อย่างไม่ต้องสนใจว่าจะเสียหน้าหรือเสียฟอร์ม เพราะถึงที่สุดแล้วมนุษย์ย่อมไม่ใช่เครื่องจักรที่จะต้องมีลำดับชั้นคอยบงการ
ถึงเวลาหรือยังที่คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายจะเปลี่ยนนิยาม “สันติวิธี” กันเสียใหม่ จากการผลิตถ้อยคำอย่างสวยหรูแต่ไม่มีใครรับฟัง มาเป็นรอยยิ้มแห่งความเป็นมนุษย์ ที่มอบให้กันและกันด้วยใจที่เปิดกว้าง
Comments
Got something to say?







