สื่อเกาหลีใต้ประโคมข่าว”คิม จอง อิล” ตั้งลูกชายคนเล็กเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนต่อไป เร่งฝึกประชาชนร้องเพลงเชิดชูลูก หวังปลูกฝังความจงรักภักดี นักวิเคราะห์ชี้สังคมยึดระบบอาวุโส หวั่นส่อปัญหาผู้นำคิมรุ่นหนุ่ม
นาย คิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้ตัดสินใจตั้งนายคิม จอง อุน บุตรชายคนเล็ก วัย 26 ปี เป็นทายาทสืบทอดอำนาจปกครองดินแดนคอมมิวนิสต์แทนตนเองต่อไปแล้ว โดยความเคลื่อนไหวนี้ถูกตีแผ่โดยสื่อสิ่งพิมพ์ 2 ฉบับและจากการกล่าวอ้างของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน
ทั้งนี้นายปาร์ก จี วอน ส.ส.ฝ่ายค้านและเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภาเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุเอสบีเอสว่า ตนได้รับแจ้งความเคลื่อนไหวดังกล่าวจากการรายงานของฝ่ายข่าวกรองแห่งชาติ (เอ็นไอเอส) อย่างไรก็ดี นายโช ฮุน ซุง โฆษกกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการยืนยันในรายงานดังกล่าว
ด้าน น.ส.พ.ฮันกุ๊ก และ น.ส.พ.ดงอาของเกาหลีใต้ รายงานความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยอ้างสมาชิกที่ไม่เปิดเผยชื่อในคณะกรรมาธิการข่าวกรองรัฐสภาเกาหลีใต้ ซึ่ง น.ส.พ.ดงอาระบุด้วยว่า ชาวเกาหลีเหนือได้ถูกฝึกให้ร้องเพลงที่มีเนื้อหาบ่มเพาะให้ชาวเกาหลีเหนือ จงรักภักดีต่อผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือคนต่อไป โดยเรียกคิม จอง อุนว่า “นายพลคิม”
ข่าวระบุว่า คิม จอง อิล ได้แจ้งข่าวการตั้งทายาทของตนต่อกองทัพ สมาชิกรัฐสภาและนักการทูตเกาหลีเหนือที่อยู่ในต่างประเทศทันที หลังจากเกาหลีเหนือได้ทดสอบนิวเคลียร์ใต้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนักวิเคราะห์มองว่า การทดสอบแสนยานุภาพทางทหารของเกาหลีเหนือเมื่อเร็วๆ นี้นั้น น่าจะมีเป้าหมายเพื่อเสริมอำนาจของคิม จอง อิล ให้แข็งแกร่งเพื่อที่เขาจะได้ประกาศตั้งทายาทของตน หลังจากมีกระแสคาดเดาไปต่างๆ นานา ถึงผู้ที่จะขึ้นมาปกครองเกาหลีเหนือคนต่อไป หลังนายคิม จอง อิล มีปัญหาสุขภาพจนทำให้เชื่อว่าไม่น่าจะปกครองประเทศต่อไปได้
ข้อมูลเบื้องลึกเกี่ยวกับบุตรชายคนเล็กของคิม จอง อิล ไม่เป็นที่ทราบกันมากนัก แต่มีรายงานว่า คิม จอง อุน เป็นบุตรชายคนเล็กของคิม จอง อิล ที่เกิดกับนางโค ยอง ฮี นักเต้นรำอาชีพเชื้อสายญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภรรยาคนที่ 3 ของเขา แต่นางเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมเมื่อปี 2547 คิม จอง อุน จบการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีความรู้ภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส
ขณะที่คิม จอง นัม อายุ 27 ปี พี่ชายต่างมารดาของคิม จอง อุน เคยถูกคาดหมายว่าจะได้เป็นทายาทสืบทอดอำนาจของคิม จอง อิล แต่สูญโอกาสนั้นไปจากพฤติกรรมเสเพลของตนเองโดยเฉพาะหลังจากคิม จอง นัม ถูกจับกุมในญี่ปุ่นข้อหาถือพาสปอร์ตปลอม ส่วนนายคิม จอง ชอล ลูกชายคนที่ 2 วัย 27 ปี เดิมเป็นลูกชายคนโปรด แต่นายเคนจิ ฟูจิโมโตะ อดีตหัวหน้าเชฟซูชิชาวญี่ปุ่นของคิม จอง อิล กล่าวไว้ในบันทึกความทรงจำของเขาว่า คิม จอง อิล คิดว่าลูกชายที่ 2 มีทีท่าเหมือนผู้หญิง จึงไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำประเทศ ส่วนคิม จอง อุน นั้นเรียกว่าถอดพิมพ์เดียวมาจากพ่อทั้งหน้าตา รูปร่างและบุคลิกลักษณะ ทั้งยังมีภาวะความเป็นผู้นำมากที่สุด
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า ด้วยสังคมเกาหลีเหนือที่ยึดระบบอาวุโส เรื่องวัยวุฒิก็อาจจะเป็นปัญหาสำหรับนายคิม จอง อุนได้ (เอเอฟพี/บีบีซี)
ที่มา – มติชน
ความเห็น SIU
ดังที่ SIU เคยให้ความเห็นนานมาก่อนหน้านี้แล้วว่า เกาหลีเหนือมิได้มีวัตถุประสงค์ในการก่อสงครามนิวเคลียร์ จากการทดสอบการยิงขีปนาวุธพิสัยปานกลาง, การทดสอบนิวเคลียร์ และการยิงหัวรบขีปนาวุธหลายครั้ง
เป้าหมายหลักของเกาหลีเหนือก็เพียงเพื่อ การสร้างความราบรื่นในการเปลี่ยนผ่านอำนาจของคิมจองอิล ไปสู่คิมจองอุนผู้บุตร (ดูส่วนความเห็น SIU ท้ายข่าว) และการสร้างอำนาจต่อรอง ด้วยเทคนิคการต่อรองแบบไต่ขอบเหว (brinkmanship) เพื่อสร้างความได้เปรียบจากโต๊ะเจรจาให้มากที่สุด
3 ทายาททางการเมืองที่เป็นไปได้ของคิมจองอิล, ที่มา Stratfor
ภาพบุตรชาย 3 คนของคิมจองอิล ซึ่งคิมจองอุนเป็นคนท้ายสุด ภาพในปัจจุบันของคนทั้งหมดยังคงเป็นความลับสุดยอดต่อสื่อตะวันตก
แต่อย่างไรก็ตามดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า นี่เป็นเทคนิคการเจรจาแบบไต่ขอบเหว (brinkmanship) ที่เกาหลีเหนือเคยใช้และได้ผลมาตลอด (อันที่จริงต้องกล่าวว่าเกาหลีเหนือมีหนทางเดียวที่จะใช้ได้) การทดสอบขีปนาวุธพิสัยปานกลาง จากฐานยิงจรวดมูซูดัน-รี เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมานั้น ดูจะไม่สร้างความตื่นเต้นให้ประชาคมโลกเท่าที่ควร (เกาหลีเหนือเรียกว่าเป็นการทดสอบการส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักสังเกตการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่านี่เป็นโครงการทดสอบขีปนาวุธทางทหารมากกว่าโครงการพัฒนาอวกาศ) เกาหลีเหนือจึงสร้างสถานการณ์ด้วยการทดสอบนิวเคลียร์และการยิงขีปนาวุธอีกหลายระลอก
สถานการณ์ตอนนี้ก็คือ เกาหลีเหนือจะต้องระวังไม่ให้เกมการต่อรองเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามจริงๆ มากเกินไป (หากเกิดสงครามขึ้นจริง วงการความมั่นคงก็วิเคราะห์ว่านิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็ไม่ได้ช่วยอะไรในสงครามยุคใหม่มากนัก) เพราะกระแสแรงกดดันจากนานาชาติอาจทำให้ สหรัฐฯจะต้องลงมือโต้ตอบอะไรไปบ้าง
เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ จึงมองว่าข่าวนี้ เป็นการแสดงว่าเกาหลีเหนือกำลังพยายามกลับมาสู่โต๊ะเจรจา ทั้งนี้เพราะเป้าหมายหลักสองเป้าหมายของเกาหลีเหนือ คือการถ่ายโอนอำนาจไปสู่ว่าที่ผู้นำ และการสร้างการรับรู้ในฐานะชาตินิวเคลียร์ต่อประชาคมโลกบรรลุผลแล้ว
