Practical Report เกาหลีเหนือยิงจรวดแล้ว

ศูนย์รับมือวิกฤติของญี่ปุ่นได้แจ้งเตือนประชาชนทั่วประเทศว่า เกาหลีเหนือได้ ยิงจรวดซึ่งอ้างว่าส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วเมื่อเวลา 11.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นหรือราว 9.30 น.ตามเวลาไทยวันนี้(5เม.ย.) และจรวดได้ข้ามน่านฟ้าญี่ปุ่นไปถึงบริเวณเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก โดยชิ้นส่วนจรวดท่อนแรกตกห่างจากชายฝั่งจังหวัดอากิตะไปทางตะวันตกราว 280 กิโลเมตร และจรวดท่อนสองได้ตกนอกจากชายฝั่งทางตะวันออกเกือบ 1,270 กิโลเมตร แต่โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น บอกว่า ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าดาวเทียมถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดดังกล่าวจริงหรือ ไม่

ด้านโฆษกรัฐบาล แถลงว่า การปล่อยจรวดของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างมาก และขอประท้วงรุนแรงต่อการกระทำดังกล่าว แต่ญี่ปุ่นไม่ได้พยายามที่จะสกัดกั้นจรวดของเกาหลีเหนือแต่อย่างใด และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ยังไม่มีรายงานได้รับความเสียหายจากการยิงจรวดของเกาหลีเหนือ




ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือได้ แจ้งแล้วว่า ชิ้นส่วนจรวดจะตกใกล้ชายฝั่งญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นต้องส่งเรือติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธไปประจำการในเส้นทางที่ ชิ้นส่วนของจรวดจะตกลงมา เพื่อเตรียมพร้อมยิงชิ้นส่วนจรวดที่จะตกลงมาและเป็นภัยอันตรายต่อประเทศ ขณะที่เกาหลีเหนือขู่จะโจมตีกลับ หากญี่ปุ่นพยายามยิงดาวเทียม โดยจะพุ่งเป้าโจมตีจุดที่ญี่ปุ่นใช้เป็นฐานยิงสกัดดาวเทียมและเป้าหมายสำคัญอื่นๆด้วย

นอกจากนี้รัฐบาลเกาหลีใต้แถลงยืนยันการยิงจรวดของเกาหลีเหนือ และจะออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของเกาหลีเหนือในคืนวันนี้



ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงแตโปดอง-2 พร้อมยิงที่ฐานมูซูดาน-รี, ที่มา – GlobalSecurity.org

ก่อนหน้านี้ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐเตือนแล้วว่า แผนการยิงจรวดส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศของเกาหลีเหนือ ซึ่งแท้จริงอาจเป็นการแอบทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลที่ยิงได้ไกลถึงรัฐอลาสก้าของสหรัฐ ล้วนเป็นการฝ่าฝืนมติของสหประชาชาติที่ห้ามเกาหลีเหนือดำเนินโครงการด้านเทคโนโลยีขีปนาวุธ และขู่ว่าจะส่งเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งอาจมีการผลักดันให้ลงโทษเกาหลีเหนือหรืออาจแค่ออกแถลงการณ์ประณาม

โอบามา : เป็นการคุกคามสันติภาพและความมั่นคงนานาชาติ
ด้านประธานาธิบดีโอบามา ออกแถลงการณ์ผ่านทำเนียบขาวในกรณีนี้ว่า การททดลองเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีปของเกาหลีเหนือถือเป็นภัยคุกคามต่อแถบตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชีย ทั้งยังเป็นการคุกคามสันติภาพและความมั่นคงนานาชาติ และถือเป็นการละเมิดข้อตกลงคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติที่ 1718 ((ข้อตกลงนี้ประกาศเมื่อ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2549 โดยระบุว่าเกาหลีเหนือจะต้องไม่มีการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป , ต้องเข้าร่วมการประชุมหกฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้, จีน, ญี่ปุ่น, รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา, นอกจากนี้ยังมีการห้ามการนำเข้ายุทโธปกรณ์หรือสินค้าฟุ่มเฟือยเข้าประเทศอีกด้วย)) ประธานาธิบดีโอบามายังได้เสนอให้มีหารือกันระหว่างพันธมิตรในภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเกี่ยวกับกรณีนี้อีกด้วย

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ, NYTimes

ความเห็น SIU:
ดังที่ได้วิเคราะห์ไปแล้ว ใน “อ่านการเมืองโสมแดง” เรามองว่าการยิงจรวดครั้งนี้ของเกาหลีเหนือจะผ่านพ้นไปด้วยดีโดยปราศจากการขัดขวางจากทั้ง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ทั้งสองฝ่ายต่างก็เพียงแต่บลัฟกันไปมาเท่านั้น

แต่ในความเป็นจริง การที่เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการยิงจรวดแตโปดอง-2 ในครั้งนี้ (เกาหลีเหนือเรียกจรวดของตนเองว่า อันฮา-2) ก็หมายความว่าเกาหลีเหนือมีศักยภาพในการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปได้ด้วย ซึ่งแตโปดอง-2 เป็นจรวดเชื้อเพลิงขนาด 2 ท่อน และพิสัยการยิงไกลถึง 4,500 กิโลเมตร (ในอนาคตคาดว่าสามารถพัฒนาให้ไกลได้ถึง 9,000 กิโลเมตร) ระยะขนาดนี้ต้องถือว่าแตโปดอง-2 ก้าวหน้ากว่ารุ่นพี่ของมันไปอยู่ในระดับชีปนาวุธข้ามทวีปไปแล้ว (ICBM – Intercontinental ballistic missile) แตโปดอง-2 ยังแบกน้ำหนักบรรจุได้หนักถึง 500 กิโลกรัม ซึ่งแม้ว่าครั้งนี้เกาหลีเหนืออ้างว่าเป็นการส่งดาวเทียมทดสอบการสื่อสาร “กวางเมียงซง-2″ ขึ้นสู่อวกาศตามโครงการพัฒนาเพื่อสันติภาพ แต่ในแวดวงความมั่นคงทั่วโลกต่างก็เชื่อว่านี่เป็นการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปมากกว่า และแน่นอนว่าหาก “สินค้า” ในแตโปดอง-2 เป็นหัวรบนิวเคลียร์แทนที่จะเป็นดาวเทียม หากเกิดความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีในอนาคต นี่จะเป็นภัยคุกคามต่อทั้งเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง



ระยะพิสัยยิงของแตโปดอง-2 : รัศมีราว 4,500 – 5,000 กิโลเมตร (พื้นที่วงกลมสีเทา) จรวดรุ่นถัดไปสามารถพัฒนาให้มีพิสัยยิงได้ไกลกว่านี้อีกเท่าตัว

หน่วยงานความมั่นคงของเกาหลีใต้ เรียกท่าทีแบบนี้ของเกาหลีเหนือว่าเป็นเทคนิคแบบ “brinkmanship” ((คำว่า brink นั้นหมายถึงขอบ เช่นขอบเหวหรือขอบตลิ่ง ดังนั้น brinkmanship จึงเป็นเกมที่ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งจงใจสร้างความเสี่ยงอันหนึ่งขึ้น โดยหวังว่าผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าความเสี่ยงอันนั้นสูงเกิน กว่าที่จะรับได้ คืออาจทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เล่นอีกฝ่ายนั้นมาก ดังนั้นผู้เล่นอีกฝ่ายนั้นจึงจำเป็นต้องหาทางลดความเสี่ยงนั้นลง และยินยอมตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมร่วมกันในที่สุด

ลองนึกภาพคู่กรณี 2 คน เอาลูกปืนมา 1 ลูกใส่ในปืนลูกโม่ แล้วปั่น จากนั้นผลัดกันยิงใส่ขมับตัวเองดู คู่กรณีคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนอาจจะไม่ยอมเล่นเกมนี้ตั้งแต่แรก เพราะมีความเสี่ยงสูง คืออาจตาย และโอกาสตายจะยิ่งเพิ่มขึ้นในแต่ละรอบจาก 1 ใน 6 เป็น 1 ใน 5, 1 ใน 4, 1 ใน 3, 1 ใน 2 และตายแน่นอนในที่สุด ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า brinkmanship ขึ้นกับการสร้างความเสี่ยง (risk) ของผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และเราจะควบคุมความเสี่ยงนี้ให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะอย่างไร – ที่มา arip.co.th)) เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ของฝ่ายตรงข้าม หรือเมื่อเกาหลีเหนือต้องการข้อต่อรองที่ได้เปรียบ พวกเขามักมีท่าทีก้าวร้าวและคุกคามเสมอ ถือเป็นสถานการณ์ปกติในโต๊ะเจรจา และแต่ละฝ่ายก็รู้ว่ามีเส้นแบ่งที่ต่างก็ไม่สามารถก้าวข้ามกันได้

การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ของเกาหลีเหนือ จะทำให้ทุกฝ่ายต้องเดินขึ้นโต๊ะเจรจาและข้อแลกเปลี่ยนของการเจรจาก็คือ การยุติโครงการนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ ซึ่งในที่สุดเกาหลีเหนือก็มักจะยอมตาม เนื่องจากนี่เป็นเพียงไพ่ใบเดียวที่เกาหลีเหนือมีอยู่ แต่ก่อนหน้าที่จะบรรลุถึงการเจรจาข้อนี้เกาหลีเหนือก็ยื่นข้อเรียกร้องที่ได้เปรียบอยู่เสมอ “brinkmanship” จึงเป็นเทคนิคที่เกาหลีเหนือใช้ได้ผลมาตลอด

เพิ่มเติม : รายงานจาก USNORTHCOM

กองกำลัง USNORTHCOM (กองบัญชาการทหารสหรัฐอเมริกาส่วนทวีปอเมริกาเหนือ) และ NORAD (กองบัญชาการป้องกันภัยน่านฟ้าอเมริกาเหนือ) รายงานสั้นๆ ถึงการยิงจรวดของเกาหลีเหนือ โดยสรุปว่าไม่มีการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร (หรืออาจจะประสบความล้มเหลว) โดยที่ส่วนเชื้อเพลิงท่อนแรกของจรวดตกลงที่ทะเลญี่ปุ่น ส่วนท่อนที่เหลือรวมถึงส่วนบรรทุกตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิค ไม่มีวัตถุถูกส่งเข้าสู่วงโคจร และไม่มีเศษซากชิ้นส่วนตกลงในประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด